บทที่ 2 เบลล่า ฟรานเซนโก้
“สิ่งที่ทำลายคนเรานั่นก็คือ... ความกลัวที่จะรักต่างหาก แกจะไม่มีวันเข้าใจ จนกว่าจะยอมเปิดใจให้กับใครสักคน ซีนอลเอ๊ย! ปีนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้วนะ ต้องหาเมีย จะได้มีเหลนมาให้ปู่ได้อุ้ม ปู่เชื่อว่าแกจะต้องได้รับความสุขมากกว่าที่ตัวเองคิด เลิกกลัวได้แล้ว เฮ้อ... นึกว่าจะมีแต่เจ้าสาวที่กลัวฝน กลายเป็นแกเองหรือที่กลัวน่ะ” คุณปู่พูดต่อ
ได้ยินคำถากถางเช่นนั้นแล้ว ซีนอลถึงกับไปไม่เป็น ทว่าเขากลับหวนไปนึกถึง ความทรงจำอันขมขื่นในอดีตที่ยังคงตราตรึง เขาเติบโตมาพร้อมความเชื่อว่า ความรักคือความอ่อนแอ
เพราะริคาโด้ผู้เป็นพ่อ ไม่ค่อยใส่ใจริต้า คุณแม่ของเขาเท่าไร คุณพ่อมักทำให้แม่เสียน้ำตา
เขาจึงได้สร้างเกราะกำบังรอบตัวเพื่อไม่ให้ใครเข้าถึงหัวใจ แต่ลึก ๆ ลงไปในความเงียบงันของหัวใจนั้น ค่ำคืนนี้ชายหนุ่มรู้สึกแปลก ๆ
ในหัวใจว่างเปล่าและมืดมน เหมือนคุณปู่จะมาจุดประกายไฟเล็ก ๆ แทบจะเป็นแค่หิ่งห้อยที่แสดงขอตัวมันริบหรี่เต็มที
ส่วนคุณลอเรนโซมองซีนอลเหมือนมองภาพสะท้อนของตัวเองในอดีตเช่นกัน กว่าจะลงตัวกับคุณย่า กว่าจะเข้าใจคำว่ารัก ก็เกือบจะสายไป
ดีว่าก่อนที่คุณย่าโรนีซ่าจะเสีย ทั้งสองคนได้ประคองความรักจนเข้าใจถ่องแท้ และท่านก็อยู่กับคุณย่าจนลมหายใจสุดท้ายของคุณย่า
ซีนอลเป็นชายหนุ่มผู้แข็งกร้าวและทะนงตัวเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองต้องการใครสักคน เขารู้ดีว่าหลานชายคนนี้ยังมีเวลาเปลี่ยนแปลง
แต่ถ้าไม่รีบ... ซีนอลอาจจะแก่เกินกว่าจะได้รักใคร ก็เป็นได้... ช่วงวัยที่จะหวาน ๆ ใส่กันมันต้องเป็นช่วงเวลานี่แหละ
อีกฟากฝั่งหนึ่ง ในห้องที่มืดมิดใต้ผับแห่งนั้น มีร่างของสตรีคนหนึ่งที่กำลังถูกมัดทั้งมือและเท้า แถมยังถูกขังอยู่ในห้องที่มีเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับเพดานในห้องนั้นเท่านั้น
เบลล่า ฟรานเซนโก้ วัยยี่สิบห้าปี... นางแบบลูกครึ่งอิตาลี-ไทย เปรียบเสมือนงานศิลป์ที่หลุดออกมาจากปลายพู่กันของจิตรกรเอกแห่งยุค
ใบหน้าของเธอมีเสน่ห์ที่ผสมผสานระหว่างความงามสง่าแบบยุโรปและความอ่อนหวานแบบตะวันออก
ดวงตาสีเฮเซลที่โฉบเฉี่ยว ราวกับมีแสงสะท้อนจากแสงดาว ซ่อนความอ่อนโยนไว้เบื้องลึก ดวงตาคู่นั้นสามารถสะกดคนทั้งฮอลล์ให้หยุดนิ่งได้เสมอในเสี้ยววินาที
แต่เพียงเธอไม่มีเส้นสายเท่านั้น จึงขาดโอกาส รวมถึงการที่เธอเข้าสังคมไม่เก่งเท่าใดนัก ทำให้พลาดโอกาสงานดี ๆ อยู่หลายครั้ง
เวลานี้เบลล่าเริ่มขยับตัวเล็กน้อย สติเริ่มกลับมา ในหัวของเธอเหมือนได้ยินเสียงของคนกระซิบกัน เป็นเรื่องในอดีตที่มักจะมีคนวิพากษ์วิจารณ์เธออย่างไม่กริ่งเกรงแม้จะอยู่ใกล้ ๆ
“โครงหน้าของเบลล่าได้รูปกว่ายายสินีนั่นเสียอีก ทำไมเจ้อาร์ตไม่เลือกให้เบลล่าเดินฟินาเล่”
“หื้อ! คนเราเทียบวาสนากันไม่ได้หรอก แม้ว่าโครงหน้าจะสมบูรณ์แบบราวกับถูกแกะสลักจากหินอ่อนก็ตาม แต่ถ้าประจบสอพลอไม่เป็น ก็อดจ้า..” แล้วก็พากันหัวเราะคิก ๆ
ริมฝีปากบางได้รูปสีแดงระเรื่อคล้ายกลีบดอกกุหลาบ กำลังขบเม้ม และพยายามหายใจเข้าเต็มปอด ตามที่ค่อยขยับมองดูไปรอบ ๆ อย่างหวาดหวั่น
สติสัมปชัญญะของเบลล่าเริ่มกลับมา ความทรงจำก่อนที่จะหมดสติ ดวงใจที่เปราะบางในเวลานี้หายแวบ...
หญิงสาวจำได้ว่า มีผ้าสีขาวโป๊ะลงมาที่กึ่งปากกึ่งจมูก แล้วพอสูดเข้าไปแบบเต็ม ๆ ปอด... ร่างก็ของเธอก็ทรุดฮวบ สติดับหายไปในทันที
‘ที่นี่ที่ไหน’ พอเริ่มขยับกาย ก็รับรู้ได้ถึงเชือกที่พันธการอยู่ที่มือ
‘อะไรกันนี่?’ เบลล่าตกใจสุด ๆ
‘มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ แล้วใครเป็นคนทำ’
‘ทำไมต้องเป็นแบบนี้’
คำถามร้อยแปดพันเก้าเข้ามาในหัวสมอง นึกไม่ออกจริง ๆ แล้ว... ‘ที่นี่มันเป็นที่ไหน ใครกล้าทำแบบนี้กัน หรือฉันจะเอาชีวิตมาทิ้งเอาไว้ที่นี่จริง ๆ’
เบลล่าพยายามลุกขึ้น สองมือแม้จะมีเชือกผูกอยู่ แต่เธอก็พยายามอย่างเต็มที่ จนลุกขึ้นมานั่งห้อยขาได้
ที่น่าตกใจ สองขาของเธอก็ถูกผูกมัดติดกันเอาไว้ หากจะแก้เชือกที่ผูกแน่นอย่างนั้น ก็คงจะใช้เวลานานพอสมควร
หญิงสาวสะบัดศีรษะไปมา เพื่อไล่ความเมื่อยขบ จนเส้นผมสีดำสนิทยาวสลวยที่ล้อมกรอบใบหน้าของเธอเอาไว้ ตอนนนี้ระปิดใบหน้าราวกับผ้าม่าน สิ่งที่รัดผมเอาไว้ ก็คงจะหายไปแล้วแน่ ๆ
ตอนนี้พยายามสะบัดหัวอีกครั้ง เพื่อให้มันไปข้างหลัง ดีว่ายังใช้มือช่วยได้นิดหน่อย เส้นผมของเธอที่เหยียดตรงหล่นลงมาเคลียไหล่ ขณะที่เธอนั่งนิ่งพิงอยู่กับพนักโซฟาหนังสีแดงเข้ม พร้อมกับสูดหายใจเข้าปอด
‘เบลล่าตั้งสติก่อน อย่าลนลาน’ เธอพยายามปลุก และปลอบใจตัวเอง เป็นเรื่องที่สามารถทำได้เพียงแค่นี้เท่านั้น
แสงไฟที่เหมือนไฟกะพริบหลากหลายสีสันข้างนอกห้องลอดผ่านช่องลมที่มีอยู่ด้านบนติดเพดาน
มันวับ ๆ แวบ ๆ จนคิดว่าจะมีที่ไหนที่มีไฟแบบนี้ได้ นอกจากจะเป็นดิสโก้เทค หรือไม่ก็ผับ ห้องอาหาร และมันยังส่องประกายวับ ๆ สะท้อนไปทั้งเพดานห้องอีกด้วย
เรื่องเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และการฉุดผู้หญิงมาขายในผับที่ถ้าเป็นเมืองไทยก็จะเรียกว่าซ่อง หัวใจของหญิงสาวตกหล่นลงไปวูบ น้ำตาแทบหลั่งริน
ขอบตาเริ่มร้อนออกผ่าว ๆ การเดินทางเพื่อมาตามหาพ่อในครั้งนี้ กำลังจะพาเธอไปสู่หายนะอย่างนั้นหรือ ผิวแก้มที่เคยเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ตอนนี้ซีดขาวราวกระดาษ ความงามของดวงตาคู่นั้น ก็ดูจะอ่อนแสงและดูอ่อนแอลงอย่างชัดเจน
เธอก้มมองที่ข้อมือกับข้อเท้าที่ถูกพันธนาการเอาไว้ และจ้องมองดูที่ประตู แม้ไม่ได้ล็อกกลอน แต่เบลล่าก็คาดว่า ด้านนอกต้องมีใครเอาโซ่มาล่ามเอาไว้แน่ ๆ
แค่คิดแบบนี้หัวใจก็ห่อเหี่ยว เธอยังคงนั่งนิ่ง ๆ เพราะคิดอะไรไม่ออก กำลังคิดหาทางหนีทีไล่ ด้วยท่าทางที่ทั้งอ่อนล้าเต็มทน ตอนนี้หญิงสาวกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้น มีอาการตั้งมั่น ที่กำลังสั่งให้ตัวเองระงับลมหายใจที่ตื่นเต้นผิดปรกติให้แผ่วเบาลง
‘ไม่ใช่เบลล่า เธอเป็นดอกไม้ที่แข็งแกร่งนะ แม้จะร่วงหล่นในพายุอยู่หลายต่อหลายครั้ง เธอก็ไม่ยอมแพ้นี่น่า’
คำที่หญิงสาวปลอบใจตัวเอง...
แม้เนื้อในจะท้อแท้ และแทบจะไม่เหลือเคล้าของความเข้มแข็ง ทว่าภายใต้ความรู้สึกที่แสนจะเปราะบางนี้ เธอจะไม่มีวันยอมแพ้ เบลล่า คิดไปถึงชีวิตที่ผ่านมา แม้จะวิ่งตามความฝันอย่างยากลำบาก
แม้จะไม่มีใครคอยซัพพอร์ต แต่เธอก็ไม่เคยยอมแพ้ แต่บางครั้งจุดหมายพลิกผันของชีวิตก็มาแบบไม่ได้บอกล่วงหน้า… เรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น...
บทที่ 3 โคตรโชคร้ายเลย
ห้าปีก่อน... ความสูญเสียที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของเบลล่าได้เกิดขึ้น
‘คุณนิดา’ คุณแม่ของเธอจากไปด้วยโรคมะเร็ง ทิ้งเธอไว้เพียงลำพังในโลก ที่ดูเหมือนกว้างใหญ่ ที่มีแต่ความอ้างว้างเกินจะทนไหว วันที่แม่สิ้นลมหายใจในอ้อมแขนของเธอ คือวันที่หัวใจของเบลล่าแตกสลาย
แม้แม่จะเคยบอกว่า "ชีวิตต้องก้าวต่อไป"
แต่เธอก็รู้ดีว่า... ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว ในงานศพของแม่ ได้มีชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ชายผู้มีใบหน้าคมเข้ม แต่มีแววตาเศร้าหมอง...
เขาเดินมาหาเบลล่า และบอกว่า...
เขาชื่อ... ‘ราฟฟา ฟรานเซนโก้’ เขาคือพ่อของเธอ
ชายที่เธอแทบจะลืมไปแล้วว่า... มีตัวตน การปรากฏตัวของพ่อในวันนั้น ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้รับเศษเสี้ยวของความสุข ความหวังกลับมาอีกครั้ง
พอได้มอบอ้อมกอดที่อบอุ่นให้กับเธอ น้ำตาของเบลล่าไหลเจิ่งนอง ในเวลานั้นพ่อคือที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจเธอในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดแล้ว
พ่อใช้เวลาอยู่กับเธอในช่วงเวลาเกือบสามเดือน และยังทำเรื่องรับรองเธอเป็นลูกด้วยผลตรวจดีเอ็นเอกับสถานทูต รวมถึงเปลี่ยนเธอให้มาใช้นามสกุลของตัวเอง
พ่อยังได้มอบพินัยกรรมให้เธอฉบับหนึ่ง และบอกว่าทั้งหมดที่อยู่ในพินัยกรรม จะเป็นของลูกทั้งหมด ท่านให้เธอเปิดอ่าน
แต่เบลล่าไม่อยากรู้ว่าพ่อจะให้อะไร เธอบอกว่าไม่จำเป็น...
แต่เมื่อถึงเวลา... พ่อก็ขอกลับมาทำงานที่อิตาลี ทั้งสองติดต่อหากันตลอด แต่พ่อหายไปจากชีวิตเธออีกครั้งเมื่อสามสัปดาห์ก่อน จนกระทั่งเธอได้รับข่าวชวนสะเทือนใจว่า เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย... ในลูมินัสลากูน
ข่าวนี้ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงอย่างหวาดกลัวอีกครั้ง เบลล่ารู้ทันทีว่า... เธอไม่อาจสูญเสียพ่อไปได้อีกคน เมื่อได้รับข่าวอันสะเทือนใจ พ่อที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เบลล่า ฟรานเซนโก้ เธอจึงตัดสินใจเดินทางมาที่อิตาลีเพื่อค้นหาพ่อ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา เธอเป็นเพียงนางแบบปลายแถวในวงการที่เต็มไปด้วยความฝัน แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จเป็นแถวหน้า เงินเก็บที่มี แม้ไม่มาก แต่เบลล่าจะใช้มันตามหาพ่อ
แม้ว่าจะสูญเปล่า หรือจะเจอเพียงศพของเขาเท่านั้น การใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยโดยลำพังอย่างดิ้นรน ก็ไม่ต่างกับการมาที่นี่หรอก และเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำเพื่อพ่อ เพราะอย่างไรท่านก็คือผู้ให้กำเนิด
ตอนที่เธอลงจากสนามบินของลูมินัสลากูน ออกมาที่นอกสนามบิน เพื่อรอรถแท็กซี่เหมือนคนอื่น ๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยังกลางเมืองลูมินัสลากูน เมืองแห่งแสงและเงาที่ซ่อนปริศนาการหายตัวของพ่อเอาไว้
ระหว่างการเดินทาง จิตใจของเธอเต็มไปด้วยคำถามและความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความหวัง ความกลัว และความเจ็บปวด เธอคิดถึงวันที่แม่จากไป และกลัวว่าจะต้องสูญเสียพ่อไปอีกครั้ง
‘ฉันต้องหาพ่อให้เจอ... ไม่ว่าพ่อจะอยู่ที่ไหนก็ตาม’
หญิงสาวบอกตัวเอง ทว่าโชคชะตาร้าย ๆ กำลังเล่นตลกกับเธออย่างไม่น่าเชื่อ...
เมื่อถึงลูมินัสลากูน...
เธอยืนงงอยู่ตรงหอนาฬิกา ที่คนขับรถแท็กซี่มาส่ง สายตาพุ่งมองไปที่น้ำพุจำลอง และทะเลสาบจะลองที่กำลังมีการเล่นแสงสีเสียงยั่วอวดสายตาของนักท่องเที่ยว
แสงส่องระยิบระยับสะท้อนกับสายน้ำที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ดุจแสงดาวตกในยามที่คืนมืดมิด เบลล่าดื่มด่ำกับความสุขตรงนั้นชั่วขณะ เพราะเธอไม่รู้เลยว่า... การเดินทางครั้งนี้จะนำพาเธอไปพบกับอะไร... จะอันตราย หรือมีความลับที่แอบซ่อนอยู่
และพ่อผู้เป็นที่พึ่งเดียวในดวงใจของเธอนั้น เบลล่าจะตามหาเขาเจอไหม ทว่า... เวลานี้... ชีวิตของเธอคงต้องเปลี่ยนไปตลอดกาลเสียแล้ว
เมื่อพบว่าตัวเองตกอยู่ในวังวนของอันตราย
‘ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไม?’
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของบุรุษที่เดินเข้ามาใกล้ ๆ และตรงมาที่บานประตูห้องของเธอ ทำให้เบลล่าแทบหยุดหายใจ สัญชาตญาณของเธอ ทำให้ต้องล้มตัวลงไปนอน ก่อนจะแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกตัว
เสียงพูดคุยของสองหนุ่มเป็นภาษาอิตาลีดังขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ชายสองคนในชุดสูทสีเข้มเข้ามาในห้อง พวกเขาสบตากัน แล้วพูดอะไรบางอย่างที่ฟังดูจริงจัง
เบลล่าที่นอนอยู่บนโซฟาพยายามขยับตัวเล็กน้อย แต่พันธนาการที่แขนและขาไม่เอื้อให้เธอทำอะไรได้มากไปกว่าการฟัง เธอจับความหมายไม่ได้แม้แต่นิดเดียว แต่โทนเสียงนั้นทำให้เธอรู้ว่าพวกเขากำลังหารือถึงบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเธอ
ทันใดนั้น... ประตูอีกบานก็เปิดออก หญิงสาวอายุราวสามสิบปีเดินเข้ามา รูปร่างและหน้าตาของเธอมีความละม้ายคล้ายคนเอเชีย ผิวขาวนวลและผมดำสนิทยาวถึงกลางหลัง
แต่เมื่อเธอเริ่มพูด น้ำเสียงหนักแน่นและสำเนียงที่ไม่คุ้นเคยทำให้เบลล่ารู้ทันทีว่าเธอน่าจะเป็นคนในประเทศเพื่อนบ้าน
"พวกนาย แก้มัดเธอได้แล้ว เธอจะไม่ก่อปัญหาอะไรหรอก" หญิงสาวออกคำสั่ง เสียงของเธอเด็ดขาด และไม่เปิดโอกาสให้ชายสองคนนั้นปฏิเสธ พวกเขาพยักหน้าและเริ่มแก้มัดเบลล่าตามคำสั่ง
เบลล่ายังคงลอบมองพวกเขาอย่างระแวดระวัง ใจของเธอยังเต้นแรงด้วยความกลัว แต่ความหวังเล็ก ๆ ก็ก่อตัวขึ้นในใจ หากเชือกที่เคยรัดแน่นถูกปลดออก ก็เป็นโอกาสให้เธอได้หนีไปจากที่นี่ก็เป็นได้ ในใจของเบลล่าก็ยังคิดหาทางหนีทีไล่ แต่พอเห็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งเข้ามาในห้อง
คราวนี้เป็นหญิงชาวตะวันตกตัวสูงใหญ่ในชุดเรียบง่าย แต่มีท่าทางขึงขังอย่างกับผู้ชาย ความคิดหนีของเบลล่าหายไปในทันที
เธอคนนั้นพูดบางอย่างกับหญิงชาวเอเชีย แล้วทั้งสองก็หันมามองเบลล่า
"เราจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอ แต่ต้องให้กินนี่ก่อน" หญิงชาวเอเชียพูดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงของเธอฟังดูนิ่งสงบ แต่ก็ไม่เปิดโอกาสให้เบลล่าปฏิเสธได้
เบลล่าที่แกล้งหลับ จำต้องขยับตัว เพราะเหมือนพวกเธอจะรู้แล้วว่า เธอฟื้นแล้ว เบลล่าจ้องพวกเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง และขอร้อง
“ช่วยฉันด้วย” เธอพูดเป็นภาษาอังกฤษ
“ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เธอถูกขายมาที่นี่ เจ้านายต้องเอาเงินคืนอย่างเดียว”
“ฉันมีเงินบอกเจ้านายของคุณสิ ฉันจะจ่ายให้ ฉันจะไถ่ตัวของฉันเอง”
“ไม่มีผู้หญิงคนไหนในนี้ได้ไถ่ตัวเอง ยอมเสีย ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” หญิงชาวเอเชียที่พูด ก็หันไปสบตากับผู้หญิงร่างใหญ่
เธอคนนั้นก็ส่งมือมาที่ใบหน้าของเบลล่า และจับบีบคอ และบีบคาง พร้อมกับที่ผู้หญิงชาวเอเชียกรอกอะไรบางอย่างเป็นน้ำเหลว ๆ ลงไปในปาก
มือใหญ่ ๆ ของผู้หญิงคนนั้นบังคับให้เบลล่ากลืนลงไป แม้จะปฏิเสธและขัดขืน แต่ว่าน้ำเหลว ๆ นั้นก็ไหลลงไปในคอของเธออยู่ดี