ตอน 2

“พี่ปรินไม่จอดดูหน่อยหรือคะ”

“ดูทำไมกันคะน้องฝน พวกนี้มันหาเรื่องเอง ทำมาขับจ่อขับจี้ โธ่ รถเล็กแค่นั้นจะมาแรงเท่ารถของน้องฝนได้ยังไงกัน จริงไหมคะ”

ถึงเธอจะขึ้นชื่อว่าเป็นคนชอบเหวี่ยง ขี้วีน แต่ไม่ใช่คนไร้จิตสำนึกขนาดที่ว่าทำผิดแล้วจะไม่รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง

ปลายฝนเอี้ยวมองทางนั้นอีกทีก็ชักสีหน้าไม่สบอารมณ์

เพราะมองเห็นเป็นแค่จุดเล็ก ๆ สีดำ ๆ อยู่ไกลลิบนู่นแล้ว ถ้าขึ้นทางด่วนแต่แรกก็ไม่ต้องคอยขับซอกแซกหลบรถเล็กรถใหญ่รถมอเตอร์ไซค์แบบนี้หรอก ถนนใต้ทางด่วนขาเข้ากรุงเทพก็ช่างหาที่กลับรถได้ยากเย็นเหลือเกิน กระแทกหลังกับเบาะนั่ง ออกอาการเซ็งตัวเอง ไม่น่าเลย เธอไม่น่าดื่มเลย ไม่อย่างนั้นจะได้ขับรถกลับบ้าน โดยไม่ต้องให้ปรินพากลับแบบนี้

ปรินเลือกใช้เส้นทางด้านล่างเพราะต้องการแวะที่ร้านอาหารสาขาหนึ่งของตนแถวบางปะกง หันมายิ้มหวาน บอกเธอ

“พี่ขอแวะอีกร้านตรงบางจากนะคะน้องฝน”

“ฝนจะกลับบ้าน” ปลายฝนหมุนหน้ามามองปริน สั่งเสียงแข็ง ว่า “ตอนนี้เลย”

ปรินใช้นิสัยกระล่อนยื่นหน้ายิ้มประเหลาะบอกกลับ “นะครับสวีทฮาร์ต ขอพี่แวะร้านอีกเดี๋ยวเดียวเอง” บอกจบขับไปจอดที่หน้าร้านของตัวเอง ไม่ถามความสมัครใจของเธอสักคำ แทนที่จะเลี้ยวไปส่งที่บ้านก่อน แต่กลับแยกมาอีกทาง เพื่อแวะทำธุระของเขาที่ร้านอาหารหนึ่งในหลายสาขาของเขา จอดรถแล้ว ปรินวิ่งปรู้ดเข้าไปในร้านทันที พร้อมกับที่ข้อความเด้งขึ้นที่หน้าจอโทรศัพท์ของเธอ

‘อย่ากลับดึกนักนะลูก แม่เป็นห่วง’

ปลายฝนส่งเสียงขัดใจอีกครั้ง ตอบมารดากลับไปด้วยสติ๊กเกอร์รูปหน้าของตัวเองว่า ‘รับทราบค่ะ’

พร้อมกับสติ๊กเกอร์จากเพื่อนสนิทของเธอแจ้งเตือนสวนเข้ามาว่า ‘อยู่ไหนเอ่ย’

ปลายฝนได้ที่ระบาย พิมพ์กลับไป ‘ซวยสุด ๆ เลยอีฟ’

‘เป็นไรเหรอ’

‘ไปกินข้าวที่ร้านใหม่ของพี่ปรินมา อีตานั่นตีเนียนบอกจะขับรถให้ ที่ไหนได้แวะเข้าที่ร้านจนจะครบทุกสาขาอยู่แล้วเนี่ย แค่นั้นไม่พอนะ ดันขับรถเฉี่ยวมอไซค์อีก’

ทางนั้นอ่านจบพิมพ์ถามกลับมาทันที ‘ฝนเมาหรือ’

“ดื่มไปหน่อยแต่ไม่เมา” พิมพ์ตอบเพื่อนไปแบบนั้นแล้วก็เบ้ปากเข้าข้างตัวเองว่าไม่เมาจริง ๆ นี่นา

ทางนั้นถามกลับพร้อมส่งสติ๊กเกอร์มองบนมาให้ด้วย

‘ดื่มแต่ไม่เมา?’

