ตึก...ตึก...ตึก
เสียงฝีเท้าของฉันดังกระทบกึกก้องไปทั่วทางเดินในตรอกซอยแคบข้างผับชื่อดังแห่งหนึ่งในใจกลางเมืองของประเทศไทย
รองเท้าผ้าใบสีซีดเหยียบย่ำไปบนพื้นสกปรก แถมยังมีน้ำเสียเจิ่งนองเป็นวงกว้างทั่วบริเวณ กลิ่นของมันโชยเข้ามาในจมูกจนฉันต้องเบ้หน้าอย่างขยะแขยง และฉันต้องพยายามอย่างถึงที่สุด ที่จะเดินไม่ให้น้ำเน่าๆ พวกนั้นมันกระเด็นใส่ขา
ถ้าเลือกได้ฉันก็จะไม่เข้ามาในตรอกซอยบ้าๆ นี่เด็ดขาด แต่เพราะว่ามันเลือกไม่ได้ไง…
“พี่ต้น!”
ริมฝีปากบางสีชมพูธรรมชาติโพล่งเรียกชื่อของผู้ชายคนหนึ่ง ที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงกองเก้าอี้และโต๊ะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ซึ่งผู้ชายคนนี้เขาก็คือพี่ชายแท้ๆ ของฉันเอง
ฉันชื่อเตนล์ มีพี่ชายชื่อต้น พี่ต้นอายุยี่สิบห้าปี ส่วนฉันนั้นอายุเพียงแค่สิบเก้า โดยปกติแล้วในวันธรรมดาแบบนี้ถ้าเป็นคนในวัยเดียวกันก็น่าจะไปโรงเรียนกันหมดแล้ว แต่ฉันกลับไม่ได้ไป หรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่มีปัญญาที่จะส่งตัวเองเรียนให้จบ
ตั้งแต่พ่อกับแม่ของฉันเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุในช่วงที่ฉันอายุสิบสามปี ฉันกับพี่ต้นก็เลิกเรียนมาตั้งแต่นั้น
ญาติน่ะมี แต่เขาไม่ให้พึ่ง เราจึงต้องดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเองเพราะใครๆ ก็ผลักไสเรา
“เอายานี่ไปส่งให้กูหน่อย”
กล่องนมธรรมดาๆ ถูกยื่นมาตรงหน้าฉัน แต่ข้างในนั้นมันกลับสอดไส้ยานรกเอาไว้
‘เด็กส่งยา’ นี่แหละคืออาชีพของเราสองพี่น้อง
แม้ว่ามันจะไม่ใช่อาชีพสุจริต แต่เราสองคนก็ไม่เกี่ยง เหตุผลเพราะว่ามันทำเงินให้เราได้ดีกว่าการทำงานอย่างอื่นเป็นไหนๆ แม้ว่ามันจะเสี่ยงสักหน่อยก็ตาม
ฉันกับพี่ต้นเริ่มทำอาชีพนี้ตั้งแต่ที่ถูกญาติๆ ของพ่อและแม่ผลักไสแล้วล่ะ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีอะไรกิน แล้วถามหน่อยเถอะว่าเด็กอายุยังไม่ถึงยี่สิบนี่จะหางานดีๆ เงินเยอะๆ ได้ยังไง การที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นหมาจนตรอกมันทำให้เราสองคนเลือกจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพื่อความอยู่รอด
สมบัติของพ่อกับแม่ก็ไม่มี เหลือเพียงแค่บ้านไม้เก่าๆ ไว้ให้ซุกหัวนอนก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว
คติของฉันคือ ‘ไม่เลือกงาน ไม่เลือกจน’ แต่แนะนำว่าอย่าทำแบบฉันเลยดีกว่า ถ้ายังอยากมีชีวิตที่สดใสอยู่น่ะนะ เพราะชีวิตของฉันตอนนี้มันมืดมนจนยากที่จะหาทางออกได้แล้ว
ส่วนคุณสมบัติหลักที่จะมาเป็นเด็กส่งยาได้คือ สกิลเท้าต้องดี พ่อมาเมื่อไหร่ต้องเหยียบให้มิด ไม่งั้นก็จบ…
“จะให้เอาไปส่งที่ไหนล่ะ”
โดยปกติแล้วฉันไม่ได้ไปรับงานจากเอเย่นต์ค้ายารายใหญ่เองหรอก มีแต่พี่ต้นนี่แหละที่คอยไปเอายามาให้ แล้วให้ฉันเอาไปส่งกับผู้ค้ารายย่อยอีกที หรือบางทีก็ส่งให้กับคนเสพทั่วๆ ไป
แต่ทว่าสิ่งที่อยู่ในมือของฉันตอนนี้เหมือนจะเป็นของผู้ค้ารายย่อยมากกว่า เพราะน้ำหนักของมันที่สัมผัสได้ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว
“ที่ผับพีเอ็นคลับ”
ชื่อผับที่พี่ต้นบอกมาทำให้ฉันพอรู้อยู่บ้างว่ามันอยู่ที่ไหน เมื่อรู้ที่หมายแล้วฉันก็เก็บกล่องนมนั้นยัดใส่กระเป๋าเป้ของตัวเอง ที่สะพายห้อยพาดไหล่เอาไว้แค่สายเดียวอย่างหมิ่นเหม่
“วันนี้มีแค่นี้เหรอพี่” ฉันเงยหน้าขึ้นถามพี่ชายของตัวเองเพื่อความแน่ใจ เพราะถ้าไม่มีอะไรต้องส่งอีกฉันก็จะได้กลับบ้านไปนอนพัก ซึ่งพี่ต้นก็พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนพูดเสริมออกมา
“ระวังตัวด้วยล่ะ รายย่อยคนนี้มันจู้จี้จุกจิก อย่าให้ของหายและอย่าถูกจับเป็นอันขาด”
“อืม”
ประโยคกำชับที่เปล่งออกมาทำให้ฉันตอบรับในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินออกมาจากตรอกซอยแคบๆ นั้น
พรึบ!...ผลัก!
“เฮ้ย!!” ทว่าเดินออกมาได้เพียงไม่นานกระเป๋าเป้ที่ฉันสะพายเอาไว้ กลับถูกผู้ชายคนหนึ่งกระชากออกไปอย่างง่ายดาย มันผลักตัวฉันจนเซถลาไปด้านข้างเล็กน้อย แต่เมื่อตั้งสติได้เท้าเล็กทั้งสองข้างก็รีบวิ่งตามหลังมันไปทันที
ตึก...ตึก...ตึก…
“หยุดนะ!!” ฉันพยายามตะโกนไล่หลังมันสุดเสียง แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าจะเอ่ยปากขอให้คนแถวนั้นช่วยก็เกรงว่าคนที่จะถูกจับจะกลายเป็นฉันซะเอง
มันน่ะแค่โดนข้อหาวิ่งราว แต่ฉันนี่สิโดนเต็มๆ
และด้วยความที่มันเป็นผู้ชาย เรียวขานั้นจึงยาวกว่าฉันหลายเท่า แถม สกิลเท้ามันยังเหนือกว่าฉันเป็นไหนๆ ดูท่าแล้วน่าจะเป็นมืออาชีพพอสมควร ตำรวจที่เคยวิ่งไล่จับฉันยังไม่สกิลเท้าดีขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ
แม่ง...ขโมยอะไรไม่ขโมย เสือกมาขโมยยาบ้า บักปอบ!
“เชี่ยเอ๊ย!” ฉันถึงกับต้องสบถออกมาอย่างหงุดหงิดเมื่อไม่สามารถที่จะวิ่งตามมันได้ทัน
เท้าของฉันจำต้องหยุดชะงัก สองมือท้าวที่เข่าของตัวเองด้วยท่าทีที่เหนื่อยหอบ เหงื่อกายมากมายแตกพลั่กลงมาจนชุ่มตามกรอบหน้าเนียน
ฉันยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อของตัวเองออกลวกๆ และพอจะล่วงรู้ได้เลยว่าถ้ากลับไปต้องเจอกับอะไร
จากที่เวลานี้กำลังปาดเหงื่อ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าฉันอาจจะต้องยกหลังมือขึ้นมาเพื่อปาดเช็ดเลือดของตัวเอง
ชะตาของฉันมันกำลังจะขาด…
เพียะ!!
“กูบอกมึงแล้วใช่มั้ยว่าอย่าทำมันหาย!!”
ฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านฟาดลงมากระทบที่ซีกแก้มของฉัน มันรุนแรงจนรับรู้ได้ถึงความปวดร้าว แถมยังได้กลิ่นคาวเลือดที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในปาก
ฉันจัดการถ่มน้ำลายที่มีเลือดปะปนอยู่ลงพื้นสกปรก นิ้วเล็กปาดเช็ดเลือดตรงมุมปากออกเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ชายแท้ๆ
“ไม่ได้ทำหาย แต่ถูกขโมย”
นี่ฉันไม่ได้กวนตีน แต่เผอิญว่าเป็นคนชอบพูดตรงๆ และคำพูดนั้นมันก็เป็นความจริง
“นี่มึงกล้าเถียงกูเหรอ! ทำงานพลาดยังไม่สำนึกอีกนะ!!”
นิ้วเรียวชี้ตรงมาที่หน้าของฉัน ฝ่ามือหนาทำท่าจะหวดลงมาอีกรอบหนึ่ง ซึ่งฉันเองก็ยืนนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นและไม่คิดที่จะขยับเท้าหนี
ฉันชินกับการถูกพี่ต้นตบแบบนี้แล้วล่ะ ถ้าทำงานพลาดหรือทำงานไม่ได้ดั่งใจพี่เขาฉันก็มักจะถูกกระทำแบบนี้ประจำ ถึงร่างกายของฉันจะบอบบาง แต่ทว่าก็ทนมือทนตีนพี่เขาได้ไม่น้อย
ก่อนที่จะมาเป็นเด็กส่งยาก็ต้องยอมรับโชคชะตาของตัวเองให้ได้ อย่างที่รู้ว่างานนี้มันเสี่ยง ไม่ว่าจะเสี่ยงติดคุก หรือเสี่ยงถูกกระทืบโดยฝีมือพวกเดียวกันก็ตาม
ในเมื่อฉันเลือกที่จะก้าวขาเข้าวงการดำมืดนี้แล้ว มันก็ยากที่ฉันจะถอนตัวออก เพราะฉะนั้นเลยเลือกที่จะทน
ก็อย่างที่รู้ คติของฉันคือ ‘ไม่เลือกงาน ไม่เลือกจน’ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าฉันสามารถทำงานได้ทุกอย่างที่มันได้เงินเยอะๆ เพราะฉันจะไม่เลือกกลับไปอยู่ในจุดของความจนอีกแล้ว
‘เงิน’ สามารถทำให้ฉันดิ้นรนจนอยู่รอดได้ และเหตุผลสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ฉันอยากมีเงินเยอะๆ ก็เพราะว่าฉันอยากจะถีบตัวเองให้อยู่สูงที่สุด เพื่อที่จะได้ก้มลงมองพวกที่ดูถูกฉันได้สะดวก
คนบางประเภทมันก็ดีแต่ว่าคนอื่น ไม่คิดย้อนกลับมาดูตัวเองเลยสักนิด...
ซึ่งฉันเองก็เข้าใจว่ามีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด ‘ชอบไม่ชอบก็แล้วแต่ ไม่เห็นจะแคร์เลยด้วยซ้ำ’
“เตนล์ไม่ได้เถียง นี่เขาเรียกว่าอธิบาย แล้วจะให้ทำไงอ่ะก็ในเมื่อของมันถูกขโมยไปแล้ว”
ฝ่ามือหนาของพี่ต้นที่ลดลงแนบข้างลำตัวแกร่งทำให้ฉันลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
ถ้าสถานการณ์มันเป็นอย่างนี้ฉันเองก็หมดปัญญาที่จะแก้ปัญหาให้ตัวเองเหมือนกัน ร้อยวันพันปีไม่เคยถูกวิ่งราว ใครมันจะไปรู้ว่าจะมาซวยเอาซะวันนี้
“มึงต้องเข้าไปคุยกับนายเองแล้วล่ะ ยานั่นก็ไม่ใช่น้อยๆ กูแก้ปัญหาให้มึงไม่ได้หรอก ใครก่อก็จัดการเอาเอง”
ประโยคที่พี่ต้นเปล่งออกมาทำให้ใจของฉันแทบหล่นไปกองอยู่ตาตุ่ม
‘นาย’ ที่พี่ต้นหมายถึงก็คือผู้ทรงอิทธิพลที่ดูแลพวกเราทั้งหมด แต่ทว่าฉันก็ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของนายมาก่อน เนื่องจากฉันไม่เคยทำงานพลาดจนต้องเข้าไปคุยถึงตัวนายขนาดนั้น
และฉันก็ไม่คิดที่อยากจะเข้าไปคุยใกล้ๆ ด้วย เห็นใครๆ ก็บอกว่าถ้าได้เข้าถึงตัวนายเมื่อไหร่แทบไม่รอดสักราย เบาหน่อยก็แค่สะบักสะบอม หนักสุดก็ไปนอนในโลงศพ
แล้วยาที่ถูกขโมยไปนี่มันมีเป็นร้อยๆ เม็ด คิดเหรอว่าถ้าเข้าไปคุยแล้วฉันจะมีโอกาสอยู่รอดกลับมาได้
เงินเก็บที่มีก็ใช่ว่าจะเยอะจนสามารถจ่ายค่ายาทั้งหมดที่เสียหายไปได้สักหน่อย เป็นเด็กส่งยาทั้งชาติก็ไม่รู้จะพอหรือเปล่า
พี่ต้นแม่งเป็นพี่ชายที่ไม่คิดจะช่วยอะไรเลย อย่างน้อยหารกันคนละครึ่งก็ยังดี
“นายเข้ามาที่ผับเมื่อไหร่ก็บอกด้วยละกัน เดี๋ยวเคลียร์เอง”
ฉันจำต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเอง ที่บอกจะเคลียร์นี่หมายถึงเคลียร์ให้ตัวเองรอดหรือตายเร็วๆ ก็ไม่รู้
“นายเข้ามาแล้ว และเขาก็รู้ด้วยว่ามึงทำงานพลาด เพราะฉะนั้นมึงรีบเข้าไปหานายซะ เขารอมึงอยู่”
ไหนๆ พี่ต้นก็พูดออกมาแบบนี้แล้ว งั้นฉันขอยืนไว้อาลัยให้ตัวเองสักห้าสิบปีก่อนเข้าไปได้ไหม...
“แล้วพี่ไม่เข้าไปด้วยกันเหรอ”
คืออย่างน้อยไปยืนให้กำลังใจกันก็ได้ จะตายทั้งทีนี่ก็ไม่อยากหว่าเหว่ไง มันเคว้งคว้าง
“ไปไม เข้าไปกูก็ตายดิ”
ขอบคุณนะ ทำไมเป็นพี่ชายที่แสนดีแบบนี้ล่ะ ซึ้งจนน้ำตาไหลเลยว่ะ...
“เออ ถ้างั้นก็เตรียมจองวัดให้ด้วยละกัน ไม่ต้องเอาข้าวต้มนะ อยากกินยุงทอดกระเทียม” น้ำเสียงของฉันนั้นเต็มไปด้วยความประชดประชัน ก่อนที่สองเท้าจะก้าวเดินอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อเข้าไปในผับ
เนื่องจากว่าเวลานี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดใช้บริการประตูทางเข้าด้านหน้าจึงถูกปิดเอาไว้ไม่ให้ใช้งาน
“อ๊ะ...อื๊อออ...เฮีย”
เสียงที่ดังออกมาจากมุมหนึ่งของผับทำให้เท้าของฉันถึงกับหยุดชะงัก สายตากวาดมองไปรอบๆ ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแค่แสงสว่างจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาอยู่ร่ำไร
เวลานี้ผับมันยังไม่เปิด แล้วใครมันมาดูดด๊วบอะไรกันอยู่แถวนี้?
สมองส่วนหนึ่งของฉันกำลังคิดว่ามีคนบางคนทำเรื่องอย่างว่ากันอยู่ในผับ แต่อีกส่วนหนึ่งมันกลับคิดว่าน่าจะเป็นเสียงของอย่างอื่น...
ครั้นเมื่อสมองมีความคิดนั้นแวบเข้ามา ขนอ่อนบริเวณแขนของฉันก็พากันสแตนด์อัพขึ้นมาทันใด
“ซี๊ดดด...”
สงสัยผีเผ็ด ไม่ใช่ผีธรรมดาด้วย แต่เป็นผีจับหัว
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ดวงตาของฉันเบิกกว้าง พอสายตาเห็นทัศนียภาพตรงจุดนั้นชัดเจนมันก็ทำให้ฉันรู้ว่าเสียงๆ นั้นคือเสียงอะไร และพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่
ภาพของชายหญิงสองคนที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยง และซุกไซ้กันอย่างนัวเนียทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดกึก
บอกตามตรงเลยว่าฉันยอมเจอผีดีกว่ามาเจอภาพบัดสีบัดเถลิงแบบนี้
“มองจ้องขนาดนั้นอยากจะเข้ามาร่วมแจมด้วยมั้ยล่ะ”
ร่างบางของฉันสะดุ้งโหยง เพราะไม่รู้ตัวเลยว่าจ้องมองสองคนนั้นนานเท่าไหร่ จนกระทั่งร่างสูงโปร่งของผู้ชายคนนั้นตวัดสายตาหันมามอง
เขาผละออกมาจากผู้หญิงที่เคยนัวเนียอยู่ก่อนหน้านี้แล้วเดินตรงเข้ามาหาฉันที่ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ พอมองเลยไปด้านหลังเขา ฉันก็เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังชักสีหน้าอย่างหงุดหงิดใจอยู่ในความมืด
ทว่าเมื่อผู้ชายร่างสูงโปร่งคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ดวงตากลมโตก็จำต้องเบิกกว้างขึ้นมากกว่าเดิม
จุดที่ฉันยืนอยู่ ณ ตอนนี้มีแสงสว่างอยู่เล็กน้อย ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันสามารถมองเห็นเขาได้อย่างชัดเจน
นอกจากรูปร่างจะสูงโปร่งดูดีแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาก็ไม่ได้น้อยหน้ากันเลยสักนิด ไหนจะผมสีเงินที่ถูกจัดทรงให้ดูเท่เหมาะกับบุคลิกของเขานั่นอีก
ผู้ชายคนนี้แทบจะหาอะไรมาติไม่ได้เลยจริงๆ แต่น่าเสียดาย...ที่การกระทำดูต่ำไปหน่อย
ไม่มีคนปกติที่ไหนชอบกินตับกันโจ่งแจ้งแบบนี้หรอก ใครเค้าก็กินกันในที่ลับตาทั้งนั้น หรือว่าเป็นพวกชอบโชว์?
“...” ฉันยืนนิ่งปิดปากเงียบอยู่นาน เพื่อกวาดสายตามองสำรวจเขาอย่างพินิจและพิจารณา ขณะที่ในใจก็กำลังแอบด่าเขาไปด้วย
“ที่มองหน้านี่ข้องหรืออยากเข้าห้องด้วยกัน หืม?”
ประโยคนั้นที่โพล่งออกมาจากปากหนาทำให้ฉันแทบจะสำลักอากาศที่ตัวเองกำลังหายใจอยู่
“แหม...ลุงคะ คนนะไม่ใช่ตุ๊กตายาง เจอปุ๊บก็ชวนเข้าห้องเลยเหรอ”
ฉันอดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บเขาไปด้วยคำพูดจาที่เจ็บแสบ
“เรียกใครลุง?”
แต่ทว่าเขากลับสนใจคำอื่นมากกว่า สีหน้าตึงๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลานั้นสามารถบ่งบอกฉันได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวว่าเขากำลังไม่ชอบใจ
“เฮียปืนขา อย่าไปสนใจเด็กมันเลยค่ะ เราไปสนุกด้วยกันเถอะนะคะ เดี๋ยวริชชี่จะพาขึ้นไปบนห้องนะ”
หึ...ริดสีดวงล่ะสิไม่ว่า
รอยยิ้มหยันกระตุกขึ้นที่มุมปากของฉัน พอเห็นท่าทางเรียกแขกของเธอแล้วฉันก็อดที่จะเบะปากและกลอกตามองบนไม่ได้
“ตามสบายนะคะ เรื่องเมื่อกี้ที่เห็นฉันไม่บอกใครหรอก ถือซะว่าโดนผีหลอกละกัน”
จบประโยคนั้นฉันก็หมุนตัวหันหลังแล้วเดินออกมาจากพวกเขา
โดนผีหลอกแบบนี้สงสัยต้องรีบไปหาน้ำมนต์มาล้างตาซะแล้วล่ะ เพราะไม่อย่างนั้นฉันคงฝันร้ายทั้งคืนเป็นแน่
ตึก...ตึก...ตึก...
เสียงฝีเท้าที่ดังตามไล่หลังมาทำให้ฉันหยุดชะงักอีกครั้งแล้วหันหลังกลับไปมอง
“นี่ลุงตามฉันมาทำไม”
ความจริงเขาก็ไม่ได้แก่อะไร แต่ฉันแค่หมั่นไส้ในความเป็นเฒ่าหัวงูของเขาต่างหาก ก็เลยสะดวกที่จะเรียกเขาแบบนี้
“สงสัยติดใจฝีปากจัดๆ ของเธอมั้ง เลยตามมาให้ด่าอีก”
ฉันจะถือว่าประโยคนี้ของเขาคือคำชมละกัน
แกร๊ก...
“พี่วายุสวัสดีค่ะ” ฉันเลิกสนใจผู้ชายปากหมาที่ยืนอยู่ด้านหลัง มือทั้งสองข้างยกขึ้นไหว้ร่างสูงโปร่งอีกคนที่เปิดประตูออกมาจากห้องๆ หนึ่ง
พี่วายุคือมือขวาของนาย และฉันก็ได้ยินหลายๆ คนพูดกันว่าพี่วายุพ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทของนายอีกด้วย
ตลอดเวลาที่ฉันเป็นเด็กส่งยาก็ได้พี่วายุนี่แหละคอยช่วยเหลือและดูแล แต่จริงๆ แล้วพี่วายุก็ดูแลพวกเราทั้งหมดนั่นแหละ เพราะนายไม่ได้เข้ามาที่นี่บ่อยๆ นัก อีกอย่างคือเข้ามาทีไรก็ใช่ว่าจะมาสุงสิงกับเด็กส่งยาอย่างพวกเราสักหน่อย
“ว่าไง ไปก่อเรื่องใหญ่มาล่ะสิ”
พี่วายุพยักหน้ารับไหว้ ก่อนจะเอ่ยถามถึงเรื่องนั้นที่ทำให้ฉันต้องมายืนอยู่ ณ จุดนี้
“นายโกรธเตนล์หรือเปล่า”
ฉันถามอย่างหยั่งเชิง เพื่อที่จะได้ทำใจเอาไว้ซะตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ทว่าคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันของร่างสูงตรงหน้าทำให้หัวใจของฉันกระตุกวูบ
“นายก็ยืนอยู่ข้างหลังเตนล์ไง นี่ไม่ได้คุยกันมาแล้วเหรอ” ดวงตาคมของพี่วายุมองเลยไปทางด้านหลังฉัน
สันหลังรู้สึกเย็นวาบเมื่อประโยคนั้นสิ้นสุดลง ขออย่าให้เป็นอย่างที่ฉันคิดเอาไว้เถอะ
พรึ่บ!
วงแขนแข็งแกร่งตวัดขึ้นมากอดคอฉันเอาไว้จนรู้สึกหนัก และเหนืออื่นใดก็คืออาการหวาดกลัวจนตัวสั่นของฉันเอง
คิดว่าต้องใช่ ต้องใช่แน่ๆ...
“ป่ะ! เดี๋ยว ‘ลุง’ จะพาเข้าห้อง ‘เชือด’ นะอีหนู”
จบประโยคเยือกเย็นของเขาร่างบางของฉันก็ถูกกระชากเข้าไปในห้องที่พี่วายุพึ่งเดินออกมาเมื่อกี้
“ปล่อยนะ!” ฉันสะบัดตัวผละออกจากร่างสูง และตาลุงนั่นก็ยอมปล่อยให้ฉันเป็นอิสระแต่โดยดี
พี่วายุที่เห็นท่าไม่ดีรีบเดินตามเข้ามา ก่อนจะปิดประตูและล็อกลูกบิดให้อย่างเสร็จสรรพ
“นั่งลง” น้ำเสียงและแววตาของร่างสูงโปร่งตรงหน้าเต็มไปด้วยความกดดัน เห็นแบบนี้แล้วฉันก็คิดว่าตัวเองกำลังจะถูกเชือดอย่างที่เขาว่าจริงๆ
เท้าทั้งสองขยับก้าวไปที่โซฟาเดี่ยว แล้วหย่อนก้นนั่งอย่างว่านอนสอนง่ายและเจียมเนื้อเจียมตัว
ตอนนี้ฉันกำลังข่มอาการหัวร้อนของตัวเองเอาไว้ พยายามเหยียบให้มิดที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะคนตรงหน้ามีศักดิ์เป็นถึง ‘นาย’ ซึ่งเขามีสิทธิ์ในการกำหนดชะตาชีวิตของฉันต่อจากนี้ ถ้าหากฉันวู่วามและปากดีเหมือนอย่างก่อนหน้า คงไม่แคล้วถูกลูกตะกั่วเจาะสมองเป็นรูโบ๋
“ไปทำอีท่าไหนถึงปล่อยให้ของสำคัญขนาดนั้นถูกขโมยไปได้”
ร่างสูงยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยทวงท่าที่สบาย แต่ยังไงน้ำเสียงของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไหนจะสายตาที่เขามองจดจ้องมานั่นอีก ฉันไม่สามารถไว้ใจเขาได้เลยจริงๆ
“ยังไม่ทันได้ทำท่าไหนเลย เผลออีกทีก็เอ้า! โดนขโมยไปแล้ว”
ในเมื่อเขากำลังอยู่ในท่าทางที่สบาย งั้นโอเค ฉันก็ขอพูดแบบสบายๆ ด้วยคน
“เตนล์” เสียงของพี่วายุที่ดังแทรกขึ้นมาเหมือนจะกำลังพูดปรามฉันอยู่กลายๆ
“รู้ใช่มั้ยว่ายาพวกนั้นคือเม็ดเงินมหาศาล”
คนตรงหน้าเริ่มที่จะจริงจังขึ้นมา และฉันจะทำอะไรได้นอกซะจากจริงจังไปตามเขา
พอสถานการณ์กลับมาอยู่ในจุดที่เคร่งเครียด ฉันจึงต้องลอบถอนหายใจอีกครั้งเพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้นของตัวเอง
“ฉันรู้ตัวว่าทำพลาด เดี๋ยวฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง”
“แล้วเธอจะชดใช้ยังไงหืม?” คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงพร้อมด้วยสีหน้าตั้งคำถาม
เออ...นั่นสิ แล้วฉันจะชดใช้ยังไงดี?
“ก็เป็นเด็กส่งยาต่อไปเรื่อยๆ”
หลังจากที่ใช้สมองครุ่นคิดไปตั้งสองวินาทีฉันจึงตัดสินใจพูดออกไป ความจริงแล้วต่อให้ฉันเป็นเด็กส่งยาไปจนตายยังไงก็ชดใช้ไม่หมดหรอก
เผลอๆ คงได้ไปนอนในคุก หรือไม่ก็โดนกระทืบตายซะก่อน
“หน้าตาดีแบบนี้เลิกเป็นเด็กส่งยามาเป็นเด็กเฮียดีกว่าอีหนู”
ข้อเสนอของเขาทำให้ฉันแค่นเสียงหัวเราะออกมา พลางกระตุกยิ้มหยันที่มุมปาก
อย่าหาว่าฉันลามปามคนแก่เลยนะ แต่จะบอกว่า...
“เอาเวลาเต๊าะเด็กไปซื้อโลงนอนเถอะลุง”
ด้วยรัก และ Fuck You…