ตอน 1

“ฟางเซียน! เจ้าตื่นขึ้นมาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงทุ้มตวาดดังลั่นไปทั่วห้องนอน ปลุกให้คนที่กำลังหลับตาพริ้มตื่นขึ้น

“โอ๊ย! เรียกอะไรกันนักกันหนาเนี่ย คนจะหลับจะนอน” เสียงหวานดังออกมาจากตั่งเตียงด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่เจ้าของร่างจะขยับกายลุกขึ้นนั่งบิดตัวไปมาด้วยท่าทีเกียจคร้าน

“น่ารังเกียจนัก!” ไม่พูดเปล่าสายตาคมประดุจเหยี่ยวจ้องมองไปยังคนถูกว่าด้วยสายตารังเกียจปะปนด้วยความโกรธ

ไป๋ฟางเซียน เจ้าของชื่อที่ถูกรบกวนเวลานอน ทั้งยังถูกต่อว่าและได้รับสายตาเช่นนั้นจากอีกฝ่าย ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีกลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด นางมองสบตาคนสูงกว่าอย่างเฉยเมย

“ฮึ่ม! ไปอาบน้ำ ข้ามีเรื่องต้องพูดคุยกับเจ้าให้รู้เรื่อง” พูดจบก็เดินออกไปด้วยอารมณ์ขึ้งโกรธ

ไป๋ฟางเซียนมองตามแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นสามีพลางมุ่นคิ้วด้วยความสงสัย

‘มีเรื่องต้องคุยกับข้าเช่นนั้นหรือ จะเป็นเรื่องใดได้อีกถ้าไม่ใช่แม่ดอกบัวขาวหวานใจเจ้าผู้นั้น’ นางคิดด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะรีบพาตนเองไปอาบน้ำชำระกาย

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ไป๋ฟางเซียนก็เดินไปที่ศาลารับลมอันเป็นที่ประจำของนาง เมื่อไปถึงก็เห็นบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ข้างกันมีสตรีหน้าตางดงามในชุดจีนโบราณสีขาวนั่งอยู่ด้วย

สตรีผู้นั้นเอาอกเอาใจสามีของนางดียิ่ง ครั้นเมื่อเห็นว่านางมาถึง ใบหน้ายิ้มแย้มที่มีในคราแรกก็เปลี่ยนเป็นเศร้าหมองราวกับสั่งได้ หยดน้ำตาเม็ดเล็ก ๆ สีใสพลันไหลอาบแก้มนวล

มุมปากของไป๋ฟางเซียนฉีกยิ้มเตรียมดูบทละครตรงหน้า นับได้ว่าสตรีนางนี้มีความสามารถอย่างแท้จริง หากนี่เป็นยุคที่ตนจากมา นางก็คิดว่าอีกฝ่ายคงจะเป็นนักแสดงอันดับต้น ๆ ได้

เข้าใจไม่ผิด ไป๋ฟางเซียนไม่ใช่คนที่นี่ นางทะลุมิติมาจากอีกโลกแบบงง ๆ ไร้ซึ่งความช่วยเหลือเช่นนิยายที่เคยอ่าน คราแรกไป๋ฟางเซียนก็กลัวและกังวลอยู่มาก เนื่องจากนางไม่รู้จักใครที่นี่และยังไม่รู้ว่าตนเองกำลังอยู่ในยุคสมัยไหน

ความทรงจำด้านความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนก็ไม่มี เพราะในโลกเดิมนั้น ไป๋ฟางเซียนเป็นเพียงนักศึกษาด้านศิลปะการแสดงที่เพิ่งจะขึ้นปีสองเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องการข้ามมาอยู่ที่โลกนี้เป็นไปได้เช่นไรนั้น ไป๋ฟางเซียนไม่รู้เลยจริง ๆ

ส่วนไป๋ฟางเซียนในโลกนี้ นางก็ไม่รู้เช่นกันว่าอีกฝ่ายตายได้เช่นไร ที่บอกว่าตายแล้วก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าเจ้าของร่างนี้ไม่ตายนางคงไม่สามารถเข้ามาอยู่ในร่างอันสวยงาม สมเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้หรอก

ไป๋ฟางเซียนในยุคนี้เป็นบุตรสาวบุญธรรมที่บิดามารดาของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีอุปการะเลี้ยงดู ส่วนพ่อแม่ของนางเสียชีวิตไปนานแล้ว วันแรกที่ไป๋ฟางเซียนเข้ามาในจวนแม่ทัพ บรรยากาศในจวนก็เป็นไปได้ด้วยดี บุตรชายของบิดามารดาบุญธรรมเอ็นดูนางไม่น้อย เพราะสงสารที่นางเป็นกำพร้า ไป๋ฟางเซียนมีความสุขมาก แล้วความสุขนั้นของนางก็หายไปเมื่อวันหนึ่งบิดามารดาบุญธรรมหมั้นหมายนางกับบุตรชายของตน