เลยเปลี่ยนเรื่องไปเสียเลย “เขาคงเห็นว่าฝนดื่ม เลยอาสาขับให้ ฝนกลัวโดนเป่าด้วยแหละ’ ปลายฝนพิมพ์ตอบไปก็ใจคอไม่ดีเล็กน้อยเมื่อนึกถึงการคาดโทษของบิดา ‘ถ้าคุณพ่อรู้ ต้องยึดรถฝนแน่เลย’

ณัฐวลัญช์เป็นที่ระบายของเธอแบบนี้เสมอมา พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แม้จะทำงานคนละสาย อยู่ไกลถึงขอบประเทศแต่ก็ติดต่อกันทุกวัน ทั้งแชท ทั้งโทร.คุย

ปลายฝนครุ่นคิดครู่เดียว วางโทรศัพท์ลง แล้วย้ายไปนั่งที่หลังพวงมาลัย พารถออกจากที่จอดไปเสีย เป็นจังหวะเดียวกับที่ปริน เดินออกจากร้านมาพอดิบพอดี

เห็นจากกระจกมองหลังว่าทางนั้นโบกมือหย็อย ๆ ตะโกนเรียกให้รอด้วย พร้อมกับวิ่งตามมา ปลายฝนจึงเหยียบคันเร่งหนี หาได้สนใจไม่ แล้วนั่งบ่นอยู่คนเดียวในรถเพราะต้องฝ่าจราจรยามราตรีเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน

จอดรถเรียบร้อย พี่เลี้ยงเข้ามายืนยิ้มกริ่มรอที่ด้านข้าง ปลายฝนเหลือบตามองที่กล้วย อีกฝ่ายก็เอาแต่ยิ้มไม่พูดอะไรสักที จนนึกรำคาญจนต้องเอ่ยถาม “มีอะไรหรือคะพี่กล้วย”

กล้วยยังคงยิ้มส่ายคอดุ๊กดิ๊ก แต่ไม่ยอมพูดว่าอะไร เข้ามาช่วยถือของแล้วพาเข้าบ้าน เลยขี้เกียจเซ้าซี้ถามอีก เดินผ่านประตูเข้ามาแล้ว เสียงทักของมารดาดังขึ้นทันที “ลูกสาวของแม่กลับมาแล้ว”

ปลายฝนเดินเข้าไปหาท่าน ก็ให้รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะเล็กน้อย เมื่อมองเลยไปที่ด้านหลังของมารดา พบว่ามีใครอยู่ตรงนั้นด้วยอีกคน เบี่ยงตัวทำทีเป็นวางกระเป๋า มือข้างหนึ่งขยับปกเสื้อปิดสิ่งที่สวมติดคอ กระแอมกลบเกลื่อนตอบไปว่า “ค่ะ”

ปิยมาภรณ์ถามข้ามบ้านมา “ไปกินข้าวถึงไหนกัน กลับป่านนี้”

ปลายฝนรับน้ำจากคนในบ้านมาดื่มแม้ไม่หิวก็ตามที เพื่อลดอาการประหม่าที่อยู่ ๆ ก็พุ่งสูงขึ้น ตอบมารดาว่า “พี่ปรินอยากเซอร์ไพรส์ฝนน่ะค่ะ เลยพาไปดินเนอร์ตรงโรงแรมเปิดใหม่แถว...”

“พัทยา” เสียงขรึมเอ่ยขึ้นไม่ดังนัก แต่ก็ไม่ได้เบา ก่อนที่เธอจะพูดจบเสียอีก ปิยมาภรณ์หันกลับไปถามทางนั้นอย่างสนใจ “ภูว่าอะไรนะลูก”

“คุยต่อจากเมื่อครู่นี้ครับ ที่คุณแม่ถามว่ามาจากไหน ทำไมถึงบ้านป่านนี้” นายแพทย์ภูผาตอบด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มประดับอยู่เล็กน้อย “ผมแวะไปหาอาจารย์อำนวยชัยที่โรงพยาบาลเปิดใหม่ในพัทยา ออกจากตรงนั้นมาตอนสองทุ่ม ก็ตรงเข้าบ้านเลย ฝนตกตลอดทางอีกต่างหาก”

“แบบนี้เอง ฝนตก ถนนก็เลยลื่น จนรถล้มอย่างนั้นใช่ไหมภู” คนเป็นแม่สรุปเรื่องที่คุยค้างก่อนหน้าปลายฝนจะกลับเข้ามาด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจเท่าใดนัก “แม่บอกแล้วว่าไม่ให้ใช้รถสองล้อแบบนั้นมันอันตราย ภูก็ไม่เชื่อ”

คนเป็นแม่บ่นไปตามเรื่อง “แล้วดูซิ แผลถลอกเต็มตัวไปหมดเลย เสื้อขาด กางเกงก็ขาด”

ปลายฝนมองมารดาที่ดูวุ่นวายกับทางนั้น ก็ค่อยเบ้ปากน้อย ๆยกแขนกอดอก พูดขึ้น “คุณแม่ทำอย่างกับเขาเป็นเด็กสามขวบ ไม่เช็คดูกางเกงชั้นในด้วยล่ะคะว่าขาดไหม”

ปิยมาภรณ์ส่ายหน้า หันมาส่งสายตาเอือมระอาให้เธอ แล้วบ่นว่า “ดูลูกสาวแม่พูด”

ภูผาบอกด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้าน้อย ๆ “ผมไม่ได้ล้มเพราะประมาทหรอกครับ เจอเจ้าถนนขับเบียด เฉี่ยวจนเสียหลักก็เลยล้ม”

ปิยมาภรณ์ฟังแล้วก็ไม่ใคร่พอใจ ขยับเข้ามาจับแขนภูผา ร้องอย่างไม่สบอารมณ์ “แย่จังเลยนะคนเดี๋ยวนี้ เห็นถนนเป็นสนามแข่งหรือยังไง แล้วใครที่ไหนขับเบียดภู”

“ไม่ทราบครับ ไม่ยอมลงมาดูด้วย ขับรถหนีไปเลย ดีนะครับที่รถคันหลังเบรกทัน ไม่อย่างนั้น...”

“พี่ปรินไม่จอดดูหน่อยหรือคะ”

“ดูทำไมกันคะน้องฝน พวกนี้มันหาเรื่องเอง ทำมาขับจ่อขับจี้ โธ่ รถเล็กแค่นั้นจะมาแรงเท่ารถของน้องฝนได้ยังไงกัน จริงไหมคะ”

ถึงเธอจะขึ้นชื่อว่าเป็นคนชอบเหวี่ยง ขี้วีน แต่ไม่ใช่คนไร้จิตสำนึกขนาดที่ว่าทำผิดแล้วจะไม่รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง

ปลายฝนเอี้ยวมองทางนั้นอีกทีก็ชักสีหน้าไม่สบอารมณ์

เพราะมองเห็นเป็นแค่จุดเล็ก ๆ สีดำ ๆ อยู่ไกลลิบนู่นแล้ว ถ้าขึ้นทางด่วนแต่แรกก็ไม่ต้องคอยขับซอกแซกหลบรถเล็กรถใหญ่รถมอเตอร์ไซค์แบบนี้หรอก ถนนใต้ทางด่วนขาเข้ากรุงเทพก็ช่างหาที่กลับรถได้ยากเย็นเหลือเกิน กระแทกหลังกับเบาะนั่ง ออกอาการเซ็งตัวเอง ไม่น่าเลย เธอไม่น่าดื่มเลย ไม่อย่างนั้นจะได้ขับรถกลับบ้าน โดยไม่ต้องให้ปรินพากลับแบบนี้

ปรินเลือกใช้เส้นทางด้านล่างเพราะต้องการแวะที่ร้านอาหารสาขาหนึ่งของตนแถวบางปะกง หันมายิ้มหวาน บอกเธอ

“พี่ขอแวะอีกร้านตรงบางจากนะคะน้องฝน”

“ฝนจะกลับบ้าน” ปลายฝนหมุนหน้ามามองปริน สั่งเสียงแข็ง ว่า “ตอนนี้เลย”

ปรินใช้นิสัยกระล่อนยื่นหน้ายิ้มประเหลาะบอกกลับ “นะครับสวีทฮาร์ต ขอพี่แวะร้านอีกเดี๋ยวเดียวเอง” บอกจบขับไปจอดที่หน้าร้านของตัวเอง ไม่ถามความสมัครใจของเธอสักคำ แทนที่จะเลี้ยวไปส่งที่บ้านก่อน แต่กลับแยกมาอีกทาง เพื่อแวะทำธุระของเขาที่ร้านอาหารหนึ่งในหลายสาขาของเขา จอดรถแล้ว ปรินวิ่งปรู้ดเข้าไปในร้านทันที พร้อมกับที่ข้อความเด้งขึ้นที่หน้าจอโทรศัพท์ของเธอ

‘อย่ากลับดึกนักนะลูก แม่เป็นห่วง’

ปลายฝนส่งเสียงขัดใจอีกครั้ง ตอบมารดากลับไปด้วยสติ๊กเกอร์รูปหน้าของตัวเองว่า ‘รับทราบค่ะ’

พร้อมกับสติ๊กเกอร์จากเพื่อนสนิทของเธอแจ้งเตือนสวนเข้ามาว่า ‘อยู่ไหนเอ่ย’

ปลายฝนได้ที่ระบาย พิมพ์กลับไป ‘ซวยสุด ๆ เลยอีฟ’

‘เป็นไรเหรอ’

‘ไปกินข้าวที่ร้านใหม่ของพี่ปรินมา อีตานั่นตีเนียนบอกจะขับรถให้ ที่ไหนได้แวะเข้าที่ร้านจนจะครบทุกสาขาอยู่แล้วเนี่ย แค่นั้นไม่พอนะ ดันขับรถเฉี่ยวมอไซค์อีก’

ทางนั้นอ่านจบพิมพ์ถามกลับมาทันที ‘ฝนเมาหรือ’

“ดื่มไปหน่อยแต่ไม่เมา” พิมพ์ตอบเพื่อนไปแบบนั้นแล้วก็เบ้ปากเข้าข้างตัวเองว่าไม่เมาจริง ๆ นี่นา

ทางนั้นถามกลับพร้อมส่งสติ๊กเกอร์มองบนมาให้ด้วย

‘ดื่มแต่ไม่เมา?’

เลยเปลี่ยนเรื่องไปเสียเลย “เขาคงเห็นว่าฝนดื่ม เลยอาสาขับให้ ฝนกลัวโดนเป่าด้วยแหละ’ ปลายฝนพิมพ์ตอบไปก็ใจคอไม่ดีเล็กน้อยเมื่อนึกถึงการคาดโทษของบิดา ‘ถ้าคุณพ่อรู้ ต้องยึดรถฝนแน่เลย’

ณัฐวลัญช์เป็นที่ระบายของเธอแบบนี้เสมอมา พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แม้จะทำงานคนละสาย อยู่ไกลถึงขอบประเทศแต่ก็ติดต่อกันทุกวัน ทั้งแชท ทั้งโทร.คุย

ปลายฝนครุ่นคิดครู่เดียว วางโทรศัพท์ลง แล้วย้ายไปนั่งที่หลังพวงมาลัย พารถออกจากที่จอดไปเสีย เป็นจังหวะเดียวกับที่ปริน เดินออกจากร้านมาพอดิบพอดี

เห็นจากกระจกมองหลังว่าทางนั้นโบกมือหย็อย ๆ ตะโกนเรียกให้รอด้วย พร้อมกับวิ่งตามมา ปลายฝนจึงเหยียบคันเร่งหนี หาได้สนใจไม่ แล้วนั่งบ่นอยู่คนเดียวในรถเพราะต้องฝ่าจราจรยามราตรีเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน

จอดรถเรียบร้อย พี่เลี้ยงเข้ามายืนยิ้มกริ่มรอที่ด้านข้าง ปลายฝนเหลือบตามองที่กล้วย อีกฝ่ายก็เอาแต่ยิ้มไม่พูดอะไรสักที จนนึกรำคาญจนต้องเอ่ยถาม “มีอะไรหรือคะพี่กล้วย”

กล้วยยังคงยิ้มส่ายคอดุ๊กดิ๊ก แต่ไม่ยอมพูดว่าอะไร เข้ามาช่วยถือของแล้วพาเข้าบ้าน เลยขี้เกียจเซ้าซี้ถามอีก เดินผ่านประตูเข้ามาแล้ว เสียงทักของมารดาดังขึ้นทันที “ลูกสาวของแม่กลับมาแล้ว”

ปลายฝนเดินเข้าไปหาท่าน ก็ให้รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะเล็กน้อย เมื่อมองเลยไปที่ด้านหลังของมารดา พบว่ามีใครอยู่ตรงนั้นด้วยอีกคน เบี่ยงตัวทำทีเป็นวางกระเป๋า มือข้างหนึ่งขยับปกเสื้อปิดสิ่งที่สวมติดคอ กระแอมกลบเกลื่อนตอบไปว่า “ค่ะ”

ปิยมาภรณ์ถามข้ามบ้านมา “ไปกินข้าวถึงไหนกัน กลับป่านนี้”

ปลายฝนรับน้ำจากคนในบ้านมาดื่มแม้ไม่หิวก็ตามที เพื่อลดอาการประหม่าที่อยู่ ๆ ก็พุ่งสูงขึ้น ตอบมารดาว่า “พี่ปรินอยากเซอร์ไพรส์ฝนน่ะค่ะ เลยพาไปดินเนอร์ตรงโรงแรมเปิดใหม่แถว...”

“พัทยา” เสียงขรึมเอ่ยขึ้นไม่ดังนัก แต่ก็ไม่ได้เบา ก่อนที่เธอจะพูดจบเสียอีก ปิยมาภรณ์หันกลับไปถามทางนั้นอย่างสนใจ “ภูว่าอะไรนะลูก”

“คุยต่อจากเมื่อครู่นี้ครับ ที่คุณแม่ถามว่ามาจากไหน ทำไมถึงบ้านป่านนี้” นายแพทย์ภูผาตอบด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มประดับอยู่เล็กน้อย “ผมแวะไปหาอาจารย์อำนวยชัยที่โรงพยาบาลเปิดใหม่ในพัทยา ออกจากตรงนั้นมาตอนสองทุ่ม ก็ตรงเข้าบ้านเลย ฝนตกตลอดทางอีกต่างหาก”

“แบบนี้เอง ฝนตก ถนนก็เลยลื่น จนรถล้มอย่างนั้นใช่ไหมภู” คนเป็นแม่สรุปเรื่องที่คุยค้างก่อนหน้าปลายฝนจะกลับเข้ามาด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจเท่าใดนัก “แม่บอกแล้วว่าไม่ให้ใช้รถสองล้อแบบนั้นมันอันตราย ภูก็ไม่เชื่อ”

คนเป็นแม่บ่นไปตามเรื่อง “แล้วดูซิ แผลถลอกเต็มตัวไปหมดเลย เสื้อขาด กางเกงก็ขาด”

ปลายฝนมองมารดาที่ดูวุ่นวายกับทางนั้น ก็ค่อยเบ้ปากน้อย ๆยกแขนกอดอก พูดขึ้น “คุณแม่ทำอย่างกับเขาเป็นเด็กสามขวบ ไม่เช็คดูกางเกงชั้นในด้วยล่ะคะว่าขาดไหม”

ปิยมาภรณ์ส่ายหน้า หันมาส่งสายตาเอือมระอาให้เธอ แล้วบ่นว่า “ดูลูกสาวแม่พูด”

ภูผาบอกด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้าน้อย ๆ “ผมไม่ได้ล้มเพราะประมาทหรอกครับ เจอเจ้าถนนขับเบียด เฉี่ยวจนเสียหลักก็เลยล้ม”

ปิยมาภรณ์ฟังแล้วก็ไม่ใคร่พอใจ ขยับเข้ามาจับแขนภูผา ร้องอย่างไม่สบอารมณ์ “แย่จังเลยนะคนเดี๋ยวนี้ เห็นถนนเป็นสนามแข่งหรือยังไง แล้วใครที่ไหนขับเบียดภู”

“ไม่ทราบครับ ไม่ยอมลงมาดูด้วย ขับรถหนีไปเลย ดีนะครับที่รถคันหลังเบรกทัน ไม่อย่างนั้น...”

ตอน 3

“ไม่ทราบครับ ไม่ยอมลงมาดูด้วย ขับรถหนีไปเลย ดีนะครับที่รถคันหลังเบรกทัน ไม่อย่างนั้น...”

คนเป็นแม่ทำหน้าหวาดเสียว “น่าจะดูภาพจากกล้องได้นะ”

“มีครับ เดี๋ยวทำแผลแล้ว ผมจะไปเอามาดู น่าจะเห็นทะเบียนรถคันนั้นชัดอยู่เหมือนกัน ถึงไม่เห็น รถคันที่จอดช่วย เขาบอกว่ามีกล้องจับภาพหน้ารถจะช่วยดูให้ครับ”

ปลายฝนละสายตาจากมารดาและภูผาไปทางอื่น จะไม่เดือดร้อนเลยสักนิด หากว่ารถคันที่ว่านั่น จะไม่มีแนวโน้มว่าเป็นรถของตัวเอง

ซวยแล้ว

โลกจะกลมแบบนี้ไม่ได้นะ

ไม่น่าให้ปรินขับกลับมาเลย

ซวยซ้ำซวยซ้อนจริง ๆ ดันไปมีเรื่องเฉี่ยวชนกับภูผาเสียนี่

เธอเองเป็นคนขับรถค่อนข้างไว ใจร้อน แต่ไม่เคยปาดหน้าใครสักครั้ง ตั้งแต่ขับรถมา มีปัญหากับคู่กรณีครั้งเดียวเท่านั้น เป็นรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง ทางนั้นขับปาดหน้าเธอ แล้วล้มเอง คนขับไม่ได้เจ็บอะไรมาก ประกันมาเคลียร์ให้แล้ว บิดาของเธอทราบเรื่องเข้า ท่านเลยคาดโทษไว้ว่าถ้าไปเฉี่ยวใครเข้าอีก ท่านจะยึดรถ ยึดใบขับขี่ของเธอ

บิดาของเธอไม่ค่อยจะฟังเหตุฟังผลอะไรเสียด้วย ทะเลาะกันใหญ่โตกันมาแล้ว ท่านให้เธอใช้รถ หัดให้ขับรถตั้งแต่อายุสิบห้า แต่แล้วกลับไม่ยอมให้เธอเอารถไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง เหลือบตามองที่มารดา ไม่อยากคาดเดาเลยว่าคนที่อยู่เบื้องหลังข้อห้ามการใช้รถ น่าจะเป็นมารดามากกว่าบิดาจอมเผด็จการ

เห็นใบหน้ายิ้มแย้ม พูดจาอ่อนหวานเหมือนใจดีแบบนี้เถอะ จะบอกให้ว่าโหดกว่าคุณนิรันดร์ อัศวหาญญ์วรกุล บิดาของเธอเสียอีก

อันที่จริงเรื่องโดนยึดรถ ยึดใบขับขี่ มันไม่ได้เป็นปัญหามากมายอะไรสำหรับปลายฝน แต่ตอนนี้เธอขึ้นเป็นผู้บริหารแล้ว มันไม่ควรมีการถูกกระทำเยี่ยงเด็กสาวจากผู้ปกครองแบบนี้ นี่ต่างหากคือประเด็นของเธอ ใครรู้เข้าได้เสียการปกครองไปกันใหญ่

บอกมารดา พร้อมกับทำทีเป็นเลี่ยงจะไปจากตรงนั้น “ฝนขอตัวนะคะ รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินยังไงก็ไม่รู้”

“รู้ตัวด้วย” เสียงดังแว่วมาจากภูผา หยุดขาของเธอที่กำลังจะเดินจากไปได้อย่างชะงัด หันหน้าถามถามกลับทันที “อะไรนะ”

ปิยมาภรณ์มองด้วยสายตาแปลกใจเล็กน้อย ภูผาที่เคยนิ่งเงียบ ทำไมถึงได้กล่าวยั่วปลายฝนขึ้นมาเสียอย่างนั้น จึงขยับลุกไปลูบแขนบุตรสาว ใช้ลำตัวบังสายตาสองคู่ ถามขัดว่า “หิวไหมลูก”

“ไม่หิวค่ะ” ร่างกายของเธอไม่ต้องการอาหารเลยนาทีนี้ ต้องการปะทะมากกว่า พยายามชะเง้อมองไปที่อีกคนที่นั่งเงียบตรงโซฟา แต่มารดาก็ขยับบังจนมิด

ปลายฝนหันหลังหนีจากไปในที่สุด

ปิยมาภรณ์รอจนบุตรสาวเดินพ้นไปแล้ว ค่อยลงไปนั่งอย่างเดิม หยิบอุปกรณ์ทำแผลดูแลภูผาต่อจากนั้น

คนจากมาได้แต่เม้มปากแน่น เดินบ่นขณะกลับห้องโดยมีกล้วยตามหลังมาด้วย

“ไหนว่าเป็นหมอ ทำไมทำแผลเองไม่ได้คะพี่กล้วย”

ว่าจบ ผลักประตูห้องเข้าไป พร้อมกับถอดสร้อยออกจากคอเป็นอันดับแรก ใส่กลับลงในกล่องที่ใช้เก็บของรักของหวง แล้วเลือกใส่เส้นอื่นแทนไปก่อน อย่างน้อย ๆ ก็ให้ใครบางคนไปจากที่นี่ ค่อยหยิบมาสวมอีกทีตอนนั้นก็ได้ แล้วความกังวลก็ค่อยผุดขึ้นในหัว เมื่อครู่นี้ภูผาเห็นมันไหม

หรือต่อให้เห็น ก็คงจำไม่ได้แล้ว

ของแบบนั้น ไม่มีความหมาย ไม่น่าจดจำเท่าไรนักหรอก

“คุณหนูขา แผลข้างหลัง ต่อให้หมอเก่งแค่ไหน ก็ทำเองไม่ได้หรอกค่ะ” กล้วยบอกขณะเข้าไปเตรียมข้าวของให้นายน้อยที่ในห้องน้ำ ปลายฝนมองอย่างหมั่นไส้ ต่อว่าพี่เลี้ยงของตนด้วยหน้าบึ้งตึงในทันที “พี่กล้วยเข้าข้างคนอื่น”

กล้วยส่ายหน้าจนกลัวว่าศีรษะจะหลุดออกจากบ่าอยู่แล้ว แล้วรีบบอก “พี่กล้วยไม่ได้เข้าข้างใครนะคะคุณหนู”

ปลายฝนเดินวนไปมาในห้องด้วยท่าทีหงุดหงิด สุดท้ายก็ออกปากไล่กล้วย “ท่าทางพี่กล้วยเหมือนจะห่วงเขาด้วยอีกคน ไม่ลงไปทำแผลช่วยคุณแม่ล่ะคะ โถ ไอ้เราก็นึกว่ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไร ที่แท้นายนั่นกลับบ้านมานี่เอง พี่กล้วยถึงได้อารมณ์ดี ยิ้มเป็นผีบ้า”

กล้วยไม่โกรธหรอก มองนายที่เลี้ยงมาแต่น้อยด้วยสายตาอ่อนใจ กล่าวว่า “งอนพี่กล้วยอีกแล้ว”

นั่งบนเตียง หันหลังให้พี่เลี้ยง ไล่อีกที “ฝนอยากอยู่คนเดียว”

กล้วยยืนมองตาละห้อย ทำท่าจะเข้าไปง้อ ปลายฝนเสียงแข็งใส่ว่า “ออกไปได้แล้วค่ะ” พี่เลี้ยงเลยจำใจต้องไปตามที่เธอสั่ง

ปลายฝนเอี้ยวมอง เห็นว่ากล้วยลับหายไปแล้ว ก็ค่อยพ่นลมออกปาก แอบดอดออกจากห้อง ยื่นหน้ามองที่โถงด้านล่าง แว่วเสียงมารดาคุยอยู่คนเดียว รอฟังอีกอึดใจ แว่วเสียงของภูผาตอบกลับมา ค่อยเร้นกายลงบันได หลบออกทางด้านหลัง อ้อมไปยังโรงจอดรถ ผ่านหน้าช่องจอดของตนเองไปยังริมสุด พบรถคลาสสิกที่มารดาซื้อให้ภูผา เลยไปอีกช่องมีบิ๊กไบค์จอดในนั้น ก็ส่งเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ ตอนมาถึง เธอน่าจะแวะมาดูก่อน จะได้ถอดเมมโมรีในกล้องที่ติดอยู่กับหมวกออกเสียเลย

มองอย่างชั่งใจครู่เดียว ตรงเข้าไปสำรวจดูรอบคัน พบว่ามีร่องรอยเสียหายตามที่ภูผากล่าวอ้าง ตอนเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันเธอมัวแต่เหม่ออยู่ ผสมกับตกใจด้วย เลยจำรถที่เฉี่ยวไม่ได้ ว่าใช่คันนี้ไหม

ใช่หรือไม่ใช่ ก็ขอดูภาพจากกล้องที่เขามีก่อนเถอะ

ตามองหากล้องของอีกฝ่าย เห็นมีบนหมวกที่วางอยู่ใกล้ ๆ นั่นล่ะหนึ่งแล้ว ตรงไปจะดึงออกมาดู แต่ถูกเสียงจากด้านหลังดักเอาไว้เสียก่อน “คงไม่ได้คิดทำลายหลักฐานอยู่ใช่ไหม”

ปลายฝนตกใจจนเกือบหวีดร้องออกมา ขยับหนี ถามกลับด้วยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ทำลายหลักฐานอะไร”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED