เด็กชายนั่งกอดเข่าอยู่ในมุมมืดของห้องที่ทั้งอับและชื้น
ร่างกายซูบผอม ริมฝีปากซีด ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าที่ใส่ก็ขาดลุ่ยเต็มไปด้วยรอยสกปรก ทั่วทั้งตัวมีแต่รอยเฆี่ยนตี
วันนี้เสียงทะเลาะกันของคู่สามีภรรยาก็ยังคงดังทะลุกำแพงห้องเข้ามาอีกเช่นเคย
“นี่แกเอาเงินฉันไปเล่นพนันอีกแล้วใช่ไหม!?”
เสียงฝ่ายภรรยาดังขึ้นด้วยความโมโห
“หุบปากไปอีแก่! ฉันจะเอาเงินไปทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน!”
ฝ่ายสามีเองก็พูดด้วยน้ำเสียงแรงรุนแรงไม่ต่างกัน
“แต่นั่นมันเงินฉันนะ! เอาคืนมาเดี๋ยวนี้ไอ้ชั่ว!”
พูดจบภรรยาก็เข้าไปใช้มือดึงเสื้อของสามีเพื่อหยิบเงินที่ใส่อยู่ในกระเป๋าข้าง ทว่า—สามีก็ไม่ยอมง่ายๆ จึงได้ใช้ฝ่ามือตบเข้าไปที่ใบหน้าของภรรยาเสียงดังแล้วเตะร่างของภรรยาจนกระเด็นไปชิดกำแพง
“แค่ก แค่ก”
ภรรยาไอออกมาอย่างเจ็บปวดพลางใช้มือกดที่ท้องของตัวเองเอาไว้
ทว่า—ผลจากการถูกกระทำเมื่อครู่ทำให้เสื้อผ้าของฝ่ายภรรยาอยู่ในสภาพหลุดลุ่ยเผยให้เห็นเนินอกอันอวบอิ่ม
เมื่อเห็นเช่นนั้นทางสามีก็เข้าไปดึงเสื้อผ้าของภรรยาออกแล้วทำการสอดใส่แท่งของตัวเองเข้าไปในร่องของภรรยาด้วยความหื่นกระหายโดยไม่สนเลยว่าภรรยาของตนจะยินยอมหรือไม่
“อ๊า!...ยะ...หยุดนะ!..อ๊า...”
ภรรยาครางเสียงหลงออกมา แม้จะพยายามผลักสามีของตัวเองออกไป แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงได้
“อ๊า...บอกให้...หยุดไง...ไอ้เวรนี่!”
จากการที่ถูกใช้ความรุนแรงก่อนหน้า ทำให้ภรรยาไม่เหลือแม้แต่แรงที่จะผลักสามี เธอจึงได้แต่พูดขอให้เขาหยุดการกระทำอันป่าเถื่อนนี้
“จะเสร็จแล้ว!”
สามีตะโกนแล้วโยกสะโพกรั่วขึ้น
“อ๊า...ยะ...อย่าแตกใน—”
ทว่ายังไม่สิ้นสุดคำพูดของภรรยา ฝ่ายสามีก็หลั่งน้ำของตัวเองเข้าไปข้างในของตัวภรรยาอย่างเต็มที่
“ฮึก...ฮึก...ไอ้เวร! ก็บอกแล้วไงว่าอย่าแตกในน่ะ!”
ภรรยาพูดขึ้นพลางร้องไห้ไปด้วย พอสงบสติได้ก็ลุกขึ้นไปหยิบกระดาษชำระมาทำความสะอาดบริเวณด้านล่างของตัวเองซึ่งมีน้ำสีขาวไหลออกมา
ส่วนทางสามีที่เสร็จสมอารมณ์แล้วก็ใส่เสื้อผ้าอย่างอารมณ์ดีแล้วพูดตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส
“ทำไงได้ ก็มันเสียวเกินไปนี่ อีกอย่างเธอเองก็ชอบแบบนี้มากกว่าไม่ใช่เหรอ?”
“หุบปากแล้วออกไปซะ!”
ภรรยาขว้างขวดน้ำพลาสติกที่หมดแล้วใส่ ทำให้สามีเดินออกไปด้วยท่าทีที่ไม่เต็มใจนัก
เมื่อใส่เสื้อผ้าเสร็จ ภรรยาก็เดินเข้าไปในห้องที่อยู่ติดกับห้องของตัวเอง พอเปิดประตูห้องเข้าไปก็พบกับเด็กชายที่นั่งคุดคู้อยู่มุมห้องโดยเอามือปิดหูทั้งสองข้างของตัวเองไว้
เมื่อเห็นเช่นนั้นภรรยาก็เดินเข้าไปตบตีเด็กอย่างรุนแรงเพื่อระบายอารมณ์ที่ตัวเองโดนสามีกระทำมาใส่เด็กชายที่ไม่มีทางสู้พร้อมพูดถ้อยคำทำร้ายจิตใจ
“ไอ้เด็กเวร! ทำไมได้ยินแล้วไม่มาช่วย! ฉันไม่น่าให้เด็กอย่างแกเกิดมาเลย! ไม่งั้นชีวิตฉันคงไม่ป่นปี้แบบนี้หรอก! ทั้งหมดเป็นเพราะแกคนเดียว!”
พอระบายเสร็จภรรยาก็เดินออกจากห้องของเด็กชายไปโดยปล่อยให้เด็กชายนอนคุดตัวด้วยความเจ็บปวดทรมาน
—ปีศริสต์ศักราชที่ 2023 วันที่ 30 เดือน 4
เช้าวันอาทิตย์กลางฤดูร้อน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสัญจรไปมามีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่
“...ร้อน”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยท่าทางอารมณ์เสีย แต่ก็ยังคงไม่ขยับไปไหนจากตรงนั้นพลางดูนาฬิกาข้อมือ
ตอนนี้เป็นเวลา 11 นาฬิกา 30 นาที
“ยัยนั่น...เป็นคนนัดเองแท้ๆ แต่ดันมาสายเนี่ยนะ”
วันนี้ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ที่ปกติชายหนุ่มจะเลือกหมกตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหน แต่วันนี้กลับต้องออกมาที่ห้างสรรพสินค้าที่พึ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานเนื่องจาก ‘ผู้หญิงคนหนึ่ง’ ต้องการมาเดินแล้วไม่มีใครมาเป็นเพื่อน เขาจึงถูกชักชวนมาโดยนัดหมายกันหน้าประตูที่หนึ่งของห้าง เวลา 11 นาฬิกา
แน่นอนว่าชายหนุ่มจะปฏิเสธไปก็ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ได้ทำแบบนั้น
ดังนั้น—ต่อให้บ่นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ถึงคนที่มาสายจะผิด แต่ตัวเองที่ดันไม่รู้สึกโกรธแม้ต้องรอนานกว่าหนึ่งชั่วโมงแถมยังดีใจที่ถูกชวนมานี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆ
“โทษทีที่มาสาย พอดีเสียเวลาหาที่จอดรถนานไปหน่อย”
เสียงใสราวกับระฆังดังขึ้นมา ทำให้ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าคนที่รออยู่ได้มาถึงแล้ว
เจ้าของเสียงคือหญิงสาวรูปงามราวกับหลุดมาจากนิยาย เอวคอดกิ่ว เส้นผมสีดำนวลสลวย ใบหน้าสุขุม ขนตายาวเรียว นัยน์ตาสีดำราวกับไข่มุก ผิวขาวผุดผ่อง ริมฝีปากสีชมพู ไม่ว่าองค์ประกอบไหนก็ทำให้ผู้ชายหลงใหลได้ทันทีที่มอง แถมชุดที่สวมมายังเป็นดึงดูดสายตาสุดๆ เธอสวมแจ็คเก็ตสีขาวทับเสื้อสายเดี่ยวสีดำคู่กับกางเกงขายาวสีขาว ทำเอาไม่รู้จะเอาตาไปมองที่ไหนเลย
หญิงสาวคนนี้คือ ‘ฮิเมกามิ ริโอะ’ ดาวเด่นประจำบริษัทที่ผมทำงานอยู่และยังเป็นผู้จัดการที่อายุน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นทั้งเพื่อนสมัยเรียนและรักแรกของผมอีกด้วย
“...นี่ ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยรึไง”
“...ก็เหมาะดีนะ แต่ไม่เปิดมากไปหน่อยเหรอ?”
แม้จะพยายามหลบสายตาแล้ว แต่ยังไงก็ยังมองเห็นเนินอกอยู่ดี
“… ทะลึ่ง ไม่ได้ใส่ชุดนี้มาให้นายดูสักหน่อย แค่ใส่เพราะอากาศช่วงนี้มันร้อนต่างหาก”
“ฉันก็ไม่ได้ดูเพราะอยากดู แต่มันเข้ามาในระยะสายตาพอดีจะให้ทำไง”
“เหรอ~ ไม่ได้มองเพราะอยากดูสิน้า~”
ริโอะพูดพลางเผยรอยยิ้มออกมาราวกับจงใจแหย่ผม
“นายเองก็ดูดีใช่เล่นนะ ปกติไม่เห็นแต่งตัวแบบนี้แท้ๆ เห็นชอบใส่แต่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น วันนี้จัดเต็มเลยนะ~”
จริงอย่างที่ริโอะพูด ปกติผมซึ่งไม่ค่อยออกไปไหนในวันหยุดแล้ว เวลาอยู่ห้องถ้าไม่ได้ออกไปไหนก็ใส่ชุดนอนทั้งวัน หรือไม่ก็เสื้อยืดกางเกงขาสั้นเวลาที่ต้องออกไปซื้อของเท่านั้น เรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่วันทำงานแล้วผมแทบจะอยู่ในสภาพแบบนั้นตลอดเวลา
ทว่า ชุดที่ผมใส่ในวันนี้คือเสื้อเชิ้ตแขนสั้นคู่กับกางเกงสแล็คสีดำ
“หนวกหูน่ะ! ปกติเธอเองก็ไม่ได้แต่งแบบนี้ไม่ใช่รึไง!”
“ก็อยากใส่มาแกล้งใครบางคนแถวนี้ไง”
“ว่าไงนะ!?”
คงเพราะพวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมถึงได้สนิทกันมาก จนบางครั้งริโอะก็ชอบแหย่ผมเล่นแบบนี้ ราวกับเธอไม่เห็นผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งในสายตาแล้ว
“งั้นพวกเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะ เดี๋ยววันนี้ฉันเลี้ยงข้าวกลางวันให้แทนคำขอโทษที่มาสาย”
“...ก็ได้”
“ร้านนี้เป็นไง?”
ริโอะพูดก่อนจะหยุดอยู่หน้าร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ภายในร้านตกแต่งด้วยธีมสีแดงและมีโชชิน* แขวนอยู่
“แล้วแต่เธอเลย”
“ให้ตายสิ พวกผู้ชายเนี่ยนะ แค่ให้ช่วยตัดสินใจหน่อยก็ไม่ได้!”
“การที่เธอเสนอร้านนี้มาเพราะอยากกินไม่ใช่รึไง!? แล้วจะถามฉันเพื่อ!?”
“อ๊ะ!? งอนเหรอ?”
“รีบเข้าไปได้แล้ว!”
เมื่อเข้าไปในร้านอาหาร พนักงานก็พาเดินไปยังที่นั่งด้านในที่ว่างอยู่ พอพวกเราตัดสินใจเลือกเมนูของตัวเองได้ ก็เรียกพนักงานมาสั่งอาหาร
ไม่นานอาหารที่สั่งก็มาเสิร์ฟซึ่งประกอบไปด้วย ชุดข้าวทงคัตสึพร้อมชาเขียนเย็น กับ มิโสะราเมงคู่กับน้ำอัดลม นอกจากนี้ยังมีเกี๊ยวซ่าอีกหกชิ้น
“กินเลยไม่ต้องเกรงใจ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”
“...งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ”
“เอาเลย...เดี๋ยวฉันค่อยใช้งาน—”
“ว่าไงนะ?”
“ไม่มีอะไร นายคงหูฟาดน่ะ”
“...”
เอาเถอะ ยังไงผมก็พอเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าริโอะคงไม่ชวนผมมาเดินเล่นเฉยๆ อยู่แล้ว พูดให้ถูกคือเธอพาผมมาเพื่อให้ช่วยถือของนั่นแหละ
สักพักพอเราทั้งคู่กินอาหารเสร็จ ริโอะก็เดินไปจ่ายเงินแล้วพาผมไปเดินช็อปปิ้งต่อทันที
“ขอบใจที่มาเป็นเพื่อน”
“....ก่อนจะขอบใจน่ะ ช่วยดูสภาพฉันก่อนเถอะ!”
ผลจากการเดินช็อปปิ้งเกือบห้าชั่วโมงนั้นทำให้ริโอะได้ของที่ต้องการมาทั้งหมด โดยประกอบไปด้วย รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องประดับ และพวกเครื่องสำอาง โดยรวมทั้งหมดแปดถุง ซึ่งผมเป็นคนถือทั้งหมด
“ให้ตายเถอะ! คราวหน้าให้ตายยังไงฉันก็จะไม่มาด้วยเด็ดขาด!”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ~ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวเย็นด้วยอีกมื้อเลย”
“...พาไปเก็บของที่รถก่อนเถอะ”
“โอเค~”
“ขี้โกงเป็นบ้า”
“พูดอะไรรึเปล่า”
“ไม่มีอะไร”
แน่นอนว่าผมรู้อยู่แล้วว่าริโอะเป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าขี้โกงจริงๆ เธอที่เป็นสาวสวยมาตั้งแต่สมัยเรียนนั้นมีหนุ่มเข้ามาจีบมากมาย แต่ริโอะก็ตอบปฏิเสธทุกครั้งที่มีคนมาสารภาพรัก เห็นเคยบอกว่าไม่มีคนที่ถูกใจเลย พวกสวยเลือกได้นี่มันน่าหมั่นไส้เป็นบ้า
พอเดินมาถึงที่จอดรถชั้นบนสุดแล้วเดินตรงไปอีกประมาณห้านาทีก็เจอรถหรูสีขาวจอดอยู่ แม้แต่ผมที่ไม่ค่อยรู้จักแบรนด์รถเท่าไหร่แค่มองก็ยังรู้ได้ทันทีว่าราคารถคันนี้คงแพงพอตัว
“อ๊ะ! โทษทีนะ ขอคุยโทรศัพท์แป๊บนึง”
ริโอะพูดก่อนจะปลดล็อครถให้ผมแล้วเดินออกไปคุยโทรศัพท์ด้านหลังรถ
ฟังจากน้ำเสียงแล้วคนที่คุยด้วยคงเป็น ‘หมอนั่น’ สินะ น้ำเสียงสดใสเหมือนกับที่พูดกับผมก็จริงแต่แฝงไปด้วยความรู้สึก คุยจบริโอะก็เดินมาผมด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน
“ ‘ฮิเดะ’ โทร.มาสินะ หมอนั่นว่าไงบ้าง?”
“...อืม เขาบอกว่าแทนคำขอโทษที่วันนี้มาด้วยไม่ได้เลยจะชวนฉันไปดินเนอร์ที่โรงแรมในเครือของบริษัทน่ะ”
“งี้นี่เอง.....งั้นเธอรีบไปหาหมอนั่นดีกว่า ไม่ใช่ว่าเจ้านั่นเตรียมอะไรเซอร์ไพรส์เธอเหรอถึงได้พาไปดินเนอร์แบบนี้”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องฉันหรอก จะให้ ‘แฟน’ คนอื่นมาอยู่ด้วยจนดึกได้ไง เธอรีบไปเถอะ”
“โทษทีนะ เดี๋ยวครั้งหน้าฉันจะเลี้ยงคืนแน่นอน! งั้นไว้เจอกันที่บริษัท!”
“คร้าบ~คร้าบ~ ท่านหัวหน้า”
ริโอะไม่ตอบอะไรเพียงแค่หันมายิ้มให้ก่อนจะขึ้นรถไป
ผมส่งริโอะขึ้นรถแล้วเดินกลับมาในห้างคนเดียวพลางหาร้านอาหารที่สามารถเข้าไปนั่งกินคนเดียวได้อย่างสบายใจ พอเดินหาประมาณสิบนาที ผมก็กลับไปร้านเดิมที่กินไปเมื่อตอนกลางวัน
แม้บางครั้งจะรู้สึกได้ถึงสายตาของพนักงานที่มองมา แต่ผมไม่จำเป็นต้องใส่ใจสายตาคนนอกอยู่แล้ว พอกินเสร็จก็ไปจ่ายเงินแล้วขับรถกลับห้อง
พอถึงห้องพัก ผมก็อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอน แม้จะยังไม่ดึกมากแต่ยังไงพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า แถมวันนี้ยังเหนื่อยมาทั้งวัน ทำให้รู้สึกง่วงมากกว่าปกติแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นหลับได้ ผมเลยตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขั้นมาเล่น
“ช่วงนี้มันฤกษ์ดีหรือไง ถึงได้มีแต่โพสต์แต่งงานเต็มหน้าฟีดเลยเนี่ย”
สำหรับคนโสดอายุใกล้สามสิบอย่างผมนั้นเนื้อหาพวกนี้มันบั่นทอนจิตใจจนอยากปิดหนีเกินกว่าที่จะเข้าไปแสดงความยินดีได้
—ใช่ ถ้าเป็นอย่างทุกทีผมคงปิดแอปแล้วไปทำอย่างอื่นแทนแล้ว
แต่ในครั้งนี้ผมเอาแต่จ้องโพสต์อยู่โพสต์นึงที่พึ่งประกาศเมื่อครู่
Rio
หลังจากนี้เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปนะ Hide 💒
“งั้นเหรอ....เป็นแบบนั้นเองสินะ....”
เรี่ยวแรงหายไปจากทั้งตัว ความรู้สึกต่างๆ ถาถมเข้ามาจนไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนเลยคือ ความเสียใจ
รู้มาตลอดอยู่แล้วว่าวันใดวันหนึ่งวันนี้ต้องมาถึง แต่ก็พยายามไม่คิดถึงมัน ทั้งที่เตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่ที่รู้ว่าพวกนั้นคบกันเมื่อแปดปีก่อน แต่ก็คิดว่าสักวันหนึ่งเราเองก็คงมีโอกาสเหมือนกัน
ไม่สิ—ไม่ใช่
เราต่างหากที่เป็นคนถอยออกมาพอรู้ว่าพวกนั้นคบกัน
“ถ้าไม่ถอยแต่แรกเรื่องทุกอย่างจะเปลี่ยนไปไหมนะ.....”
เฮอะ! น่าสมเพช!
พอเจอความจริงเข้าหน่อยก็ทำเป็นรับไม่ได้ ตัวเองนี่มันน่าสมเพชเกินบรรยายจริงๆ
“ว่ากันว่ารักแรกมักไม่สมหวัง เรื่องจริงสินะ”
ผมทิ้งตัวลงบนเตียง อาจเป็นเพราะความเหนื่อยที่สั่งสมมาทั้งวันรวมกับความเสียใจ ไม่นานผมก็ผล็อยหลับไป
* โคมไฟโชชิน (Chochin) โคมไฟกระดาษแบบดังเดิมของญี่ปุ่น โครงสร้างทำจากไม้ไผ่ มีเทียนอยู่ด้านล่าง ห่อหุ้มด้วยกระดาษเพื่อป้องกันลม
บริเวณที่ผมอยู่เป็นบริเวณชานเมืองที่ไกลออกจากตัวเมืองเล็กน้อย แม้จะมีข้อเสียที่ไม่ค่อยมีร้านค้าให้เลือกมากนัก แต่ก็แลกมาด้วยราคาห้องพักที่ถูกกว่าในเมืองและช่วงเวลากลางคืนยังสงบกว่า ทำให้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น
ปกติแล้วผมมักจะเดินทางไปทำงานโดยใช้รถส่วนตัวเพราะสะดวกกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าที่จอด รวมไปถึงค่าบำรุงรักษา
ทว่า วันนี้เป็นกรณีพิเศษที่ผมดันตื่นเช้ากว่าปกติแถมยังไม่รู้จะทำอะไรคั่นเวลาด้วย
ดังนั้น—ผมเลยตัดสินใจไปทำงานโดยขึ้นรถไฟที่ไม่ได้ขึ้นมานานแทน
ระยะทางจากห้องพักจนถึงสถานีรถไฟถ้าเดินไปก็ประมาณสิบถึงสิบห้านาทีได้ ระหว่างทางมีย่านการค้าขนาดเล็กตั้งเรียงรายอยู่ ร้านค้าต่างๆ เริ่มออกมาเตรียมเปิดร้านกันแล้ว น่าเสียดายที่วันนี้ร้านขนมปังเจ้าประจำของผมยังไม่เปิดขาย พอเดินผ่านร้านที่ว่าเจ้าของร้านก็ออกมาทักทายอย่างเป็นกันเอง
“อ้าว? เจ้าหนุ่มมาซาวันนี้มาแต่เช้าเชียวนะ แล้วรถล่ะ?”
เจ้าของร้านขนมปัง คุณฮิโรชิ ยาเซ็น เป็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบปี รูปร่างดี เห็นว่าก่อนหน้าที่จะมาเปิดร้านขนมปังกับภรรยาเคยเป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติมาก่อน
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณยาเซ็น พอดีวันนี้ตื่นเช้าน่ะครับเลยว่าจะเดินไปขึ้นรถไฟแทน”
“แล้วเป็นอะไรล่ะ? มีเรื่องอะไรหนักใจงั้นเหรอ?”
“เอ๊ะ?”
คุณยาเซ็นพูดด้วยน้ำเสียงสดใสไม่ต่างไปจากเดิม ทว่ามีสีหน้าที่จริงจังต่างไปจากปกติที่มักแสดงออกว่าเป็นคนขี้เล่นอยู่เสมอ
“ก็แค่...ยอมรับอะไรหลายๆ อย่างได้แล้วน่ะครับ”
ผมไม่รู้เลยว่าช่วงเวลานั้นผมกำลังมีสีหน้าและน้ำเสียงยังไง แต่พอพูดจบคุณยาเซ็นก็ไม่พูดอะไรเพียงแค่เดินเข้ามาแตะไหล่ผมเบาๆ เท่านั้น
“อะ...หมายความว่าไงเหรอครับ?”
นี่ตัวผมดูหดหู่ขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ? ผ่านไปสักพักคุณยาเซ็นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเมื่อครู่
“ในเมื่อเจ้าหนุ่มมาซาเป็นคนพูดเองว่ายอมรับได้แล้ว ฉันจะไม่ถามหรอกนะว่ามีเรื่องอะไร เพราะงั้น—”
พูดยังไม่ทันจบคุณยาเซ็นก็ยื่นถุงกระดาษใบหนึ่งมาให้
“เอานี่ไปกินสิจะได้หายเศร้า”
พูดจบคุณยาเซ็นก็ส่งถุงที่อยู่ในมือมาให้ ภายในมีขนมปังที่น่าจะพึ่งอบเสร็จได้ไม่นานจึงส่งกลิ่นหอมน่ากินออกมา
“นี่คือ…?”
“ขนมปังสูตรใหม่ของร้านเราน่ะ ฉันให้ฟรีเลย”
....มีบางอย่างแปลกๆ
ถึงจะรู้สึกไม่ดีที่ดันสงสัยคนที่ให้กำลังใจตัวเองแบบนี้ แต่สัญชาตญาณของผมกำลังบ่งบอกว่าสิ่งที่อยู่ในถุงนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถกินได้
นอกจากนี้จังหวะมันดีเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ
คุณยาเซ็นที่กำลังเตรียมเปิดร้านอยู่กับผมซึ่งปกติแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเจอกันในช่วงเวลานี้ได้ดันบังเอิญมาเจอกัน แล้วก็บังเอิญให้กำลังใจผมที่ดูเหมือนจะเศร้าอยู่โดยการให้ขนมปังที่บังเอิญถืออยู่พอดีมาให้ผมกินเพื่อที่จะรู้สึกดีขึ้น
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนมันก็เกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญได้
ก่อนอื่นเลย...ทำไมคุณยาเซ็นถึงได้มีถุงใส่ขนมปังอยู่ในมือทั้งที่ยังไม่ได้เปิดร้านอยู่ล่ะ?
“ใครเป็นคนทำขนมปังชิ้นนี้ครับ?”
“...”
คุณยาเซ็นไม่ตอบอะไร เพียงแค่ ‘ยิ้ม’ ให้ผมเท่านั้น
“คุณอายาโกะสินะครับ?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า โชคดีจังนะเจ้าหนุ่ม ได้กินขนมปังสูตรใหม่ก่อนใครแบบนี้”
ถึงคุณยาเซ็นจะหัวเราะ แต่ผมรู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวไม่ต่างอะไรจากการกลบเกลื่อนความผิด
บางที...เจ้าสิ่งที่อยู่ในถุงนี่อาจอันตรายกว่าที่ผมคิดก็ได้
“นี่คุณคะ! เข้ามาเตรียมร้านได้แล้ว!”
เสียงดังออกมาจากร้านที่ปิดอยู่ เจ้าของเสียงคือภรรยาของคุณยาเซ็น และยังเป็นเจ้าของร้านขนมปัง ‘delight & peace bakery’ คุณฮิโรชิ อายาโกะ เธอเป็นสาวสวยจนไม่อยากเชื่อว่าจะอายุสามสิบห้าปีแล้ว จากที่คุณยาเซ็นเคยเล่าให้ฟังเห็นว่าเธอเป็นแฟนคลับของคุณยาเซ็นตอนช่วงที่เป็นนักกีฬามาก่อน แล้วเริ่มคบหากันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลังจากนั้นเธอก็คอยซัพพอร์ตคุณยาเซ็นมาตลอด เธอเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง เว้นแค่เรื่องเดียว—
“เจ้าหนุ่มมาซา ถือว่าช่วยฉันสักครั้งเถอะนะ! ไปแล้วจ้า~เมียจ้า”
คุณยาเซ็นพูดเช่นนั้นก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน
ใช่...มีแค่เรื่องเดียวที่คุณอายาโกะทำไม่ได้ก็คือการทำอาหาร
คุณยาเซ็นเคยบอกว่าสมัยที่คบกันใหม่ๆ เคยต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอาการอาหารเป็นพิษหลังจากกินอาหารที่คุณอายาโกะทำมาให้ หลังจากนั้นคุณยาเซ็นก็อาสาเป็นคนทำอาหารเองมาตลอด
โชคยังดีที่คุณอายาโกะยังไม่ออก แต่จะเอาของกินที่ได้มาไปทิ้งก็น่าเสียดาย นอกจากนี้ถึงจะรู้สึกแย่ที่ต้องทำแบบนี้กับคนที่ให้กำลังใจตัวเองเมื่อกี้ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะทำต่อไปนี้มันคือการป้องกันตัว
เพราะงั้น—
“อย่าโกรธกันเลยนะครับ คุณยาเซ็น”