ตอน 1

“เธอไม่ได้กำลังสูญเสียเพลินวาน แต่เธอกำลังจะได้ความรักคืนต่างหาก รักของเธอรออยู่ที่จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายที่อยู่เบื้องหลัง” ประโยคแผ่วเบาหลุดออกจากปากของคนกำลังคิดทบทวนถึงเหตุการณ์วนไปซ้ำมาไม่สิ้นสุด หลายประโยคหลุดออกมาจากปากของเธออย่างไม่รู้ตัว

หญิงสาวผินหน้ามองออกนอกหน้าต่างนกยักษ์ลำใหญ่ แม้เธอจะนั่งชิดฝั่งทางเดินและจะต้องมองผ่านอีกหลายที่นั่ง แต่ก็คงยังมองเห็นเมฆสีขาวเลื่อนลอยห่างออกไปสลับกับท้องฟ้าสีครามที่อยู่ไกลลิบ ผู้โดยสารอีก 3 คนที่นั่งถัดจากเธอไม่ได้อยู่ในสายตาของหญิงสาวแม้แต่นิด

เพลินวานเลือกที่จะทิ้งความปวดร้าวอันน่าอับอายไว้ข้างหลังและตีตั๋วเครื่องบินกลับบ้านเกิด เหมือนนกน้อยปีกหักกัดฟันถลาบินกลับให้ถึงรังรักที่เคยพักอาศัย เพียงหวังพึ่งไออุ่นจากอ้อมอกคนที่รัก กับถ้อยคำปลอบโยน

“ทุกอย่างที่ผ่านมามันจะเป็นเพียงความทรงจำที่คอยย้ำเตือนให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น” หญิงสาวย้ำเตือนตัวเอง

เพลินวานเลือกที่จะบอกลามหานครปารีส บินกลับมาลบเลียแผลใจที่บ้านเกิดเมืองนอน ‘บ้าน’ ในความทรงจำที่เธอจากไปหลายปี

หญิงสาวนึกถึงใบหน้าของน้องชายวัยไล่เลี่ยกัน เธอก็ยิ้มออกมา ภาพของพวกเธอกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอยู่บนเนินเขาลูกเตี้ยๆ ในเมืองสามหมอก ตอนนี้เขาโตเป็นหนุ่มหล่อมีหน้าที่การงานที่มั่นคง สานความฝันของบิดาได้สำเร็จ

สติของคนเหม่อกลับมาอีกครั้ง เมื่อมีนิ้วมือเรียวหนาของคนนั่งข้างตัวสะกิดหัวไหล่เรียกหญิงสาว เพราะเขาเองก็นั่งมองเธออย่างสงสัยอยู่นาน

“คุณ! คุณนี่ท่าจะเพี้ยนนะ ผมเห็นคุณยิ้มและพูดอยู่คนเดียวมาสองสามชั่วโมงแล้ว”

เสียงทักพร้อมกับนิ้วมือสะกิดจากชายหนุ่มทำให้เพลินวานตกใจและรีบเรียกสติของตัวเองกลับคืน รอยยิ้มหวานหุบกลับแทบไม่ทัน แต่เธอก็สามารถเปลี่ยนรอยยิ้มเป็นสายตาอาฆาตได้เพียงข้ามวินาที เธอเกลียดความไร้มารยาทแบบนี้ที่สุด

หญิงสาวมองชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ คำพูดที่เขาพูดกับเธอเมื่อครู่ทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนชาติเดียวกันกับเธอ หญิงสาวจึงตอบกลับด้วยประโยคที่เป็นภาษาไทย

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณไม่ทราบ รู้หรือเปล่าว่าเสียมารยาทมากที่มานั่งมองคนไม่รู้จักแบบนี้”

ชายหนุ่มหน้าเหวอ ไม่คิดว่าคนจะเสียมารยาทจะกลายเป็นเขา

“ผมแค่อยากจะบอกคุณว่า ผมต้องการความเงียบเพราะอยากพักผ่อน”

หญิงสาวมองไปรอบๆ เห็นผู้โดยสารคนอื่นที่ร่วมเดินทางต่างนอนหลับพักผ่อน ไฟถูกเปิดเพียงให้แสงสลัว เพลินวานเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียมารยาทที่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น

‘นี่เราเผลอคิดถึงเรื่องในอดีตจนยิ้มและร้องไห้ออกมาให้คนอื่นเห็นอีกแล้วหรือเนี่ย น่าอายชะมัด’ หญิงสาวคิดอย่างละอายในใจ เธอมักเผลอแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง

ทั้งที่อับอายจนแทบไม่กล้าเงยหน้ามองคนที่นั่งข้างๆ แต่ก็ต้องฝืนเชิดหน้ารั้นมองหน้าชายหนุ่มตาขวาง เพื่อกลบเกลื่อนความอายของตัวเอง ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นเชิงบอกว่า… ‘ทำไมล่ะ’

ชายหนุ่มหรี่ตามมอง “คุณแอบชอบผมหรือเปล่า ผมเห็นคุณแอบมองมาที่ผมอยู่บ่อยๆ”

คราวนี้หญิงสาวก็อารมณ์เดือดกับข้อหาที่เขายัดเยียดมาให้ เธอรีบยกมือปัดป้ายคราบน้ำตาที่รินไหลออกมาอาบสองแก้มลวกๆ ยืดคอให้เชิดตรงจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างเอาเรื่อง สายตาของเธอไม่ได้มองไปที่เขาเลยสักครั้ง แต่ก็จำต้องมองผ่านเขาไปเพราะที่นั่งของเธอชิดกับทางเดิน

“จะบ้าไปกันใหญ่แล้ว ก่อนที่จะพูดอะไรออกมา… หัดดูหนังหน้าตัวเองก่อนเถอะยะ ว่าหน้าอย่างคุณมันน่าพิศวาสหรือเปล่า หน้าอย่างกับปลาบู่แป๊ะซะ ชิส์!” เพลินวานย่นจมูกหมั่นไส้ตอบกลับผู้ชายหลงตัวเองเสียงห้วน ใครจะยิ้มให้คนไม่รู้จักกันมาก่อนอย่างเขาล่ะ เธอคิดถึงน้องชายสุดที่รักอยู่ต่างหาก

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับคุณผู้หญิง...”

โดนต่อว่าแทนที่ชายหนุ่มจะโมโห แต่เขากลับยิ้มหน้าระรื่นเหมือนไม่รู้สึกเสียอย่างนั้น กลายเป็นว่าคนโมโหกลับเป็นหญิงสาวแทน

‘ผู้ชายอะไรหน้าด้านหน้าทน โดนด่ากลับขอบคุณ’ หญิงสาวกัดฟันกรอดโมโหที่เธอทำอะไรเขาไม่ได้ ขยับตัวหันมาจ้องหน้าเขาให้ถนัด ยกมือขึ้นวางบนพนักพิงไม่พอใจ

“เอ๊ะ! นี่ฉันกำลังด่าอยู่นะ ไม่ใช่กำลังชม คงเพี้ยน… คนด่ายังมีหน้ามายิ้มอีก”

ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจอาการไม่พอใจของหญิงสาวสักนิด แต่เลิกคิ้วสูงยิ้มยั่วกวนอารมณ์ให้เธอโมโหมากขึ้นกว่าเดิม มิหนำซ้ำยังยื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอและบอกต่อด้วยน้ำเสียงทะเล้น

“เราคงเป็นเหมือนกันมั้งคร้าบ… คุณผู้หญิง คุณเองก็ยังนั่งร้องไห้ ยิ้มและนั่งพูดอยู่คนเดียวได้ตั้งนานสองนาน แล้วทำไมผมจะฟังคำด่าเป็นคำชมไม่ได้ เราน่าจะเป็นคนอารมณ์ดีเหมือนนะ คุณว่ามั้ย!”

“เอ๊ะ! นี่… ขยับหน้าออกไปห่างๆ จากหน้าฉันได้ไหม ฉันจะนอนแล้ว” เพลินวานเผลอแหวเสียงดังอีกครั้ง เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้นดันใบหน้าชายหนุ่มให้ห่างจากแก้มของตัวเอง พร้อมกับใช้อีกข้างออกแรงผลักร่างหนาออก

พอชายหนุ่มเจอผู้หญิงเยอะสิ่งเรื่องมากอย่างเธอก็ทำให้เขาอดคิดถึงพี่สาวจอมเผด็จการไม่ได้ รายนั้นเรื่องมากเป็นที่หนึ่ง เหตุผลที่เขาต้องกลับมาคราวนี้ก็เพราะคำสั่งของเธอ

‘ผู้หญิงคงจะเรื่องมากและโขกมาจากบล็อกเดียวกันหมดทั้งโลก’

เขาทำหน้าเหมือนเหนื่อยใจ “โถ่… แม่คุณ ที่นั่งของคุณก็อยู่ตรงโน้น ผมก็นั่งของผมอยู่ตรงนี้ คุณจะนอนก็นอนไปสิ เกี่ยวอะไรกับผมเนี่ย” ชายหนุ่มบ่น แต่ก็ยอมขยับตัวออกห่างจนชิดอีกฝั่ง

“ก็คุณยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขนาดนี้จะหลับลงได้ยังไง หันหน้าไปเลย”

“เยอะไปมั้ยเนี่ย… อยู่บนเครื่องบินจะให้มีพื้นที่อะไรนักหนา ถ้าอยากได้พื้นที่ในการนอนเยอะๆ ทำไมไม่ซื้อตั๋วชั้นเฟิร์สคลาสล่ะคร้าบ...” ชายหนุ่มยังลอยหน้ายื่นจมูกเข้ามาใกล้อีกครั้ง คำพูดที่ออกจากปากก็ยียวนกวนอารมณ์ไม่เลิก

เพลินวานรู้สึกหงุดหงิดและหมั่นไส้ผู้ชายยียวนข้างๆ เป็นที่สุด แค่เพียงครั้งแรกที่เจอเธอก็รู้สึกไม่ชอบผู้ชายคนนี้เสียดื้อๆ ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกเขาจะดูดีแค่ไหนก็ตาม ยิ่งได้เห็นหน้าผู้ชายคนนี้ชัดๆ เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาหล่อมาก ดวงหน้าคมเข้มรับกับผมรองทรงสั้น จมูกโด่งเป็นสันนูนเด่น อีกทั้งดวงตาคมกริบประดับด้วยแพขนตาดกหนาคู่นั้นยิ่งชวนมอง ผิวพรรณที่โผล่พ้นขอบแขนเสื้อให้มองเห็น บ่งบอกได้ดีว่าคงไม่ได้ต้องแสงแดด จนบางทีผู้หญิงอย่างเธอยังนึกอิจฉาความสมบูรณ์แบบในโครงหน้าของเขา

“ไม่ต้องพูดมากเลย หันหน้าไปเลย เป็นคราวซวยของฉันที่เจอผู้ชายแบบนี้บนเครื่อง คนจะนอนก็ไม่ได้นอน” เพลินวานบ่นไปพร้อมกับฟึดฟัดกระแทกกระทั้นไม่พอใจ โดยที่เมื่อครู่เป็นเธอเองที่สร้างความวุ่นวายจนเขาบอกให้เธอหยุดเพราะไม่สามารถนอนหลับได้

แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มยังจ้องหน้ายิ้มทะเล้น เธอก็หันหน้าไปอีกด้านและปิดตาลงนอนอย่างหงุดหงิด ชายหนุ่มหัวเราะขำออกมาในลำคอ ทิ้งศีรษะลงบนพนักพิงและปิดเปลือกตาหลับลงตามหญิงสาวไป

เครื่องบินตกหลุมอากาศทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง ความรู้สึกหนักอึ้งทำให้ชายหนุ่มต้องรีบขยับตัวเบี่ยงออก ตอนนี้หัวไหล่ของเขากลายเป็นที่พักพิงของใครบางคน เขาถือโอกาสสำรวจคนที่เอนตัวมาหาและเกยใบหน้าบนหัวไหล่ของตัวเอง

พอปิดตาลงนอนเธอก็เหมือนเด็กมัธยม ปากที่ปิดเงียบสนิทในเวลานี้ทำให้ชายหนุ่มนึกเอ็นดู จนเผลอยิ้มออกมาที่มุมปากน้อยๆ

ตอน 2

เพลินวาน เจ้าของใบหน้ากลมรีที่ผิวหน้ากระจ่างใสไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มหนาเตอะ จมูกเล็กแหลมและเชิดรั้นขึ้นบ่งบอกถึงความดื้อรั้นเอาแต่ใจไม่ยอมคน ริมฝีปากเป็นกระจับได้รูปรับกับจมูกเล็ก ผิวเนียนละเอียดขาวเหลืองจนเกือบซีด เปลือกตาของเธอปิดสนิทหลงเหลือไว้เพียงแนวขนตางอนเป็นแพ บนเปลือกตาเคลือบสีมุกวาวของเธอ

ขาของเธอยื่นออกไปกินพื้นที่ของทางเดินเล็กน้อย ยังดีที่มีช่องว่างให้ผู้โดยสารคนอื่นได้เดิน เมื่อจะต้องผ่านไปห้องน้ำ

‘คิดว่ากำลังนอนอยู่บ้านหรือไงนะ สบายเชียวสาวน้อย’

ชายหนุ่มอมยิ้มบางๆ ให้คนหลับอีกครั้ง ในยามที่เธอหลับน่าเอ็นดูกว่าตอนตื่นเป็นไหนๆ หากแต่เขาก็ไม่ปลุกให้เธอตื่น เพียงขยับตัวเล็กน้อยเพื่อยกที่กั้นขึ้น และขยับตัวเธอเข้ามาไม่ให้เกยพื้นที่ส่วนสาธารณะมากนัก ปล่อยให้เธอใช้บริการร่างกายของเขาจนพอใจ ถึงอย่างนั้นคนหลับก็ยังไม่ตื่น

ที่นั่งติดหน้าต่างในแถวเดียวของเขาคงจะเป็นคู่รัก เพราะทั้งคู่นอนอิงแอบแนบซบกันบนพื้นที่ส่วนตัว แทบไม่สนใจโลกภายนอกตั้งแต่เครื่องเทคออฟขึ้นจากสนามบิน

ช่วงเวลายาวนานที่เครื่องบินอยู่บนอากาศ เหมือนว่าเพลินวานจะหลับสบายอย่างเป็นสุขกับกล้ามเนื้อแน่นที่เธอใช้แทนหมอนใบนุ่ม ดูเหมือนว่าแม่แมวน้อยขี้เซายังไม่รู้ตัวว่าแขนเรียวของเธอยังโหยหาความอบอุ่นจากแผงอกกว้างของเขา อีกทั้งยังยิ่งซุกหน้าหาไออุ่น

จากที่แค่นอนพิงหัวไหล่กลายเป็นค่อยๆ เลื่อนศีรษะลงบนตักของชายหนุ่มที่มีกระเป๋าเป้ของเขารองอยู่ก่อน กระเป๋าใบนั้นกลายเป็นหมอนของเธอได้อย่างดี ทำให้หลับได้นาน นั่นทำให้หมอนจำเป็นอย่างเขาแทบขยับตัวไม่ได้ เพราะตะคริวได้พากันจับจองร่างแกร่งของเขาไปทั้งตัวแล้ว เขาจึงทำได้เพียงนั่งมองคนหลับนิ่ง

กัปตันลดเพดานการบินเพื่อนำเครื่องลง อาการโคลงเคลงเล็กน้อยของเครื่องทำให้เพลินวานรู้สึกตัว หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ ปรับสายตาให้เข้ากับแสงอย่างงัวเงีย ครั้งนี้เป็นการเดินทางในไม่กี่ครั้งที่เธอได้นอนหลับอย่างสบาย

ทว่าทันทีที่สายตาปรับโฟกัสชัดเจน มองเห็นเต็มตาว่ากำลังสบประสานกับสายตาคมของอีกคนที่ห่างกันไม่ถึง 10 เซนติเมตร เธอก็ตกใจร้องลั่น

“กรี๊ดด! ไอ้บ้ากาม! นี่จะลวนลามฉันหรือไง ไอ้ลามก ไอ้โรคจิต ไอ้วิตถาร ไอ้เห็บหมา ไอ้หน้าตัวเมีย”

เพลินวานผลักอกชายหนุ่มที่เธอใช้เป็นหมอนหนุนนอนอยู่นาน โวยวายเสียงดังลั่น ต่อว่าเขาเป็นชุด เพราะลืมไปสนิทว่าตอนนี้เธอเองอยู่บนเครื่องบิน และเธอก็เป็นคนนอนก่ายอยู่บนตักของเขา ในที่นั่งที่เป็นพื้นที่ของเขาด้วยเช่นกัน

ชายหนุ่มเอียงหน้าและก้มลงกระซิบข้างหูเพลินวานเสียงเรียบหน้านิ่งให้ได้ยินกันสองคน

“นี่คุณ! ที่บ้านให้กินลำโพงแทนข้าวหรือไง จะแหกปากร้องทำไมเนี่ย ดูสิคนมองทั้งลำแล้ว ไม่อายคนบางหรือไง คุณไม่อาย แต่ผมอาย… มากด้วย!”

หญิงสาวหันไปมองลูกเรือที่โดยสารมาด้วยกัน พอได้เห็นอย่างที่ชายหนุ่มบอก ก็ยิ้มเก้ออย่างอายๆ ยังดีที่คนนั่งอีกข้างเป็นชาวต่างชาติ คงจะไม่เข้าใจที่เธอพูด แต่เสียงของเธอก็ชัดเจนได้ยินไปหลายแถวนั่งของเครื่องบินโดยสาร และสายตาหลายคู่ก็กำลังมองมาที่เธอและเขา

ชายหนุ่มโค้งศีรษะพร้อมพูดขอโทษขอโพยผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยกันเป็นภาษาอังกฤษ

“ต้องขอโทษด้วยนะครับทุกท่าน พอดีว่าภรรยาผมเธอนอนละเมอนะครับ เธอเป็นอย่างนี้ทุกทีนั่งเครื่องนะครับ บางทีก็โวยวายว่ามีคนปล้ำบนเครื่อง หรือไม่บางทีก็คิดว่าผมนอกใจก็มีนะครับ”

ชายหนุ่มบอกผู้โดยสารที่หันมามองอย่างสนใจ แต่ก็ยังทิ้งประโยคให้หญิงสาวได้โมโหมากขึ้นกว่าเดิม เธอหันไปมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง

“นี่คุณ! ฉันไปเป็นภรรยาของคุณตอนไหนกัน” หญิงสาวถามลอดไรฟันออกมาอย่างหงุดหงิด เธอพยายามปรับระดับน้ำเสียงให้เบาลง แต่อีกคนกลับยิ้มหน้าระรื่นหันมายักคิ้วยั่วหญิงสาว บอกประโยคต่อมาอย่างจงใจจะให้คนอื่นได้ยินด้วย มือหนาจับบนหัวไหล่ของเธออย่างปลอบประโลม

“คุณดีขึ้นหรือยังครับที่รัก ผมอยู่ตรงนี้ไม่มีทางนอกใจคุณแน่นอน” ชายหนุ่มแกล้งพูดยั่วอารมณ์เธอเหมือนยังสนุก ประโยคต่อมาเขาก้มลงกระซิบข้างหูของเธอเสียงเบาเชิงตำหนิ

“นี่ผมช่วยคุณนะ อยากให้คนอื่นรู้เรื่องด้วยเหรอว่าเป็นผู้หญิงเพี้ยน คิดอยากยิ้มคนเดียวก็ยิ้ม คิดอยากร้องโหวกเหวกโวยวายก็ร้องออกมา ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน”

หญิงสาวกัดฟันกรอด ทั้งที่อายจนแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาใคร แต่ความโกรธของเธอมีมากกว่า เพลินวานเงยหน้าขึ้นจ้องตาชายหนุ่มจนตาของเธอแทบจะถลนออกมานอกเบ้า หญิงสาวกัดฟันกระซิบตอบกลับไปทันที

“ถ้าถูกลวนลามแบบไร้มารยาทอย่างนี้ เป็นใครก็ต้องร้องอย่างฉันกันทั้งนั้นแหละ”

ชายหนุ่มพยักพเยิดให้หญิงสาวมองที่นั่งของเธอที่ล้นมาทางเขา แทบเกยทับตัว “ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อย ผมลวนลามคุณยังไง”

หญิงสาวยักไหล่อย่างไม่ยอมรับรู้เหมือนคนต้องการอยากเอาชนะมากกว่า

ชายหนุ่มส่ายหน้าหันไปมองหญิงสาวอีกครั้ง บอกต่อด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดปนรำคาญ “ช่วยเปิดตามองให้ชัดๆ ว่าใครจะลวนลามใคร ผมก็เห็นคุณนอนหลับสบายก็เลยไม่อยากปลุกทั้งที่คุณนอนทับผมจนเป็นตะคริวทั้งตัว อย่าว่าแต่ลวนลามเลย ตอนนี้แค่จะขยับตัวก็ทำไม่ได้เลย”

เพลินวานมองตามอย่างที่ชายหนุ่มบอก พอตั้งสติได้ เธอก็ได้เห็นว่าทุกอย่างเป็นอย่างที่เขาพูด ที่กั้นระหว่างที่นั่งถูกยกขึ้น ตัวของเธอเกือบครึ่งเกยอยู่บนตัวของเขา เบียดเจ้าของที่นั่งจนไม่เหลือพื้นที่

“หืม...” เขาส่งเสียงผ่านลำคอออกมาเหมือนถามย้ำและรอฟังคำตอบจากเธอ

“เอ่อ...” เมื่อรู้ว่าตัวเองผิดเต็มประตูหญิงสาวก็พูดไม่ออก อ้อมแอ้มในลำคอและก้มหน้าลงด้วยความอาย แก้มสีซีดของเธอเริ่มซับเลือดฝาดและแดงขึ้นเรื่อยๆ เพลินวานก้มหน้าลงมองพื้นพรมราวกับว่ามันเป็นภาพวาดจากจิตกรเอก ถ้าเป็นไปได้ตอนนี้เธอแทบอยากเอาหน้าซุกเข้าไปในจอข้างหน้าหนีอายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มอมยิ้มมองคนที่นิ่งเถียงไม่ทัน พอเธอเหลือบเห็นรอยยิ้มของเขา หญิงสาวก็เดือดขึ้นมาอีกรอบ เธอเกลียดรอยยิ้มหยามหยันอย่างนี้เป็นที่สุด

“ทำไมไม่ตอบล่ะ” ชายหนุ่มถามย้ำอีกรอบ

“แล้วทำไมนายไม่ปลุกฉันละ” เพลินวานแย้งอย่างหงุดหงิด ความผิดของตัวเองก็อายมากพอ เธอต้องสบตากับดวงตาคู่คมที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันนั้นอีก

“อ้าว...ผิดอีก! ทำคุณบูชาโทษอีกแล้ว ไอ้เราก็เห็นว่านอนสบาย อุตส่าห์เสียสละตักอุ่นๆ ให้เป็นหมอนหนุนแล้วยังให้กอดฟรีแทนหมอนข้างอีก ผมไม่ทวงบุญคุณก็ดีถมไปแล้วนะ นี่ก็เป็นตะคริวทั้งตัวแต่ก็ยังไม่ปริปากบ่น คำขอบคุณสักคำก็ไม่มีละ… ตื่นขึ้นมาก็โวยวายซะลั่น ต่อว่าปาวๆ ยังกับโดนพรากพรหมจรรย์บนเครื่องบิน”

“อี้! ปากหรือนั่น!”

เพลินวานพูดได้แค่นั้นก็ต้องสะบัดหลบหน้าออกไปนอกหน้าต่างหนีอาย เถียงเขาไม่ทัน ผู้ชายอะไรทั้งปากร้าย และปากจัดยังกับมีวิญญาณเกย์แฝงอยู่ในร่าง ยิ่งพูดต่อความยาวสาวความยืดเธอก็ยิ่งจะได้อายมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก

หญิงสาวหันหน้าหลบสายตาเขาออกไปมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง

ชายหนุ่มส่ายหน้าหัวเราะขำกับอาการเถียงไม่ทันของหญิงสาว หันหน้ากลับไปสนใจกับกล้องคู่ใจตัวโปรด เขาหยิบมันขึ้นมา ไล้นิ้วหนาเลื่อนเปิดดูภาพถ่ายที่เขาบันทึกไว้นับร้อยภาพด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความสุข

ชายหนุ่มถามตัวเองในใจ ‘ทำไมเขาต้องถ่ายรูปเธอเอาไว้ด้วยนะ’

อย่างน้อยการถูกเรียกตัวกลับบ้านด่วนครั้งนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายมากนักสำหรับเขา ทั้งที่จำยอมกลับหลังจากที่เขายื้อเวลากับพี่สาวทำงานที่อเมริกามาหลายปี

จากที่ตอนแรกเขากะว่าจะยื้อต่อเที่ยวให้ครบสิบประเทศเสียก่อน นี่เพิ่งจะผ่านมาได้แค่โรมกับปารีส เขาก็โดนคำสั่งประกาศิตเด็ดขาดจากพี่สาวสุดที่รักให้ต้องจับเครื่องบินด่วนจากปารีสกลับไทย

ตอน 3

ชายหนุ่มนั่งดูภาพท่องเที่ยวของตัวเอง พลางคิดคนเดียวเพลินๆ จนเครื่องแตะรันเวย์ แต่พอละสายตาขึ้นจากกล้องในมือก็ตอนที่ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านในสะกิดเรียกขอทางเดินเพื่อออก หันไปมองข้างๆ เขาก็ไม่เจอเจ้าของร่างอ้อนแอ้นที่นอนซบอกเขามาหลายชั่วโมงแล้ว

“ไปเร็ว เคลมเร็วจริงๆ นะแม่สาวขี้เซาขาดความอบอุ่น”

ชายหนุ่มคล้องสายกล้องข้ามศีรษะก้มลงหยิบกระเป๋ากล้องเดินออกจากงวงไป ชายหนุ่มกดชัตเตอร์ระหว่างทางเก็บภาพไปด้วย เพราะเขาเป็นคนชอบถ่ายภาพ

เดินมาถึงสายพานลำเลียงจุดรับกระเป๋า เขาก็ปิดหน้าจอลดกล้องลงคล้องคอไว้เหมือนเดิม ส่งมือล้วงกระเป๋าเดินตรงเข้าไปหาหญิงสาวที่ยืนรออยู่ก่อน

“วิ้วๆ ชักเชื่อแล้วสิ… ว่าทฤษฎีโลกกลมใช้ได้ผล สงสัยว่าเราจะเป็นเนื้อคู่กันนะ”

ชายหนุ่มเดินผิวปากมายืนข้างเพลินวาน เธอกำลังยืนยืดคอมองสายพานลำเลียงรอกระเป๋าอยู่ก่อนหน้า

“นี่คุณ! ต้องการอะไรจากฉันอีกไม่ทราบ ฉันก็ชักเชื่อว่าเวรกรรมมันมีจริง แล้วมันยังเกาะติดเป็นเห็บหมาอีก”

หญิงสาวชักสีหน้าต่อว่าอย่างระอา ความจริงที่เธอต้องรีบออกมาก่อนก็เพราะอายจนไม่กล้าสู้หน้าเขาต่างหากที่เผลอกอดและนอนหนุนตักของเขา นี่ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูเพื่อนสาวจอมแสบหรือน้องชายจอมทะเล้น รับรองว่าเธอจะโดนพวกเขาล้อไม่หยุดแน่

ชายหนุ่มยิ้มทะเล้น ไม่รู้ตัวว่าทำไมเขาถึงอยากแกล้งกวนประสาทเธอนัก

“ผมมาตามหาคำขอบคุณ จำได้ว่าคุณยังไม่ขอบคุณผมสักครั้ง มิหนำซ้ำยังเดินหนีออกมาก่อน” ชายหนุ่มบอก

“จะทวงบุญคุณว่างั้นเถอะ”

ชายหนุ่มยักไหล่ เดินเข้าหาเธอ “หรือจะให้ผมเข้าใจเองว่าผู้หญิงอย่างคุณจะไร้มารยาท แค่คำขอบคุณสักคำก็ให้ไม่ได้ล่ะ” ชายหนุ่มเน้นเสียงหนักตอบกลับ เดินมายืนกระแซะข้างตัวหญิงสาวอย่างตั้งใจ

“ขอบคุณ!” เพลินวานขอบคุณเสียงสะบัดสะบิ้งอย่างไม่ค่อยพอใจนัก พร้อมกับรีบก้าวขาถอยห่างออกจากเขา เธอไม่ชอบให้ใครเข้าถึงเนื้อถึงตัว

“ห้วนเหมือนมะนาวไม่มีน้ำ แบบนี้คงจะหาแฟนยากนะ” ชายหนุ่มบอกพร้อมกับขยับเข้าหาเธออีกก้าว แต่ประโยคนั้นก็สะกิดใจหญิงสาวอย่างจัง

“มันเกี่ยวอะไรกับคุณไม่ทราบ”

“ผมก็แค่คิดในใจ ไม่ได้ว่าใครสักหน่อย” ชายหนุ่มตอบกลับหน้าตาย

“กลับมาคราวนี้สงสัยจะต้องแวะวัดก่อนเข้าบ้าน จะได้ไม่ต้องพาเสนียดความซวยเข้าบ้านด้วย ช่วยถอยออกไปจากตัวฉันด้วย ชาติที่แล้วเป็นเห็บหรือไง ถึงได้ยืนเบียดแบบนี้ ขยับออกก็ขยับตาม” หญิงสาวไม่วายเหน็บ แต่คนโดยเหน็บกลับไม่ตระหนกสักนิด เขายังยิ้มร่ายียวนหญิงสาวต่ออย่างอารมณ์ดี

“ถ้าอย่างนั้นผมขอไปวัดด้วยคนนะ… แต่ไม่ได้ไปด้วยจุดประสงค์เดียวกับคุณหรอก ผมจะไปต่อดวงชะตา เผื่อว่าเกิดชาติหน้าเราจะได้เจอกันอีก” ชายหนุ่มยิ้มเป็นต่อที่แกล้งเธอได้อีก

“ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าหรอก แค่เจอกันวันเดียวก็ทำให้ฉันอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ขืนถ้าเจอกันอีกมีหวัง....” พูดได้แค่นั้นหญิงสาวก็เต้นเร่าเป็นเจ้าออกโรง เมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นกระเป๋าบนสายพานลำเลียงที่หมุนเวียนไปไม่หยุด พรางชี้มือไปที่กระเป๋าใบเขื่องของเธอที่อยู่บนสายพานลำเลียงอย่างตื่นเต้น

“กระเป๋า! กระเป๋า!” หญิงสาวแหกปากร้องเสียงดัง สายตาของเธอก็มองที่กระเป๋ากำลังเคลื่อนออกไปต่อหน้า ชายหนุ่มมองตามไปอย่างไม่เข้าใจอาการแปลกประหลาดของเธอ คิ้วของเขาขมวดมุ่นอย่างสงสัย

“ก็กระเป๋านะสิคุณ แบบนั้นที่บ้านผมก็ไม่ได้สอนให้เรียกว่าตู้เย็นหรอก” ชายหนุ่มบอกเสียงเรียบ เขาไม่ได้ใส่ใจมองที่มือเธอชี้ไปด้วยซ้ำ เพราะรู้ดีว่าบนสายพานลำเลียงก็มีแค่กระเป๋าของนักเดินทางเท่านั้น

“ว่าแต่คุณจะแหกปากร้องทำไมเสียงดังไม่อายคนบ้างหรือไง ดูท่าจะไม่ได้เลี้ยงด้วยลำโพงอย่างเดียว คงกินระฆังวัดอรุณเข้าไปด้วย” ชายหนุ่มดุไม่เต็มเสียงหนักแต่เขาก็ไม่วายแหย่ต่อ พยักพเยิดให้หญิงสาวมองไทยมุงรอบตัวที่มองเธอกับเขาอย่างสนใจ ก้มลงกระซิบถามให้ได้ยินกันแค่สองคน

“ไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะมาสั่งสอนฉันหรอกนะ”

“ก็ไม่อยากบอกหรอก แต่คุณลองมองรอบๆ ดูสิ! ผู้โดยสารคนอื่นมองเราสองคนเป็นตาเดียวกันหมดแล้ว”

เพลินวานหันไปมองตามที่เขาบอก ก็เป็นเหมือนอย่างที่เขาว่า สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่เธอและเขา

หญิงสาวยิ้มเก้อๆ ยกมือลูบหน้าปาดเหงื่อเม็ดโตที่ผุดขึ้นบนหน้าผากเนียน เพราะความที่ใช้ชีวิตอยู่ในครัวเป็นส่วนใหญ่ เธอต้องใช้เสียงแข่งกับเครื่องดูดควัน เสียงกะทะ ตะหลิว รวมไปถึงเสียงของเชฟและพนักงานในครัวที่ขานรับสวนเสกันไปมา ทำให้หญิงสาวติดการพูดเสียงดังจนกลายเป็นความเคยชิน

และในสถานการณ์แบบนี้ที่เธอเผลอ ทำให้เป็นจุดสนใจได้อย่างง่ายดาย กว่าคนพูดจะรู้ตัวเธอก็ปล่อยไก่สร้างความอับอายให้ตัวเองไปแล้ว

‘เอาอีกแล้วนะเพลินวาน… เธอจะโก๊ะไปถึงไหนกัน ทำไมต้องเผลอหลุดอาการแบบนี้ทุกครั้งที่ตื่นเต้นและตกใจก็ไม่รู้ เมื่อไหร่จะหายสักที’

เพลินวานยกมือขึ้นเกาศีรษะของตัวเองส่งยิ้มปูเลี่ยน “ก็ฉันเห็นกระเป๋าฉันผ่านมาเมื่อกี้นี่นา ฉันตกใจไปมากไปหน่อย ลืมไปว่าเดี๋ยวมันก็จะวนมาอีกรอบ”

เพลินวานตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงนัก เป็นอีกครั้งที่เธอไม่อยากแม้แต่จะเงยหน้ามองใคร

ชายหนุ่มหันไปขอโทษกับสายตาทุกคู่ที่มองมาที่พวกเขา “ต้องขอโทษนะครับ ภรรยาผมเขาเป็นคนขี้ตกใจอย่างนี้เสมอล่ะครับ”

เสียงเข้มของเขาทำให้เพลินวานหันขวับไปมองหน้าคนพูดอย่างเอาเรื่องอีกครั้ง สำหรับเขามันอาจจะเป็นคำแก้ตัวที่ทำให้เธอดูดีขึ้น แต่สำหรับเธอ… คำบอกเล่าของเขากลับยิ่งเพิ่มความอายมากขึ้นไปอีก และเหนือสิ่งอื่นใด เธอกำลังอยากหักคอผู้ชายตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอดไป

“นี่คุณ...” หญิงสาวหยิกหมับที่ต้นแขนของเขาและเตรียมจะต่อว่าด้วยความโมโหและอาย แต่ไม่ทันจะอ้าปากพูดได้จบประโยค เขาก็สวมบทคู่รักหวานจ๋อยของเธอต่อทันที ผู้ชายอะไรกวนประสาทสิ้นดี

พอชายหนุ่มเห็นอาการของเธอเขาก็ยิ่งอยากแกล้งต่อ เขาเดินมาโอบไหล่บางของเธอ แสดงบทบาทเหมือนคู่รักที่พึ่งกลับจากฮันนีมูนอย่างไรอย่างนั้น

“โอ๊ย! อีกแล้วนะที่รัก ผมบอกว่ารอให้ไปถึงที่บ้านก่อนแล้วค่อยมาเล่นปูไต่กัน เราเพิ่งเล่นกันมาไม่กี่ชั่วโมงเองนะ”

สิ้นเสียงทุ้มหนักของเขา เพลินวานก็หยิกหมับเข้าที่ข้างเอวเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอเพิ่มความแรงตามอารมณ์โมโหทั้งหมดที่มีของเธอ

“โอ้ย!” ชายหนุ่มเผลอร้องเสียงหลง หญิงสาวยิ้มที่มุมปากที่ตัวเองสามารถตอบแทนเขาได้อย่างเจ็บแสบ ชายหนุ่มก้มลงกระซิบถามเพลินวานให้ได้ยินกันแค่สองคน

“คุณหยิกผมทำไมอีกเนี่ย ผมเจ็บนะ รู้ไหม… ตั้งแต่ผมเจอคุณไม่กี่ชั่วโมงผมก็โดนกระทำตลอดเลย น่วมและบอบซ้ำทั้งกายทั้งใจหมดแล้ว”

ภาพของทั้งคู่เหมือนคู่รักพ่อแง่แม่งอนที่หยอกล้อกันกระหนุง กระหนิง ผู้โดยสารคนอื่นที่มองอยู่ต่างอมยิ้มและหันไปสนใจกระเป๋าของตัวเอง

เพลินวานถลึงตามองกัดฟันกรอด ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสะบัด “เป็นฉันมากกว่ามั้ย! ที่ต้องพูดคำนี้ แล้วก็ยกกระเป๋าออกมาให้หน่อย สุภาพบุรุษน่ะ… สะกดเป็นไหม” บอกพร้อมกับชี้ไปที่กระเป๋าใบใหญ่ของเธอที่วนกลับมาอีกรอบ

“โห… แรง! แต่เขาว่าผู้หญิงด่า ผู้หญิงว่า ก็เพราะผู้หญิงรักนั่นแหละ ผมเลยไม่ถือ” ชายหนุ่มหยอกเย้าเธอต่อ

หญิงสาวกลอกตามองอย่างไม่รู้ว่าจะตอบโต้เขาอย่างไรดี ผู้ชายอะไรหลงตัวเองเป็นบ้า แต่ชายหนุ่มก็ไม่เว้นระยะให้เธอได้ตอบโต้เช่นกัน

“แต่คุณต้องอดทนรอหน่อยนะ คิวผมยาว สาวๆ ในสต็อกผมเยอะ” ชายหนุ่มยังคงเย้าแหย่อย่างอารมณ์ดี แล้วเขาก็ได้ค้อนวงใหญ่ตอบกลับมาจากหญิงสาว

“ที่บ้านเลี้ยงมาด้วยอะไรถึงได้มีอาการช่างจินตนาการหลงตัวเองผิดปกติแบบนี้”

“เอาไว้ว่าเรามีลูกกันเมื่อไหร่ ผมจะบอกคุณนะ ลูกของเราจะได้น่ารักเหมือนผม”

“ฝันไปเถอะย่ะ”

“โอเคครับ… ผมถือว่าคุณอนุญาตแล้วนะ นับจากวันนี้เป็นต้นไป ผมจะฝันถึงหน้าคุณทุกวัน รอวันที่เราจะได้มีโอกาสผลิตลูกด้วยกัน คุณเองก็อย่าลืมฝันถึงผมนะ”

หญิงสาวมองหน้าเขาอย่างละเหี่ยใจกับความยียวนกวนประสาทไม่เลิกของเขา แต่เธอก็เลือกที่จะหยุดต่อล้อต่อเถียง เธอชี้มือไปที่กระเป๋าตัวเองเป็นเชิงสั่งให้เขายกออกมาให้ ชายหนุ่มบริการเธอด้วยความเต็มใจ

“ขนอะไรมาเยอะแยะเนี่ย หนักเป็นบ้า...” ชายหนุ่มบ่นอุบออกมาอีกครั้งหลังจากที่ยกกระเป๋าไซซ์เล็กกว่าตู้เย็นนิดหน่อยออกมาจากสายพานลำเลียง

“ขอบคุณ! แต่จะขนอะไรมามันก็เรื่องของฉัน! มันไม่ได้หนักหัวใคร ไปละ! หวังว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกนะ ทั้งชาตินี้และชาติหน้าเลย” เพลินวานกระแทกเสียงตอบกลับแล้วก็เดินหน้าหงิกออกไปทันที โดยที่ไม่หันหลังกลับมามองชายหนุ่มอีกเลย

“แต่ผมจะตามจีบคุณ… แล้วเจอกันนะที่รัก” ชายหนุ่มตะโกนตามหลัง ครั้นจะตามไปเขาก็ยังไม่ได้กระเป๋า ที่สำคัญคือเขาลืมถามชื่อเธอเสียสนิท

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED