“หยูเจ๋อ งานแต่งงานกำลังจะเริ่มแล้ว คุณจะไปไม่ได้นะ!”
เฉียวซิงเฉินที่สวมชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์รีบคว้าแขนเฉินหยูเจ๋อเอาไว้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
วันนี้เป็นวันแต่งงานของเฉียวซิงเฉินกับเฉินหยูเจ๋อ
ตอนที่งานแต่งงานกำลังจะเริ่มขึ้น จู่ ๆ เฉินหยูเจ๋อก็ได้รับข้อความของใครบางคน แล้วประกาศยกเลิกงานแต่งงานต่อหน้าผู้คน
เฉินหยูเจ๋อขมวดคิ้วแน่น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนใจ “อย่ามาขวางผม เหมิงเหมิงได้รับบาดเจ็บ ถ้าทิ้งเธอไว้ที่โรงพยาบาลคนเดียว เธอจะต้องกลัวแน่ ๆ ผมต้องรีบไปอยู่เป็นเพื่อนเธอ”
ทันใดนั้น ใบหน้าของเฉียวซิงเฉินก็ซีดเผือด
เยว่เหมิงซินคือคนรักในวัยเด็กของเฉินหยูเจ๋อ
เฉียวซิงเฉินและเฉินหยูเจ๋อคบหากันมาห้าปีแล้ว ทุกครั้งที่เป็นช่วงเวลาสำคัญของพวกเขา หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเยว่เหมิงซินเพียงนิดเดียว เฉินหยูเจ๋อก็จะยอมทิ้งเธอ เพื่อไปหาเยว่เหมิงซินในทันที.....
เฉินหยูเจ๋อบอกว่า เขามองว่าเยว่เหมิงซินเป็นเหมือนน้องสาว เขาอยากให้เธอหัดเข้าอกเข้าใจบ้าง
เพื่อให้ความสัมพันธ์ห้าปีระหว่างเธอกับเขาได้ลงเอยด้วยดี เธอจึงเลือกที่จะยอมถอยให้ทุกครั้ง
แต่ครั้งนี้ มันเป็นวันแต่งงานของเธอกับเขา
เยว่เหมิงซินต้องการให้เฉินหยูเจ๋อไปอยู่เป็นเพื่อน แล้วเธอจะต้องยอมถูกว่าที่สามีทิ้งไปโดยไม่สนใจใยดีอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ?!
เสียงของเฉียวซิงเฉินมีความสั่นเครือ เธอพูดขอร้องขึ้นมาเบา ๆ ว่า “ไม่ได้ งานแต่งงานจะไม่มีคุณไม่ได้ ไม่ว่ายังไง วันนี้คุณก็ห้ามไปไหนทั้งนั้น ฉันขอร้องล่ะนะ!”
สีหน้าของเฉินหยูเจ๋อเริ่มที่จะหมดความอดทนมากขึ้นเรื่อย ๆ “พอได้แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่คุณจะมาเอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวนะ! ก็แค่งานแต่งงานเอง จะจัดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตอนนี้เหมิงเหมิงได้รับบาดเจ็บอยู่ หากล่าช้าไปมากกว่านี้ คุณรับผิดชอบได้ไหม หลบไปซะ!”
ทันทีที่เขาพูดจบ เขาก็ผลักเฉียวซิงเฉินออกไป
เฉียวซิงเฉินที่ไม่ทันได้ตั้งตัวจึงล้มลงไปกับพื้นอย่างน่าเวทนา เธอได้แต่มองตามแผ่นหลังของเฉินหยูเจ๋อที่ค่อย ๆ หายลับตาไป
วินาทีต่อมา โทรศัพท์มือถือของเฉียวซิงเฉินก็ดังขึ้น
เฉียวซิงเฉินกดปุ่มรับสายโดยสัญชาตญาณ พลันได้ยินเสียงอันเย่อหยิ่งของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาตามปลายสายอย่างสะใจ
“เฉียวซิงเฉิน ฉันได้ยินมาว่าวันนี้เป็นวันที่เธอกับหยูเจ๋อจะแต่งงานกัน เธอชอบของขวัญที่ฉันให้รึเปล่า?”
เฉียวซิงเฉินสั่นไปทั้งตัว เธอรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
เธอกัดฟันพูดว่า “เยว่เหมิงซิน เธอจงใจเรียกหยูเจ๋อไปใช่ไหม?”
“ใช่ ฉันจงใจ แล้วไงเหรอ? ฉันก็แค่อยากให้เธอได้รู้ว่า ในใจของหยูเจ๋อ ฉันสำคัญกว่าเธอเสมอ!”
น้ำเสียงของเยว่เหมิงซินมีความโอ้อวดอย่างเต็มเปี่ยม “เธอคงจะทุ่มเทให้กับการเตรียมงานแต่งงานนี้มากเลยสิท่า? น่าเสียดายเนอะที่ความพยายามทั้งหมดของเธอต้องสูญเปล่า ฉันล่ะสงสารเธอจริง ๆ!”
เฉียวซิงเฉินมองดูชุดแต่งงานสีขาวที่ตัวเองสวมใส่อยู่ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าความพากเพียรของเธอในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มันดูไร้สาระสิ้นดี
เพราะเธอเกิดมาเป็นเด็กกำพร้า ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอก็คือการได้มีครอบครัวที่มีความสุขเป็นของตัวเอง
แต่สุดท้ายเธอกลับพบว่า เฉินหยูเจ๋อไม่สามารถให้ทุกสิ่งที่เธอต้องการได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นเธอก็ควรที่จะปล่อยเขาไป
เฉียวซิงเฉินหัวเราะเยาะออกมาก่อนจะพูดว่า “เกรงว่าเธอคงจะต้องผิดหวังแล้วล่ะ เพราะ งานแต่งงานจะยังดำเนินต่อไปตามปกติ!”
น้ำเสียงของเยว่เหมิงซินเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย “เฉียวซิงเฉิน ฉันว่าเธอต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ ? ถ้าไม่มีหยูเจ๋อ แล้วงานแต่งงานของเธอจะดำเนินต่อไปได้ยังไง?”
มุมปากของเฉียวซิงเฉินโค้งขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
ใครบอกล่ะว่า เจ้าบ่าวของเธอจะต้องเป็นเฉินหยูเจ๋อเท่านั้น?
ในเมื่อเขาทิ้งเธอไปอย่างไม่สนใจใยดี งั้นเธอก็จะไปแต่งงานกับคนอื่น แล้วก็แสวงหาความสุขที่เป็นของเธอจริง ๆ แทน!
“ยังไงฉันก็ฝากเธอบอกเฉินหยูเจ๋อด้วยนะว่า ฉันไม่ต้องการเขาแล้ว! เขาคือผู้ชายที่ฉันไม่ต้องการแล้ว ถ้าเธอจะชอบเขาขนาดนั้น งั้นฉันยกให้เธอก็แล้วกัน ชายโฉดหญิงชั่วอย่างพวกเธอ ขอให้อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ ล่ะ!”
น้ำเสียงของเยว่เหมิงซินเปลี่ยนไปทันที “เฉียวซิงเฉิน อย่าให้มันมากนักนะ……”
ก่อนที่เธอจะพูดจบ เฉียวซิงเฉินก็ตัดสายไปแล้ว
งานแต่งงานจะเริ่มในอีกครึ่งชั่วโมง เธอจะต้องหาเจ้าบ่าวมาแทนที่เฉินหยูเจ๋อให้ได้โดยเร็วที่สุด!
เธอยกชายกระโปรงขึ้นและเดินออกไปข้างนอกอย่างรีบร้อน แต่แล้วกลับพบว่าข้างนอกโบสถ์มีบอดี้การ์ดสวมชุดอยู่เป็นจำนวนมาก ดูยิ่งใหญ่อลังการ ราวกับพวกเขากำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่
แล้วก็มีชายคนหนึ่งที่สวมชุดเจ้าบ่าวกำลังนั่งอยู่บนวีลแชร์ ที่ตัวเขามีออร่าที่เย็นชาแผ่ออกมา
เขาถามลูกน้องที่อยู่ตรงหน้าว่า “งานแต่งงานกำลังจะเริ่มแล้ว เจอตัวรึยัง?”
บอดี้การ์ดที่สวมชุดสีดำพูดด้วยความลำบากใจว่า “คุณลู่ พวกเราหากันทั่วบริเวณโบสถ์แล้วครับ แต่ไม่เห็นวี่แววของคุณจางเลยครับ ดูเหมือนว่าเธอจะหนีไปแล้ว......”
“หนีงั้นเหรอ?” เสียงของผู้ชายคนนั้นทุ้มต่ำฟังดูไพเราะ แต่สายตาของเขากลับดูดุร้ายไร้ความปราณีเหมือนสัตว์ร้ายไม่มีผิด “ถ้าการแต่งงานไม่สามารถดำเนินต่อไปตามกำหนด นายรู้ใช่ไหมว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง!”
เฉียวซิงเฉินได้ยินบทสนทนาของพวกเขาทุกอย่าง ไม่คาดคิดเลยว่าผู้ชายคนนี้จะถูกคู่รักทิ้งในวันแต่งงานเหมือนกันกับเธอเลย
เธอรีบยกชายกระโปรงขึ้น และเดินไปหาเขาอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
บอดี้การ์ดชุดดำเมื่อเห็นเช่นนี้ก็ตั้งท่าระวัง แล้วก็ยื่นมือออกมากันเธอไว้ตามสัญชาตญาณ
“คุณผู้หญิงจะทำอะไรครับ?”
ผู้ชายที่นั่งอยู่บนวีลแชร์มองมาที่เธอ สายตาที่ทอดมองมาทำให้คนรู้สึกกดดัน
แต่เฉียวซิงเฉินกลับไม่ได้หวาดกลัวเลยสักนิด เธอมองตรงเข้าไปในดวงตาของชายคนนั้นและพูดขึ้นว่า
“คุณคะ ฉันได้ยินมาว่าเจ้าสาวของคุณหนีไป งั้นสู้ให้ฉันไปเป็นเจ้าสาวของคุณดีไหมคะ?”
หลังจากเฉียวซิงเฉินพูดออกมาเช่นนี้ ดวงตาของชายผู้นั้นก็หรี่ลงเล็กน้อย เขาถามออกมาอย่างคาดไม่ถึงว่า “คุณผู้หญิง คุณคิดดีแล้วเหรอ? ผมเป็นคนพิการนะ หากคุณแต่งงานกับผม สักวันหนึ่งคุณจะต้องเสียใจกับการตัดสินใจในวันนี้ของคุณ”
เฉียวซิงเฉินไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่กลับย้อนถามกลับไปว่า “คุณจะทิ้งภรรยาของตัวเอง เพื่อไปหาผู้หญิงคนอื่นรึเปล่า?”
“ไม่มีทาง” น้ำเสียงของเขาไม่มีความลังเลใด ๆ เลย
เฉียวซิงเฉินจึงตอบโดยไม่ลังเลว่า “ฉันก็ไม่มีวันเสียใจภายหลังเช่นกัน ขอแค่คุณกล้าแต่งงานกับฉัน ฉันก็กล้าที่จะแต่งงานกับคุณ!”
