ตอน 1

‘ที่นี่ที่ไหนกัน หรือว่าเราตายแล้วอย่างงั้นเหรอ’

หญิงสาวเรือนร่างระหงทว่าผอมบางนัก ผู้เป็นเจ้าของใบหน้างดงามอันแสนซีดเซียวเฝ้าครุ่นคิดถามตัวเอง ก่อนจะใช้ดวงตาสีดำสนิทกวาดมองพร้อมกับสังเกตไปรอบๆ กายด้วยความแปลกประหลาดใจ จากนั้นเพียงชั่วครู่ใบหน้างดงามไร้สีเลือดก็คลี่ยิ้มสมใจขึ้นมาเต็มสีหน้าเมื่อรับรู้ถึงอะไรบางอย่าง

สมองเริ่มมีภาพเหตุการณ์ในอดีตปรากฏ ความทรงจำฉายผุดขึ้นมาช้าๆ ราวกับแผ่นหนังที่กำลังโลดเล่น

ใช่แล้ว ตอนนั้นเธอเดินอยู่บนบาทวิถีกับหลานสาวตัวน้อยผู้เกี่ยวข้องกันแต่เพียงในนาม เพราะอีกฝ่ายบอกว่าอยากจะกินน้ำแข็งไส

“น้าลินเดินให้มันเร็วๆ หน่อยได้ไหม น้องเนยอยากกินน้ำแข็งไสไวๆ”

เด็กน้อยชี้นิ้วบอกเธอด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ จากนั้นร่างเล็กๆ จึงวิ่งข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว ไม่คิดจะสนใจเกวลินที่เดินตามอยู่ด้านหลัง เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นชักช้างุ่มง่ามนักในสายตาตน โดยที่ผู้สูงวัยกว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากห้ามปราม คนโตกว่าจำต้องวิ่งตามไปติดๆ

รถเก๋งสีขาวคันงามยี่ห้อคุ้นตาคันหนึ่งแล่นตรงเข้ามายังพวกเธอ พร้อมกับเสียงเบรกห้ามล้อที่ดังลั่น ร่างบางหันไปมองรถที่แล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนเกือบจะถึงตรงบริเวณที่เธอกับเด็กน้อยยืนอยู่ หญิงสาวพลันตัดสินใจผลักร่างเล็กๆ นั้นให้พ้นจากวิถีรถทันที

ใบหน้างดงามหันกลับไปมองรถคันเดิมอีกครั้ง เสี้ยวขณะนั้นดวงตาดอกท้อพลันสบประสานกับดวงตาเกรี้ยวกราดของผู้ที่อยู่ภายในรถ

เธอไม่ได้หลับตาหรือเบือนหน้าหลบตามสัญชาตญาณระวังภัย ทว่าดวงตาปากคิ้วคางกลับมีรอยยิ้มเจิดจ้าปรากฏ และนี่คงเป็นยิ้มเดียวที่มีตั้งแต่เธอเกิดมาได้สิบเก้าปี

จากนั้นร่างเธอก็ลอยละลิ่วปลิวไปด้วยแรงปะทะ หูได้ยินเสียงเบรกห้ามล้อดังสนั่นไปทั้งถนน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงดังตุ้บ! เมื่อร่างบอบบางปะทะกับรถอย่างจัง จนร่างของเธอกระเด็นห่างจากจุดที่ถูกชนไปหลายเมตร ท่ามกลางความมืดมิดหูแว่วได้ยินเสียงร้องไห้จ้าของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหลานสาวเพียงในนาม ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบลงไม่รับรู้ต่อสิ่งใดอีกต่อไป

ทว่าใบหน้านั้นยังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ขอบคุณ... ที่ปลดปล่อย...

‘ตายแล้ว เธอต้องตายแล้วแน่ๆ’

เธอคิดกับตัวเองอย่างมั่นใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต บวกกับสภาพทิวทัศน์แปลกตาที่เห็นตรงหน้า ทำให้ใบหน้างดงามซีดขาวไร้สีเลือดและริมฝีปากซีดจางแสยะยิ้มกว้าง

ก่อนที่...

“ตายแล้ว... ฮ่าๆๆๆๆ ในที่สุดฉันก็ตายแล้ว”

ตอนนี้ถ้าอ่านแล้วจะรู้สึกว่าน้องดูจิตหน่อยๆ แต่ถ้าอ่านๆ ไปแล้วจะเข้าใจค่ะว่าทำไม😄😄

สวัสดีค่ะ พบกันอีกแล้วนะคะ จากผลงานเรื่องฮูหยินใหญ่ที่ผ่านมา นักเขียนก็มาต่อด้วยเรื่องยาวเหมยฮวาฤดูหนาวกันเลย อันที่จริงนิยายเรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องแรกของนักเขียน แต่มาลงให้อ่านเป็นเรื่องที่สอง หวังว่าทุกท่านจะชื่นชอบผลงานของเหลียนฮวาสีชมพู และขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาติดตามกันด้วยนะคะ

ตอน 2

เจ้าของร่างระหงยืนแหงนหน้าแผดเสียงหัวเราะดังลั่น เรียกได้ว่าไม่สนฟ้าแคร์ดินใดๆ ทั้งสิ้น เธอในตอนนี้ไร้ความรู้สึกเสียใจต่อการจบชีวิตของตัวเองอย่างสิ้นเชิง ความยินดีนั้นมีมากมายจนทำให้ไม่ทันได้สังเกตว่าห่างออกไปยังมีสายตาอีกสองคู่จับจ้องมาที่ตน

“แน่ใจแล้วหรือท่านผู้เฒ่า ว่านางเป็นวิญญาณจากเขตของท่าน” หนึ่งในสองเป็นชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อใสกับการแต่งตัวสไตล์เกาหลี ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในยุคสมัยกล่าวขึ้น

“แล้วนั่นนางเป็นอะไรของนาง ดวงวิญญาณก็เป็นบ้าได้ด้วยหรืออย่างไรกัน”

สายตาของเขาจับจ้องร่างที่อยู่ห่างออกไปเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ ในแววตายังแฝงไว้ด้วยความหวาดระแวงลึกๆ ผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้เฒ่าหันหน้ามามองคู่สนทนา ก่อนจะเบือนหน้าหันกลับไปมองร่างบอบบางนั้นอีกครั้ง แล้วเอ่ยตอบอย่างจนปัญญา

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น หรือว่าวิญญาณของนางจะได้รับผลกระทบจากความผิดพลาด”

คนหนุ่มกว่าเม้มริมฝีปากแน่นกับคำตอบที่ได้รับ ก่อนจะยอมรับเงียบๆ ในใจ

‘ใช่แล้ว มันไม่เคยเป็นแบบนี้ ไม่เคยมียมทูตหรือผู้รับดวงวิญญาณคนไหนที่เคยบันทึกเอาไว้ว่าเคยพบเจอวิญญาณคนตายที่เป็นบ้า! เพราะต่อให้เป็นคนบ้าสติไม่ดี หรือคนพิการไม่สมประกอบใดๆ เมื่อตายตกมาแล้วก็จะคืนรูปเป็นวิญญาณที่สมประกอบเสียสิ้น แตกต่างกับสตรีตรงหน้าที่แลดูจะวิปลาสโดยแท้’

“แล้วแบบนี้ ถ้าโดนนางกัดเข้าละก็ พวกเราจะติดไหม”

คนแก่หันมามองหน้าคนหนุ่มกว่าพลางขมวดคิ้ว ก่อนจะถามด้วยความงุนงง เนื่องจากไม่เข้าใจความหมายในคำถามเท่าใดนัก

“ติดสิ่งใดกัน”

“ข้าเคยได้ยินผู้คนพูดกันว่าที่โลกมนุษย์นั้นจะมีโรคชนิดหนึ่ง หากถูกกัดจะถ่ายทอดทางน้ำลาย เรียกกันว่าโรคพิษสุนัขบ้า”

โป๊ก!

“โอ๊ย! แล้วอยู่ๆ ท่านมาเขกหัวข้าด้วยเรื่องอะไรกันเล่า” ผู้อ่อนวัยกว่าร้องด้วยความเจ็บปวดพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะป้อยๆ ใบหน้าหงิกงอแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน

“เขกให้เจ้าหายบ้าน่ะสิ ดูท่าว่าเจ้าจะคลุกคลีกับพวกมนุษย์มากเกินไปแล้วกระมัง ถึงได้คิดอะไรโง่ๆ แบบนี้ออกมาได้” ชายชราก่นด่าอีกฝ่าย น้ำเสียงที่ใช้บ่งบอกถึงความหงุดหงิด ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองเป้าหมายของตนเองต่ออีกครั้ง

“แว้กๆๆ”

สิ้นเสียงร้องร่างของผู้เฒ่าก็ผวาเฮือก กระโดดตัวลอยขึ้นไปเกาะกอดคนหนุ่มโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ตั้งตัว แต่เขาก็อ้าแขนรับด้วยสัญชาตญาณ

“เจ้าๆๆ มาเมื่อไรกันนี่”

ชายชราร้องถามร่างบาง ที่บัดนี้มายืนอยู่ข้างตนอย่างเงียบเชียบโดยที่เขาไม่ทันรู้สึกตัว เกวลินเหลือบตามองคนทั้งสอง เห็นอีกฝ่ายอยู่ในท่าคล้ายแม่ลิงกำลังอุ้มลูก ร่างบางพลันมีรอยยิ้มมุมปากน้อยๆ ตอบด้วยน้ำเสียงสดใสผิดกับใบหน้าซีดขาว

“ก็มาเมื่อเห็นนั่นแหละ ลุงคือคนที่จะมารับดวงวิญญาณฉันใช่ไหม”

คราวนี้ทั้งคู่ต่างรีบพยักหน้าให้เธอรัวๆ เป็นการตอบรับ

“อา... งั้นก็ไปกันเถอะ ฉันพร้อมแล้ว”

ผู้มารับหันหน้ามองสบตากัน แล้วก็นิ่งอึ้งงงงวยไปชั่วครู่หนึ่งด้วยความแปลกใจกับเหตุการณ์ดวงวิญญาณเป็นฝ่ายรีบร้อนให้พาไปเสียเอง

ตั้งแต่พวกเขาทำหน้าที่นี้มา จวบจนจะปลดเกษียณแล้ว ก็เพิ่งเคยพบเคยเห็นเรื่องราวเช่นนี้ เพราะโดยทั่วไปแล้วมนุษย์ทุกผู้ทุกคนเมื่อสิ้นชีพดับชีวาวายลงจะแบ่งแยกได้อยู่สามจำพวกหลัก

จำพวกแรกเป็นผู้มีบุคคลอันเป็นที่รักเป็นห่วงยึดติด พอได้รับรู้ว่าตนเองได้สิ้นชีพลงแล้วก็มักจะอาลัยอาวรณ์ต่อชีวิตเมื่อครั้งยังไม่ตาย เป็นเหตุให้โศกเศร้าเสียใจกับการตายของตนยิ่งนัก

จำพวกที่สองนั้นหรือ มักเป็นผู้ที่ถูกทำร้ายทั้งจากคนที่ไม่รู้จัก หรือคนที่ไว้ใจ แม้กระทั่งคนที่ตนรัก คนจำพวกนี้เมื่อรับรู้ว่าตนได้ตายกลายเป็นวิญญาณแล้วมักจะมีความอาฆาตพยาบาท เกลียดชังโกรธแค้นต่อผู้ที่ทำร้ายตนเองอย่างยิ่ง จนเกิดเหตุวิญญาณบางดวงที่มีพลังแกร่งกล้าจากแรงแค้นหลบหนีจากพวกเขาเพื่อไปล้างแค้นต่อผู้ที่ทำร้ายตนอยู่เนืองๆ

ส่วนจำพวกที่สามนั้นเป็นผู้ที่คิดทำลายชีวิตตนเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ทว่าส่วนใหญ่เมื่อสิ้นชีพลงตามการกระทำก็ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขอย่างที่คิด เพราะเมื่อได้สูญสิ้นชีวิตอันมีค่าลงกลับกลายเป็นดวงวิญญาณมองเห็นภาพผู้ที่อยู่เบื้องหลังร้องไห้คร่ำครวญถึงตัวเอง ได้รับรู้ถึงผู้ที่รักและปรารถนาดีแก่ตน พวกเขาเหล่านั้นก็มักจะร่ำร้องว่า ‘ไม่อยากตาย’ หรือไม่ก็มักเอ่ยว่า ‘รู้อย่างนี้คงไม่ทำแบบนี้’

แต่ชีวิตหาใช่การเล่นเกม ต่อให้คิดได้เพียงใด ผลออกมาก็มักจะสายเกินไปเสียแล้ว ต่อให้ร้องไห้โศกาเพียงใด ก็มิอาจทำให้ตนเองฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้อีก ทุกคนจึงจำต้องก้มหน้ารับผลกรรมที่ตนได้กระทำมา โดยรวมส่วนมากแล้ววิญญาณทุกดวงมักจะมีอารมณ์คล้ายคลึงกันคือมีความอาลัยอาวรณ์หรือโกรธเคืองเคียดแค้น ไม่ก็รันทดเสียใจคล้ายๆ กัน

ทว่าวิญญาณหญิงสาวเบื้องหน้าพวกเขานั้นกลับไม่มีความรู้สึกอาทรร้อนใจที่ตัวเองตายให้เห็นสักนิด แถมเจ้าตัวยังเป็นฝ่ายเร่งเร้าให้พาดวงวิญญาณไป โดยไม่มีท่าทีแสดงออกถึงความอาวรณ์ในชีวิตแม้แต่น้อย กล่าวได้ว่าหญิงสาวนั้นสงบนิ่งคล้ายผู้หลุดพ้นจากข้อผูกรั้งใดๆ ทั้งมวลแล้วก็ว่าได้

“ฮะแอ้มๆ งั้นในฐานะที่ข้าเป็นผู้มารับดวงวิญญาณเจ้า ข้าจะอนุโลมให้เจ้าสามารถกลับไปร่ำลาคนที่เจ้ารักได้ ดีไหมล่ะ”

ผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นเพื่อแก้หน้าและรักษาภาพพจน์อันเหลือเพียงน้อยนิดของอาชีพตนไว้ หลังจากไต่ลงมาจากเอวของเพื่อนร่วมงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ไม่จำเป็น” เสียงเย็นชาขัดขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้น

“เจ้าไม่ปรารถนาจะไปลาพวกพ้อง?”

“ใช่”

“เจ้าไม่คิดจะไปลาคนรัก?”

“ฉันไม่มีคนรัก”

“ครอบครัวเล่า”

“ฉันไม่มีครอบครัว”

เธอบอกอีกฝ่ายเรียบๆ ทว่าในใจหวนคิดถึงคำว่าครอบครัว นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกอยากอาเจียนกับคำคำนี้ยิ่งนัก ใบหน้างดงามนิ่งเรียบ ดวงตาสีดำเผยแววเย็นชา แต่น้ำเสียงที่ตอบกลับเย็นชายิ่งกว่า เป็นผลให้ผู้เฒ่าไม่คิดซักถามสิ่งใดต่อ

‘ไม่รู้ว่านางไปเจอกับอะไรมา ถึงได้ดูเฉยเมยต่อทุกสิ่งทุกอย่างได้เยี่ยงนี้’

คนหนุ่มครุ่นคิดกับตัวเอง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่เอ่ยสิ่งใดต่อไปอีก เพราะทุกคนบนโลกล้วนแล้วแต่มีชะตากรรมเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะพบเจอสิ่งใดมานั่นถือเป็นโชคชะตาของนางทั้งสิ้น พวกเขามีหน้าที่มารับดวงวิญญาณเพียงเท่านั้น

ร่างบางของเกวลินก้าวตามแถวเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ส่วนผู้มารับทั้งสองเมื่อหมดหน้าที่ลงแล้วจึงหายไปหลังจากที่นำเธอมาต่อแถว พอมาถึงคิวของหญิงสาว สตรีชราหลังค่อมในชุดสีดำมอซอก็ตักน้ำสีใสใส่ชามพลางยื่นมือเหี่ยวย่นที่มีชามน้ำแกงใสๆ ส่งมาให้

“นี่คือ?”

“นี่คือน้ำแกงลืมเลือน หลังจากเจ้าไปเกิดยังชาติภพใหม่จะได้ลืมความทรงจำของชาติภพเก่าๆ ให้สิ้น” เสียงแหบพร่าของหญิงชราตรงหน้าเอ่ย

‘ฮึ! ลืมงั้นหรือ ลืมแล้วเธอก็อาจจะต้องตายทั้งเป็นเหมือนที่เคย เพราะไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมของคนที่คิดร้าย เช่นนั้นชาติเดียวก็เกินพอแล้วมั้ง’

ไวเท่าความคิด มือขาวพลันพลิกคว่ำชามน้ำแกงในมือที่รับมาทิ้งทันทีโดยไม่คิดจะดื่มแม้แต่น้อย หญิงชราเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายชั่ววูบหนึ่ง ก่อนจะชี้มือไปยังบ่อน้ำสีทองส่องประกายสดใสไกลออกไปข้างหน้า โดยไร้คำพูดอธิบายใดๆ จากนั้นนางก็หันไปตักน้ำแกงให้ดวงวิญญาณอื่น คล้ายกับว่าเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเกิดขึ้น

ทว่าในชั่วขณะที่ประสานสายตากับคนตรงหน้า เกวลินกลับรับรู้และรู้สึกได้ถึงแววตาเวทนาสงสารของอีกฝ่ายที่ฉายมาให้เธออย่างท่วมท้น ร่างบางจึงเดินไปยังบ่อน้ำที่นางชี้เมื่อครู่อย่างช้าๆ ก่อนจะทิ้งกายลงสู่พื้นน้ำสีสว่างนั้นโดยไม่มีความลังเล

‘เกิดชาติใหม่ ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาอยู่เหนือตัวเองได้อีก ไม่ว่าเรื่องอะไรจะไม่ยอมให้ใครมาบังคับได้ ฉันขอสาบาน!’

หญิงชราผู้ตักน้ำแกงหันไปมองทางทิศที่หญิงสาวเมื่อครู่จากไป ในดวงตาแห้งแล้งคู่นั้นพลันมีน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาจางๆ ก่อนจะก้มหน้าลงมือก็ตักน้ำแกงให้ผู้ที่มายืนต่อแถวเบื้องหน้าต่อ หยดน้ำสีใสที่คลออยู่ในดวงตาหญิงชราหยดรินร่วงลงสู่พื้นโดยไม่มีผู้ใดได้ทันสังเกต นางรับรู้ดีว่าหญิงสาวเมื่อครู่ผ่านเหตุการณ์ใดมา

‘นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่แม่ผู้เลวทรามคนนี้จะทำให้เจ้าได้ แม้ไม่อาจชดเชยกับสิ่งที่แม่ทำร้ายเจ้าในภพก่อน แต่ก็ขอให้ภายหน้าเจ้าได้พบกับสิ่งดีๆ ด้วยเถิด’

แม้เป็นเพียงหนึ่งชาติที่เคยพบปะก็ถือเป็นวาสนาแล้วมิใช่หรือ...

ตอน 3

“โอ๊ย! ปวดเหลือเกิน ทำไมถึงได้ปวดเยี่ยงนี้กันนะ”

เสียงกรีดร้องของสตรีดังลั่นสะท้านไปทั่วทั้งจวนไร้พ่าย จวบจนบริเวณบ้านเรือนที่อยู่เคียงข้างต่างก็ได้ยินกันชัดเจน เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าฮูหยินของท่านแม่ทัพจ้าวแห่งจวนไร้พ่ายเจ็บท้องคลอดบุตรมาเป็นเวลาสามวันแล้ว ทว่าทารกน้อยยังไม่คลอดออกมา บรรดาหมอตำแยที่มีอยู่เกือบทั่วทั้งแคว้นล้วนถูกท่านแม่ทัพลากตามตัวมาจนหมดสิ้น แต่ก็ไม่มีใครหาสาเหตุได้ว่าเป็นเพราะอะไร เวลาล่วงเลยจนถึงป่านนี้ ทายาทสกุลจ้าวก็ยังไม่ยอมออกมาดูโลกเสียที

ภายในห้องนอนของแม่ทัพมีสตรีผู้มีใบหน้างดงามเป็นหนึ่งแม้ว่าในเวลานี้จะอยู่ในสภาพเหงื่อท่วมกายก็ตาม นางนอนร้องครวญครางอย่างทรมานเจียนจะขาดใจ บรรดาหมอตำแยทั้งหลายต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดไปตามๆ กัน ด้วยจนปัญญาที่จะทำสิ่งใด เพราะทารกน้อยในครรภ์นั้นมิยอมกลับหัวเสียที

เกรงเหลือเกินว่าหากมีเหตุอันใดเกิดขึ้นกับฮูหยินจ้าวกับบุตรในครรภ์ พวกตนคงไม่แคล้วต้องมีอันเป็นไปด้วยเป็นแน่

ด้านนอกของอีกฟากมีชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม ดวงตาสีดำสนิทของเขามีแววร้อนอกร้อนใจฉายชัด ยามนี้เจ้าตัวกำลังเดินวนไปเวียนมาไม่ยอมหยุด

“ทำอย่างไรดีนะ จะทำอย่างไรดี”

เวลานี้เขานึกห่วงภรรยาสาวที่อยู่ในห้องยิ่งนัก ยิ่งยามใดที่หูได้ยินเสียงนางกรีดร้อง ใบหน้าหล่อเหลาก็พลอยบิดเบี้ยวไปด้วย

ใช่แล้ว...

เขาคือ ‘จ้าวหมิงหลง’ แม่ทัพไร้พ่ายผู้ชนะศึกประกาศศักดามาทั่วทุกแคว้นแดนเหนือใต้นั่นเอง ทว่ายามนี้ชื่อเสียงเหล่านั้นกลับไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย ใบหน้าหล่อเหลามีแต่ความกังวลฉายชัด ยิ่งยามได้ยินเสียงภรรยาร้องเอ่ยถึงเขา ใบหน้าของท่านแม่ทัพหนุ่มก็ยิ่งหดเล็กลงไปทุกขณะ

“หมิงหลง เจ้าคนชั่วช้า ข้าต้องทรมานเช่นนี้เพราะเจ้าคนเดียว ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ทั้งที่เจ้าเป็นคนทำแท้ๆ นับแต่นี้ต่อไปเจ้าอย่าได้คิดหวังจะเข้าห้องข้าอีกเลย”

เสียงหวานแผดร้องโวยวายดังลั่นจวน ทว่าประโยคที่เอ่ยออกมานั้นทำเอาคนเป็นหมอตำแย ตลอดจนบรรดาบ่าวไพร่ในเรือนต้องก้มหน้ากลั้นหัวเราะกันแทบตาย ทว่ากลับมีผลต่อคนที่ยืนฟังอยู่ด้านหน้าประตูอย่างยิ่ง เมื่อเขาได้ฟังแล้วถึงกับคอตกไปในทันทีเลยทีเดียว

“จางฟง เจ้าลองฟังคำที่เซียนเอ๋อร์พูดสิ นางห้ามข้าเข้าห้องนางด้วย จะทำอย่างไรดีเล่าแบบนี้”

เขาหันไปฟ้องพ่อบ้านคนสนิทที่ตอนนี้นั่งพิงเสาหลับตา ด้วยว่ามองตามผู้เป็นนายเดินไปเดินมาจนตาลายต้องมานั่งพักหลังจากโก่งคออาเจียนนั่นเอง

“นายท่านขอรับ ฮูหยินเพียงแค่รู้สึกเจ็บปวดมากก็เลยต้องหาทางระบายออกเท่านั้นเอง ท่านอย่าได้วิตกกังวลไปเลยขอรับ”

ว่าแล้วจางฟงก็มีอันต้องหันไปโก่งคออีกรอบ เพราะแค่ช่วงเวลาที่พูดคุยกัน นายท่านของเขานั้นเดินไปเดินกลับนับได้แปดรอบ!

“ก็ข้าเป็นห่วงนางนี่นา” จ้าวหมิงหลงบ่นเสียงอ่อยๆ กับบ่าวคนสนิทด้วยท่าทางหงุดหงิดใจ

‘โธ่ เซียนเอ๋อร์ยอดรัก ข้าหาได้มีความคิดที่จะเอาเปรียบเจ้าไม่ แต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่า ก็สวรรค์ไม่ยินยอมให้ข้าตั้งท้องนี่นา’

ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งหงุดหงิด ทำไมนะ ทำไมกัน เพราะเหตุใดบุรุษถึงตั้งท้องไม่ได้ เพราะอะไรโลกนี้ถึงมีแค่สตรีเท่านั้นที่อุ้มท้องคลอดเด็กได้

“มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด เพราะเหตุใดบุรุษถึงตั้งท้องไม่ได้ ทำไมถึงไม่เท่าเทียมกัน ข้าต้องการความเท่าเทียม สวรรค์! ทำไมท่านถึงไม่ให้ข้าท้องเล่า”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดและแฝงไปด้วยพลังปราณเอ่ยดังลั่น ทำเอาจางฟงที่ทำท่าจะลุกมีอันต้องทรุดลงไปนั่งบนพื้นอีกครั้งหนึ่ง

สวรรค์!

ท่านแม่ทัพไร้พ่ายผู้เป็นมัชจุราชแห่งแคว้นต้าเฉินที่แคว้นอื่นต่างหวั่นกลัวและหวาดเกรงนั้น มีความต้องการจะตั้งท้องคลอดบุตรเอง!

คาดว่าหากบุรุษอื่นได้ล่วงรู้ความคิดนี้คงพร้อมใจกันเอาศีรษะโขกต้นไม้ตายไปตามๆ กันแน่ เนื่องจากแม่ทัพจ้าวผู้เป็นวีรบุรุษของแคว้นต้าเฉินมีความต้องการที่จะตั้งท้องแทนฮูหยิน เพียงเพราะว่ากลัวฮูหยินของตนจะไม่ยอมให้เข้าห้อง

จ้าวหมิงหลงยังคงเดินไปเดินมาไม่หยุด ปากก็ร้องก่นด่าตนเองไปด้วยความคับข้องใจ ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์แทนฮูหยินสุดที่รักได้ โดยไม่ทันได้มองเห็นสายตาของพ่อบ้านคนสนิทที่ทอดมองมายังเขาอย่างท้อแท้ ด้วยอับจนปัญญาจะหาคำพูดใดๆ มากล่าวกับผู้เป็นนายได้อีก

‘เอาที่ท่านสบายใจเลยขอรับ... นายท่าน’

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED