แต่เดิมแล้วหวังสยงบิดาของจื่อหมิงนั่นเกิดในตระกูลช่างไม้เก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของอาณาจักรไม้เขียว เขาเป็นลูกชายของผู้นำตระกูลหวังคนปัจจุบัน มีพี่น้องร่วมมารดาและต่างมารดารวมกันทั่งสิ้น 5 คน หวังสยงเป็นพี่ชายคนโตของเด็กๆตระกูลหวังรุ่นนั้น ในวัยเยาว์ของหวังสยงนั้นเขาเป็นเด็กใสซื่อจิตใจบริสุทธิ์ที่มีร่างกายใหญ่โตและแข็งแรงจนน่าตกใจ เขาสามารถแบกไม้หนัก 100 ชั่งได้ด้วยวัยเพียง 6 ขวบปีเศษ เหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนในตระกูลหวังแห่งเมืองไม้เขียวตกตะลึงยิ่งนัก
ตั้งแต่นั้นมาบิดาของหวังสยงก็เคี่ยวเข็ญให้เขาฝึกหนักหวังให้หวังสยงใช้พละกำลังมหาศาลที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดสร้างชื่อเสียงในกองทัพให้กับตระกูลหวัง แต่แล้วอนิจจาเมื่อเติบใหญ่ขึ้นหวังสยงในวัยฉกรรจ์ในยามที่กำลังจะออกเดินทางไปเข้าร่วมกองทัพพร้อมๆกับน้องชายอีก 2 คน เขาก็ได้พบกับดรุณีน้อยนางนึงที่กำลังขมักเขม้นอยู่กับการทำความสะอาดลานบ้านของตน หนุ่มน้อยผู้ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมอย่างดีผู้หนึ่งไม่เคยพบหน้าสตรีอื่นใดเว้นเพียงแต่มารดาและหญิงรับใช้ เพียงได้พบหน้านางหัวใจของหวังสยงล่องลอยออกไปไกลแสนไกล..เขาหันหลังเดินกลับบ้านทัน ทิ้งน้องชายทั้งสองให้งงงันกับท่าทางที่แปลกไปของพี่ชายของพวกตน เมื่อตั้งสติได้เด็กหนุ่มทั้งสองจึงรีบไล่ตามพี่ชายของตนกลับบ้านไปด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่
เมื่อกลับมาถึงที่บ้านตระกูลหวังภาพที่ทั้งสองเห็นคือ พี่ใหญ่หวังสยงของพวกเขากำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้าบิดาและมารดาของพวกเขาอยู่ ใบของบิดานั้นแดงก่ำบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยโทสะ ส่วนมารดาและมารดาบุญธรรมกลับแย้มยิ้มอย่างเอ็นดูมองไปยังพี่ใหญ่สยงของพวกเขา ภาพนี้ทำให้พวกเขางงงันเสียยิ่งกว่าท่าทีที่แปลกไปของหวังสยงเสียอีก
"เจ้า!!....เจ้าลูกบัดซบ!!! ข้าเคี่ยวเข็ญลงทุนลงแรงจ้างครูฝึกมาสอนเจ้าให้เจ้าสามารถรอดตายและได้เป็นยอดนักรบ แต่เจ้ากลับ..!!"บิดาผู้โกรธเกี้ยวสบถลั่น พร้อบกับตบไปที่ใบหน้าของหวังสยงเต็มแรงสามครั้งซ้อน
"เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ—"
หากเป็นคนธรรมดารับรองได้เลยว่าคงสลบไปแล้ว ทุกคนในเหตุการณ์ล้วนตกตะลึง ต้องรู้ว่าตั้งแต่เล็กจนโต ท่านผู้นำตระกูลรักและเอ็นดูหวังสยงยิ่งกว่าใครๆ จนแม้แต่พี่ๆน้องๆยังแอบอิจฉากันเอง แต่ทั้งหมดก็ไม่อาจหักหาญน้ำใจทำร้ายพี่ชายคนโตผู้มากน้ำใจอย่าหวังสยงลง
"ข้าขอโทษ..ท่านพ่อ" เสียงอู้อี้ออกมาจากลำคอของหวังสยง
"ไปให้พ้นหน้าข้า" บิดาของหวังสยงสะยัดหน้าหนีแล้วเดินออกจากห้องโถงไป
"เห้อ พวกเจ้ายังไม่รีบมาช่วยพาพี่ชายพวกเจ้าไปปฐมพยาบาลอีก!!" มารดาของหวังสยงเดินเข้าไปดูอาการหวังสยงแล้วเรียกหวังหู่และหวังอิงให้มาช่วยพยุงหวังสยงด้วยความร้อนใจ
"ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไร" หวังสยงปฎิเสธพร้อมลุกขึ้นยืนด้วยตนเอง ในเวลาเดียวกันหวังหู่กับหวังอิงก็มาช่วยประคองหวังสยงไปปฐมพยาบาล
ก่อนที่ทั้งสามกำลังจะเดินออกจากห้องโถงไปห้องพยาบาลนั้นเอง เสียงของมารดาของหวังสยงก็ดังขึ้น"เรื่องของเจ้าเดี๋ยวพวกแม่จะคุยกับพ่อของเจ้าให้เอง เจ้าอย่าได้ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเชียวล่ะ"
"ขอบคุณขอรับ ท่านแม่"หวังสยงตอบรับด้วยน้ำเสียงยินดี ภายในค่ำคืนนั้นภายบ้านสกุลหวังก็ได้เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรง และหลังจากค่ำคืนนั้นก็ไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงของอาณาจักรไม้เขียวได้พบเห็นคุณชายใหญ่ตระกูลหวัง หวังสยงและดรุณีน้อยแถวชานเมืองอีกเลย
วันนึงหลังเวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปหลายปี ณ หมู่บ้านกลางป่าอสูร บุรุษร่างกายกำยำล่ำสันหน้าต่อซื่อสัตย์ผู้หนึ่งกำลังแบกหญิงสาวนางนึงเดินเข้ามาในภายในหมู่บ้านแห่งนี้ หลังจากชายหนุ่มไปพบและขออนุญาติจากหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อขออยู่อาศัยในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว เขาก็รีบสร้างเพิงเล็กๆให้ภรรยาของตนได้พักผ่อน ใช่แล้วทั้งสองคนก็คือหวังสยงและดรุณีน้อยนางนั้นนั่นเอง
กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างเร็วไว สองสามีภรรยายึดอาชีพเก็บฟืนและของป่าในป่าอสูรมาขายเพื่อเลี้ยงชีพ ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 9 คนบุตรชายคนโตนาม หวังเสี่ยวสยง เรียกได้ว่าถอดแบบมาจากบิดาอย่างหวังสยงอย่างไรอย่างนั้นร่างกายกำยำแข็งแรงบึกบึน ลูกชายคนรองนาม หวังเสี่ยวอวิ่น กลับตรงกันข้าม หน้าตาหล่อเหลา ฉลาดหลักแหลม ลูกสาวคนโตนาม หวังสุ่ยเอ๋อ หน้าตางดงามถอดแบบจากผู้เป็นมารดามาอย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่แล้วเรื่องหน้าเศร้าก็เกิดขึ้นกับครอบครัวของหวังสยง ลูกชายคนที่สี่ถูกสัตว์อสูรภายในป่าทำร้ายจนเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ทำร้ายจิตใจของสองสามีภรรยาเป็นอย่างมาก แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังผ่านเข้ามาไม่หยุดหย่อน ลูกสาวฝาแฝดคนที่ห้าและหกก็มาป่วยเสียชีวิตด้วยโรคประหลาด การสูญเสียบุตรทั้ง 3 คนไปนั้นทำให้หวังสยงจิตใจแทบแตกสลาย ตอนนี้เขารับรู้แล้วว่าบิดาของตนต้องเจ็บปวดแค่ไหนยามตบหน้าตน แล้วยังต้องมารู้ข่าวว่าตนหนีไปอีก เขาจึงบากหน้าพาหวังเสี่ยวอวิ่นกลับตระกูลหวัง เพื่อให้หวังเสี่ยวอวิ่นได้มีอนาคตที่ดีและสามารถเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัวแทนตนที่แก่ชราลงทุกวันได้ ในช่วงที่หวังสยงพาหวังเสี่ยวอวิ๋นกลับตระกูลหวังนั้น ภรรยาท้องแก่ของเขาก็ได้ให้กำเนิดแฝดหญิงสองคนนามว่า หวังหลินเอ๋อและหวังหลิงเอ๋อ หลังจากหวังสยงกลับมาพบก็ดีใจมากๆ
กาลเวลาไหลผ่านไปไม่เคยรอใคร
สองปีให้หลัง ณ บ้านของหวังสยง
"อุ๊แว๊ อุ๊แว๊"
"ฮ่าๆๆ ดีใจด้วยนะเจ้าหมีใหญ่ ภรรยาเจ้าปลอดภัยแถมเจ้ายังได้ลูกชายเพิ่มอีกคนแล้ว"แม่เฒ่าหมอตำแยประจำหมู่บ้านตะโกนออกมาจากห้องนอนให้ ทุกคนที่เฝ้ารอคอยในลานบ้านได้ยิน
"จริงหรือแม่เฒ่า ฮ่าๆๆๆ สวรรค์ไม่ทอดทิ้งพวกเรา ขอบคุณสวรรค์" หวังสยงคุกเข่าคำนับกราบไหว้ฟ้าไม่หยุด ไม่นานแม่เฒ่าก็อุ้มเด็กน้อยอ้วนท้วนสมบูรณ์ออกมาจากห้องนอน หวังสยงไม่รอช้ารีบเข้าไปรับตัวเด็กน้อยมาอุ้มต่อด้วยความรักใคร่เอ็นดู
"ไหนดูสิว่าจะตั้งชื่อเจ้าว่าอะไรดี อ้วนท้วนน่ารักน่าชังแบบนี้ เสี่ยวพั้งจื่อ ดีหรือมั้ย โอ๋ๆไม่ร้องนะ พ่อแค่ล้อเล่น" หวังสยงหยอกล้อและปลอบโยนเด็กน้อยในอ้อมแขนตนอย่างถนุถนอม
"เอาล่ะข้าตัดสินใจได้แล้ว เจ้าตัวเล็ก เจ้าคือเเสงสว่างของพ่อแม่และพี่ๆของเจ้าทุกคน ชื่อของเจ้าคือ..."หวังสยงหยุดคิดใคร่ครวญเพียงครู่เดียวก็เอ่ยต่อ "หวังจื่อหมิง!...ใช่แล้ว เจ้าชื่อ หวังจื่อหมิงก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ"
*****************************************
เป็นเวลากว่า8ปึแล้วตั้งแต่จื่อหมิงลืมตาดูโลกจื่อหมิงเป็นเด็กร่างท้วมใบหน้ากลมผิวขาว หน้าตาน่ารักน่าชัง ร่าเริงแจ่มใส ยิ้มแย้มตลอดเวลา ใครเห็นต่างก็ต้องรู้สึกอยากเดินเข้าไปกอดให้รู้แล้วรู้รอด จื่อหมิงเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ที่แม้แต่ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านยังต้องตกตะลึง จื่อหมิงนั้นวิ่งได้เร็วมาก เร็วจนถึงขนาดที่ว่าสามารถแข่งวัดฝีเท้าระยะสั้นกับม้าโตเต็มวัยได้อย่างสูสี แต่ก็เพราะพรสวรรค์นี้จึงทำให้เด็กๆในหมู่บ้านไม่ค่อยจะชอบจื่อหมิงนัก
ทุกวันของจื่อหมิงหากไม่วิ่งเล่นกับเด็กๆในหมู่บ้านก็จะตามพี่สาวฝาแฝดทั้งสองไปเก็บผลไม้ตามชายป่า แต่สิ่งที่จื่อหมิงปราถนาที่สุดคือการได้เข้าป่าไปฝึกล่าสัตว์กับท่านพ่อและพี่ใหญ่เพื่อจะได้ลงสมัครในเทศกาลล่าสัตว์ของหมู่บ้าน แต่ก็ต้องผิดหวังทุกครั้งเพราะจื่อหมิงยังเด็กเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรในป่า
ในอดีตตั้งแต่มีเหตุการณ์ที่เด็กๆถูกสัตว์อสูรในป่าทำร้าย คนในหมู่บ้านต่างลงมติกันให้จัดเทศกาลล่าสัตว์ประจำปีของหมู่บ้านขึ้นเพื่อลดจำนวนของสัตว์อสูรดุร้ายที่อาศัยอยู่รอบๆหมู่บ้าน
ปีนี้ก็เหมือนปีก่อนๆจื่อหมิงรบเร้าขอติดตามท่านพ่อและพี่ชายเข้าป่าทุกวี่ทุกวัน นานวันเข้าสุดท้ายหวังสยงผู้เป็นบิดาก็ใจอ่อนยอมพาไปด้วย ตลอดทางที่เข้าป่าจื่อหมิงจะเลียนแบบท่าทางและวิธีการต่างๆจากพ่อและพี่ใหญ่ จื่อหมิงเชื่อฟังคำสอนและคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
3เดือนต่อมา หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์การล่าสัตว์ป่าและสัตว์อสูรจากท่านพ่อและพี่ใหญ่มาพอสมควร จื่อหมิงตัดสินใจว่าวันนี้ตนจะแอบแยกตัวไปล่าสัตว์ด้วยตัวคนเดียวดูบ้าง
"เอาล่ะ! มีดพร้อม คันธนูกับลูกศรพร้อม กับดักพร้อม อาหารกลางวันก็พร้อม หึหึหึ วันนี้แหละข้าจะทำให้ท่านพ่อท่านแม่ภูมิใจ"จื่อหมิงที่กำลังตระเตรียมเครื่องมือล่าสัตว์ของตนตั้งปณิธานอย่างมุ่งมั่น
"เสี่ยวจิ่วเตรียมตัวเสร็จรึยัง พวกเราจะไปกันแล้วนะ" พี่ใหญ่ที่รออยู่หน้าลานบ้านตะโกนเรียกจื่อหมิง
"ไปๆ พี่ใหญ่ข้าเสร็จแล้ว"จื่อหมิงขานรับด้วยอารมณ์ยินดี หลังจากนั้นทั้งสามก็ออกเดินทางเข้าป่าอสูรตามปกติ วันนี้ท่านพ่อปล่อยให้คู่พี่ชายน้องชายได้ออกไปล่าสัตว์กันเองส่วนตนนั้นจะแยกไปขนฟืนกองใหญ่ที่ตัดทิ้งไว้เมื่อหลายวันก่อน หลังจากจื่อหมิงติดตามพี่ใหญ่วางกับดักตามจุดต่างๆเรียบร้อยแล้ว สองพี่น้องก็เดินหาเก็บของป่าไปเรื่อยๆ "วันนี้เราโชคดีแล้ว!! มีรังผึ้งป่าอยู่ใกล้ๆนี้"อยู่ๆพี่ใหญ่ก็โพล่งขึ้นหลังจากเงี่ยหูฟังเสียงจากรอบๆ หลังจากตามหารังผึ้งจนพบพี่ใหญ่ก็ให้จื่อหมิงออกไปวิ่งเล่นห่างๆก่อนเพราะการเก็บน้ำผึ้งนั้นเป็นงานอันตรายสำหรับเด็กวัย8-9ขวบเกินไป เรียกได้ว่าเข้าทางจื่อหมิงผู้ไร้เดียงสาที่กำลังมองหาจังหวะแอบหลบออกไปล่าสัตว์คนเดียวพอดี ในตอนที่พี่ใหญ่กำลังวุ่นวายกับการเก็บน้ำผึ้งป่านั้นจื่อหมิงก็ใช้ฝีเท้าอันว่องไววิ่งหายไปจากบริเวณนั้นอย่างไร้สุ่มเสียง
หลังจากแอบแยกตัวออกมาได้ไม่นานจื่อหมิงก็ได้พบกับรอยเท้าสัตว์ขนาดเล็ก เขาจึงได้ใช้วิชาล่าสัตว์ที่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อออกแกะรอยหาสัตว์ป่าที่โชคร้ายตัวนั้น หลังจากแกะรอยมาได้สักพัก จื่อหมิงถึงกับต้องขมวดคิ้วเมื่อพบว่า สัตว์ตัวน้อยที่ตนตามแกะรอยนั้นได้นอนตายอยู่ตรงหน้า แต่เพื่อความมั่นใจเขาจึงเดินเข้าไปดูซากสัตว์ที่พบว่าเป็นฝีมือของสัตว์ร้ายชนิดใด เมื่อจื่อหมิงพลิกซากสัตว์ดู เขาถึงกับหน้าซีด ขนลุก เหงื่อแตกโทรมกาย แผ่นหลังเย็นเฉียบ ที่ซากสัตว์นั้นมีเนี้พียงส่วนหัวด้านบนเท่านั้นที่หายไป คำเตือนของบิดาและพี่ชายได้ดังลั่นวนไปวนมาในหัวของจื่อหมิงทันที "จื่อหมิง ลูกต้องจำเอาไว้นะ ถ้าหากเจอซากสัตว์ที่กระโหลกส่วนบนหายไปให้รีบหนีทันที อย่าได้หันหลังกลับไปมองเด็ดขาด"
"ทำไมล่ะขอรับท่านพ่อ"จื่อหมิงภามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น แต่กลับเป็นพี่ใหญ่ที่ตอบแทนว่า "เพราะรอยแผลแบบนั้นมันเป็นวิธีการกินอาหารของอสูรร้ายที่ชื่อว่า ตัวกินสมอง เท่านั้นยังไงล่ะ และต่อให้เป็นข้าหรือท่านพ่อถ้่เหากเผชิญหน้ากับมันก็ยากจะเอาชนะมันได้ เพราะฉะนั้นจำเอาไว้นะเสี่ยวจิ่ว จงวิ่งหนีให้เร็วที่สุด!!"
จื่อหมิงลอบกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น ขณะที่กำลังจะเอี้ยวตัวกลับเพื่อวิ่งหนีออกจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุด สายตาของจื่อหมิงก็สบเข้ากับดวงไฟสีแดงฉานสองดวงขนาดเท่าลูกตระกร้อในพุ่มไม้ด้านขวามือที่ห่างออกไปประมาณ 10 จั้ง ทันทีที่จื่อหมิงสบสายตากับดวงไฟยักษ์นั้น สัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดของจื่อหมิงก็ถูกจุดระเบิดขึ้นแทบจะในทันที เขารีบพุ่งตัวกลิ้งหลบเมื่อตั้งหลักได้จื่อหมิงก็สอยฝีเท้าสับตีนแตกไม่เห็นกลับมามองอีก
ในช่วงเสี้ยววินาทีที่จื่อหมิงจะกลิ้งหลบนั้น ดวงไฟทั้งสองก็พุ่งกระโจนเข้ามาด้วยความเร็วจนเห็นเพียงเงาสีเขียว เมื่อเงาร่างสีเขียวพุ่งมาถึงจุดที่จื่อหมิงเคยอยู่ก็คำรามเดือดดาลเพราะไม่พบตัวเหยื่อที่มันหมายตา เงาร่างสีเขียวรีบหันซ้ายหันขวามองหาเหยื่อที่พึ่งหลบหนีไปทันที เมื่อพบก็เห็นเพียงแผ่นหลังที่อยู่ใกล้ลิบๆของจื่อหมิงเท่านั้น มันยิ่งคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวมากกว่าเดิมแล้วรีบพุ่งตามเงาร่างของจื่อหมิงไปทันที
จื่อหมิงที่พึ่งรอดชีวิตจากเงาสีเขียวมาหมาดๆนั้นก็ไม่ได้ชะล่าใจแต่อย่างไร เขารีบเร่งฝีเท่าขึ้นอีก ในใจก็ลอบบ่นโอดควรญ "นี่มันวันซวยอะไรของข้าเนี่ย!! ทำไมต้องมาเจอไอ้ตัวกินสมองบัดซบนี่ด้วย!?"
"ก๊าซซซซ" เสียงคำรามของสัตว์ประหลาดตัวสีเขียวดังไล่หลังจื่อหมิงมาติดๆ จื่อหมิงอดที่จะตัวสั่นเพราะเสียงคำรามอย่างห้ามไม่ได้ เขารู้ดีว่าถ้าเขาหันหลังกลับไปมองหรือหยุดวิ่งเมื่อไหร่ความตายจะมายืนเขาทันที เขาทำได้เพียงทำในสิ่งที่เขาถนัดที่สุดในชีวิตนั้นคือ "วิ่ง"วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ตรงหน้าให้ได้
***************************************
ปล.เนื้อเรื่องช่วงแรกอาจจะเอื่อยเฉื่อยไปหน่อยนะครับ แต่ผมขอรับประกันว่าจะจัดเต็มความมันส์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแน่นอนครับ