ตอน 2

ตอนที่ 2

“ความจริงพี่ชอบข้อเสนอนี้นะ ไม่ต้องฟังนกแก้วนกขุนทองบ่นงึมงำทั้งวัน สบายใจดีอยู่นะ ว่าไหมภัทร” ผู้เป็นนายหันไปพยักพเยิดกับหนุ่มลูกน้องที่ดูจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

“อีกอย่าง ไอ้เจ้านั่นมีดีอะไรให้พี่ต้องสนใจด้วยล่ะ”

นิสากรผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ยังไม่ไว้ใจพี่ชายกับอติภัทรอยู่ดี “ถ้าไม่ใช่ พี่ช้างกับพี่ภัทรจะไปไหน ไปทำอะไรล่ะคะ” หญิงสาวเอ่ยถามพร้อมจับพิรุธผู้เป็นพี่ชายที่มีสีหน้าออกจะเย็นชา แต่นัยน์ตากลับโชนแสง ลักษณะอย่างนี้ที่เคยประสบพบมาก็คือ มีคนทำให้โกรธจนทนอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เธอเห็นแล้วยังฉุกใจเลย แล้วมาบอกว่าไม่มีอะไร เชื่อได้เหรอ

“ถ้าพี่ช้างไม่ยอมให้นิไปเจอกับนัย ก็อย่าหวังว่าพี่สองคนจะได้ออกจากบ้านหลังนี้”

สิงขรมีสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ พลางผ่อนลมหายใจออกจากปอด “แทนที่จะมาดักห้ามพี่อย่างนี้ พี่ว่าเราควรไปจัดการกับไอ้ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงราวกับไม้กวาด เนื้อตัวที่แดงเป็นตุ่มๆ ให้เรียบร้อยก่อนดีกว่าไหม ปล่อยไว้นานอาจเป็นแผลผุพอง หนองเยิ้ม หมดสวยไปเลยได้นะ” สิงขรขู่เสียงเข้มพร้อมทำท่าทางขยะแขยงให้น้องสาวต้องรีบคิด

“ถ้าอยากออกจากบ้าน ก็ไม่เห็นจะยากเลยนะนิ บอกความจริงเรื่องเงินในบัญชีเราที่หายไปนั่นมา ทีนี้เราจะไปไหนก็ได้ พี่จะไม่ห้ามและไม่คิดเอาขาไปมัดกับตัวยุ่งอย่างเราไว้ให้ปวดหัวด้วย”

นิสากรหน้าหงิกงอง้ำ “บอกความจริงไปแล้วนี่คะ นิลงหุ้นลงทุนค้าขายกับเพื่อน แต่เพื่อนไม่มีทุน นิเลยลงไปให้ก่อน เดี๋ยวเขาได้กำไรแล้วจะเอามาคืน” หญิงสาวบอกเสียงอ่อยๆ เสก้มลงมองเท้าตัวเอง เพื่อหลบสายตาเข้มที่มองมาราวกับจะทะลุไปถึงรอยหยักและความคิดที่อยู่ในสมอง ด้วยอาการร้อนๆ หนาวๆ กลัวถูกพี่ชายจับได้ว่าพูดโกหก

“เพื่อนที่ไหน ชื่ออะไร พี่รู้จักหรือเปล่า มีหลักฐานการการร่วมหุ้นไหม เราลงทุนเงินไปเท่าไหร่ เขาลงทุนไปเท่าไหร่ แล้วค้าขายอะไร”

เจอพี่ชายถามอย่างนี้นิสากรก็เริ่มไปไม่ถูก ยิ่งเจอกับสายตาเข้มที่มองราวกับได้ยินความคิดที่ดังเหมือนเข็มนาฬิกาบอกไปว่า...ไม่จริง! เธอให้กับคนหนึ่งไป ก็ยิ่งหวาดหวั่นแกมกังวลใจ

กลีบปากอิ่มขบเม้มเข้าหากัน ถ้าอยู่ในบ้านยังพอหาตัวช่วยได้ แต่อยู่ตรงนี้...อติภัทรก็เป็นพวกพี่ชายที่จะสั่งให้ไปทางไหนก็ได้ทั้งนั้น เธอเลยเหมือนถูกรุม

“เพื่อนชื่อ...ชื่อสาว ถึงบอกไปพี่ช้างก็ไม่รู้จักหรอก หลักฐานนั่นก็ไม่มีด้วย คนกำลังเดือดร้อน ถูกเขาตามทวงหนี้อยู่ นิไม่ใช่คนใจดำอย่างพี่ช้างนี่ ที่เห็นคนจะตายต่อหน้าก็ไม่คิดช่วย” นิสากรรีบพูดจนลิ้นพันกัน ด้วยเหตุผลข้างๆ คูๆ

“พี่ไม่คิดสั้นเหมือนเราหรอกนะ เห็นเขาน่าสงสารก็ช่วยเหลือ โดยไม่คิดถึงหลักความจริง เอ็นดูเขาเอ็นเราขาด และที่พูดมาพี่ไม่เชื่อเลย ต่อให้เราใจดีแค่ไหน แต่ไอ้การไปลงทุนกับเพื่อน ให้เงินเขาไปทีละครึ่งแสนง่ายๆ โดยไม่มีสัญญาเป็นหลักฐานอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่พี่รู้จัก เราก็ต้อง...โกหก! ดึงเอายายหมูยายแมวที่ไหนไม่รู้มาอ้าง พี่พยายามใจเย็นกับเราที่สุดแล้วนะนิ ถ้าไม่อยากถูกพี่ตีจนก้นบวมนั่งไม่ได้ รีบกลับเข้าห้องไปจัดการกับตัวเองซะ ก่อนพี่จะทนเราไม่ไหว”

“พี่ภัทร!” นิสากรแผดเสียงดังราวกับนกหวีดอยู่ในคอ ตอนแรกก็ไม่แน่ใจ พี่ชายมาทำหน้าบึ้งดุใส่ด้วยสาเหตุอะไร แต่ตอนนี้คิดว่าเดาได้ไม่ผิด เพราะพ่อจอมปากโป้งช่างฟ้องมาอยู่ใกล้ตัวสิงขรนี่เอง

หญิงสาวกัดเขี้ยวดังกรอดๆ ดวงตาวาววับเจิดจ้า “เอาเรื่องไม่จริงอะไรของนิไปฟ้องพี่ช้างอีกแล้วใช่ไหม!”

“หยุดนะนิ ถ้าเราไม่ได้ทำผิด ก็ไม่ต้องกลัวจะมีใครเอาเรื่องไม่ดีมาบอกพี่หรอกนะ ถ้ายังทำฤทธิ์ สร้างเรื่องให้ปวดหัวให้อีก พี่จะส่งเราไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายกับคนงานในไร่”

เจอพี่ชายทำเสียงดุและเด็ดขาดใส่ นิสากรก็หน้าม่อย เม้มกลีบปากสีชมพูสดเข้าหากัน ตวัดค้อนด้วยสายตาเกรี้ยวกราดใส่อติภัทร ก่อนหันมาทำหน้าน้อยใจและน้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าใส่สิงขร

“พี่ช้างน่ะ...ทีกับคนนอกละอะไรก็ได้ แต่กับน้องกับนุ่งละใจดำที่สุดเลย คอยดูนะ นิจะฟ้องพ่อกับแม่ว่าพี่ช้างรังแก” พูดจบเธอก็สะบัดคอเชิด ทำเสียงขลุกขลักกลั้วคอและเดินกระแทกเท้าปึงปังกลับไปยังห้องส่วนตัวด้วยใบหน้าบูดบึ้งงอง้ำ

“คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้างภัทร” เห็นนิสากรหายลับไปจากสายตาสิงขรก็เอ่ยถามลูกน้องคู่ใจในทันที

“เรื่องราวจะคลี่คลายก็เมื่อเราได้ตัวไอ้เจ้าหนุ่ม”

“นั่นสินะ” ตอนแรกเขาคิดว่าจะไปพบแบบปกติ พูดคุยกันดีๆ ให้ถอยห่างไปจากนิสากร แต่ถ้าเป็นอย่างนี้เห็นทีต้องจัดการขั้นเด็ดขาดเสียแล้ว นัยน์ตาสีนิลวาววามคล้ายมีสีแดงแต่งแต้ม ที่คนคุ้นเคยอย่างอติภัทรได้แต่หวั่นใจและกลัวแทนชายหนุ่มที่ชื่อ...