ในตอนแรกไป๋ฟางเซียนก็มีความสุข นานวันเข้าก็มีแต่ความทุกข์ บุรุษที่นางรักและเรียกขานเขาว่าท่านพี่ไม่สนใจไยดีกัน ทั้งยังตั้งแง่รังเกียจ ความอ่อนโยนที่เคยได้รับ กลับกลายเป็นเย็นชาแข็งกระด้างจนนางไม่กล้าเข้าใกล้

ความห่างเหินของบุรุษผู้นั้นทำให้ไป๋ฟางเซียนเปลี่ยนไป ความสดใสกลับกลายเป็นความด้านชา และมีนิสัยเอาแต่ใจตนเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางกลายเป็นสตรีร้ายกาจในสายตาเขา เป็นนางมารที่สมควรถูกกำจัด

บุรุษผู้นั้นรังเกียจนางยิ่งชีพ ถึงกับกล้าคิดร้ายต่อนางอยู่หลายครั้งเพียงเพราะไม่อยากเห็นหน้า หนำซ้ำยังทำตัวร้ายกาจด้วยคำพูดในทุกคราที่พบหน้า

ไป๋ฟางเซียนไม่มีความสุข ทว่าก็ยอมทนให้เขาต่อว่ามาโดยตลอด ไม่ปริปากบอกบิดามารดาบุญธรรมเพราะกลัวพวกท่านจะไม่สบายใจ ถึงนางจะมีนิสัยเอาแต่ใจ แต่นางก็รู้จักบุญคุณคนที่ชุบเลี้ยงตนมายิ่งกว่าสิ่งใด ดังนั้นอะไรที่จะทำให้พวกท่านไม่สบายใจ ไป๋ฟางเซียนจะไม่พูดหรือทำมันออกไปเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้พวกท่านจึงไม่ได้ทราบถึงการกระทำที่ไร้ความเป็นสุภาพบุรุษของบุตรชาย

ครั้งหนึ่งนางเคยถามเขาว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่ ปฏิบัติกับนางเช่นเดิมเหมือนก่อนที่เขาและนางจะทราบถึงการหมั้นหมายได้หรือเปล่า คำตอบของอีกฝ่ายคือไม่มีทางเป็นไปได้ ไป๋ฟางเซียนเสียใจมากแต่นางไม่ยอมแพ้ พยายามปรับเปลี่ยนตนเอง ลดความเอาแต่ใจให้น้อยลง เพื่อที่จะกลับไปเป็นนางคนเดิมที่พบหน้ากันครั้งแรก

แต่แล้วการปรับเปลี่ยนตนเองของนางกลับไม่เป็นผล ซ้ำร้ายยังดูห่างเหินกันยิ่งกว่าเดิม ด้วยความที่ถูกท่านพี่ บุรุษที่ตนพึงใจหมางเมินมากเข้า นางจึงคิดใช้การแต่งงานมาผูกมัดเขาไว้ คราแรกก็ตั้งใจรอเวลาผ่านไปสักสองถึงสามปีแล้วค่อยแต่ง แต่กลับต้องเปลี่ยนใจเมื่อรู้ข่าวว่าเขามีคนรัก! และสตรีผู้นั้นก็ไม่ใช่ใครแต่เป็นเพื่อนของนางเอง! เพื่อนที่นางสนิทเล่าทุกอย่างให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง!

ไป๋ฟางเซียนเสียใจมากและก็โกรธแค้นมากเช่นกัน นางตบตีทำร้ายสตรีคนดังกล่าว พร้อมทั้งออกปากขอบิดามารดาบุญธรรมจัดงานแต่งงานของนางและเขาทันที นั่นคือเหตุที่ทำให้งานแต่งงานสายฟ้าแลบถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ แต่งานนั้นไร้ซึ่งรอยยิ้มของเจ้าบ่าว จึงเป็นที่โจษจันไปทั่วเมืองหลวง!

การกระทำของไป๋ฟางเซียนทำให้อีกฝ่ายโกรธและเกลียดนางยิ่งกว่าเดิม เกลียดจนไม่สนใจพิธีรีตอง ไม่สนแม้กระทั่งขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน คืนส่งตัวเข้าหอวันแรก เจ้าบ่าวกลับไม่อยู่ในห้องหอ เขาไปเมาสุราเคล้านารีที่หอนางโลม ทิ้งนางให้อมทุกข์ร้องไห้เสียใจที่ตั่งเตียงกับอาหารมงคลเพียงผู้เดียว

แม้จะเสียใจแต่ไป๋ฟางเซียนกลับไม่คิดยอมแพ้ นางพยายามปรนนิบัติดูแลสามีของตนอย่างเต็มที่ทุกครั้งเมื่อเขากลับจวน ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ต้องการก็ตาม ด้วยความรักที่มีให้บุรุษเพียงผู้เดียว ไป๋ฟางเซียนจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อเขา นางช่วยงานในจวน เรียนรู้การปฏิบัติตัวกับบ่าวไพร่ แต่ให้ทำดีแค่ไหนพยายามมากเท่าใด รอยยิ้มของเขานางกลับไม่เคยเห็น

สิ่งที่ทำให้ไป๋ฟางเซียนเสียใจและเจ็บใจมากที่สุดก็คือ ขณะที่นางพยายามทำทุกอย่างให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีกลับยิ้มระรื่นให้กับสตรีไร้ยางอาย ทั้งยังมาเย้ยหยันนางถึงในจวน นี่ทำให้ไป๋ฟางเซียนทนไม่ได้!

ความรักความหึงหวงทำให้ไป๋ฟางเซียนไร้ซึ่งสติ นางเข้าไปจัดการตบตีทำร้ายอีกฝ่ายอย่างรุนแรง ท่ามกลางสายตาตกใจของบุรุษที่นางรัก ก่อนที่เขาจะตั้งสติได้และแยกนางออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังต่อว่าต่อขานนางต่าง ๆ นานา

ภาพที่คนรักโอบประคองกอดปลอบสตรีอื่นฉายชัดในความทรงจำมันติดตาของนางไม่เสื่อมคลายจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ เดือดร้อนบิดามารดาบุญธรรมต้องตามท่านหมอมาดูแลรักษา ครั้นเมื่อหายดีพอที่จะใช้ชีวิตอย่างปรกติสุข ก็ต้องมาจมน้ำตาย จนนางไป๋ฟางเซียนในอีกยุคเข้ามาแทนที่

ที่ไป๋ฟางเซียนรู้เรื่องราวของเจ้าของร่างได้ตั้งแต่ต้น เป็นเพราะว่าเจ้าของร่างเดิมได้ทิ้งความทรงจำเอาไว้ นางทิ้งไว้ทุกอย่างแม้กระทั่งความรู้สึก และความรักโง่ ๆ ก็ยังทิ้งไว้ ทว่ามีสิ่งเดียวที่ไม่ว่าไป๋ฟางเซียนคนใหม่ขบคิดเท่าไรก็ไม่อาจหาคำตอบได้คือ

เจ้าของร่างเดิมตายได้อย่างไร?

ไป๋ฟางเซียนพยายามอนุมานหลาย ๆ เหตุผลและหลายเหตุการณ์แต่ก็ยังไม่มีความคิดไหนเข้าท่า เมื่อคิดและหาคำตอบไม่ได้นางจึงไม่ใส่ใจอีก และหันมาสนใจความเป็นอยู่ของตนเองให้ดีในที่สุดแทน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไป๋ฟางเซียนพยายามทำตัวไม่มีตัวตนในจวนเพื่อที่จะได้ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยและใช้ชีวิตให้ดีต่อไปได้ ไป๋ฟางเซียนเคยโทษชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้นางมาที่นี่ นางตัดพ้อต่อว่าเวรกรรมที่ทำให้นางมาอยู่ในวิถีชีวิตและบรรยากาศที่ตนเองไม่รู้จัก แต่ไม่ว่าจะตัดพ้ออย่างไรก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่มีสิ่งใดมาพานางกลับไปยังที่ที่จากมาอยู่ดี

เมื่อเป็นเช่นนั้น ไป๋ฟางเซียนลูกเจ้าของค่ายมวยผู้นี้จึงได้ทำใจยอมรับ และใช้ชีวิตในร่างไป๋ฟางเซียนที่จบชีวิตไปในที่สุด

อันที่จริงการที่ได้มาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้แย่นัก นางได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างเหมือนในซีรีส์จีนโบราณ ได้พบปะ เผชิญ และสัมผัสด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็ขอบคุณที่ชื่อนี้เป็นชื่อเดียวกันกับนาง และมีหน้าตาคล้ายคลึงกันถึงสามส่วน นี่ทำให้ไป๋ฟางเซียนใช้ชีวิตอย่างไม่ติดขัดและรู้สึกผิดนัก

ด้วยความรู้ความสามารถ และความทรงจำที่มีมาจากโลกเดิม ทำให้ไป๋ฟางเซียนคิดว่านางสามารถใช้ชีวิตและเอาตัวรอดได้ไม่ยาก หากข้ามมาแล้วมีชีวิตโสดหรืออยู่คนเดียวคงดี นางจะได้ออกไปเผชิญโลกภายนอกอย่างง่ายดาย ไม่ใช่มีสถานะเป็นฮูหยินแม่ทัพแบบนี้

เอาเถอะ! ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ นางจะยอมรับก็แล้วกัน ส่วนสามีผู้โง่เขลาคนนั้น นางจะจัดการเอง! ให้มันรู้กันไปสิว่า นางจะไม่สามารถสยบบุรุษผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีได้

ตอน 2

“มาถึงแล้วก็นั่งสิ เจ้าจะยืนรอให้ข้าไปประคองมานั่งหรืออย่างไร คิดฝันเฟื่องเกินไปหน่อยหรือไม่”

หลี่เหวินหลาง แม่ทัพหนุ่มรูปงามว่าที่ผู้นำตระกูลหลี่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ซ้ำยังส่งสายตารังเกียจเดียดฉันท์ไปยังร่างของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาตนเองอย่างไม่คิดปิดบัง

ใช่แล้ว บุรุษผู้นี้คือสามีของไป๋ฟางเซียนนั่นเอง สามีที่ไป๋ฟางเซียนรักจนกระทั่งตายไปก็ยังรัก

หลี่เหวินหลางคือบุตรชายคนเดียวของอดีตแม่ทัพใหญ่นาม หลี่

เหวินชิง และฮูหยินใหญ่นาม เหลียนฮวา ผู้เป็นบิดามารดาบุญธรรมของไป๋ฟางเซียน

ตระกูลหลี่เป็นหนึ่งในตระกูลเก่าแก่ของเมืองหลวง ตระกูลหลี่ทุกรุ่นรับราชการดำรงตำแหน่งแม่ทัพปกป้องบ้านเมืองเรื่อยมา ไม่ฝักใฝ่อำนาจขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เพียงผู้เดียว จึงได้รับความไว้วางใจต่อราชวงศ์อย่างมาก คนทั่วไปมักเรียกตระกูลหลี่ว่าตระกูลแม่ทัพ ด้วยความที่บรรพบุรุษเป็นทหารสืบต่อกันเรื่อยมา และล้วนเป็นคนไม่ชอบการแก่งแย่งอำนาจ หลี่

เหวินหลางเองก็เลือกรับราชการตามบรรพบุรุษ จนในที่สุดก็ใช้ความสามารถของตนคว้าตำแหน่งแม่ทัพของแคว้นมาครอบครองได้

หลี่เหวินหลางเป็นบุรุษหนุ่มรูปงาม เป็นแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล ก่อนหน้าที่เขาจะรู้ว่าตนกับไป๋ฟางเซียนเป็นคู่หมั้นกัน ชายหนุ่มก็ยังเอ็นดูและห่วงนางในฐานะน้องสาวอยู่บ้าง เนื่องจากคิดกับนางเป็นเพียงน้องสาวมาโดยตลอด ไม่มีจิตคิดเป็นอื่น

ครั้นมารู้ว่าตนและนางเป็นคู่หมั้นกัน ทั้งนางยังไม่ปฏิเสธการหมั้นหมาย รวมไปถึงรู้ว่านางไม่ได้คิดกับตนแค่พี่ชาย ด้วยความที่ไม่อยากทำร้ายนาง หลี่เหวินหลางจึงได้ตีตัวออกหาก แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนมาโดยตลอดว่าเขาไม่รักนาง หวังให้นางรู้ตัวและหักห้ามใจจะได้ไม่เจ็บปวด

ทว่าความหวังดีที่เขามีให้ ไป๋ฟางเซียนกลับมองข้าม ดื้อดึงคิดเอาชนะ ทำร้ายสตรีหลายนางที่มีใจต่อเขา ไป๋ฟางเซียนกลายเป็นสตรีร้ายกาจ การกระทำของนางทำให้เขารับไม่ได้และรังเกียจนางในที่สุด กระทั่งต้องแต่งกับนางเขายังไม่คิดร่วมหอ

การที่นางทำร้ายสตรีอื่นเขายังพอทำใจได้อยู่บ้าง แต่การที่นางทำร้ายสหายสนิทที่นางมีอยู่เพียงหนึ่ง เพราะความหึงหวงเป็นเหตุเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้ และด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เขารังเกียจนางมากกว่าสิ่งใด

หลี่เหวินหลางชมชอบสตรีเรียบร้อยอ่อนหวาน เป็นสตรีในห้องหอ ยึดถือหลัก 3 เชื่อฟัง 4 จรรยา ในเมื่อเขาชอบสตรีในลักษณะนิสัยเช่นนั้นแต่ไป๋ฟางเซียนกลับมีนิสัยตรงข้าม ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะร้ายกาจมากขึ้น จะให้เขาไม่รังเกียจนางได้อย่างไรไหว

สตรีเช่นนี้มีแต่ต้องหนีให้ห่าง มีไว้ใกล้ตัวก็รังแต่จะทำให้ร้อนรุ่ม คล้ายถือเผือกร้อนหาความสงบสุขไม่ได้

อีกอย่างที่เขาไม่คิดสนใจไป๋ฟางเซียนหรือสตรีอื่นใดนั่นก็เพราะว่า หลี่เหวินหลางมีสตรีที่สนใจอยู่แล้ว สตรีเรียบร้อยอ่อนหวาน กิริยามารยาทเพียบพร้อม เพียงสบตาก็ยากจะหักห้ามความรู้สึก แสร้งทำตัวเย็นชาเฉกเช่นกับที่ทำต่อสตรีอื่นมิได้

คราแรกเขาก็มิได้คิดอะไรกับสตรีนางนั้น เพียงชมชอบที่นางงดงามอ่อนหวาน เพิ่งคิดอยากจะผูกสมัครรักใคร่ก็เมื่อสตรีใจร้ายด่าว่านางจนนึกสงสาร จากสงสารก็กลายเป็นความสนใจแต่ยังไม่ถึงขั้นรัก สำหรับตัวเขาแล้วเรื่องนี้ยังคงต้องดูต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถามว่าเขาสนใจสตรีอื่นมากไปกว่านางหรือไม่ ตอบเลยว่าไม่ ที่สำคัญที่เขาสนใจสตรีนางนี้มากกว่าผู้ใด มิใช่ว่ากระทำตามความรู้สึกของตนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเขามีเหตุจำเป็นที่ต้องใกล้ชิดกับนาง เป็นเหตุจำเป็นที่บอกกล่าวใครไม่ได้ และสตรีนางนั้นก็คือผู้ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาในตอนนี้ สตรีที่มีนามว่า โจวเฟิ่งจิ่ว

โจวเฟิ่งจิ่ว หญิงงามของตระกูลโจว นางเป็นบุตรสาวคนโปรดของเสนาบดีกรมคลังโจวเหลียงเกา เกิดจากฮูหยินเอกหลิวเฟิ่งหยา จึงเป็นบุตรีที่โจวเหลียงเการักและตามใจมาก

โจวเฟิ่งจิ่วเป็นสาวงามที่ครอบครองตำแหน่งสตรีงามอันดับสองของเมืองหลวง ผู้เป็นเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตากลมโตสดใสมุมปากแย้มยิ้มอยู่เป็นนิจ กิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนหวานแลดูน่าทะนุถนอม ชอบสวมใส่อาภรณ์สีขาวหรือสีชมพูอ่อน นั่นช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความอ่อนโยนของนางยิ่ง ใครเห็นเป็นต้องหลงรักและเอ็นดู ซึ่งต่างกันกับไป๋ฟางเซียนลิบลับ

ไป๋ฟางเซียนนิยมสวมใส่อาภรณ์สีฉูดฉาด ยิ่งสีเข้มเท่าไรยิ่งดี ไม่ว่าจะไป๋ฟางเซียนคนเก่าหรือคนใหม่ ต่างมีรสนิยมคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น หากจะมีอะไรต่างกันคงเป็นเรื่องของความรักกระมัง

ในขณะที่ไป๋ฟางเซียนคนเดิมหลงรักและบูชาบุรุษเจ้าของหัวใจ จนเรียกได้ว่าจมปลักเพียงคนเดียวไม่คิดเผื่อใจเวลาผิดหวัง ไป๋ฟางเซียนคนใหม่ที่มาจากยุคที่เจริญแล้วทุกด้านกลับต่างออกไป นางไม่คิดรักหรือบูชาผู้ใด หากนางจะรักใครสักคนบุรุษผู้นั้นย่อมต้องมีนางและรักนางคนเดียวเท่านั้น หากไม่มีใครตรงตามที่นางตั้งไว้ นางก็ไม่คิดมอบหัวใจให้ใคร หัวใจของนางมีดวงเดียว ฉะนั้นนางดูแลเองได้!

“เมื่อไหร่เจ้าจะมานั่ง ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าไม่คิดไปประคองจับจูงเจ้า ยังมัวรีรออะไรอยู่อีก ข้ามิได้ว่างคุยกับเจ้าทั้งวันนะ!”

‘ปากจัดมากพ่อ’ ไป๋ฟางเซียนคิดก่อนจะมองไปยังบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่ลืมปรายสายตามองสตรีที่นั่งอยู่ข้างกัน มุมปากของนางกระตุกเหยียดยิ้ม ก่อนจะไปนั่งตรงข้ามกับโจวเฟิ่งจิ่วที่นั่งอยู่ด้านซ้าย ส่วนนางนั่งอยู่ด้านขวามือของหลี่เหวินหลาง ตรงกลางมีโต๊ะน้ำชาตั้งอยู่

“หึ กิริยาน่ารังเกียจนัก” ไป๋ฟางเซียนไม่สนใจ นางยกมือขึ้นมากรีดนิ้วของตนเล่น สายตาจับจ้องที่เล็บขาวอมชมพูอย่างคนสุขภาพดีพลางชื่นชมในใจ

หลี่เหวินหลางเห็นว่านางไม่สนใจก็โมโห กำลังจะต่อว่านางอีกระลอก สตรีที่ตนให้ความสนใจก็จับที่ต้นแขนของเขาไว้ พลางเรียกเสียงอ่อนหวานทั้งยังส่งสายตาห้ามปรามมาที่เขาด้วย

“พี่เหวินเจ้าคะ” โจวเฟิ่งจิ่วปรามด้วยเสียงหวาน มองไปยังคนที่ตนรักด้วยสายตาหวานซึ้ง ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองไป๋ฟางเซียนด้วยสายตาหวาดกลัวปะปนรู้สึกผิด

ไป๋ฟางเซียนที่ไม่ได้สนใจว่าใครจะพูดหรือมีสายตาเช่นใดตั้งแต่แรกก็มองไปที่อดีตเพื่อนรักของไป๋ฟางเซียนคนเดิมด้วยสายตารู้ทัน

‘เอาสิเล่นละครมาสิ ข้ามาจากยุคสมัยที่เจริญแล้ว ทั้งยังเรียนเอกการแสดง จะไม่รู้ได้เช่นไรว่าที่เจ้ากำลังทำอยู่มันจริงหรือปลอม หากไม่เหนื่อยก็ทำมาเถอะ ข้าพร้อมดูมาก’ นางพูดในใจคนเดียว มุมปากก็ยังยกยิ้ม

“ฮึ่ม!” หลี่เหวินหลางถอนหายใจออกมาหนัก ๆ เขาไม่แม้แต่จะปรายตามามองนางเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนางก็ไม่คิดจะใส่ใจ

ทำไมนางต้องใส่ใจคนที่รังเกียจ เกลียด และไม่รักนางด้วยเล่า นางไม่ใช่ไป๋ฟางเซียนคนโง่คนนั้นนะ

ตอน 3

“เฟิ่งเอ๋อร์มีเรื่องพูดกับเจ้า”

‘เฟิ่งเอ๋อร์... เรียกกันสนิทสนมยิ่ง’ นางได้แค่พูดในใจด้วยท่าทีเบื่อหน่ายก่อนหันไปมองคนที่ต้องการพูดกับตน

“อันใด” น้ำเสียงราบเรียบเรียกความสนใจจากแม่ทัพหนุ่มไม่น้อย เขามองนางด้วยความฉงนเมื่อเห็นว่านางไม่มีอาการหึงหวงเหมือนอย่างเคย ซึ่งสายตาเช่นนั้นนางก็ได้รับจากโจวเฟิ่งจิ่วเช่นกัน

“เซียนอะ...”

“อย่าเรียกชื่อข้าเช่นนั้น ข้ากับเจ้าหาได้สนิทกันไม่” ไป๋ฟางเซียนพูดขัดขึ้นทันที ให้ถูกเรียกด้วยความสนิทสนมโดยคนที่ตนเองไม่ชอบนี่ไม่มีวันเสียหรอก เสนียดชื่อนางหมดพอดี อีกอย่างนางหวังดีนะ คนตรงข้ามจะได้ไม่ต้องอดทนเสแสร้งสนิทหวังดีกับนางให้เหนื่อย

“แต่เราคือเพื่อนรักกันนะ”

“หึ เพื่อนที่จ้องแย่งบุรุษของเพื่อนข้าไม่ต้องการ”

“แต่ว่า”

“หากเจ้ายังไม่เลิกเรียกข้าเช่นนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เตือน” ไป๋ฟางเซียนพูดพร้อมมองไปที่อีกฝ่ายเขม็ง

“ฮึ! นางไม่อยากให้เรียกก็ไม่ต้องเรียกหรอกเฟิ่งเอ๋อร์ สตรีเช่นนี้เจ้าไม่ต้องสนิทด้วยเป็นดี”

“แต่ว่านางเป็นเพื่อนข้านะเจ้าคะพี่เหวิน” พูดจบแล้วก็รีบหลบสายตา คล้ายกลัวว่าแม่ทัพหนุ่มจะเห็นหยดน้ำตาสีใสที่พร้อมไหลทุกเมื่อ

“แสดงเก่ง”

“นี่เจ้า!” หลี่เหวินหลางกดเสียงต่ำแต่ไป๋ฟางเซียนไม่สนใจ นางเลิกคิ้วยกยิ้มท้าทาย ก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อยด้วยน้ำเสียงกังวานใสชวนให้เขาคล้อยตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็นหลี่เหวินหลางที่เกลียดนางดังเดิม

“มีอันใดก็รีบพูด ข้ามีกิจต้องทำ ไม่ได้ว่างมาตามก้นบุรุษที่แต่งงานแล้วเช่นจะ...”

“ฟางเซียน!” หลี่เหวินหลางตะคอกเรียกชื่อนางเสียงดัง

“อันใดของท่าน อยู่ใกล้กันเพียงนี้ จะตะคอกทำไม ไม่เจ็บคอรึ... หรือว่ากลัวลืมชื่อภรรยาที่งดงามเช่นข้าเล่า” พูดแล้วก็ส่งสายตายั่วยวนเรียกสายตาต่อว่าและรังเกียจจากอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

‘ดี เกลียดข้าให้มาก ๆ ถึงเวลาจะได้ไม่ต้องมีห่วงอะไรมาผูกติดกัน’

ส่วนโจวเฟิ่งจิ่วที่ไม่ได้เห็นความเกรี้ยวกราดจากไป๋ฟางเซียนตั้งแต่คราแรกที่นางมาถึงก็ค่อนข้างแปลกใจ นางพยายามยั่วโมโหให้อีกฝ่ายหลุดกิริยาเหมือนอย่างเคยก็ไม่ได้ผล เหมือนกับว่านางไม่ได้สลักสำคัญหรือมีผลต่อความรู้สึกอีกฝ่ายเลยสักนิด โจวเฟิ่งจิ่วคิดด้วยความหงุดหงิด พอได้ยินนางพูดกับพี่เหวินของนางด้วยน้ำเสียงและสายตายั่วยวนก็ยิ่งไม่พอใจ สองมือที่ประสานกันบนหน้าตักกำแน่นจนรู้สึกเจ็บ แต่นางไม่สนใจ สองตาจ้องมองมารหัวใจตาแทบถลน ถูกต่อว่านางพอทนได้แต่เห็นอีกฝ่ายยั่วยวนคนที่นางรัก นางทนไม่ได้จริง ๆ

“ข้ามาเยี่ยมเจ้า” เมื่อไม่อาจทนเห็นอีกฝ่ายยั่วยวนคนรักต่อหน้าต่อตาได้นางจึงโพล่งออกไป และนั่นเรียกให้สตรีที่นางเกลียดชังหันกลับมาหานาง

“ตั้งแต่เจ้าตกน้ำและฟื้นขึ้นมาข้าก็ไม่ได้มาเยี่ยมเจ้าเลย ขะ... ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ไม่ต้องการมาเยี่ยมเจ้านะ เจ้าอย่าเข้าใจผิดไป ที่ข้าเพิ่งได้มาในวันนี้เพราะข้าเพิ่งหายป่วยเช่นกัน” พูดออกไปด้วยท่าทีหวาดกลัว

ไป๋ฟางเซียนหรี่ตามองพลางครุ่นคิด ในขณะที่หลี่เหวินหลางแทบจะเข้าไปตระกองกอดอีกฝ่ายอยู่แล้ว ไป๋ฟางเซียนมองภาพนั้นอย่างนึกสมเพช

สมเพชให้กับเจ้าของร่างที่ตายไป สมเพชให้อย่างแท้จริง

‘นี่หรือบุรุษที่เจ้ารัก เพื่อนที่เจ้าเคยเรียกหาว่าสนิท นี่คือสิ่งตอบแทนต่อความรู้สึกเจ้าหรือไป๋ฟางเซียน ชั่งน่าสมเพชยิ่ง’ ไป๋ฟางเซียนคิดอยู่คนเดียว น่าแปลกที่แม้เจ้าของร่างตายไปแล้ว แต่ความรู้สึกของอีกฝ่ายกลับไม่หายไป มันยังคงตราตรึงอยู่ที่หัวใจดวงนี้และชัดเจนในความรู้สึกยิ่ง พอได้เห็นภาพตรงหน้าหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ก็เจ็บแปลบทันที ครู่หนึ่งนางมีสายตาเศร้าทว่าก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนจะเปลี่ยนเป็นเฉยชา

ถึงจะบอกว่าชั่วครู่แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาดุจพญาเหยี่ยวอย่างหลี่เหวินหลางไปได้ เขาจับจ้องนางอยู่เช่นกัน เพราะไม่เชื่อว่านางจะไม่รู้สึกอันใดเลย ครั้นเห็นว่านางมีความเสียใจอยู่บ้างมุมปากของเขาก็กระตุกยิ้มก่อนจะไม่สนใจนางอีก

แม้หลี่เหวินหลางจะรู้สึกว่าภรรยาของตนเปลี่ยนไปหลังจากประสบเคราะห์ครั้งใหญ่ แต่เขาหาได้รู้ไม่ว่านางมิใช่คนเดิมแล้ว

“ขอบใจที่คิดเป็นห่วงข้า แต่ข้าไม่ต้องการ เก็บความห่วงใยจอมปลอมของเจ้ากลับไปเถอะ”

“ไป๋ฟางเซียน!” หลี่เหวินหลางกดเสียงต่ำ

“ใช่ อันตัวข้า มีนามว่า ไป๋ ฟาง เซียน ท่านจะเรียกอันใดนักหนาเล่า” นางหันหน้าไปตอบเขาอย่างกวน ๆ พร้อมเน้นย้ำชื่อของตนทีละคำ แม่ทัพหนุ่มขบฟันแน่นกำลังจะต่อว่าก็ต้องชะงักไป เมื่อคนที่ตนสนใจโพล่งขึ้นมา

“ฟางเซียน... หากเจ้าโกรธเกลียดข้าเพราะเรื่องของพี่เหวิน ข้าก็ขอโทษเจ้าด้วย เพียงแต่ว่า เรื่องความรักมันห้ามกันไม่ได้ ข้าห้ามความรู้สึกตนเองไม่ได้ ฮึก! ข้าขอโทษ ฮือ ฮึก!”

โจวเฟิ่งจิ่วพูดแล้วก็ร้องไห้ ปล่อยให้หยดน้ำตารินไหลอาบแก้มนวล มองดูแล้วน่าสงสารยิ่ง สงสารที่การแสดงนี้ของนางไป๋ฟางเซียนหาได้หลงเชื่อไม่

“หากเจ้าจะมาเพราะเรื่องเพียงเท่านี้ก็กลับไปเถิด ข้าไม่อยากเสวนากับเจ้า ท่านก็เช่นกัน เป็นบุรุษเพิ่งออกเรือนได้ไม่ทันไรก็คิดพาสตรีอื่นเข้าจวน แสดงออกว่ารักกันยิ่ง ไม่เห็นแก่หน้าข้าก็เห็นแก่หน้าท่านพ่อท่านแม่บ้างเถิด”

“มันจะมากเกินไปแล้วนะ!”

“ไม่มากเลยสักนิด ที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงทุกประการ ในขณะที่ข้านอนป่วยที่เรือน ท่านกลับไปเยี่ยมเยียนสตรีอื่นถึงจวน ทั้งยังพานางมาหยามข้าถึงที่นี่ทันทีที่ข้าหายดี แล้วแบบนี้ท่านจะมาว่าข้าพูดเกินไปได้อย่างไร”

“เจ้า!”

“โกรธข้ารึ ท่านคิดว่าโกรธเป็นคนเดียวหรือ ข้าก็โกรธท่านเช่นเดียวกัน ภรรยาคนงามก็นั่งอยู่ตรงนี้ ท่านกลับโอบกอดสตรีอื่นหวังปลอบโยน แล้วตัวข้าเล่า ข้าที่ต้องมาเห็นภาพน่ารังเกียจเช่นนี้ควรรู้สึกเช่นใด ยินดีปรีดาหรือไม่ หากท่านรักนางมากก็ตบแต่งให้มันเรียบร้อยเสียผู้อื่นจะได้ไม่ว่าท่านพ่อท่านแม่ได้ว่าไม่สั่งสอนบุตร”

“ฟางเซียน!” หลี่เหวินหลางตะคอกชื่อนางเสียงดังกว่าครั้งไหน ความโกรธพลุ่งพล่านในจิตใจแล้วสะท้อนออกมาทางแววตา

“อันใดกัน ข้าแค่พูดความจริงก็โกรธแล้วรึ ท่านไม่ใช่เด็กแล้วนะหลี่เหวินหลาง อันใดสมควรไม่สมควรก็คิดดูบ้างเถิด ส่วนเจ้า... โจวเฟิ่งจิ่ว ในเมื่อเจ้ารักบุรุษผู้นี้มากขนาดที่ไม่สนความถูกผิด ไม่สนแม้แต่จะคิดว่าเขาเป็นบุรุษของเพื่อน เจ้าก็ให้เขาไปขอเจ้ากับบิดาเจ้าแล้วตบแต่งเข้ามาเถิด”

ไป๋ฟางเซียนพูดกับหลี่เหวินหลางก่อน แล้วจึงหันไปพูดกับอดีตเพื่อนรัก เสร็จแล้วก็ทำท่าจะเดินออกจากศาลาไป แต่เหมือนกับว่านางนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงได้ชะงักเท้า แล้วหันกลับมาพูดกับโจวเฟิ่งจิ่วอีกครั้งด้วยประโยคที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกของคนฟัง ตบท้ายด้วยการฉีกยิ้มให้เบา ๆ กับสามีตัวดี จากนั้นจึงเดินจากมา ทิ้งให้หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีมองตามแผ่นหลังบางด้วยสายตาเกรี้ยวกราด

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED