ตอน 1

We always return to our first loves.

[Native American Proverb]

เรามักหวนกลับมายังรักแรกของเราเสมอ

[สุภาษิตของชนพื้นเมืองอเมริกัน]

บทนำ

ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในใจกลางมหานครนิวยอร์ก

เสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟดังแทรกเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ ที่เปิดคลอในร้าน กลิ่นหอมหวนของกาแฟสดทำให้ลูกค้าที่มาเยือนผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากความวุ่นวายภายนอกได้เป็นอย่างดี เว้นเสียแต่ชายหนุ่มชาวเอเชียซึ่งนั่งหลบมุมอยู่โต๊ะริมหน้าต่างที่มีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม เนื่องจากเสียงของเครื่องจักรขนาดเล็กทำลายสมาธิของเขาเสียกระเจิดกระเจิง

เขาทอดมองไปยังผู้คนด้านนอกที่เดินสวนกันขวักไขว่ด้วยจิตใจที่ไม่สงบเอาเสียเลย พลางถอนหายใจออกมาเต็มแรง ก่อนจะวางนิ้วลงบนแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊กตัวเก่งและตัดสินใจกดปุ่ม Delete ลบข้อความกว่าห้าหน้าเอสี่ทิ้งเป็นครั้งที่สามอย่างหัวเสีย

ไม่ได้เรื่องเลยแฮะ...

นธัญญ์ ชายหนุ่มชาวไทย นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนิวยอร์กบ่นพึมพำกับบทความที่เพิ่งลบทิ้งก่อนจะพับฝาโน้ตบุ๊กลง คิดในใจว่าการเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อเขียนบทความเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นงานสุดท้ายที่เขาจะต้องส่งอาจารย์สำหรับทำเรื่องขอจบนั้นไม่ง่ายเลย ทั้งที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเขียนเกือบทั้งเทอม แต่พอลงมือเขียนจริงกลับไม่เป็นไปตามที่คิด เพราะไม่ว่าเขาจะเขียนอะไรลงไป ก็รู้สึกราวกับเขาใช้วัตถุดิบเดิมๆ มาเล่าใหม่ ไม่มีความแปลกใหม่แม้แต่น้อย ทั้งยังขาดชีวิตชีวา อ่านดูแล้วเหมือนงานที่สักแต่เขียนไปให้จบๆ เท่านั้น เขารู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาขาดไปก็คือ ‘แรงบันดาลใจ’

แต่ถึงจะรู้ก็ใช่ว่ามันจะหากันได้ง่ายๆ ยิ่งเขาเป็นพวกรักสันโดษและไม่ค่อยมีเพื่อนด้วยแล้ว ไม่ต้องถามเลยว่าจะมีใครช่วยเขาหาแรงบันดาลได้บ้าง และเขาจะไม่เครียดจนหน้านิ่วขนาดนี้ถ้างานชิ้นนี้ไม่จำเป็นต้องพรีเซนต์ในคลาสเรียนสัปดาห์หน้า

นธัญญ์ถอนหายใจยาว ตัดสินใจเลิกเขียน เก็บข้าวของแล้วลุกขึ้นไปสั่งกาแฟมาเพิ่มความสดชื่นอีกแก้วก่อนเดินกลับหอพักนักศึกษา แต่กาแฟก็ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น เขายังคงครุ่นคิดถึงเรื่องงานไม่หยุด กระทั่งเสียงเตือนของโทรศัพท์ดังจากกระเป๋ากางเกง เขาถึงหลุดออกจากโลกส่วนตัว

‘นาธาน ฉันจะกลับบ้านที่นิวเม็กซิโกสุดสัปดาห์นี้ สนใจไปด้วยกันไหม’

มันเป็นข้อความของจูเลีย โรเมโร เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา ส่วนนาธานก็เป็นชื่อในภาษาอังกฤษที่แปลงมาจากชื่อจริงในภาษาไทยของเขานั่นเอง

นธัญญ์ย่นคิ้วเล็กน้อย เขาจะไม่แปลกใจเลยถ้าเธอไม่ได้ส่งข้อความมาชวนไปเที่ยวบ้านอย่างนี้ เพราะถึงเขากับเธอจะได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่เขากับจูเลียไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย เนื่องจากเขาชอบขลุกอยู่กับกองหนังสือ ส่วนจูเลียก็ติดแฟนหนุ่มตาน้ำข้าว การเชิญชวนครั้งนี้จึงค่อนข้างน่าแปลกใจ

‘ฉันต้องเขียนงาน ขอโทษด้วยนะ’

นธัญญ์ก้มหน้าพิมพ์ข้อความส่งกลับไปแบบอ้อมๆ ด้วยไม่อยากทำลายน้ำใจเพื่อนนัก ก่อนจะเก็บโทรศัพท์เข้าที่เดิม ในเวลาอย่างนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปเที่ยวที่ไหนหรอก เพราะการจดจ่ออยู่กับการสร้างผลงานชิ้นสุดท้ายสำคัญกว่าการท่องเที่ยวไร้สาระเป็นไหนๆ กลับห้องพักแล้วไปนั่งเขียนงานยังมีประโยชน์กว่าเยอะ

ตอน 2

ถึงใจจะคิดว่าการนั่งเขียนบทความอยู่ที่ห้องพักจะมีประโยชน์มากกว่า แต่สุดท้ายนธัญญ์ก็พาตัวเองมายืนอยู่กลางสนามบินนิวเม็กซิโกจนได้ เพราะไม่สามารถทนกับการตื๊อของเพื่อนสาวได้ ยิ่งพอรู้ว่าที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดนั้นเพราะต้องการพักใจหลังจากเลิกรากับแฟนหนุ่มแบบสายฟ้าแลบ เขาก็อดใจอ่อนไม่ได้ ยังดีที่การมาครั้งนี้ไม่ได้ไร้ความน่าสนใจเท่าไรนัก เพราะนอกจากนิวเม็กซิโกจะเป็นเมืองใหม่ให้นธัญญ์ได้ท่องเที่ยวแล้ว ยังมีงานพาววาวซึ่งเป็นเทศกาลพื้นเมืองของชาวอินเดียนแดงที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้อีกด้วย

ดูเหมือนว่างานเทศกาลนี้จะเป็นเพียงอย่างเดียวที่ทำให้นธัญญ์ตัดสินใจมาเหยียบสนามบินนิวเม็กซิโก โดยเฉพาะการได้มากับหญิงสาวผู้สืบทอดเชื้อสายอินเดียนแดง เพราะนั่นหมายความว่านอกจากเขาอาจจะได้แรงบันดาลใจสำหรับงานเขียนแล้ว เขาจะได้สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอินเดียนแดงที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกยุคปัจจุบันด้วย

รถเคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองเทาส์ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐนิวเม็กซิโก นธัญญ์ค่อนข้างตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศโดยรอบของเมืองเทาส์เป็นอย่างมาก เพราะภายในเมืองเทาส์เต็มไปด้วยสีสันมากมายและศิลปะต่างๆ ที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไปจากอาคารบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามท้องถนน เจมส์ พ่อของจูเลียเล่าประวัติของเมืองให้ฟังตลอดทางว่าเมืองแห่งนี้ ในยุคหนึ่งเคยเป็นเมืองที่ชาวฮิปปี้ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกัน จึงทำให้เมืองเทาส์มีบรรยากาศผ่อนคลาย สงบ สวยงาม และสนุกสนาน นับว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์ก

แต่นอกจากจะคละคลุ้งไปด้วยบรรยากาศของชาวฮิปปี้แล้ว นธัญญ์ยังสัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมเก่าแก่ของอินเดียนแดงที่ฝังตัวอยู่ในชุมชนแห่งนี้ สังเกตได้จากร้านรวงและบ้านเรือนซึ่งก่อสร้างคล้ายกับบ้านดินที่มีอยู่ประปราย แต่เขาก็ไม่แปลกใจนัก เพราะเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองของชาวพิวโบลซึ่งเป็นเผ่าอินเดียนแดงที่เก่าแก่เผ่าหนึ่ง

“ถ้านายอยากจะเห็นบ้านดินแบบนี้เยอะๆ ละก็ ไปดูที่ชุมชนชาวพิวโบลสิ นั่งรถออกไปนอกเมืองแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว” เจมส์ว่าหลังจากที่ชายหนุ่มถามเขาถึงเรื่องบ้านดินไม่หยุดปาก ตามด้วยจูเลียที่แทรกขึ้นมาอีกคน

“ไม่ต้องห่วง ถ้านายอยากไปจริงๆ เดี๋ยวฉันยืมรถพ่อขับพานายไปเที่ยวเอง”

“ห้ามเอาไปทำพังเด็ดขาดเชียว” เจมส์เหลือบมองลูกสาวตัวดีเล็กน้อยก่อนแซวขำๆ

“แหม พ่อก็พูดไป ถ้ามันจะพังก็เป็นเพราะรถพ่อเก่าเกินจะเยียวยาต่างหาก ไม่ใช่ฝีมือหนูซะหน่อย” คนถูกแซวว่าแก้มป่อง

ภาพสองพ่อลูกหยอกล้อกันทำให้คนมองหยักยิ้มได้เล็กน้อย ก่อนเขาจะนึกขึ้นมาได้ว่าในเมืองเทาส์แห่งนี้ นอกจากอินเดียนแดงที่ถูกเรียกว่าชาวพิวโบลแล้ว ยังมีอินเดียนแดงเผ่าอื่นๆ อาศัยรวมอยู่ด้วยอีก

“คุณโรเมโรเป็นชาวพื้นเมืองเผ่าไหนหรือครับ”

เสียงหัวเราะเมื่อครู่ค่อยๆ ผ่อนลงก่อนคนตัวใหญ่จะมองชายหนุ่มผ่านกระจกมองหลัง

“บรรพบุรุษฉันมาจากเผ่าอะแพชี แม่ของจูเลียก็มาจากเผ่าอะแพชีเหมือนกัน แต่เป็นอะแพชีคนละกลุ่ม จูเลียก็เลยเป็นสาวลูกครึ่ง” เขาว่าติดตลก

นธัญญ์พยักหน้ารับไปอย่างนั้น เขาไม่รู้หรอกว่าเผ่าอะแพชีหรือเผ่าอินเดียนแดงอื่นๆ แตกย่อยออกเป็นกี่กลุ่มและแตกต่างกันแค่ไหน แค่กลุ่มอินเดียนแดงใหญ่ๆ เขายังรู้จักไม่ครบเลยด้วยซ้ำ

“ว่าแต่นายจะไปร่วมงานพาววาวด้วยไหม เห็นจูเลียบอกนายมาที่นี่ก็เพื่องานนี้” เจมส์เปลี่ยนเรื่อง

“ครับ ผมเคยได้ยินชื่องาน แต่ไม่เคยไปมาก่อนเลยอยากมาดูให้เห็นกับตา”

“งั้นก็ดี ฉันจะได้เตรียมชุดไว้เผื่อนายด้วยอีกคน” เจมส์ว่าเองเออเอง

นธัญญ์มองไปยังจูเลียอย่างขอคำอธิบายว่าชุดที่ว่านั้นคืออะไร ทว่าจูเลียกลับหันมายิ้มยิงฟันให้เขาแล้วยักไหล่ก่อนจะเบนสายตาออกไปนอกรถ

ความสงสัยของชายหนุ่มถูกปล่อยให้ค้างคาอยู่อย่างนั้นกระทั่งเจมส์เคลื่อนรถเข้าจอดบริเวณหน้าบ้านสองชั้นหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่มากแต่ก็พอมีสนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้านให้ตั้งม้านั่ง และกว้างพอให้เด็กๆ แถวนั้นวิ่งเล่นได้

ทันทีที่รถจอดสนิท ประตูบ้านก็เปิดออกพร้อมกับเสียงคนในบ้านที่ดังตามออกมา

“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ลูกสาวแม่!”

“แม่!” จูเลียรีบลงจากรถ วิ่งเข้าไปโผกอดผู้หญิงวัยกลางคน รูปร่างท้วม ทว่ามีใบหน้าละม้ายคล้ายกับเธออย่างรวดเร็ว

ไม่นานนัก ก็มีเด็กผู้ชายวัยรุ่นร่างสูงที่ไว้ผมยาวเช่นเดียวกันกับเจมส์โผล่หน้ามาทางด้านหลังพร้อมทักทายเธอด้วยน้ำเสียงยียวน

“นี่คงโดนหนุ่มนิวยอร์กทิ้งมาอีกล่ะสิ ถึงได้กลับบ้านได้”

นธัญญ์แอบหัวเราะน้อยๆ เขารู้ว่าหนุ่มน้อยที่เห็นตรงหน้านั้นเป็นน้องชายวัยไฮสคูลของจูเลีย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอายุสิบแปดล่ะมั้ง

“หุบปากไปเลยเจฟฟรี่ ฉันเป็นคนทิ้งหมอนั่นต่างหากย่ะ!” จูเลียผละจากมารดา หันไปแหวน้องชาย

“จริงเร้อ” เด็กหนุ่มทำหน้าไม่เชื่อจนอีกฝ่ายต้องชูกำปั้นสูงเป็นการขู่

ตอน 3

และก่อนที่สงครามย่อมๆ จะบังเกิดขึ้น เจมส์ก็ห้ามทัพลูกทั้งสองเสียก่อนด้วยการแนะนำแขกของบ้านให้สมาชิกในครอบครัวที่เหลือได้รู้จัก

“นี่นาธาน เพื่อนของจูเลีย นั่นนาตาชากับเจฟฟรี่ ภรรยากับลูกชายฉัน”

“สวัสดีครับคุณนายโรเมโร แล้วก็นายด้วยเจฟฟรี่”

พอได้ยินเสียงทักทาย ก็ไม่มีใครสนใจจูเลียอีกต่อไป นาตาชาตรงเข้ามากอดชายหนุ่มเบาๆ พลางว่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เคยได้ยินจูเลียเล่าเรื่องเธอให้ฟังหลายครั้งแล้ว เพิ่งเคยเห็นตัวจริงก็ครั้งนี้ หล่อกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย”

นธัญญ์ยิ้มน้อยๆ คงจะมีแต่นาตาชาเท่านั้นกระมังที่รู้เรื่องราวของเขาจากปากจูเลีย ก็พอเข้าใจอยู่นั่นแหละนะ ว่าอย่างไรเสียลูกผู้หญิงย่อมสนิทสนมกับแม่มากกว่าพ่ออยู่แล้ว

“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ พลางเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ยกมือขึ้นเป็นเชิงทักทายเล็กน้อย

“ไง”

“ไงเจฟฟรี่”

เจฟฟรี่ไม่ได้สนใจทักทายคนมาใหม่มากนัก นอกจากจะปรายตามองนธัญญ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วหันไปถามพี่สาว

“เพื่อนเธอเป็นคนจากเผ่าไหนน่ะ”

ที่ถามไปอย่างนั้นเพราะเห็นว่านธัญญ์ไว้ผมยาว จะดูแปลกก็ตรงที่ใบหน้าและสีผิวของเขาไม่ละม้ายคล้ายคลึงกับชาวอินเดียนแดงที่เคยเห็นทั่วไปก็เท่านั้น

“ใครว่าหมอนั่นเป็นอินเดียนแดงกันล่ะ เขาเป็นคนไทยต่างหาก รู้จักไหมประเทศไทยน่ะเด็กโง่ เห็นใครไว้ผมยาวก็คิดว่าเป็นพวกเดียวกับเราหมด”

“ไม่เอาน่า อย่ามัวมาเถียงกันอยู่เลย เข้าบ้านกันเถอะ แม่จะได้เตรียมชุดให้แขกของเรากันด้วย” นาตาชาเข้ามาห้ามทัพอีกพลันหันไปหานธัญญ์ “เดี๋ยวเชิญเข้าบ้านนะจ๊ะนาธาน บ้านหลังเล็กหน่อยแต่รับรองว่าอยู่สบายแน่นอน”

ว่าจบก็พาร่างอุ้ยอ้ายกลับเข้าไปในบ้าน จูเลียกับเจฟฟรี่ยังคงถกเถียงกันตามประสาพี่น้องอยู่เป็นระยะ กว่าจะเงียบเสียงลงได้ก็ตอนที่นาตาชาให้เจฟฟรี่พานธัญญ์ขนสัมภาระเข้าไปเก็บไว้ในห้องของเขาที่ชั้นสอง เขาได้นอนห้องเดียวกับเด็กหนุ่มเนื่องจากบ้านหลังนี้ไม่มีห้องสำหรับรับแขก ก่อนที่ทุกคนจะถูกเรียกลงมายังห้องครัวของบ้านเพื่อร่วมมื้อเย็นกัน หลังมื้ออาหารก็เป็นเวลาของการเตรียมตัวสำหรับงานพาววาวที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้

นธัญญ์เพิ่งจะเข้าใจในตอนนี้เองว่าชุดที่ทั้งเจมส์และนาตาชาบอกว่าจะเตรียมให้เขานั้นหมายถึงชุดอินเดียนแดงของเผ่าอะแพชีที่เขาจะต้องใส่ในวันงาน ใจจริงแล้วเขาไม่อยากสวมชุดของชาวพื้นเมืองร่วมงานสักเท่าไร เพราะนั่นหมายถึงเขาจะต้องร่วมเต้นรำกับคนอื่นๆ เสมือนว่าเป็นอินเดียนแดงด้วย เขาแค่อยากจะไปดูบรรยากาศของงานเฉยๆ ทว่าเห็นความตั้งใจและความตื่นเต้นของครอบครัวโรเมโรที่ช่วยกันตกแต่งชุดให้เขาแล้ว นธัญญ์ก็ปากหนัก ไม่กล้าปฏิเสธไปเสียเฉยๆ ได้แต่นั่งมองทุกคนอย่างสนอกสนใจ

ไม่นานนัก ชุดทรงยาวคล้ายกับชุดเดรส ปักลวดลายหลากสีสันและพู่ห้อยรอบตัวก็เสร็จสิ้น นาตาชายกมันขึ้นมาสวมลงบนศีรษะชายหนุ่มพลางมองอย่างชื่นชม

“ใส่ขึ้นเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าถักเปียอีกหน่อย คงดูเหมือนคนอินเดียนแดงแน่นอน”

นี่ไม่ใช่เสียงของนาตาชา แต่เป็นเสียงของจูเลียที่ละสายตาจากกระจกมามอง หลังจากที่เธอทดลองสวมชุดของเธอซึ่งมีลักษณะคล้ายกับของนธัญญ์แต่มีสีสันฉูดฉาดและสวยงามกว่า

“อืม แต่หนักเอาเรื่องเหมือนกันนะชุดนี้เนี่ย” นธัญญ์ว่าพลางหมุนตัว สำรวจดูตัวเองในกระจกบ้าง

“เครื่องประดับเยอะก็อย่างนี้แหละ” นาตาชาแทรกขึ้น ก่อนเปลี่ยนเรื่องหลังจากชายหนุ่มถอดชุดคืน “แล้วนี่เธอมาอยู่กี่วันกันจ๊ะ”

“สามวัน สองคืนครับ มะรืนนี้ก็กลับแล้ว”

“กลับเร็วจัง งานพาววาวมีตั้งสามวันเลยนะ แสดงว่าเธอก็ต้องกลับตอนมีงานวันที่สองน่ะสิ” นาตาชาทำหน้าตกใจเล็กน้อย ก่อนที่เสียงของเจมส์จะดังขึ้นแทรกเป็นลูกคู่

“นั่นสิ อุตส่าห์มาทั้งที มีเวลาอยู่แค่แป๊บเดียวก็ได้เที่ยวแค่นิดเดียวเท่านั้นนะ น่าจะอยู่จนจบงาน ฉันจะได้พานายไปเที่ยว”

“ผมต้องพรีเซนต์งานอีกน่ะครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ” นธัญญ์ยิ้มแหยๆ ให้จูเลียแกล้งแซวขึ้นมาบ้าง

“นาธานเขาเป็นเด็กเนิร์ดน่ะ พ่อกับแม่อย่าไปเซ้าซี้เขาเลยน่า”

“น่าเสียดายจังนะ งั้นครั้งหน้าเธอต้องมาหลายๆ วันนะ โอเคไหม”

“ครับ” นธัญญ์เออออรับคำนาตาชาไปโดยไม่รู้ว่าเขาจะมีโอกาสมาที่นี่อีกครั้งเมื่อไรด้วยซ้ำ

“พวกลูกไปนอนกันได้แล้วล่ะ เดี๋ยวที่เหลือ แม่กับพ่อจะเอาไปเก็บไว้ในรถเอง พรุ่งนี้เราจะได้ออกเดินทางกันแต่เช้า ไปพักผ่อนเอาแรงซะ”

กิจกรรมของครอบครัวถูกปิดท้ายโดยการถูกนาตาชาไล่ให้ไปนอน มีเพียงจูเลียกับเจฟฟรี่เท่านั้นที่พยักหน้ารับแล้วพากันแยกย้าย ขณะที่นธัญญ์แอบลอบถอนหายใจด้วยอยากจะพักให้เต็มตื่นหลังการเดินทางสักคืน ไม่ใช่เดินทางต่อเนื่องกันอย่างนี้

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED