ฤดูเหมันต์ในเมืองอวี๋เย็นเยียบจนแทบแข็งไปถึงขั้วกระดูก แต่ภายในคฤหาสน์อวิ๋นเซียวกลับมีเงาสองร่างกำลังโอบรัดกันอย่างเร่าร้อน
“เสิ่น…ติงหลาน ช้าหน่อย……”
น้ำเสียงสั่นเครือของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น มือบางทั้งสองข้างขยุ้มมุมหมอนแน่น แสงไฟสลัวส่องกระทบใบหน้าแดงระเรื่อของเธอ เพิ่มความเร้าใจให้กับเกมรักในคืนนี้ได้เป็นอย่างดี
“เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ?” ชายหนุ่มจงใจกดตัวลงต่ำ ก่อนจะกระซิบถามข้างหูพลางขบเม้มใบหูนั้นเบา ๆ
ถังหว่านทนรับความทรมานนี้ไม่ไหว ร่างกายบอบบางอ่อนระทวยราวกับลูกแมวซุกอยู่ในอ้อมแขน เสียงสะอื้นพร่ำเว้าวอน
“คะ…คุณอา ได้โปรด……”
เสิ่นติงหลานพึงพอใจอย่างยิ่งกับท่าทางว่าง่ายของเธอ ท่ามกลางคำวิงวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านั้น เขาได้พาเธอขึ้นไปถึงจุดสูงสุด
แต่ไหนแต่ไร เสิ่นติงหลานก็ชอบให้เธอเรียกเขาแบบนี้ แต่ก่อนมันเป็นเพียงคำแทนตัวที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องบนเตียง ทว่าในค่ำคืนนี้กลับกลายเป็นทั้งการปลุกเร้าอารมณ์ ถังหว่านตอนนี้เพียงรู้สึกคับข้องใจและเขินอายไปพร้อม ๆ กัน
แน่นอนว่าเพียงครั้งเดียวย่อมไม่พอสำหรับเสิ่นติงหลาน ยิ่งไปกว่านั้นเขาเพิ่งไปเจรจาธุระที่ต่างเมืองมากว่าครึ่งเดือน ไม่ได้แตะต้องถังหว่านมานานถึงครึ่งเดือนแล้ว
แรงปรารถนาที่อดกลั้นไว้มานานในที่สุดก็ปะทุขึ้นมาในค่ำคืนนี้ ต่อให้ผ่านมาหลายครั้ง ถังหว่านก็ยังคงตอดรัดเขาแน่นจนชายหนุ่มขนลุกชันไปทั้งกาย ร่างกายที่งดงามเย้ายวนเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่หลงใหล
ถังหว่านย่อมรู้ดีว่าเขายังไม่อิ่มหนำจึงปรนเปรอเขาต่อไป เธอเกาะเกี่ยวร่างกายของเขาไว้พลางเคลื่อนไหวไปตามจังหวะรัก
“วันนี้ว่าง่ายจังนะ หืม?”
“ฉันว่าง่าย คุณอาไม่ชอบเหรอคะ คุณอาคะ เราไม่ได้ลองอะไรใหม่ ๆ กันมานานแล้วนะคะ” แม้จะรู้สึกเจ็บระบมไปหมด แต่ถังหว่านกลับไม่ยอมหยุดการเคลื่อนไหว และเพิ่มจังหวะมากขึ้นเรื่อย ๆ
ต้องยอมรับว่าเสิ่นติงหลานชอบมันมาก
เขาจับเอวถังหว่านไว้แน่นแล้วพลิกตัวเธอให้หันหลัง ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนแรงปรารถนาอันแรงกล้า เขากดตัวลงต่ำแล้วค่อย ๆ กระซิบเสียงเรียบอย่างผู้เหนือกว่า “งั้นก็อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”
ถังหว่านก้มหน้าลงต่ำพลางกัดฟันแน่น ก่อนจะขยับตัวต่อไปอย่างขยันขันแข็ง
คืนนี้เธอมีเรื่องต้องขอร้องเสิ่นติงหลาน เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่น
เมื่อทุกอย่างจบลง เวลาก็ล่วงเข้าช่วงตีสองแล้ว ขาเรียวสวยของถังหว่านโผล่พ้นจากผ้าห่ม ผิวขาวเนียนเต็มไปด้วยรอยมือ และยังมีรอยเปียกจาง ๆ ซึมผ่านผ้าห่มออกมา
เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง พอดีกับเสิ่นติงหลานเดินออกมาจากห้องน้ำ แผงอกแกร่งเปลือยเปล่า หยดน้ำที่ยังไม่ได้เช็ดแห้งไหลไปตามกล้ามหน้าท้องแกร่งอย่างอ้อยอิ่ง ชวนให้คนมองอดไม่ได้ที่จะคิดเตลิดไปไกล
“อยากได้อะไร?” เสิ่นติงหลานนั่งลงบนโซฟาพลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด เขาดูอารมณ์ดีไม่น้อย เพราะวันนี้เธอว่าง่ายเป็นพิเศษ
“ได้ทุกอย่างเลยเหรอคะ?” เสียงของถังหว่านแผ่วเบา ร่างกายเธออ่อนล้ามาก แต่สายตากลับมีประกายแห่งความหวังขณะจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาอันชวนให้ใครต่อใครหลงรักของเขา
“พูดมาก่อน”
“ฉันต้องการตำแหน่งคุณนายเสิ่น”
เมื่อเห็นว่าดวงตาของชายหนุ่มที่เคยนิ่งกลับเย็นเยียบลงทุกขณะ หัวใจของถังหว่านค่อย ๆ จมดิ่ง และก็เป็นไปตามคาด เสิ่นติงหลานแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ ราวกับเย้ยหยันในความทะเยอทะยานของเธอ
เขาบี้บุหรี่ที่ยังสูบไม่หมดลงบนที่เขี่ยบุหรี่ การกระทำของเขาราวกับกำลังบดขยี้มดตัวหนึ่งให้ตายคามือ “ดูเหมือนว่าฉันจะตามใจเธอมากไปสินะ ถึงได้กล้าพูดเรื่องแบบนี้ออกมา!”
ถังหว่านขบกลีบปาก มือเรียวกำแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ “หยวนซูกลับมาแล้ว คุณอากำลังจะแต่งงานกับเธอใช่ไหมคะ”
หยวนซู หญิงสาวผู้เป็นดั่งรักแรกของเสิ่นติงหลาน ได้ยินมาว่าเมื่อครั้งที่เสิ่นติงหลานอายุครบสิบแปด เขาถูกศัตรูลักพาตัวไป และบังเอิญหยวนซูเป็นคนช่วยเขาเอาไว้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาตระกูลหยวนกับตระกูลเสิ่นจึงได้ตกลงหมั้นหมายกัน
เสิ่นติงหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย ถังหว่านอยู่กับเขามาสองปี เธอย่อมมองออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “ทำไมล่ะคะ? ฉันก็แค่ต้องการตำแหน่งเอาไว้ปกป้องตัวเองเท่านั้น คุณอาก็รู้นี่คะ ว่าฉันอยู่ในตระกูลเสิ่น……”
“ปกป้องตัวเอง? เธอคิดว่าฉันดูไม่ออกว่าเธอคิดอะไรอยู่จริง ๆ เหรอ?” เสิ่นติงหลานขัดจังหวะขึ้นกลางคัน ก่อนจะยกมือบีบปลายคางของเธอ ดวงตาที่ใช้มองหญิงสาวดูคมกริบประหนึ่งนักล่าที่จ้องเหยื่อ ทำให้เธอขนลุกไปทั้งตัว “ถังหว่าน เธอคิดจริง ๆ เหรอว่าเธอมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคุณนายเสิ่นได้น่ะ?”
“เสิ่นติงหลาน คุณมันไร้หัวใจเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน!”
ยิ่งเมื่อครู่บรรยากาศระหว่างทั้งสองเต็มไปด้วยความเร่าร้อนมากเท่าใด ตอนนี้บรรยากาศก็ยิ่งเย็นชาและตึงเครียดมากขึ้นเท่านั้น
แม้จะถูกมองออกว่าคิดอะไรอยู่ แต่ถังหว่านก็ไม่ได้ตื่นตระหนก ดวงตาคู่งามเอ่อไปด้วยน้ำตา ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความดื้อรั้น “ในเมื่อคุณไม่ยอมให้ งั้นตั้งแต่วันนี้ไปความสัมพันธ์ของเราก็ขาดกัน คุณกับฉัน นอกจากเป็นอาหลานก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก!”
“ตอนแรกเป็นเธอเองที่คลานขึ้นเตียงฉัน ตอนนี้จะมาพูดให้ตัดขาดงั้นเหรอ ถังหว่าน เธอคิดว่าฉันเป็นคนที่พูดง่ายขนาดนั้นเลยสินะ?” เสิ่นติงหลานแสยะยิ้มเย็นชา
เมื่อครั้งที่ตระกูลถังล้มละลายในชั่วข้ามคืน พ่อของถังหว่าน ถังเทียน กระโดดตึกฆ่าตัวตายเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ส่วนพี่ชายของเธอถูกจับเข้าคุก
แม่ของเธอพาเธอหนีหัวซุกหัวซุน จนสุดท้ายไม่มีทางเลือก ต้องไปเป็นเมียน้อยของเสิ่นจงอี๋ ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของเสิ่นติงหลาน ภายหลังเมื่อภรรยาตัวจริงของเสิ่นจงอี๋เสียชีวิต แม่ของถังหว่านก็ตั้งท้องลูกของเสิ่นจงอี๋ และถูกพาตัวเข้ามาในตระกูลเสิ่น
ไม่มีใครในตระกูลเสิ่นที่ชอบพวกเธอเลย หากจะพูดให้ถูกก็คือเกลียดเข้าไส้เสียด้วยซ้ำ
ถังหว่านรู้เรื่องนี้ดี เธอจึงพยายามหลีกเลี่ยงคนในตระกูลเสิ่นมาตลอด แต่คนตระกูลเสิ่นพวกนั้นกลับไม่ยอมปล่อยเธอไปเสียที เธอจึงไม่มีทางเลือกและจำต้องคลานขึ้นเตียงเสิ่นติงหลาน
เพราะในเมืองอวี๋ มีเพียงเสิ่นติงหลานที่เป็นผู้นำตระกูลเสิ่นคนนี้คนเดียวที่สามารถปกป้องเธอได้
“แล้วตกลงความสัมพันธ์ของเราเรียกว่าอะไรคะ คู่นอน คนรัก หรือแค่……” ผ้าห่มผืนบางค่อย ๆ เลื่อนตกจากหัวไหล่บาง ๆ ของถังหว่าน เผยให้เห็นอกอิ่มขาวเนียนราวหยกที่ต้องแสงไฟ ยั่วยวนจนใครก็มองไม่อาจละสายตา
เพลิงราคะที่เสิ่นติงหลานพยายามกดเอาไว้กลับพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง สายตาเขาจับจ้องไปยังใบหน้าสวยแสนเย้ายวนของถังหว่าน คำที่เขาเรียกกันว่าหญิงงามล่มเมืองก็คงหมายถึงแบบนี้
“เลือกอย่างอื่นที่เธออยากได้มา ฉันอาจจะพิจารณาให้” เสิ่นติงหลานคลายมือออกก่อนจะจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกครั้ง
ความหมายโดยนัยก็คือเขายังพอใจกับร่างกายของเธอ และไม่มีความคิดจะปล่อยเธอไป
หัวใจของถังหว่านพลันปวดหนึบ เธออาจเป็นคู่นอนของเขาได้ แต่ไม่อาจเป็นเมียน้อยใคร นี่เป็นศักดิ์ศรีเพียงน้อยนิดที่เธอเหลืออยู่
“เสิ่นติงหลาน ฉันเบื่อเต็มทนแล้ว หมดสนุกแล้วด้วย ตั้งแต่วันนี้ไป เราเลิกกัน” คำว่า “เลิกกัน” นั้นฟังดูน่าขันสิ้นดี เพราะนับตั้งแต่ต้น เสิ่นติงหลานไม่เคยยอมรับเธอเลยด้วยซ้ำ
ถังหว่านกระชากชุดเดรสที่ขาดวิ่นขึ้นมาสวม ราวกับตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว
เสิ่นติงหลานมองท่าทางจริงจังของเธอ ลึก ๆ แล้วเขารู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง เขาสูดบุหรี่เข้าปอดลึก ๆ ทีหนึ่งด้วยสีหน้าเย็นชา พยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดของตัวเองเอาไว้
“เธองอแงอะไร?”
ถังหว่านชะงักมือที่กำลังดึงผ้าห่มขึ้น ก่อนจะอดกลั้นต่อความรู้สึกไม่สบายกาย จากนั้นแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรและลุกขึ้นยืนอย่างไม่ใส่ใจ “ในเมื่อคุณเสิ่นให้ในสิ่งที่ฉันต้องการไม่ได้ ก็อย่าเสียเวลาของกันและกันเลยค่ะ ฉันจะได้ไปหาที่ลงหลักปักฐานใหม่”
คำพูดของเธอทำให้เสิ่นติงหลานโกรธจัด เขากระชากร่างเธอให้ล้มลงบนตักทันที ขาเรียวลื่นไถลไปสัมผัสกับต้นขาของเขา บรรยากาศพลันเต็มไปด้วยความคลุมเครือ
“นอกจากฉัน ยังมีใครที่สามารถทำให้เธอพอใจได้อีก เบื่อแล้วงั้นเหรอ หมดสนุกแล้วงั้นเหรอ เธอมีหน้าพูดแบบนี้กับฉันด้วยเหรอ อย่าลืมสิว่าตอนแรกเป็นใครกันที่คลานขึ้นเตียงฉันอย่างไร้ยางอาย!”
ถังหว่านพยายามดิ้นรน ดวงตาของเธอแดงก่ำขณะที่ตะโกนออกมา “เป็นฉันแล้วยังไง ตอนนี้ฉันรู้สำนึกแล้ว! คุณกำลังจะแต่งงานกับหยวนซู แล้วจะให้ฉันนั่งเก็บเนื้อเก็บตัวรอคุณมาสนใจอย่างนั้นเหรอ เสิ่นติงหลาน ฉันอาจจะไร้ยางอาย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต่ำตมขนาดนั้น!”
บรรยากาศเย็นยะเยือกจนแทบจะเป็นน้ำแข็ง ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำลายความตึงเครียดที่ปะทุอยู่ในห้อง
เสิ่นติงหลานแสดงความหงุดหงิดทันที เขาตั้งใจจะตัดสายทิ้ง แต่พอเห็นชื่อบนหน้าจอเขากลับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลายมือจากถังหว่านแล้วลุกขึ้นไปรับสาย
ถังหว่านเห็นชื่อบนหน้าจอ เป็นหยวนซูนั่นเอง
จากนั้นเธอก็ได้ยินเสิ่นติงหลานพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ซึ่งเป็นน้ำเสียงเดียวกับที่เธอเคยได้ยินจากเขาเป็นครั้งคราวเวลาอยู่บนเตียง น้ำตาเธอไหลรินลงมาจากหางตา ทำไมต้องมานั่งทรมานตัวเองแบบนี้ด้วย
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้” หลังจากวางตัดสาย เสิ่นติงหลานก็หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาใส่ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะปรายตามองถังหว่านที่นั่งอยู่บนโซฟาแล้วออกคำสั่งว่า “ฉันจะบอกให้เลขาโจวโอนเงินเข้าบัญชีเธอ อย่าคิดหนีไปไหนเชียว!”
ถังหว่านหันหลังให้เขาและฟังเสียงเปิดปิดประตู เมื่อรู้ว่าเขาไปแล้ว เธอก็หัวเราะเยาะตัวเองอย่างเย้ยหยัน ก่อนที่ใบหน้างดงามจะแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นคำตอบที่มุ่งมั่น
ถ้าเอามาครอบครองไม่ได้ เธอก็ต้องทิ้งมันไป!
ปีนี้ถังหว่านกำลังจะขึ้นปีสี่และเริ่มฝึกงาน ทว่าตั้งแต่ปีสาม เธอก็ได้เปิดสตูดิโอเป็นของตัวเองไว้แล้ว
เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน นั่นคือการออกแบบเสื้อผ้า
อย่าไรก็ตาม ช่วงนี้สตูดิโอของถังหว่านถูกกลั่นแกล้งอย่างหนัก เธอรู้ว่ามีคนพยายามบีบให้เธอออกจากเมืองอวี๋ ถึงแม้จะกังวล แต่เธอก็ไม่คิดจะยอมแพ้
เมื่อคืนหลังจากถูกเล่นงานอย่างหนักหน่วงมาทั้งคืน ตอนนี้เธอรู้สึกปวดระบมไปหมดทั้งตัวจนใส่ชุดทำงานแล้วอึดอัด เธอจึงเปลี่ยนเป็นชุดลำลองแทน แม้จะแต่งตัวเรียบง่าย แต่ก็ปกปิดเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอเอาไว้ไม่ได้
พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์เห็นเธอเดินเข้ามา ก็รีบตรงเข้ามาด้วยสีหน้าลังเล ก่อนจะพูดขึ้นว่า “บอสคะ คือว่า…… คุณแม่ของคุณมาหาค่ะ”
“พวกเราพยายามขวางไว้แล้วนะคะ แต่เธออุ้มเด็กมาด้วย เรากลัวว่าจะทำให้เด็กบาดเจ็บ ก็เลย…ปล่อยให้เธอเข้ามาค่ะ”
ถังหว่านไม่ได้คิดจะโทษพนักงานต้อนรับสักนิด เพราะเธอรู้นิสัยของคุณนายฉินเป็นอย่างดี ต่อให้ขวางได้ในวันนี้ พรุ่งนี้อีกฝ่ายก็ต้องมาอีกอยู่ดี
“ไม่เป็นไร เธอไปทำงานเถอะ ฉันรู้แล้ว”
“ค่ะ”
สตูดิโอของเธอไม่ได้ใหญ่มาก แต่การตกแต่งทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือเธอเอง สไตล์แสนเรียบง่ายหากแต่สวยงาม เดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นฉินหยุนนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องรับรอง
อีกฝ่ายเอนกายพิงพนักนุ่ม พร้อมกับกล่อมเด็กในอ้อมแขนไปด้วย เสิ่นเฉียนซุ่ยเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ที่สำคัญคือฉินหยุนตั้งครรภ์ตอนอายุสี่สิบกว่าแล้ว ถือว่ามีความเสี่ยงสูง ทั้งสองคนแม่ลูกจึงเหมือนมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ด้วยเหตุนี้ฉินหยุนจึงรักและทะนุถนอมลูกคนนี้มากเป็นพิเศษ ถังหว่านยืนมองเธอเงียบ ๆ เห็นเธอยิ้มให้เด็กในอ้อมแขนเป็นระยะ ๆ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน รัศมีความเป็นแม่เปล่งประกายออกมารอบกายอย่างชัดเจน
ก่อนที่ตระกูลถังจะล่มสลาย ฉินหยุนเคยเป็นภรรยาที่แสนดี และเป็นแม่ที่ใจดีมาก่อน
แต่ตอนนี้เธอเป็นเพียงแม่ของเสิ่นเฉียนซุ่ยเท่านั้น
ถังหว่านพลันรู้สึกแสบตาขึ้นมาเล็กน้อย จึงรีบเบือนสายตาไปทางอื่น ก่อนจะตั้งสติให้มั่นและเดินเข้าไปในห้องรับรอง
เธอเดินเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามฉินหยุน ไม่นานนัก ผู้ช่วยของเธอก็นำกาแฟมาให้ก่อนจะถอยออกไปอย่างรู้งาน เธอหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาคนช้า ๆ แล้วถามเสียงเรียบ
“คราวนี้มามีธุระอะไร?”
ฉินหยุนมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่งตัวแบบนี้ออกจากบ้านได้ยังไง รู้ตัวบ้างไหมว่าตอนนี้เธอถือเป็นคนของตระกูลเสิ่น ทุกการกระทำทุกคำพูดของเธอ มีผลต่อหน้าตาของตระกูลเสิ่น!”
ถังหว่านเอนกายพิงพนักโซฟา สีหน้ายังคงราบเรียบ “ฉันแซ่ถัง ไม่เคยเป็นคนของตระกูลเสิ่น”
“เธอ!” ฉินหยุนแม้จะโกรธจัด แต่ก็ต้องระงับอารมณ์ไว้เพราะเสิ่นเฉียนซุ่ยลูกในอ้อมแขน เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนพูดเสียงต่ำ “อาเสิ่นของเธอหาคู่ดูตัวไว้ให้แล้ว เป็นคุณชายรองตระกูลหลี่ พรุ่งนี้นัดเจอกันที่ร้านอวี้ซื่อฟาง จำให้ดีล่ะ”
คุณชายรองตระกูลหลี่ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเพิ่งถูกปล่อยตัวออกจากคุกมาได้ไม่นาน เสิ่นจงอี๋นี่เก่งจริง ๆ ที่เลือกคู่ครองแบบนี้ให้เธอได้
ถังหว่านแค่นหัวเราะเยาะ “ฉันไม่ว่าง”
คำพูดของเธอทำให้ฉินหยุนโมโหจนแทบระเบิด “ไม่ว่างงั้นเหรอ? ฉันได้ยินมาว่าเมื่อวานนี้เธอไม่ได้ไปเรียน ไม่มาที่สตูดิโอ แถมตอนกลางคืนก็ไม่ได้กลับบ้าน พอถามไปถามมาถึงได้รู้ว่าเธอไปอยู่ที่บาร์ แล้วเธอจะมาบอกฉันว่าเธอไม่ว่างเนี่ยนะ!”
เธอสืบมาหมดแล้ว และพบว่าเมื่อคืนถังหว่านค้างคืนอยู่ข้างนอกเพราะไปมั่วสุมอยู่แต่ในบาร์ ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เธอโกรธจนพาลูกมาหาถึงที่นี่วันนี้ มันเป็นพฤติกรรมที่น่าเกลียดมาก
ถ้าไม่ติดว่าเฉียนซุ่ยที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอกำลังจะหลับ เธอคงด่ากราดอีกฝ่ายไปนานแล้ว
แต่แล้วจู่ ๆ สายตาของเธอก็ตกไปที่รอยแดงจาง ๆ บนลำคอของถังหว่าน สีหน้าของเธอพลันนั้นมืดครึ้มลงทันใด “ที่คอเธอเป็นอะไรน่ะ? ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าเธอไปมั่วไม่เลือกที่ ฉันจะหักขาเธอแน่!”
ถังหว่านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาจ้องมองฉินหยุนด้วยสีหน้าปกติ เธอเป็นหญิงวัยสี่สิบกว่าที่ยังคงดูดี แม้จะเคยผ่านเหตุการณ์ครอบครัววิกฤต แต่ก็ไม่ได้ดูแก่ลงเลยสักนิด จนเธอต้องแอบคิดในใจว่าเงินนี่มันบำรุงคนได้ดีจริง ๆ
“ใช่ ฉันมันมั่วไม่เลือก แล้วไง? คุณเลิกยุ่งเรื่องฉันไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ จะมาแสร้งทำท่าเป็นห่วงอะไรตอนนี้ อุ้มลูกสุดที่รักของคุณออกไปซะ!”