ธีรนัยน์ ชาวีชงโค! ที่ไม่รู้จะต้องเจอกับอะไรบ้างเสียแล้ว

โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นถี่ๆ ปลุกร่างแน่งน้อยที่นอนตะแคงข้าง หลบแสงไฟข้างถนนที่สาดส่องมาเป็นระยะด้วยการแนบใบหน้าไปกับกระเป๋าสะพายใบย่อม ซึ่งขดตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางบนเบาะที่นั่งบนรถโดยสารประจำทางให้ทอดยาวไปด้านหลัง เพื่อจะได้เอนตัวนอนอย่างสบายที่สุดลืมตาตื่นด้วยความงุนงงระคนอ่อนเพลีย เพราะร่างกายไม่ได้พักผ่อน หัวไม่ถึงหมอนมาเป็นเวลาอาทิตย์หนึ่งแล้ว

โทรศัพท์เครื่องเล็กสั่นอีกระลอก ทำให้คนถูกปลุกต้องรีบป่ายปัดมือควานหาว่าซ่อนอยู่ส่วนไหนของกระเป๋ากางเกงด้านซ้าย ที่เพียงเจอก็กดรับโดยที่หนังตายังหรี่ เพื่อหลบแสงไฟสีส้มสดที่ส่องมาจนตาพร่า

“แกอยู่ไหนแล้วลูกตาล”

เสียงแหลมเล็กที่ดังมาทำให้คนที่กดรับโทรศัพท์โดยไม่ได้มองต้องรีบขยับตัวนั่งให้เรียบร้อยโดยไว

“แม่!”

“เออ...ใช่ ฉันเอง ฉันบอกให้แกมาตั้งแต่เช้าแล้วไม่ใช่หรือยายลูกตาล มัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนฮ้า...ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ถึงบ้านฮึ! ยายตัวดี”

ปลายสายตวาดใส่มาจนคนรับต้องรีบยกหูโทรศัพท์ออกห่าง พร้อมหรี่หนังตาจากเสียงอันทรงพลังชวนแก้วในหูลั่นเปรี๊ยะๆ ซึ่งช่วยขับไล่อาการง่วงงุนที่เป็นอยู่ให้มลายหายไปจนเกือบจะหมดสิ้น

“ใจเย็นๆ ค่ะแม่ หนูยังอยู่บนรถ” หญิงสาวโต้กลับด้วยเสียงเบา ส่วนหนึ่งเพราะเกรงใจผู้โดยสารตัวใหญ่ใกล้ๆ กับอีกส่วนเพราะโหมทำงานหนัก จนร่างกายอ่อนเพลียและน่าจะมีอาการไข้ร่วมด้วย ถึงได้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว

“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง จนป่านนี้น้องแกยังไม่กลับบ้านเลยนะ ส่วนแกก็มัวแต่ตะแล็ดแต๊ดแต๋ป่านนี้ยังมาไม่ถึงบ้าน ไม่รู้หรือไงฉันกลุ้มจะตายอยู่แล้ว”

คนถูกโวยวายใส่ได้แต่แอบผ่อนลมหายใจออกจากปอด ด้วยรู้ดีถ้าหากหลุดเสียงพูดออกไปแม้เพียงนิดเดียวเท่านั้น จะหูชาจากเสียงก่นด่าและกระทบกระเทียบแดกดันที่รัวเร็วจนแทบไม่หายใจด้วยซ้ำ

“หนูรีบที่สุดแล้วนะแม่” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบเสียงไป อาจเป็นเพราะกำลังหายใจเข้าออกแรงๆ เรียกกำลังวังชาไว้ด่าว่าเธอต่อละมั้ง

“ย่ะ เร็วที่สุดของแกน่ะ ฉันรอเกือบจะเป็นชาติหนึ่งแล้ว หวังว่ามาคราวนี้จะอยู่ได้หลายๆ วัน ไม่ใช่จัดการเรื่องทางนี้ไม่ทันเสร็จก็รีบเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าหนีฉันเข้ากรุงเทพฯ เหมือนครั้งก่อนๆ บอกไว้ก่อนเลย คราวนี้ฉันจะตามไปเฉ่งแกถึงที่ทำงาน เอาให้อายทั้งเพื่อนและเจ้านายขี้งกของแกนั่นแหละ” คนที่ถูกเรียกว่าแม่เอ่ยอย่างกระแทกแดกดันเสียงเข้ม

ตอน 3

ตอนที่ 3

“ไม่แล้วละค่ะ หนูคิดว่าจะมาหางานทำอยู่ที่นี่” แม้ต้องเหนื่อยใจบ้างในบางเรื่อง แต่อย่างน้อยก็ได้อยู่กับครอบครัว…ใกล้คนที่รัก...แม้ว่าเขาจะไม่เคยรักก็ตาม

หญิงสาวยกมือขึ้นเสยผมยุ่งๆ ที่บางส่วนตกลงมาปรกหน้า ดวงตาฉายแววเศร้าหมองเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย เคยถามตัวเองเหมือนกัน ทนอยู่กับความรู้สึกเกลียดชังอย่างนี้มาตั้งแต่เป็นเด็กได้ยังไง มีโอกาสไปแล้ว ทำไมถึงไม่ไปให้พ้นๆ จากความเจ็บปวดนี้เสียที

น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า...จะปวดร้าวเพียงใด แต่ยังไงก็ครอบครัวเดียวกัน ทิ้งกันไม่ได้ ถึงจะร้ายใส่กันยังไง...แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นเหยียบให้จมอยู่ใต้โคลนตม แต่คนนอก...ปากบอกว่าหวังดีแต่กลับคอยถือมีดทิ่มแทงตลอดเวลา เพลี่ยงพล้ำเมื่อไหร่ ก็หมายถึงต้องตกอยู่ในหุบเหวลึก ทนรับความทุกข์ตลอดไป ทนๆ อยู่ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่เท่านั้น

“ให้มันจริงเถอะ แต่...ถ้าเป็นอย่างนั้น เงินที่แกให้ฉันใช้แต่ละเดือนก็ไม่ได้น่ะสิ”

“ยังได้เหมือนเดิมค่ะ แต่ลดน้อยไปนิดหน่อย เพราะหนูจะเป็นคนรับผิดชอบหาซื้อของจำเป็นอื่นๆ เข้าบ้านเอง” หญิงสาวดักคอไปก่อน ด้วยทุกครั้งที่ต้องไปจับจ่ายข้าวของ ไม่ว่าจะเป็นอาหารประจำวันหรือแม้กระทั่งของใช้ส่วนตัวมารดาจะโทรมาบ่นแล้วบ่นอีก เรื่องเงินที่ได้รับไม่พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อจะขอเพิ่ม

“แม่มีอะไรอีกหรือเปล่าคะ ถ้าเกี่ยวกับเรื่องนั้น เอาไว้ให้หนูถึงบ้านก่อนแล้วค่อยคุยกัน” ให้แม่พูดมาในตอนนี้...หญิงสาวกลอกตาไปมา ไม่ใช่แค่เธอที่จะไม่ได้นอน แต่จะรวมไปถึงผู้โดยสารที่นั่งชิด ซึ่งแสดงออกถึงความรำคาญที่มีเสียงคล้ายแมลงหวี่ดังใกล้หูแล้ว

“ฉันรู้หรอกย่ะ แค่จะเตือนแกเท่านั้นเอง เดินทางคนเดียวระมัดระวังตัวไว้บ้าง”

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นคะแม่” จะไม่ให้เธอเอ่ยถามอย่างนี้ได้อย่างไรกัน ในเมื่อน้ำเสียงของมารดาบ่งบอกถึงความวิตกกังวลอย่างชัดเจน

“ไปสร้างเรื่องอะไรไว้อีกแล้วใช่ไหมคะ” ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็รู้แล้วว่าหมายถึงใคร หญิงสาวถึงกับส่ายไปมาอย่างระอาใจ ถึงขนาดเร่งรุดให้เธอรีบกลับบ้านโดยเร็วไว เรื่องที่เกิดคงมิใช่เรื่องเล็กๆ แล้วละ หวังว่าจะไม่ร้ายจนเกินรับมือแก้ไขได้หรอกนะ

“ไม่มีอะไรสักหน่อย แกก็คิดมากไปได้ ฉันแค่เป็นห่วงแกนั่นแหละ เป็นผู้หญิงยิงเรือ เดินทางกลับบ้านคนเดียวดึกๆ ดื่นๆ มันอันตราย แค่...อยากให้ดูแลตัวเองดีๆ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ถึงรู้จักกันก็อาจจะย้อนกลับมาทำร้ายได้”

แม้กระแสเสียงที่เอ่ยมาจะแข็งกระด้างไปหน่อย แต่ก็เจือความห่วงใย ทำให้คนได้ฟังถึงกับอุ่นวาบไปทั้งใจ จนมีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้า พร้อมปวารณาตัวว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เต็มความสามารถเพื่อให้มีอนาคตอันใส

วันนี้...อดีตที่ผ่านมา เขาไม่รัก ก็ใช่ว่าจะไม่รักตลอดไป ต้องมีวันหนึ่งที่ก้อนน้ำแข็งหลอมละลาย กลายเป็นความอบอุ่นเติมใจที่ขาดพร่องให้เต็ม แต่...ยังมีบางอย่างให้ฉุกใจ

น้ำคำที่แทรกมาบ่งบอกถึงความหนักใจ เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมในหัวถึงได้ฉุกคิดถึงเรื่องร้าย หรือจะเป็นเพราะทุกครั้งที่เกิดเรื่องราวภายในบ้าน มารดามักจะพูดกับเธอเช่นนี้เสมอละมั้ง กลีบปากอิ่มมีรอยยิ้มเล็กๆ คล้ายหยามหยันตัวเอง

“คราวนี้ไปก่อเรื่องอะไรมาอีกล่ะคะ” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างระอา

เมื่อไหร่ที่เอ่ยถามถึงลูกรัก มารดาจะคุยอย่างที่เรียกว่าน้ำลายแตกฟอง ลืมภารกิจที่จะต้องทำเป็นประจำเสมอ หากคราวนี้กลับเป็นอะไรที่แปลก แม่เงียบ ไม่หลุดเสียงใดๆ ออกมาเลย

คิ้วโก่งได้รูปขมวดมุ่นเข้าหากัน ดูท่าเรื่องในครั้งนี้คงจะร้ายแรงมิใช่น้อย คนช่างพูดถึงได้ไม่หลุดอะไรออกมา

“แม่คะ มีอะไร ทำไมถึงไม่บอกกันล่ะคะ”

“เปล่า ไม่มีเรื่องอะไรจริงๆ แกจะซักให้มันได้อะไรขึ้นมายะ จะได้หาคำพูดไว้บ่นว่าน้องมันหรือไง”

“เปล่าค่ะ แค่คิดว่าถ้าหากเรื่องมันร้ายแรงอย่างที่แม่หวั่นวิตก การที่หนูได้รู้ล่วงหน้า อย่างน้อยจะได้คิดหาทางรับมือเอาไว้ก่อน ดีกว่าไม่ใช่หรือคะ”

“เออ...แล้วไป ฉันก็นึกว่าแกจะเตรียมคำพูดไว้ด่าน้องมัน แค่นี้มันก็ขวัญหนีดีฝ่อจะตายอยู่แล้ว ขืนโดนแกด่าอีก ได้ประสาทกลับกันละ”

“ว่าแต่เรื่องอะไรคะแม่”

“จะมีอะไรได้ล่ะ ก็ไอ้พวกเด็กเหลือขอ ศัตรูเก่าน้องแกนั่นแหละ ตามมาหาเรื่อง ข่มขู่ราวีเอาๆ อะไรนักหนาของมันก็ไม่รู้ ไอ้เด็กเวรพวกนี้”

คงไม่ใช่แค่ที่แม่พูดมาอย่างเดียวละมั้ง น่าจะมีเหตุอื่นร่วมผสมโรงด้วย จนเธออยากจะซัดไอ้ตัวขยันก่อเรื่องให้รู้จักมีความคิดขึ้นมาบ้าง ทำให้ตัวเองเดือดร้อนถูกตามล่าคนเดียวไม่พอ คนอื่นๆ ในครอบครัวก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วย อยากรู้จริงๆ คราวนี้ไปสร้างวีรกรรมอะไรเอาไว้อีก แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใด มารดาก็ชิงวางสายไปเสียก่อน คนจะถามเลยได้แต่ผ่อนลมหายใจออกจากปอดอย่างเหนื่อยหน่ายและเซ็งจับจิต

หญิงสาวยื่นมือไปคว้าผ้าห่มที่ร่วงหล่นไปกองอยู่ปลายเท้าขึ้นมาห่ม พร้อมเอนกายนอนราบไปกับเก้าอี้โดยสารที่เอนปรับให้นอนสบายๆ ขณะทอดมองสายฝนที่โปรยปรายลงมา เห็นหยดน้ำเกาะกระจก อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นไปลากเป็นรูปหนึ่งซึ่งคะนึงหาอยู่มิคลาย

มีหญิงร่างป้อมมือหนึ่งจับจูงเด็กหญิงร่างผอมโย่ง อีกมือจับจูงเด็กชายใบหน้าละม้ายคล้ายกันเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ จนถึงบ้านอันแสนจะอบอุ่น

หวังว่าวันหนึ่งภาพนี้จะเป็นจริง แต่...คงเป็นได้แค่ความคิดเพ้อฝัน เธอทำได้เพียงแค่ยืนมอง หญิงร่างผอมโย่งจูงมือเด็กน้อยก้าวเดินไปข้างหน้า…สองคน

ถ้าตั้งจิตมั่น ไม่นานสิ่งที่คิดเอาไว้จะเป็นจริง เธอจึงเพียงสร้างภาพแห่งฝันให้แจ่มชัดในความรู้สึกเสมอ ที่จะต้องเป็นจริงภายในไม่นาน

แม้จะอ่อนเพลีย แต่ก่อนหลับตาลง เธอก็ยิ้มอย่างเป็นสุข ก่อนจะต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ชวนระทึกขวัญสั่นประสาท!

อือ...อือ...

เสียงครางดังจากร่างเล็กที่นอนขดตัวงอและกระสับกระส่ายอยู่บนฟูกไม้ไผ่ ข้อเท้าข้างหนึ่งบวมเป่งและเริ่มมีสีม่วงคล้ำไม่ต่างจากร่างกายส่วนอื่นๆ อีกหลายแห่ง ในขณะที่เท้าอีกข้างก็ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนเหล็กหนักๆ สำทับด้วยสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ยอมหยุดสาดกระเซ็นมาถูกร่าง ทำให้ยิ่งหนาวเหน็บจนฟันกระทบกันกึกๆ สองแขนโอบรัดรอบกายก็ยังไม่คลายความหนาวที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว

“หาให้เจอ...คงอยู่ไม่ไกลจากนี้ อย่าให้หนีรอดไปได้นะ!”

แม้จะยังไร้สติอยู่ หากในโสตประสาทกลับมีเสียงกระด้างดุดังก้องอยู่ บวกกับกระแสลมแรงที่พัดมาเป็นระลอก ทำให้คนตัวเล็กหนาวจนสะดุ้งเฮือกเป็นระยะ ถึงอยากฝืนถ่างตาเอาไว้ แต่เมื่อต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดจนเหนื่อยล้า บวกกับการโหมงานอย่างหนักจนไม่ได้พักผ่อน ร่างกายจึงประท้วงจนไม่อาจฝืนความนิทราที่มาเยือนพร้อมกับฝันร้ายได้

“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย!” คิดว่าร้องสุดเสียงแล้ว แต่เสียงที่ออกจากปากกลับเบาหวิว

ถึงสองข้างทางจะมีหนามแหลมขวางกั้น จะโดนกิ่งไม้ขีดข่วน แข้งขาล้าจนแทบจะยกไม่ขึ้น ก็ยังต้องวิ่งไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหนีให้พ้น แต่หันไปข้างหลังคราวใดก็ยังได้เห็น...

เสือลายพาดกลอนตัวใหญ่กระโจนมา ดักซ้ายตะปบขวา...บ้างก็ดักหน้าพร้อมเสียงขู่ จนต้องเหลียวหลังกลับ แต่ไอ้เจ้าตัวร้ายก็ไวทายาด มายืนจังก้าดักอยู่ข้างหน้า แยกเขี้ยวโง้งข่มขู่...คุกคาม ทำเอาคนที่กลัวจนตัวสั่นอยู่แล้วรู้สึกว่าแข้งขามันสั่นและแข็งเสียจนรู้สึกเหมือนถูกพื้นดินเปียกแฉะดูดให้จมลงไปอย่างช้าๆ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED