“กอดอุ่นยังไม่มาเลยค่ะ ทำไงดี ทำไงดี นี่ก็ใกล้เวลาแล้วด้วย”
แยมส้มวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกเธอ ในตอนที่เหลือเวลาอีกเพียงสามสิบนาทีเท่านั้น งานเดินแบบการกุศลแฟชั่นโชว์ผ้าฝ้ายจากหมู่บ้านต้นแบบหัตถศิลป์ของทางภาคเหนือก็จะเริ่มขึ้นแล้ว
วีร์ดานึกถึงหุ้นส่วนร้านที่กว้างขวางกว่าเธอ กะจะฝากให้ทางนั้นช่วยหาคนให้ในยามคับขันแบบนี้
“ต่อสายหาเอ็นจอยให้พี่หน่อย”
แยมส้มตอบฉับไวในทันที “ส้มโทรแล้วค่ะพี่วี แต่พี่จอยติดคุยสายกับลูกค้า ยังไม่รับสายเลยค่ะ ทิ้งข้อความไว้แล้วเดี๋ยวคงตอบกลับมา ไม่รู้จะทันรึเปล่าน่ะสิ ทำไงดีล่ะเนี่ย”
วีร์ดาพยักหน้าที่มองออกชัดว่าเครียดอยู่ไม่น้อย ก่อนลากสายตาไปยังกลุ่มเพื่อนสนิทที่มาช่วยงานในวันนี้ด้วย พูดอย่างที่รู้คำตอบอยู่แล้วว่าเพื่อนจะตอบเช่นไร
“นางแบบเทงานกะทันหัน ทำยังไงดีเพื่อน”
“ไม่มีปัญหา” แพรวพิชชาบอกพร้อมกับโยนมือถือเข้ากระเป๋า ริญญ์นภัสก็ค่อยขยับตัวลุกขึ้น ปัดมือไปตามชุดของตัวเองที่เศษขนมหกบนนั้น บอกเสียงสบายๆ
“ตบเลยมั้ย นังเด็กไร้สามัญสำนึก”
“ใจเย็นก่อน” ‘ณัฐธเนศ’ เพื่อนผู้ชายคนเดียวในกลุ่มเพื่อนบอกขึ้นบ้าง “นางแบบไม่มา เราก็เดินเองเลยสิครับ ตัวแม่ต้องสนต้องต้องแคร์ไปทำไม ใช่มั้ย”
เพื่อนของวีร์ดาทั้งหมดไม่เคยพากันไปเสียที่ไหนเลย มีแต่คบหาแล้วส่งเสริมกันในทางที่ดีๆทั้งนั้น คอยให้กำลังใจกัน ช่วยเหลือเวลาต้องการเสมอ
วีร์ดาขยับปากบอกว่า ‘ขอบคุณ’ ให้เพื่อนทุกคนของเธอ
ณัฐธเนศส่งสายตาเกินเพื่อนมาให้เธอ วีร์ดาทำเพียงยิ้มรับไม่ได้ให้ความหวังอะไรทางนั้นแล้วเดินไปตรวจดูความเรียบร้อยของชุด จนถึงเวลาเดินแบบ ทุกอย่างเป็นไปตามคาด จบแบบสวยงามอย่างที่วีร์ดาหวังเอาไว้ จะว่าไปงานเดินแบบครั้งนี้ดีกว่าทุกงานเสียอีก เพราะแพรวพิชชากับริญญ์นภัสนั้น ชำนาญการเดินแบบตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว พอจบไม่ได้เดินทางสายนั้นเพราะต้องออกมาทำงานที่เป็นกิจการของตนเอง แต่เมื่อได้กลับมาทำ ทั้งสองคนก็ทำมันได้อย่างดีเยี่ยม
“จบงานแบบสวยหรูดูแพงสมความตั้งใจมั้ยคะเพื่อน” ริญญ์นภัสถามพร้อมกับยกมือหยิกแก้มของวีร์ดาไปด้วย
“อือ ขอบใจมากนะทุกคนเลย” วีร์ดาบอกกลุ่มเพื่อนตรงหน้าแล้วตะโกนบอกนางแบบและทีมงานทุกๆคน
“ขอบคุณทุกคนด้วยนะ คืนนี้อยากฉลองที่ไหน ลงบัญญชีที่ไว้ได้เลยค่ะ”
แพรวพิชชาตาโต ร้องถามขัดขึ้น ชวนให้ไปนั่งดื่มด้วยกันที่ร้านเปิดใหม่ของริญญ์นภัส “งั้นเราไปที่ร้านดิวกันดีมั้ยคะ”
วีร์ดายิ้มอย่างเนือยๆ “ฉันหมายถึงน้องๆ ส่วนพวกเราเอาไว้เที่ยววันอื่นได้มั้ย วันนี้ฉันเหนื่อยจังเลย อยากปิดโทรศัพท์ กลับไปนอนแช่ตัว จิบแชมเปญสักแก้วที่ห้องแล้วก็หลับสักอาทิตย์นึงเลยอะ”
“น่านะ งานจบวันนี้แล้ว ให้รอไปฉลองพรุ่งนี้ได้ยังไง ไปด้วยกันตอนนี้แหละ ค่อยกลับไปจิบแชมเปญที่ห้องต่อ”
“ใช่ๆ” คนอื่นร้องตอบเหมือนเป็นลูกคู่ วีร์ดาเลยโดนเพื่อนหิ้วแขนซ้ายขวาไปยังรถ แล้วตรงไปยังร้านของริญญ์นภัสในตอนที่ล่วงเข้าห้าทุ่มกว่าไปแล้ว
ขณะที่รถจอดรอสัญญาณไฟที่แยกก่อนถึงร้านของริญญ์นภัส วีร์ดาหันหน้ามองยังด้านข้างก็ตกใจผวา เมื่อเห็นว่ามีมอเตอร์ไซค์ขับเข้ามาขนาบข้างๆ สองคนบนรถใส่หมวกกันน็อกกันอยู่แต่ท่าทางมีพิรุธ
เวลาสองเดือนกว่าเฉียดสามเดือนจนถึงวันนี้ วีร์ดารู้สึกเหมือนถูกสะกดรอยตามไปทุกๆที่ ทีแรกเธอคิดว่าตัวเองหลอนจากนิยายที่ชอบอ่านจนเอาไปคิดเองเออเอง แต่เธอจะเห็นผู้ชายสองคนรูปร่างสูงใหญ่แบบนี้ขับมอเตอร์ไซค์ตามเธอเสมอ ไม่ว่าจะไปที่ไหน วีร์ดาเคยแจ้งความแล้ว แต่ตำรวจบอกว่าทำอะไรไม่ได้ เพราะตามหาตัวคนพวกนั้นไม่พบ คนที่เธออ้างว่าถูกสะกดตาม แล้วยังพูดทำนองว่าเธออาจคิดไปเองอีกด้วย
วีร์ดานึกถึงหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจวันนั้นแล้วโมโห เพราะเธอเองไปตามหาเอาหลักฐานมาให้แต่ก็หาไม่ได้ด้วยสิ ว่าแล้วได้แต่ปลอบใจตัวเองเงียบๆต่อไปว่าคงคิดมากไปเองจริงนั่นแหละ
ไปถึงที่ร้านแล้ววีร์ดาพบว่างานเลี้ยงฉลองจบงานเดินแบบที่นัดกันไว้ไม่ใช่เพียงแค่งานเลี้ยงฉลอง
“Surprise มั้ยจ๊ะว่าที่เจ้าสาว” เสียงคนในงานที่มาก่อนและเดินตามหลังวีร์ดามาร้องถามกันเซ็งแซ่ วีร์ดาอ่านข้อความที่ฉายบนจอภาพขนาดใหญ่ตรงหน้าที่ขึ้นไว้ว่า ‘งานเลี้ยงสละโสดของวี แต่งก่อนใครเลยนะ ดีใจด้วย’ ก็ได้แต่ส่ายหน้าช้าๆรู้ตัวแล้วว่าโดนหลอกให้มางานที่วีร์ดาไม่คิดจะจัดงานนี้ขึ้นเลยในชีวิต
“ไม่รู้จะจัดทำไม งานแบบนี้ฉันไม่ชอบ พวกแกก็น่าจะรู้นี่หว่า”
แพรวพิชชาที่เป็นต้นคิดแกล้งทำสีหน้างอนๆใส่เธอ “อ้าว ก็เพื่อนกำลังจะสละโสด ไม่ให้พวกเราจัดงานเลี้ยงสละโสดได้ยังไงกันล่ะ ใช่มั้ยเอวา ดิว เรียว จิ้มจุ่ม หนูนิด เบอร์รี่”
แพรวพิชชาตะโกนถามคนที่ตามมาเรียงรายคน ทั้งหมดพยักหน้าตอบรับพร้อมเพรียงกันว่าเห็นด้วยกับที่แพรวพิชชาเอ่ยมา
วีร์ดาถามแพรวพิชชาด้วยความสงสัย “พวกแกรู้เรื่องนี้ได้ไง ไอซ์หรือเจนี่เป็นคนบอก”
“พวกแกรู้เรื่องนี้ได้ไง ไอซ์หรือเจนี่เป็นคนบอก”
“จะใคร ก็ทั้งสองคนนั่นแหละ นู่นไงยืนรออยู่นั่น” ภิญญาภัคบอกแล้วชี้มือไปยังทางเข้าร้าน
วีร์ดามองไปยังทางนั้นเห็นน้องทั้งสองคนของเธอยืนหัวเราะ กอดคอกัน เดินตรงมาก็ได้แต่กลอกตาอย่างเซ็งๆ สีหน้าของเธอมองออกเลยว่าเอือมระอากับเรื่องแบบนี้อยู่ไม่น้อย
“ขอบคุณนะพี่วี ถ้าพี่ไม่ตอบตกลงแต่งงานกับลูกชายคุณลุงคุณป้า ก็คงเป็นพวกเรานี่แหละที่ต้องโดนจับแต่งงานอะไรแบบนั้นน่ะ นึกแล้วสยองแทนเลย”
วีร์ดาจะยิ้มก็ยิ้มไม่ได้ พูดอะไรก็พูดไม่ออก ได้แต่ด่าเล่นๆไปว่า
“น้องเวร พูดให้พี่สยองขึ้นมาอีกแล้วนะ เดี๋ยวพี่หนีงานนั่นซะเลย พวกแกจะได้แต่งงานแทนพี่”
น้องสองคนของเธอทั้งรักทั้งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่จำความได้ เธออุตส่าห์ทำตัวเสียสละเป็นพี่สาวที่แสนดียอมโดนจับคลุมถุงชนกับลูกชายของเครือ ‘เบญญ์’ ยังจะมาพูดให้เธอเครียดอีกว่าน่าสยองพองขน นึกแล้วน่าฟาดด้วยไม้จริงๆเลย
แต่จะว่าไปวีร์ดาก็อดนึกเห็นใจน้องสาวทั้งสองคนของเธอไม่ได้หรอก น้องๆของเธอมีคนรักรออยู่แล้ว วีร์ดาที่เป็นพี่สาวคนโตนั้นยังโสดเพราะชีวิตของเธอนอกจากครอบครัว เพื่อน ก็มีแค่ทำงานเท่านั้นที่สำคัญ วีร์ดาเลยตอบรับการแต่งงานแบบคลุมถุงชนที่ว่านั่นไปด้วยความไม่คิดอะไรให้มากแบบในนิยายที่เธอเคยอ่านๆมา
“พอเถอะน่า นี่อย่ามาทำให้งานเลี้ยงสนุกๆที่พวกเราช่วยกันจัดกลายเป็นงานเลี้ยงขอบคุณอำลาของพวกแกสามคนพี่น้อง ดราม่าน้ำตานองจะได้มั้ย”
ริญญ์นภัสเป็นคนฉุดความรู้สึกของทุกๆคนออกมาจากความหมองเศร้า แล้วบรรยากาศของความสนุกสนาน เพลงคึกคักก็เปิดให้ดังขึ้นภายในผับเล็กๆนั้น วีร์ดารับแก้วเครื่องดื่มที่เพื่อนทยอยส่งให้อยู่ตลอดจนรู้สึกในอีกชั่วโมงถัดมาว่าเธอเริ่มเมาแล้ว
ริญญาภัคเข้าไปคุยข้างหูกับแพรวพิชชาและริญญ์นภัสครู่เดียวก็หัวเราะกันขึ้นมา ก่อนที่แพรวพิชชาจะบอกเสียงดังขึ้นว่า
“พร็อพมาพอดี เชิญเข้ามานัวกับว่าที่เจ้าสาวได้เลยจ้ะ”
วีร์ดาเลิกคิ้ว แกล้งทำเป็นส่ายหน้าพร้อมกับถอยห่างจากผู้ชายกล้ามโตที่เพื่อนลากมาเป็น ‘พร็อพ’ ในงานคืนนี้
“ได้ยินมาว่า ว่าที่เพื่อนเขยของพวกเรา กล้ามใหญ่กว่านี้อีกนะ วีวี่ แกเคยเห็นรึยังว่าของเขา ‘ใหญ่’ จริงมั้ย” ภิญญาภัคเน้นคำว่าใหญ่ แววตาทะลึ่งทะเล้นใส่เธอ
วีร์ดาที่เริ่มสนุกเหลือบตามองชายกล้ามล่ำที่ขนาบข้างตัวแล้วก็ร้องบอกเพื่อนออกไป “ไม่เคยเห็น แต่ฉันคิดว่าไม่น่าใหญ่เท่านี้นะ”
“ถามจริงเถอะ ตัวจริงของคุณดนย์หล่อมั้ยวี”
วีร์ดานึกถึงวันที่พ่อกับแม่พาเธอไปกินข้าวกับบ้านนั้น นั่นคือครั้งแรกและครั้งเดียวที่เธอได้พบกับดนย์ เบญญา ว่าที่เจ้าบ่าวของเธอ วีร์ดาขอบอกตามตรงเลยว่านี่ก็ผ่านมาเพียงเดือนเดียวเท่านั้นแต่เธอนึกหน้าดนย์ไม่ออกแล้ว คงเพราะงานของเธอที่ยุ่งมากๆ เธอเหนื่อยจากงาน collection ใหม่ แล้วยังต้องคุมงานเดินแบบการกุศลที่เพิ่งจบไป เลยทำให้วีร์ดาไม่มีพื้นที่ให้สนใจเรื่องอื่น
ครอบครัวของวีร์ดาทำธุรกิจนำเข้าอัญมณีมาเกือบสามสิบปีแล้ว แต่สองปีที่ผ่านมากิจการของครอบครัวถดถอยลงไปมาก เมื่อต้นปี วีร์ดาได้ยินมาว่า ‘เครือเบญญ์’ เครือธุรกิจที่อยู่ในการบริหารงานของครอบครัวเบญญากำลังจะเข้ามาร่วมทุนกับกิจการของครอบครัวของเธอ