บทนำ
ต้นเหตุ
“เอ้อ ไงวะ สบายดี” อิงครัตหรืออิงค์ เอ่ยทักเพื่อนผ่านโทรศัพท์ ที่ตอนนี้ไปเปิดอู่ซ่อมรถอยู่กับลูกและเมียที่ต่างจังหวัด
“ก็ดีว่ะ ว่าแต่มึงเถอะ พักนี้หายเงียบไปเลยนะ อู่ล่ะเป็นไง กิจการรุ่งเรื่องดี”
“ก็ดี มีลูกค้าเรื่อยๆ ทุกวัน พักนี้ลูกค้าประจำเยอะขึ้น ตอนนี้กูเลยว่าจะหาผู้ช่วยเพิ่มสักคน ทำคนเดียวเหนื่อยว่ะ ไอ้อัทธ์ก็ช่วยได้แค่วันหยุดเท่านั้น” ขณะพูดขายาวๆ ก็ก้าวตรงไปหาตู้เอทีเอ็ม ที่อยู่หน้าร้านสะดวกซื้อซึ่งอยู่ถัดจากอู่ของเขาไปไม่กี่ร้อยเมตรแบบเรื่อยๆ
“มึงก็เปิดอู่และทำคนเดียวมานานแล้ว หาคนมาช่วยสักคนก็ดี อู่ของกูอยู่บ้านนอกยังต้องมีเลย...และที่มันเหนื่อยเนี่ย ไม่ใช่งานเยอะอย่างเดียวนะกูว่า แต่เพราะมึงกับกูเริ่มแก่แล้วต่างหาก” ฝ่ายนั้นเอ่ยล้อเสียงกลั้วหัวเราะทั้งๆ ที่พวกเขาทั้งสองคนเพิ่งจะสามสิบต้นๆ เท่านั้นเอง ซึ่งน่าจะเรียกว่าเป็นหนุ่มเต็มตัวจะถูกต้องกว่า
“ไอ้ห่า! แก่เก่ออะไร มึงกับกูเพิ่งจะสามสิบสองเองนะโว้ย เขาเรียกว่าหนุ่มเต็มวัย แบบนี้แหละที่สาวๆ ชอบ แต่สำหรับกูนะ ส่วนคนมีลูกมีเมียอย่างมึงหมดสิทธิ์” อิงครัตหัวเราะเยาะเย้ยอย่างชอบใจ
“เอ้อ มึงหัวเราะเข้าไป ถ้ามีบ้างจะหัวเราะไม่ออก...คนปากดีแบบนี้ กลัวเมียดีนักละ ไม่เชื่อก็คอยดู”
“คอยดูไปเถอะ คอยยังไงมึงก็ไม่ได้เห็นหรอก เพราะกูจะอยู่เป็นโสด” อิงครัตบอกความตั้งใจของตัวเองพร้อมกับจิ้มนิ้วลงที่คีย์บอร์ดของตู้เอทีเอ็ม กดไปตามขั้นตอน ใช้เวลาไม่กี่นาทีการทำธุรกรรมทางการเงินก็เป็นอันเสร็จสิ้น มือใหญ่ดึงสลิปรายการโอนเงินและบัตรเอทีเอ็มคืนจากตู้ จากนั้นก็ยัดทั้งสองสิ่งเข้ากระเป๋ากางเกงยีนเก่าๆ ขาดๆ แถมเลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันเครื่อง ก่อนจะเดินย้อนกลับไปที่อู่ “เรียบร้อย”
“เรียบร้อยอะไรของมึงวะ”
“ไม่มีอะไร ก็แค่โอนเงินให้แม่”
“อ้าว ไหนเคยบอกว่าแม่มึงได้ผัวใหม่เป็นเจ้าของห้องเสื้อชื่อดังไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมต้องโอนให้อีกวะ...ออกจะรวย” ปลายสายถามอย่างสงสัย
“ก็รวยแล้วทำไม ก็กูอยากให้แม่บ้างเล็กๆ น้อยๆ ในฐานะลูกชาย และก็ไม่ได้ให้ทุกเดือนด้วย ให้ปีละครั้งเอง ไม่กี่หมื่น” ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะโอนให้ทุกเดือน แต่คนเป็นแม่ที่ไม่ได้ขัดสนอะไรก็บอกว่าโอนเป็นปีดีกว่ากี่บาทก็ได้ จะเก็บเอาไว้ให้อนันตญาซึ่งเป็นน้องต่างบิดาของเขา
“พ่อขา...หนูอยากกินไอติม...” เสียงเล็กๆ ดังแทรกขึ้นมาระหว่างที่สองหนุ่มกำลังคุยกัน
“อ่ะ เดี๋ยวพ่อพาไปนะ...เฮ้ย! อิงค์แค่นี้ก่อนนะพวก จะพาลูกสาวไปซื้อไอติมก่อน ว่างๆ เดี๋ยวโทรหา”
“เอ้อไปเหอะ เดี๋ยวใกล้ๆ วันเกิดหลาน จะส่งของขวัญไปให้ อยากได้อะไรโทรมาบอกแล้วกัน”
จบจากการสนทนากับเพื่อน อิงครัตก็เดินมาถึงอู่พอดี ร่างสูงเดินเข้าไปหยุดตรงรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง แล้วก้มๆ เงยๆ ดูรอบๆ ตัวรถ ก่อนจะหันมาถามชายหนุ่มอีกคนที่กำลังง่วนอยู่กับรถอีกคัน
“อัทธ์คันนี้เพิ่งมาเหรอ แล้วมันเป็นไร”
“มันไม่เป็นไรหรอกพี่ รถวัยรุ่นน่ะ เอามาเปลี่ยนล้อสีและลงยางนอกใหม่ให้มันเล็กลงเท่านั้นเอง”
อัทธ์หนุ่มออฟฟิศซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องฝ่ายบิดาของอิงครัต ที่ชื่นชอบงานด้านการซ่อมรถเอามากๆ แต่ก็ไม่ได้ร่ำเรียนสมใจเพราะผู้เป็นพ่อบังคับให้เรียนด้านบริหาร ดังนั้นพอได้เข้ามาทำงานและได้มาพักอาศัยอยู่กับอิงครัตที่อู่ เขาก็ไม่ลืมที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ จากเวลาว่างอย่างเช่นวันหยุดจากการทำงานประจำ และผ่านไปหลายปีจวบจนทุกวันนี้อัทธ์สามารถช่วยงานในอู่ของอิงครัตได้ทุกอย่าง และฝีมือก็ดีไม่ต่างจากคนที่จบด้านนี้มาโดยตรงเลยแม้แต่น้อย
“อ๋อ...แล้วเขาจะมาเอาตอนไหน”
“ผมนัดเขาตอนเย็นๆ ครับพี่”
“งั้นเดี๋ยวพี่ขอโทรหาแม่ก่อนแล้วกัน เสร็จแล้วคันนี้พี่จะมาทำเองนะ" เอ่ยจบร่างสูงก็เดินไปนั่งแหมะลงที่เก้าอี้หินอ่อนหน้าร้าน ก่อนจะกดโทรศัพท์ต่อสายหาผู้เป็นแม่ ที่ไม่ได้ไปเยี่ยมหลายเดือนแล้ว และขณะที่รอสายมือหนาก็เปิดหนังสือพิมพ์กีฬาดูไปพลางๆ
“สวัสดีครับแม่ ผมโอนเงินของปีนี้ไปให้แล้วนะครับ ห้าหมื่นเท่าเดิม” ชายหนุ่มทักทายคนเป็นแม่เล็กน้อย แล้วบอกจุดประสงค์ของการโทรมาหาในครั้งนี้
“เปลี่ยนจากเงินห้าหมื่นเป็นมาเยี่ยมแม่แทนได้ไหม นี่ยายอ้นก็บ่นคิดถึงแกจะแย่” คนเป็นแม่ที่ไม่ได้อยากได้เงิน แต่อยากเห็นหน้าลูกชายอดที่จะบ่นไม่ได้
“คิดถึงอะไร เมื่อวานก็เพิ่งโทรมากวนอยู่แหมบๆ ...แล้วนี้ยายตัวดีไม่อยู่เหรอครับ” ชายหนุ่มถามถึงน้องสาวสุดหวงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้ผู้เป็นแม่เบาใจมากที่สองพี่น้องถึงจะต่างบิดากันแต่ก็รักกันมาก อีกทั้งอิงครัตก็เข้ากับพ่อเลี้ยงได้เป็นอย่างดี
“วันอาทิตย์เคยอยู่ติดบ้านที่ไหน วันนี้ก็ไปบ้านเพื่อนบอกว่าจะไปดูซีรงซีรีย์เกาหลีอะไรก็ไม่รู้” บ่นลูกชายคนโตก็หันมาบ่นลูกสาวคนเล็กบ้าง
“แล้วลุงธรรมล่ะครับ” ชายหนุ่มถามถึงพ่อเลี้ยงที่ตนเคารพรักดั่งพ่อบังเกิดเกล้า
“ก็อยู่กับแม่ที่ร้านนี้แหละ ตอนนี้กำลังคุยกับลูกค้า วันนี้มีลูกค้าวีไอพีมาเลยต้องมารับรองด้วยตัวเองเสียหน่อย...ว่าแต่เราเถอะตาอิงค์กิจการเป็นไงบ้าง แล้วตาอัทธ์ล่ะสบายดีไหม”
“ดีทั้งไอ้อัทธ์ทั้งอู่เลยครับแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงทุกอย่างราบรื่น”
“ถ้าราบรื่น งั้นแกก็หาสะใภ้ให้แม่สักคนเป็นไง” นางเอ่ยถึงเรื่องที่ไม่ว่าจะบ่นจะบอกอย่างไรมันก็ยังไรผลมาจนถึงทุกวันนี้
“โอ๊ย! แม่ ผู้หญิงที่ไหนเขาจะมาสนผู้ชายที่วันๆ หมกตัวอยู่กับการซ่อมรถ เนื้อตัวเปื้อนน้ำมันเครื่องแบบนี้...มันต้องโน้น ขับรถเก๋งแต่งสูทผูกไททำงานในออฟฟิศ หรือไม่ก็เจ้าของบริษัทอะไรประมาณนั้น ตอนนี้แม่ก็รอไปก่อนแล้วกัน” ชายหนุ่มโอดครวญยกมือใหญ่ขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ เมื่อผู้เป็นแม่เอ่ยถึงเรื่องอยากให้เขามีเมียขึ้นมา เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วเขาเองก็ไม่อยากจะจำ แต่ก็เหมือนทุกครั้ง เขาปฏิเสธและมีเหตุผลที่ดีอ้างกับผู้เป็นแม่เสมอ
“แกมันก็อ้างอย่างนี้ตลอด ระวังตาอัทธ์จะมีเมียก่อนแกที่เป็นพี่ละกัน ไม่เอาแม่ไม่เซ้าซี้แกแล้ว แค่นี้ก่อนนะ ว่างๆ ก็มาเยี่ยมแม่กับน้องบ้างละ”
“ครับ รักแม่นะครับ” อิงครัตวางสายด้วยรอยยิ้มขัน ‘เมีย’ เหรอ เขายังไม่คิดอยากจะมี เพราะตอนนี้กำลังสนุกกับงานและชีวิตชายโสด ดังนั้นเขาจึงอยากจะใช้ชีวิตช่วงนี้ให้เต็มที่สุดๆ ไปเลย เอาไว้ถ้ามันจะมีขึ้นมาจริงๆ มันก็คงจะมาเองแหละ มันอาจจะมาแบบธรรมดาหรือแบบไม่คาดฝันก็ได้ หรือถ้าไม่มีมาเลยเขาก็ไม่สนใจอยู่แล้ว
ตอนที่ 1
ลาภก้อนโต
ร่างสมส่วนในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนรองเท้าผ้าใบสีขาวอมเหลืองเก่าๆ ก้าวเท้าลงจากรถโดยสารประจำทาง แล้วเดินย้อนกลับไปที่หน้ารถเพื่อจ่ายค่าโดยสารให้คนขับ จากนั้นก็พาร่างอันเหนื่อยอ่อนจากการเดินตะเวนสมัครงานจนเกือบจะทุกซอกซอยของนิคมอุตสาหกรรม เข้าไปในซอยที่เต็มไปด้วยตึกและห้องแถว สำหรับคนทำงานไว้เช่าพักอาศัย และเธอก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ที่มาหางานทำและเช่าห้องเดือนละหนึ่งพันสองร้อยบาทอยู่ตามลำพัง
“ทำมันงานมันหายากหาเย็นอย่างนี้ว้า...” กัญชรสหรือรสบ่นพึมพำ ขณะยกซองเอกสารขึ้นโบกสะพัดบรรเทาอากาศที่ร้อนอบอ้าว จนไม่น่าจะย่างกายออกไปไหน นอกจากอาบน้ำปะแป้งเย็นๆ แล้วนอนผึ่งพัดลมอยู่ในห้อง
หญิงสาวหยุดเท้าที่กำลังก้าวขึ้นบันไดเตี้ยๆ สองสามขั้นหน้าร้านสะดวกซื้อ หางตาเหลือบไปมองที่ตู้เอทีเอ็ม ก่อนจะกลับมาก้มมองกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลกลางเก่ากลางใหม่ ที่ด้านในมีเพียงเอกสารสำหรับใช้สมัครงานกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์มือถือของตัวเองอย่างชั่งใจ
“ลองเช็กยอดดูหน่อยดีกว่า เผื่อจะมีใครหลงโอนเงินเข้ามา สักร้อยสองร้อยก็ยังดี”
ด้วยความที่ตอนนี้เงินติดตัวเหลือไม่ถึงพันบาท และคาดว่าจะต้องตะเวนหางานอีกนาน และไม่รู้เมื่อไหร่มันจะได้ ทำให้กัญชรสตัดสินใจเบนเข็มไปที่ตู้เอทีเอ็ม แทนการเข้าร้านสะดวกซื้อ ร่างสมส่วนไปหยุดนิ่งอยู่หน้าตู้เอทีเอ็ม ก่อนจะเอี้ยวตัวกลับมามองข้างหลังว่ามีใครต่อคิวหรือเปล่า พอเห็นว่าไม่มีใครเลยสักคน หญิงสาวจึงดึงบัตรเอทีเอ็มในกระเป๋าเงินที่มีอยู่สองใบ ขึ้นมาเช็กยอดที่ละใบ โดยเริ่มจากใบล่าสุด ที่เพิ่งไปเปิดมาเมื่อสองเดือนก่อน ผลปรากฏว่ายอดเงินคงเหลือเก้าสิบเก้าบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์ สร้างความเจ็บใจให้เธอเป็นอย่างมาก เพราะขาดแค่ไม่กี่สตางค์ก็จะสามารถกดเงินจำนวนนั้นมาใช้ได้แล้ว นิ้วเรียวกดปุ่มยกเลิกย้ำแรงๆ ดึงบัตรเก็บเข้ากระเป๋า ก่อนจะดึงบัตรอีกใบ ที่ไม่ได้ใช้มาเกือบปีอยู่แล้ว ค่อยๆ สอดมันเข้าไปในช่องเสียบบัตร จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนอย่างใจเย็น จนกระทั่งมาถึงขั้นตอนสำคัญคือการเช็กยอด นิ้วเรียวค่อยๆ จิ่มพร้อมกับกลั้นลมหายใจ เมื่อได้ยินเสียงกดดัง ติ๊ด! เธอก็รีบยกมือทั้งสองขึ้นไปปิดหน้าจอ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมันออกที่ละข้าง...ที่ละข้างอย่างลุ้นระทึก ด้วยความหวังว่ามันอาจจะมีหลงเหลือสักร้อยสองร้อยพอได้ให้ชื่นใจ นำมาสมทบกับเงินเก่าเพื่อต่อชีวิตไปอีกสักวันสองวัน
ตากลมโตเบิกโพลง รู้สึกตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็น มือบางยกขึ้นตบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อย้ำว่าไม่ได้ฝันไป และเมื่อพอตั้งสติได้ใบหน้าตื่นเต้นตกใจ ก็ยื่นเข้าไปมองตัวเลขบนหน้าจอชัดๆ อีกครั้ง จากนั้นเพื่อความแน่ใจในจำนวนเงินที่เห็น ริมฝีปากบางจึงขมุบขมิบนับไล่ ไปตั้งแต่หลักหน่วย...สิบ...ร้อย...พัน...และมาจบลงที่หลักหมื่น
“ห้าหมื่น!” กัญชรสอุทานเสียงหลง ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากที่อ้าค้างของตัวเองเอาไว้ แล้วรีบกดยกเลิกการทำรายการ ดึงบัตรเอทีเอ็มมากอดแนบอกไว้ด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
เธอเริ่มทำอะไรไม่ถูก ความคิดฝ่ายดีฝ่ายชั่วตีกันวุ่นวาย ทำไมในบัญชีของเรามีเงินเยอะแยะขนาดนี้ เกิดมาไม่เคยมีเงินค้างในบัญชีถึงห้าหมื่น กดเลยดีไหมหรือว่าไม่ดี เพราะมันไม่ใช่เงินเราแน่นอน ร่างสมส่วนยืนนิ่งชั่งใจไปพักหนึ่ง ว่าจะเชื่อจิตใต้สำนึกที่เป็นเทวดาหรือซาตานดี ท้ายที่สุดมันก็จบลงตรงที่ ‘เอาไว้ก่อน’ จากที่ตั้งใจว่าจะแวะซื้ออาหารญี่ปุ่น (มาม่า) และไข่ไปตุนเก็บไว้ แล้วค่อยเดินเล่นๆ กลับห้อง กัญชรสก็เปลี่ยนใจเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่ห้องพักแทน
กัญชรสปลุกปล้ำอยู่กับการไขกุญแจหน้าห้องมาพักใหญ่ แล้วในที่สุดเธอก็ไขมันได้สำเร็จ มือข้างที่ถือแม่กุญแจเจ้าปัญหายกขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลมาจนถึงขมับแรงๆ ก่อนจะรีบเปิดประตูพาตัวเองเข้าไปด้านในทั้งรองเท้า จากนั้นก็ทำการปิดประตูลงกลอน แล้วโยนร้องเท้าที่เพิ่งถอดออกไว้ตรงมุมห้องข้างประตู วางซองเอกสารและกระเป๋าสะพายไว้ตรงหัวนอน ใช้เท้ากดเปิดพัดลมที่ตั้งอยู่ปลายที่นอน ก่อนจะมานั่งขัดตะหมาดแหมะลงตรงกลางห้อง ยื่นแขนออกไปจนสุดเอื้อมแล้ววางบัตรเอทีเอ็ม ที่ชื้นไปด้วยเหงื่อลงบนพื้นกระเบื้อง
ตอนที่ 1 ลาภก้อนโต (2)
“เอาไงดีวะ” หญิงสาวพึมพำ พลางค้ำศอกแหลมลงบนต้นขาใช้ฝ่ามือเท้าที่ค้างอย่างคนคิดไม่ตก สายตาก็จ้องมองสิ่งตรงหน้าราวกับไม่เคยเห็นหรือเป็นของแปลกประหลาด ที่ร่วงหล่นมาจากห้วงอวกาศ หัวสมองก็พร่ำคิดอยู่แค่ว่าจะกดหรือไม่กดเงินในบัตรนี้มาใช้ดี
ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่กด แต่พอคิดไปถึงรายจ่ายในสิ้นเดือนที่ใกล้จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เธอก็ชักจะไม่แน่ใจ จนต้องไปรื้อเอาใบแจ้งหนี้ในตู้เสื้อผ้าพลาสติกสีชมพูออกมาคำนวณรายจ่ายในสิ้นเดือนนี้ดู
“บัตรเครดิตหนึ่งใบจ่ายขั้นต่ำเก้าร้อย บวกค่างวดโทรทัศน์อีกหกร้อย บวกค่าห้องก็คงประมาณไม่เกินพันห้า รวมสามรายการก็ปาเข้าไปสามพันแล้ว ไหนจะค่ากินค่าอยู่ ส่งกลับบ้านอีกละ...ทั้งเนื้อทั้งตัวตอนนี้ก็เหลืออยู่แค่เก้าร้อย มันจะพอได้ไงวะ” กัญชรสคำนวณไปบ่นไป เบ็ดเสร็จรายจ่ายสิ้นเดือนนี้ไม่รวมค่าอาหารประทังชีวิตก็ตกประมาณห้าพันบาท แล้วเธอจะเอาเงินจำนวนนี้มาจากไหนล่ะ ถ้าไม่ใช่...
ร่างสมส่วนเลื้อยตัวลงไปนอนบนพื้นกระเบื้องเย็นๆ ข้างๆ บัตรเอทีเอ็ม ใช้นิ้วจิ้มๆ มองตาปริบๆ ก่อนจะเริ่มพูดคุยกับมันราวเป็นสิ่งมีชีวิต
“นี่ๆ แก ถ้าฉันกดเงินที่แกมีอยู่มาใช้ แกคงไม่ว่าฉันใช่ไหม ตอนแรกฉันก็กะว่าจะไม่ แต่ดูๆ แล้วก็คงจะไม่รอด ที่จะต้องกดเงินที่แกมีอยู่ออกมาสักหกเจ็ดพัน” คิ้วสวยได้รูปขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด นิ้วที่จิ้มๆ อยู่ จู่ๆ ก็หยุดชะงัก เมื่อเธอสะดุดเข้ากับคำพูดของตัวเอง
หกเจ็ดพัน หนี้ก็ยังไม่หมด ถ้าจะเอาทั้งทีก็น่าจะปลดหนี้ไปเลย ว่าแล้วร่างสมส่วนก็ดีดตัวลุกขึ้นไปคำนวณหนี้สินทั้งต้นทั้งดอกที่มีอยู่ในขณะนี้บวกกับค่าใช้จ่ายใหม่ ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีผลการคำนวณก็ออกมาเป็นเงินประมาณเกือบๆ สามหมื่น เธอเลยปัดเศษไปเป็นสามหมื่นพอดี
“เอามันสามหมื่นนี่แหละ”
ว่าแล้วหญิงสาวก็คว้าบัตรเอทีเอ็มขึ้นมามองอย่างหมายมาด จากนั้นก็คลานไปหยิบกระเป๋าคู่กายขึ้นมาสะพายลุกขึ้นไปสวมรองเท้าแตะ ที่วางอยู่มุมห้องข้างประตูใกล้ๆ กับรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่เธอโยนไว้ก่อนหน้านั้น
และยังไม่ทันที่เธอจะปลดล็อกกลอนประตู เสียงริงโทนโทรศัพท์รุ่นดึกดำบรรพ์ ที่อยู่ในกระเป๋าสะพายก็ดังขึ้น กัญชรสล้วงมันขึ้นมาดูแล้วระบายยิ้มหวาน ก่อนจะกดรับแล้วกรอกเสียงสดใสลงไปตามสาย
“สวัสดีค่ะแม่”
“พ่อไม่ใช่แม่”
“อ้าวเหรอจ๊ะ งั้นก็ค่ะพ่อ...มีไรคะ” หญิงสาวเอ่ยสัพยอกผู้เป็นพ่อน้ำเสียงติดตลก
“คือตอนนี้พ่อกำลังจะเข้าอำเภอ เลยโทรมาถามว่า รสโอนเงินมาให้ยัง ถ้าโอนแล้วพ่อจะได้พกบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินซื้อของใช้มาด้วยเลย”
“อ๋อ...รสกำลังจะไปโอนพอดีเลยจ้ะ ไปถึงพ่อก็กดได้เลยนะจ๊ะ” หญิงสาวบอกพลางปลดล็อกกลอนประตูห้อง ใช้ไหล่ประคองโทรศัพท์ให้แนบกับใบหู ปากก็พูดกับผู้เป็นพ่อไปเรื่อย ส่วนมือก็ปลุกปล้ำกับการล็อกกุญแจห้องเจ้าปัญหา ที่เห็นทีเย็นนี้จะต้องซื้อมาเปลี่ยนใหม่ หลังจากที่ทนใช้มันมานานหลายเดือน
“ดีลูก พ่อจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาบ่อยๆ ...แล้ววันนี้ไม่ได้ทำงานเหรอ” ผู้เป็นพ่อถามอย่างเช่นทุกครั้งที่โทรมาหาผู้เป็นลูกสาว หรือลูกสาวโทรไปหา
“ทำจ้ะทำ รสเข้ากะดึก นี้ก็เพิ่งจะเลิกงาน ตอนนี้ก็อยู่หน้าปากซอยนี่แหละ พ่อกับแม่สบายดีนะจ๊ะ เงินพอใช้หรือเปล่า” แม้จะตกงานมาเกือบเดือนแล้วกัญชรสก็ตอบอย่างนี้ทุกครั้งที่ถูกถาม และเดือนนี้ก็โชคดีมาก ที่มีเงินก้อนใหญ่หลงเข้าบัญชีมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอก็ยังคิดไม่ตกว่าจะหาเงินที่ไหนใช้หนี้และจ่ายค่าห้อง รวมไปถึงส่วนที่ต้องโอนกลับบ้านในวันนี้ ซึ่งถ้ายังคงได้ทำงานอยู่ที่เดิมวันนี้ก็เป็นวันเงินออก ดังนั้นเธอจึงไม่แปลกใจเลยที่พ่อโทรมาถาม เพราะถ้าไม่มีเงินจากเธอตรงนี้ ผู้เป็นพ่อแม่จะเอาเงินจากไหนมาใช้จ่าย