“แล้วแต่ครับ แต่เดี๋ยวนี้งานหายากมากนะครับ”
“จริงด้วย ถ้ามีงานก็ควรจะรีบตะครุบเอาไว้นะลูก งานไม่ได้หากันง่ายๆ อย่างที่พี่เขาบอก” คุณนีรนุชรีบพูดเสริม คุณทับทิมเองไม่ได้บังคับให้ลูกเรียนอะไร หรือทำงานด้านไหน ยิ่งไม่ได้อยากให้รับราชการเหมือนสามีด้วย
“หนูขอคิดดูก่อนนะคะ” เธอแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะใจไม่อยากรบกวน หรือเป็นภาระใคร ที่สำคัญเธอก็คงไม่ไปทำงานกับเหมันต์แน่ๆ
“วันนี้อยู่รับประทานอาหารเย็นกันก่อนนะทับทิม เราจะได้คุยกันด้วย ไม่ได้เจอกันหลายปี คิดถึงมากๆ เลยจ้ะ” นีรนุชรีบเอ่ยชวนเพื่อนรัก ทับทิม พยักหน้ายิ้มแย้ม ศศิยิ้มตาม เธอรู้สึกว่ามีคนจ้องเลยหันไปมอง ก็สบสายตาเข้ากับเหมันต์เข้าพอดี ไม่รู้ทำไมจู่ๆ หัวใจถึงได้เต้นแรงนัก แต่หญิงสาวพยายามบอกตัวเองว่าเขาไม่ชอบหน้าเธอเท่าไหร่ อย่าไปหวั่นไหวเด็ดขาด
ศศิชอบทำอาหาร เธอเลยเข้าไปช่วยทำอาหารในครัวด้วย เพราะให้นั่งอยู่เฉยๆ ฟังผู้ใหญ่คุยกันก็เบื่อ แม่ครัวเห็นเด็กสาวทำอาหารคล่องแคล่วก็ ชื่นชมไม่ขาดปาก
“ลองชิมดูสิคะป้า ว่าลูกจันทร์ปรุงรสได้โอเคหรือยัง” เธอตักอาหารที่ปรุงขึ้นมา หมุนกายมาหาแม่ครัวของบ้านแต่กลับไม่เจอนาง แต่เจอเหมันต์แทน
“อุ๊ย!”
“เดี๋ยวพี่ชิมเองครับ” เหมันต์เดินเข้าไปหา รวบมือของเธอเอาไว้ ก่อนจะอ้าปากชิมน้ำแกงที่ตักใส่ช้อนขึ้นมา ศศิไม่ทันตั้งตัวได้แต่อ้าปากค้างกับการกระทำนั้นของเขา
“อร่อยแล้วครับ”
“เอ่อ... ค่ะ” เธอดึงมือหนี หันหลังให้เขา ไปสนใจกับอาหารที่ปรุงอยู่ในทันที
เหมันต์พิงสะโพกไปกับโต๊ะตัวใหญ่กลางห้องครัว เขามองเธอทำอาหารอย่างเพลินตา
อาหารเย็นในวันนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่น คุณนีรนุชยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อารมณ์ดีที่ได้เจอเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ต่อไปก็คงไม่เหงา มีเพื่อนให้นั่งคุยหรือ ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ
“เหนือเดินไปส่งน้าทับทิมกับน้องหน่อยสิลูก” หลังรับประทานอาหารเสร็จสิ้นและนั่งคุยกันอีกครู่ใหญ่ ทับทิมก็ขอตัวกลับ นีรนุชจึงให้บุตรชายเดินไปส่งเพราะบ้านอยู่ใกล้กัน รั้วบ้านสามารถเปิดเข้าถึงกันได้ สมัยก่อนตอน สร้างบ้านก็คิดว่าจะให้ลูกๆ เป็นทองแผ่นเดียวกัน อีกอย่างนีรนุชเองก็ช่วยดูแลบ้านให้เพื่อนมาตลอด เมื่ออีกฝ่ายตามสามีไปอยู่ต่างจังหวัดเพราะหน้าที่ การงาน
“ขอบใจเหนือมากนะลูก อุตส่าห์เดินมาส่ง” คุณทับทิมบอกชายหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม เสียดายที่ไม่ได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน นางอยากได้อีกฝ่ายมาเป็นลูกเขยเพราะเป็นคนดีมีน้ำใจ สุภาพเรียบร้อยและพึ่งพิงได้
“พรุ่งนี้วันหยุด เดี๋ยวผมมาช่วยขนของให้นะครับ” เหมันต์อาสาอย่าง มีน้ำใจ นั่นยิ่งทำให้คุณทับทิมยิ้มหน้าบานแทบจะทันที
“อย่าเลยค่ะ เกรงใจเปล่าๆ” คนที่ตอบไม่ใช่คุณทับทิม แต่เป็นศศิ เธอไม่อยากรบกวนเขามาก เท่าที่มารดาของเขาช่วยดูแลบ้านให้เธอก็คิดว่าเป็นพระคุณมากแล้ว
“ใช่จ้ะ น้าเกรงใจ ไม่อยากรบกวนเหนือ วันพักผ่อนก็ควรจะได้พักผ่อน มาช่วยจัดบ้านเหนื่อยเปล่าๆ เดี๋ยวน้ากับลูกจันทร์ทำกันเองดีกว่าจ้ะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมอยากช่วย อีกอย่างวันหยุดก็ไม่ได้ไปไหนด้วยครับ”
เขาพูดแค่นั้นก่อนจะขอตัวกลับ ร่างสูงที่เปิดประตูรั้วข้างๆ เดินกลับบ้านไป ทำให้คุณทับทิมหันมามองหน้าบุตรสาว
“เสียดายจัง เขาไม่ชอบลูกสาวแม่”
“ไม่ชอบน่ะดีแล้วค่ะ คนขี้เก๊กแบบนั้น ลูกจันทร์ก็ไม่อยากให้เขามาชอบหรอกค่ะ” ศศิกอดมารดา ก่อนจะพากันเดินเข้าบ้าน
“ลูกสาวแม่ทั้งสวยทั้งน่ารัก เดี๋ยวก็มีผู้ชายดีๆ มาชอบเองนั่นแหละ เขาไม่ชอบก็ช่างเขา” คุณทับทิมลูบศีรษะบุตรสาวขี้อ้อนที่แนบใบหน้ากับตักของท่าน
“แน่ะ! คุณแม่ก็ขี้โม้นะคะ ใครมาได้ยินเข้าเขาจะหาว่ายกยอลูกสาว เกินจริง” คนพูดหัวเราะเบาๆ แม้หลายปีก่อนจะแอบเสียใจที่โดนเหมันต์ปฏิเสธ ดีที่หลังจากเขาปฏิเสธเธอแล้ว บิดาก็ย้ายที่ทำงาน เลยไม่ต้องเจอหน้ากันอีก ถ้าต้องเจอหน้ากันทุกวันอีก เธอเองก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร
“ลูกสาวของแม่สวยแล้วก็น่ารักจริงๆ นี่จ๊ะ”
“สมัยก่อนพี่เหนือไม่ชอบลูกจันทร์ อาจเพราะลูกจันทร์อ้วนเป็นหมูก็ได้ค่ะ” นึกย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนเธออ้วนฉุจริงๆ แต่เพราะเหตุการณ์วันนั้นทำให้เธอเริ่มลดน้ำหนักอย่างจริงจัง
“แต่ตอนนี้ลูกสาวแม่สวยแล้ว หุ่นดีด้วยนะ” คุณทับทิมยิ้มมุมปากให้บุตรสาว ท่านจำได้ว่าหลายปีก่อน จู่ๆ บุตรสาวก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองทั้งเรื่องอาหาร และออกกำลังกาย เพราะท่านนี่แหละคอยช่วยทำอาหารดีๆ และ ลดน้ำหนักให้ จนตอนนี้ศศิผอมเพรียว หุ่นดี และสุขภาพก็ยังดีอีกด้วย เพราะกินแต่ของดีๆ
“เขาก็ยังไม่ชอบหรอกค่ะ พี่เหนือดูเฉยๆ กับหนูจะตายไป”
“ก็ไม่แน่”
“คุณแม่ขา เราข้ามเรื่องพี่เหนือกันไปดีกว่าค่ะ ถ้าไม่มีผู้ชายดีๆ หนูก็จะไม่แต่งงานหรอกค่ะ ชีวิตคนเราไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่การแต่งงานสักหน่อยนี่คะ ที่สำคัญหนูก็ไม่สนใจพี่เหนือหรอกค่ะ เขาปฏิเสธหนู ก็ไม่เห็นต้องไปง้อ สักหน่อยนี่คะ”
“แต่ตอนแก่ตัวไปไม่มีคนดูแลจะลำบากนะลูก”
“คุณแม่ขา... ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิตหรอกค่ะ แก่ตัวไปสามีอาจจะทิ้งไปมีอีหนูให้เราเฝ้าบ้านเป็นยายแก่อยู่ก็ได้ค่ะ หรือมีลูกก็อาจจะไปทำงานจน ไม่ได้มาเลี้ยงดูเราก็ได้นะคะ หนูไม่อยากคาดหวังอะไรกับใครหรอกค่ะ หนู ไม่ชอบทำตัวเป็นภาระใครด้วย สิ่งสำคัญในชีวิตก็คือเราต้องพึ่งตัวเองให้ได้ก่อนค่ะ ถ้าเราพึ่งตัวเองได้ก็ไม่ต้องคอยหวังพึ่งคนอื่นค่ะ”
“แม่แค่เป็นห่วงหนูน่ะจ้ะ” คุณทับทิมดึงบุตรสาวมากอด จุมพิตกลุ่มผมนุ่มสลวยเบาๆ อย่างรักใคร่
“หนูดูแลตัวเองได้ค่ะคุณแม่ ไม่ต้องห่วงนะคะ เรียนจบแล้วเดี๋ยวหนูจะทำงานเลี้ยงดูคุณแม่เอง” เธอเงยหน้าบอกท่านด้วยน้ำเสียงสดใส คุณทับทิมพยักหน้ายิ้มให้ รู้ว่าบุตรสาวดูแลตัวเองได้ แต่คนเป็นแม่ก็อดเป็นห่วงเสียไม่ได้ ถ้ามีผู้ชายดีๆ เข้ามาในชีวิต ท่านก็อยากให้บุตรสาวรับเอาไว้พิจารณา อยากเห็นบุตรสาวคนเดียวมีครอบครัวที่ดีได้ดูแลกัน
รุ่งเช้าของวันใหม่ ศศิตื่นมาช่วยมารดาจัดบ้าน คนที่อาสาจะมาช่วยก็มาจริงๆ เขาช่วยยกตู้ เตียง ย้ายข้าวของอย่างคล่องแคล่ว
“เดี๋ยวน้าทำขนมจีนน้ำยาเลี้ยงนะจ๊ะ อุตส่าห์มาช่วยจัดข้าวจัดของ เกรงใจจัง” คุณทับทิมพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“ผมยินดีครับคุณน้า มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ”
“น้าว่าจะทำลอดช่องด้วยจ้ะ” คนชอบทำอาหารบอกเมนูในวันนี้ให้ เด็กทั้งสองฟัง เรื่องอาหารไทยขนมไทยคุณทับทิมไม่น้อยหน้าใคร เพราะได้สูตรเด็ดมาจากคุณยายอีกทอดหนึ่ง ใครได้ชิมรสมือของท่านแล้วต้องติดใจ และศศิก็ได้สูตรทำอาหารหลายอย่างมาจากมารดาด้วยเช่นกัน
“น่ากินจังครับ” คนตอบช่วยยกข้าวของอย่างแข็งขัน เขาพาสาวใช้มาช่วยด้วยอีกแรงหนึ่งเพราะสองแม่ลูกเพิ่งย้ายกลับมาจึงไม่มีใคร
“ลังนี้ไว้ตรงไหนครับ”
“ของลูกจันทร์ค่ะ เดี๋ยวลูกจันทร์เอาไว้บนห้องเอง” เธอรีบบอกเขา ในขณะที่คุณทับทิมเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารการกิน
“มันหนักนะครับ พี่ช่วยดีกว่า” เขาพูด ก่อนจะเดินขึ้นห้องของเธอ เหมันต์จำห้องนอนของเธอได้ดี ศศิเดินตามมาเงียบๆ มองเขาอย่างเกรงใจ
“ขอบคุณมากค่ะ” เธอเช็ดมือกับกางเกงยีนส์ที่สวมอยู่ ลากลังใบนั้น ไปที่มุมห้อง ของในลังเป็นของรักของหวงที่เธอไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่งเกี่ยว
“ให้พี่ช่วยจัดห้องไหม”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ” เธอรีบบอก ยิ้มให้เขาอย่างเกรงใจ
“กลับมาคราวนี้ลูกจันทร์ดูห่างเหินกับพี่จังเลยนะครับ” เขาเดินเข้าหาแต่เธอถอยหนีไปอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง
“ห่างเหินเหรอคะ ไม่นะคะ” เธอรีบปฏิเสธ แต่ไม่สนิทใจกับเขา เหมือนก่อน เธอจำเรื่องที่เขาปฏิเสธการหมั้นในวันนั้นได้ดี มันเหมือนเป็นปมอยู่ในใจ ทำให้เธอไม่อยากทำตัวให้น่าสงสารหรือน่าสมเพชในสายตาของใครๆ ยอมรับลึกๆ ว่าที่ลุกขึ้นมาดูแลตัวเองและลดน้ำหนัก เพราะคำปฏิเสธของเหมันต์ในวันนั้นนั่นเอง ลึกๆ อยากเอาชนะเขา อยากให้เขาเห็นเธอแล้ว นึกเสียดายเธอขึ้นมาบ้าง แต่พอเจอกันอีกครั้งเขาก็ยังเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้น กับการเจอเธอเลยแม้แต่น้อย
“โกรธพี่เหรอครับ”
“โกรธเรื่องอะไรคะ” เธอถามกลับ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แต่ศศิพยายามบังคับน้ำเสียงให้เป็นปกติมากที่สุด
“ที่พี่ปฏิเสธเรื่องหมั้นกับลูกจันทร์ในวันนั้น” เหมันต์ถามตรงจุดและมันเหมือนจี้ปมในใจของเธอด้วย
“ไม่ได้โกรธค่ะ คนเรามีสิทธิ์เลือกนี่คะ อีกอย่างลูกจันทร์ก็ไม่ได้คิดอะไรกับพี่เหนือแบบนั้นด้วย” เธอรีบบอกด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูกนิดๆ ไม่คิดว่าเขาจะถามเรื่องนั้นอีก
“ครับ” เขารับคำ เธอเสไปหยิบของขึ้นจากลังก่อนจะชะงัก รีบเอากลับไปไว้ที่เดิม ของสำคัญที่เธอไม่อยากให้เขาเห็น แม้จะเสียใจ เสียหน้า และอับอาย แต่เธอกลับเก็บข้าวของทุกชิ้นที่เขาเคยซื้อให้ในวันเกิดไม่เคยทิ้งมันเลย ถ้าเขาเห็นเข้าคงจะหัวเราะเยาะหรือนึกสมเพชเธอเป็นแน่
“ลูกจันทร์มีแฟนหรือยังครับ” เหมันต์เอ่ยถาม
“ยะ... ยัง มีแล้วค่ะ” เธอทำท่าจะปฏิเสธ ก่อนจะโกหกคำโต พูดออกไปก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองนัก แค่ไม่อยากเสียหน้า เธอเลยพูดเรื่องไม่จริงออกไปแค่นั้นเหรอ
“เวลาลูกจันทร์โกหก พี่จะจับได้ทุกครั้ง จำได้ไหมครับ” เหมันต์เอ่ยถามก่อนจะเดินเข้าหา เธอถอยหนีก้มงุดไม่กล้ามองหน้าเขา หัวใจของศศิสั่นรัวแทบจะโลดออกมานอกอก
“ลูกจันทร์เปล่าโกหกเสียหน่อย” เธอเถียงเขาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคงนัก
“จริงเหรอครับ” เหมันต์ถามย้ำ มองหน้าเธอไม่วาง