เมื่อเห็นว่าเธอจริงจังขนาดนี้ เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธอีก “โอเค งั้นเรามาแต่งงานกันเถอะ”
ด้วยเหตุนี้ งานแต่งงานของเฉียวซิงเฉินที่เดิมทีจะต้องถูกยกเลิก จึงได้มีการจัดขึ้นตามกำหนด
โดยมีพยานเป็นบาทหลวง แล้วเธอก็ได้รับใบทะเบียนสมรสของพวกเขามา
ตอนที่เดินออกจากโบสถ์ เฉียวซิงเฉินยังคงรู้สึกมึนงงอยู่เล็กน้อย นี่เธอได้แต่งงานกับผู้ชายแปลกหน้าไปแล้วจริง ๆ เหรอเนี่ย!
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว
เธอเข็นวีลแชร์ของเขาออกไปข้างนอก แล้วจู่ ๆ เธอก็เกิดคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณชื่ออะไร”
“ลู่ถิงเซียว” ชายคนนั้นตอบกลับมา
เมื่อเฉียวซิงเฉินได้ยินเช่นนั้นก็ถามขึ้นมาอย่างตกใจทันที “คุณคือลู่ถิงเซียว คุณชายใหญ่ตระกูลลู่ ตระกูลที่เป็นเจ้าของลู่คอปปอเรชั่นอย่างนั้นเหรอ?”
ลู่ถิงเซียวเห็นถึงอาการตกใจของเฉียวซิงเฉินได้ในทันที เขาจึงอดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเยาะเย้น
“ทำไม พอรู้ว่าตัวเองแต่งงานกับผู้ชายที่คนอื่นมองว่าเป็นคนไร้ประโยชน์ คุณเกิดนึกเสียใจขึ้นมาแล้วเหรอ?”
แทบจะทุกคนในเมืองต่างก็รู้เรื่องของคุณชายใหญ่ตระกูลลู่ ตระกูลที่เป็นเจ้าของลู่คอปปอเรชั่นกันหมด
หลังจากเขาเกิดมา แม่เขาเสียชีวิตระหว่างคลอด จากนั้นพ่อของเขาก็ไปแต่งงานใหม่
ต่อมาเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ คุณชายใหญ่ก็เลยขาพิการทั้งสองข้าง ทำให้เขากลายเป็นผู้พิการไปโดยปริยาย
ซึ่งบังเอิญเป็นจังหวะเดียวกับที่แม่เลี้ยงให้กำเนิดคุณชายน้อยออกมาพอดี ลู่ถิงเซียวจึงยิ่งไม่เป็นที่โปรดปรานของตระกูลลู่เข้าไปใหญ่
ถ้าไม่ใช่เพราะคุณย่าของเขา ซึ่งก็คือย่าลู่คอยปกป้องเขามาตลอด เกรงว่าเขาที่เป็นคุณชายใหญ่คงจะถูกไล่ออกจากตระกูลลู่ไปตั้งนานแล้ว แล้วก็คงจะมีสถานะเลวร้ายยิ่งกว่าขอทานข้างถนนซะอีก......
ในมุมมองของลู่ถิงเซียว ผู้หญิงทั่วไปคงไม่มีทางยอมแต่งงานกับคนไร้ประโยชน์อย่างเขาแน่ ๆ เว้นเสียแต่ว่าจะยอมแต่งงานเพื่อเงิน
แต่เขาไม่เพียงแต่เป็นคนพิการเท่านั้น เพราะเขายังเป็นคุณชายใหญ่ที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของตระกูลลู่อีกด้วย ท่าทางผู้หญิงคนนี้คงจะผิดหวังน่าดูเลยสิท่า?
ตอนแรกลู่ถิงเซียวนึกว่าจะได้เห็นสีหน้าไม่พอใจและเสียใจของเฉียวซิงเฉิน
แต่เฉียวซิงเฉินกลับรู้สึกแค่ว่าเธอเองก็มีปัญหาเช่นเดียวกันกับลู่ถิงเซียว ทั้งคู่ต่างก็เป็นคนน่าสงสารที่ถูกครอบครัวทอดทิ้งเหมือนกัน
เธอจึงจับมือเขาไว้ แล้วก็พูดขึ้นมาอย่างจริงจังว่า “ฉันบอกแล้วไงว่าหากฉันตัดสินใจที่จะแต่งงานกับคุณแล้ว ฉันจะไม่มีวันเสียใจภายหลังเด็ดขาด ฉันก็แค่คิดว่า ในเมื่อเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว ต่อจากนี้ไปฉันจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่นให้คุณเอง”
“งั้นเหรอ หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ!”
เห็นได้ชัดเลยว่าลู่ถิงเซียวไม่เชื่อคำพูดของเฉียวซิงเฉิน
เขาอยากจะดูสิว่า หลังจากที่ผู้หญิงคนนี้รู้ว่าเธอจะไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากเขา เธอจะยังเสแสร้งไปได้อีกนานแค่ไหน?
ในไม่ช้า รถคันหนึ่งก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา
“ไปกันเถอะ” เขาพูด
เฉียวซิงเฉินอดไม่ได้ที่จะถามว่า “คุณจะพาฉันไปไหนเหรอ?”
“ก็พาคุณกลับบ้านยังไงล่ะ ในเมื่อพวกเราแต่งงานกันแล้วก็ต้องไปอยู่ด้วยกันสิ ไม่ใช่รึไง?”
พาเธอกลับบ้านงั้นเหรอ?
เฉียวซิงเฉินรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย
จู่ ๆ เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่า เธอกับเฉินหยูเจ๋อก็มีบ้านอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งเป็นเรือนหอที่เธอตั้งใจเตรียมไว้สำหรับอนาคตของพวกเขา
แต่ตอนนี้เธอได้แต่งงานกับลู่ถิงเซียวแล้ว ดังนั้นเธอจะต้องรีบไปเคลียร์ของทุกอย่างข้างในที่เกี่ยวกับเธอออกมาโดยเร็วที่สุด
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เธอก็พูดขึ้นมาว่า “ฉันยังมีธุระที่ต้องรีบกลับไปจัดการอีกนิดหน่อย คุณพอจะทิ้งช่องทางติดต่อกับที่อยู่เอาไว้ให้ฉันได้ไหมคะ? หากฉันเคลียร์ธุระเสร็จแล้ว ฉันจะรีบย้ายไปอยู่กับคุณโดยเร็วที่สุดค่ะ”
“ไม่ให้ผมไปส่งเหรอ?” ลู่ถิงเซียวเลิกคิ้วขึ้นถาม
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจัดการเองได้” เฉียวซิงเฉินไม่อยากสร้างปัญหาให้ลู่ถิงเซียว
ลู่ถิงเซียวก็ไม่ได้พูดอะไรมากอีก หลังจากแลกช่องทางติดต่อกับเฉียวซิงเฉินเสร็จ เขาก็ขึ้นรถจากไปทันที
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เฉียวซิงเฉินก็รีบไปที่ชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แล้วก็เปิดประตูใหญ่ของเรือนหอออก
เธอมองดูทุกสิ่งทุกอย่างในเรือนหอ ตั้งแต่ผ้าที่ปูไว้บนโต๊ะ ภาพวาดบนผนัง ไปจนถึงกระถางต้นไม้ที่เขียวขวีสองกระถางข้างหน้าต่าง ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เธอได้จัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้อย่างตั้งอกตั้งใจ เพื่อที่จะให้บ้านหลังนี้อบอุ่นขึ้น......
ทว่าเฉียวซิงเฉินกลับเดินไปยังสิ่งของเหล่านี้และรื้อมันออก จับมันทิ้งลงถังขยะอย่างรวดเร็ว จะบอกว่าไม่ลังเลเลยก็ว่าได้
ในเมื่อเธอตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องมีเยื่อใยอะไรกับอดีตอีกต่อไป!
ขณะที่เธอกำลังโยนสิ่งของที่เหลือทิ้ง แล้วก็ทำการเก็บสัมภาระ เธอก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นเลยว่ามีใครคนหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่นอกประตู
หลังจากเฉินหยูเจ๋อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นด้านใน เขาก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เฉียวซิงเฉิน นี่คุณกำลังทำอะไรอยู่ฮะ? !”
เรือนหอที่เคยอบอุ่น เวลานี้ข้าวของระเกะระกะไปหมด จนจำภาพเดิมของมันแทบจะไม่ได้แล้ว
เฉียวซิงเฉินซึ่งเป็น ‘ผู้ก่อเหตุ’ ได้ขนของที่ยังไม่เสียหายไปเก็บไว้ในซอกเล็ก ๆ ราวกับจะทำการเคลียร์ที่นี้ให้โล่งไปเลย
เฉินหยูเจ๋อมองทุกสิ่งรอบตัวอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วก็สาวเท้าเดินไปหาเฉียวซิงเฉิน
“เฉียวซิงเฉิน นี่คุณเป็นบ้าไปแล้วรึไง? ผมแค่ออกไปแป๊บเดียว คุณถึงกับอารมณ์เสียจนต้องใช้วิธีแบบนี้เลยเหรอ?”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับพยายามที่จะข่มความโกรธเอาไว้ แล้วออกคำสั่งเธออย่างไร้ซึ่งความเกรงใจใด ๆ “ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ทำให้ที่นี่กลับมาเป็นเหมือนเดิมเดี๋ยวนี้!”
เฉียวซิงเฉินเก็บข้าวของอย่างไม่รีบร้อน แล้วเธอก็หันไปมองเฉินหยูเจ๋ออย่างเย็นชา
เธอพูดด้วยสีหน้าเย้ยหยันว่า “เฉินหยูเจ๋อ นี่คุณไม่รู้อะไรเลยเหรอ หลายครั้งของที่สูญหายไปแล้ว มันก็ไม่สามารถเอากลับมาได้หรอกนะ แล้วก็ไม่มีทางที่จะทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ด้วย”
เฉินหยูเจ๋อขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจอย่างมาก “คุณต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?”
เฉียวซิงเฉินไม่รู้เหมือนกันว่าเฉินหยูเจ๋อไปเอาความมันใจมาจากไหนถึงได้ถามเธออกมาเช่นนี้ บางทีคนอย่างเขา อาจจะคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดล่ะมั้ง
ไม่สิ ไม่ถูก ความอ่อนโยนของเขา มีเอาไว้ให้แค่เยว่เหมิงซิน ผู้หญิงที่เขารักคนเดียวเท่านั้น
เฉียวซิงเฉินมองเฉินหยูเจ๋ออย่างไร้อารมณ์ แต่ละคำที่เธอพูดออกมาเหมือนได้ใช้พลังของเธอไปจนหมดแล้ว
“ในวันแต่งงานของเรา คุณกลับไม่สนใจใยดีฉัน ไม่สนใจคำขอร้องของฉันเลย คุณทิ้งฉันไว้ที่งานแบบนั้น คุณรู้ไหมว่าตอนนั้นฉันรู้สึกยังไง เฉินหยูเจ๋อ คุณเคยคิดถึงฉันบ้างไหม? เคยคิดไหมว่าฉันจะรู้สึกเสียใจมาก นี่คุณยังคิดว่าฉันแค่กำลังอารมณ์เสียอยู่งั้นเหรอ?”
ตอนที่เฉียวซิงเฉินพูดออกมาเช่นนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าขึ้นมา ดวงตาของเธอเริ่มแดงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เธอจ้องเขม็งไปที่เฉินหยูเจ๋อ
เมื่อเห็นเช่นนี้ เฉินหยูเจ๋อก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย แต่พอย้อนคิดดูอีกที เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้สำคัญเลยสักนิด
พวกเขาคบกันมาตั้งหลายปี เขาเคยทำให้เฉียวซิงเฉินโกรธมาก็ตั้งหลายครั้ง ซึ่งเขาไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย ยังไงเฉียวซิงเฉินก็ต้องให้อภัยเขาอยู่แล้ว
ด้วยความที่เมื่อก่อนเฉียวซิงเฉินสามารถที่จะทำความเข้าใจถึงเจตนาของเขาได้ ครั้งนี้เขาจึงคิดว่าหากค่อย ๆ เกลี้ยกล่อมเธอ เดี๋ยวเธอก็คงจะหายโกรธเอง
หลังจากที่เฉินหยูเจ๋อคิดได้เช่นนี้แล้ว ใบหน้าที่ดูโกรธเคืองของเขาก็จางหายไป เขาเริ่มยิ้มออกมาอย่างใจเย็นแทน
“เอาล่ะ ซิงเฉิน ผมเข้าใจนะว่าคุณกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่ แต่คุณอย่าทำให้เรื่องมันบานปลายแบบนี้สิ คุณลองดูสิ คุณทำอะไรกับเรือนหอของพวกเราไปบ้าง?”
เฉินหยูเจ๋อยิ้ม แล้วก็จับไหล่ที่เรียวเล็กของเฉียวซิงเฉินไว้ จากนั้นก็พูดเกลี้ยกล่อมเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ดูสิ คุณก็ระบายอารมณ์ไปแล้ว เลิกโวยวายเถอะ ไว้วันหลังเราค่อยเลือกวันที่ฤกษ์ดีกว่านี้กันใหม่ก็ได้ ผมสัญญานะว่า ผมจะจัดงานแต่งงานให้คุณแบบใหญ่โตและหรูหรากว่านี้ โอเคไหม?”
เฉียวซิงเฉินมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินหยูเจ๋ออย่างเงียบ ๆ แม้ว่าเขาจะพูดเช่นนี้ แต่ดวงตาของเขากลับดูไม่ได้จริงจังอะไรเลย แถมท่าทางเขายังดูเหมือนมั่นใจมากว่าจะสามารถควบคุมเธอไว้ในกำมือได้ เขาดูเหมือนจะมั่นใจมากว่าเธอจะตอบตกลง
จริงสิ เมื่อก่อนเขาก็ชอบทำแบบนี้มาตลอดเหมือนกันนี่?
เฉียวซิงเฉินหัวเราะเยาะตัวเองในใจ เธอให้โอกาสเขามากเกินไปจริง ๆ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่เธอก็ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เฉียวซิงเฉินก็สลัดมือของเฉินหยูเจ๋อออกจากไหล่ของเธอด้วยใบหน้าที่เย็นชา
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน ฉันรังเกลียด!”
เฉินหยูเจ๋อมองไปที่เฉียวซิงเฉินอย่างไม่อยากจะเชื่อ เธอไม่เคยทำกับเขาแบบนี้มาก่อน
หลังจากนั้น เฉียวซิงเฉินก็พูดอย่างเย็นชาว่า “เฉินหยูเจ๋อ งานแต่งงานมันจบลงแล้ว แล้วฉันก็ไม่ได้คิดจะจัดใหม่แล้วด้วย ที่ฉันมาที่นี่วันนี้ก็เพื่อย้ายของออกไปเท่านั้น”
เพราะเฉียวซิงเฉินผลักเขาออก เฉินหยูเจ๋อจึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา หลังจากที่เขาได้ยินคำพูดของเธอในวินาทีต่อมา เขาจึงขมวดคิ้วด้วยความงุนงงและพูดว่า “ย้ายออกงั้นเหรอ?”
เฉียวซิงเฉินพยักหน้า “ใช่ ฉันจะย้ายออกไปตอนนี้เลย”
เฉินหยูเจ๋อรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง เขายังคงถามต่ออย่างขำ ๆ ไปว่า “คุณจะย้ายไปอยู่ที่ไหนได้?”
เฉินหยูเจ๋อรู้ดีว่าเฉียวซิงเฉินเป็นเด็กกำพร้า นอกจากบ้านหลังนี้ เธอก็ไม่มีที่ไปอีกแล้ว!
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เฉียวซิงเฉินจะวนเวียนอยู่รอบตัวเขาตลอด เฉินหยูเจ๋อจึงมั่นใจมากว่าเธอไม่มีทางอยู่ได้ถ้าไม่มีเขา
ซึ่งสาเหตุที่เธอบอกว่าจะย้ายออก ก็เพื่อต้องการบีบบังคับให้เขายอมจำนนให้เธอเท่านั้น
เฉินหยูเจ๋อส่ายหน้าไปมาอย่างจนใจ ตอนที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างกับเฉียวซิงเฉินต่อ
จู่ ๆ เสียงของเยว่เหมิงซินก็ดังมาจากด้านหลัง
“หยูเจ๋อ คุณบอกว่าเก็บของเสร็จแล้วก็จะออกมาไม่ใช่เหรอคะ? ทำไมตั้งนานแล้วถึงยังไม่เสร็จอีกคะ?”
ทันทีที่เยว่เหมิงซินพูดจบ เธอก็เดินเข้าไป หลังจากที่เห็นเฉียวซิงเฉินยืนอยู่ตรงข้ามกับเฉินหยูเจ๋อ เธอก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที “ซิงเฉิน ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
เฉียวซิงเฉินชำเลืองมองไปที่เยว่เหมิงซินอย่างเฉยชาและพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนที่นี่จะเป็นเรือนหอของฉันนะ ฉันจำเป็นต้องอธิบายให้เธอฟังด้วยเหรอว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ว่าแต่เธอเถอะ มาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
เยว่เหมิงซินแสร้งทำเป็นลดสายตาลงอย่างคนที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วก็พูดอย่างอ่อนแอว่า “พอดีฉันไม่ทันระวังโดนมีดผลไม้บาดเข้าน่ะ หยูเจ๋อก็เลยเป็นห่วงฉัน อยากจะย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนฉันสักสองสามวัน”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็ดูเหมือนจะเห็นกระเป๋าเดินทางของเฉียวซิงเฉิน เธอจึงเอามือปิดปากอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ซิงเฉิน นี่เธอจะทำอะไรน่ะ? เธอคงไม่ได้โกรธหรอกใช่ไหม? หรือต่อให้เธอจะโกรธ เธอก็อย่าทำจนเป็นเรื่องใหญ่โตแบบนี้เลยนะ หากเธอรู้สึกไม่สบายใจเธอบอกฉันได้นะ ฉันขอโทษเธอเองก็ได้ ทำไมเธอต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ด้วยล่ะ?”
เฉียวซิงเฉินยิ้มอย่างเย็นชา แล้วก็ค่อย ๆ เดินไปหาเยว่เหมิงซินอย่างช้า ๆ พลางถามขึ้นมาว่า “เธออยากจะขอโทษฉันจริง ๆ น่ะเหรอ เธอจริงใจใช่มั้ย?”
เยว่เหมิงซินคิดว่าเฉินหยูเจ๋อก็อยู่ตรงนี้ด้วย เธอจึงต้องแสดงละครต่อไป
เธอพยักหน้าอย่างน่าสงสารและพูดว่า “ก็ใช่น่ะสิ ขอแค่เธอไม่โกรธก็พอแล้ว”
“ได้สิ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” เฉียวซิงเฉินยิ้มแย้มสดใส แต่แววตาของเธอก็ดูไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ “ในเมื่อเธออยากจะขอโทษฉันจากใจจริง งั้นฉันก็จะไม่เกรงใจแล้วกัน”
วินาทีถัดมาหลังจากที่พูดจบ เฉียวซิงเฉินก็หวดมืออย่างแรง ตบหน้าเยว่เหมิงซินอย่างจังไปครั้งหนึ่ง
“เพียะ!”