ศกุนตลาวางจดหมายที่ป้องเขตฝากเอาไว้ลงบนเตียง หลังกลับจากโรงพยาบาล วันนี้เธอเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายสำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว โดยการดูแลของนายแพทย์ธนานนท์อย่างใกล้ชิด และเป็นบุคคลที่ป้องเขตฝากจดหมายของเขาเอาไว้ นายแพทย์ธนานนท์ บวรกิจ เป็นสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนกมีบุตรยากประจำโรงพยาบาลชื่อดัง และยังเป็นเพื่อนสนิทของป้องเขต
หญิงสาวอ่านทวนมานับสิบรอบจนสามารถจดจำทุกตัวอักษรและสลักจารึกลงในหัวใจ ทุกถ้อยคำล้วนกรีดแทงให้เจ็บช้ำ เหยียบย่ำราวกับเธอไม่มีชีวิตและหัวใจ ทั้งที่เขาไม่เคยรู้จักเธอด้วยซ้ำ
สองครากับความรู้สึกแบบนี้ ครั้งแรกที่ได้ยินจากปากของเขา เธอก็คิดว่าเขาเป็นผู้ชายปากร้ายพอสมควร แต่ก็ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะใจร้ายมากเพียงนี้ เมื่อสองสัปดาห์ก่อนเป็นวันที่เธอจะจดจำเอาไว้ตลอดชีวิต หลังจากได้ยินคำพูดของเขา ผ่านมาอีกหนึ่งสัปดาห์เขาก็หนีงานแต่งงานและทิ้งความอับอายเอาไว้ให้เธอ แต่ยังดีที่นางวรากุลสามารถแก้ไขสถานการณ์กู้หน้าของเธอเอาไว้ได้ทัน
มาวันนี้เขาก็มาตอกย้ำความรู้สึกย่ำแย่ของเธออีกหนผ่านข้อความสั้นๆ ในจดหมาย ในนั้นมีข้อกำหนดระบุถึงขอบเขตอย่างละเอียดชัดเจน อีกทั้งยังมีหนังสือสัญญาระหว่างเธอกับเขาแนบมาในซอง พร้อมชื่อที่อยู่สำหรับติดต่อทนายความและตราประทับของสำนักงานกฎหมายชื่อดัง
เขาป้องกันทุกอย่างเอาไว้อย่างครบถ้วน สอดรับกับข้อความและคำพูดของเขาเมื่อครั้งก่อนว่าเธอเป็นผู้หญิงหิวเงิน เอาตัวเข้าแลก เพื่อต้องการทรัพย์สมบัติของเขาเท่านั้น
โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าศกุนตลาก็คิดไม่แตกต่างจากเขา แต่เธอจำยอมเพราะคำขอร้องและคำว่ากตัญญูเท่านั้น
“ฉันจะฝังทุกตัวอักษรของคุณเอาไว้ในหัวใจ จะไม่มีวันเป็นเหมือนอย่างที่คุณพูดเด็ดขาด” หญิงสาวบอกกับจดหมายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ยิน แต่เธอคิดว่านี่คือคำสัญญาและเธอจะรักษาสัจจะของตัวเอง
ตามความต้องการของเจ้าของสเปิร์มที่ระบุเอาไว้อย่างชัดเจน นายแพทย์ธนานนท์ บวรกิจ เป็นแพทย์เจ้าของไข้ของศกุนตลา พร้อมกับระบุรายละเอียดชัดเจนว่าเขาต้องการเพียงทายาทโดยไร้ข้อผูกมัดใดๆ กับเธอทั้งสิ้น เธอไม่มีสิทธิ์ในตัวเด็กหลังจากเธอคลอดบุตรออกมา พร้อมกับข้อตกลงอีกหลายรายการแนบท้าย
หญิงสาวไม่สามารถคัดค้าน เพราะเธอเองก็ตกปากรับคำกับมารดาของเขาเรียบร้อย เมื่อเป็นอย่างนั้นหญิงสาวก็ไม่อยากปล่อยเวลาออกไปให้เนิ่นนาน เธอเข้ารับการตรวจในทันที แต่ถึงอย่างนั้นก็มีขั้นตอนทางการแพทย์และการตรวจเช็กร่างกายเป็นเวลาเกือบสามเดือนทีเดียว
ทุกอย่างระบุเอาไว้ เจ้าของสเปิร์มเลือกใช้วิธีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า IVF (In-vitro Fertilization) เพื่อความสะดวกเพราะเป็นการนำไข่และสเปิร์มมาทำการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ จากนั้นจึงจะนำไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว (ตัวอ่อน) ย้ายกลับเข้าไปในมดลูกเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ เพื่อความแน่ใจในการเลือกเพศบุตร
ร่างกายของศกุนตลาสมบูรณ์แข็งแรงและมีความพร้อมที่จะมีบุตร สามารถใช้วิธีการผสมเทียมวิธีอื่นได้ แต่เพราะนางวรากุลต้องการเลือกเพศเพราะอยากได้หลานชายไว้สืบสกุล ศกุนตลาไม่อยากเสี่ยงเพราะข้อตกลงที่กำหนดเอาไว้คือต้องมีหลานชายให้นาง วิธีการนี้จึงเป็นวิธีการที่ลงตัวและยินยอมพร้อมใจกันมากที่สุด
ศกุนตลามานอนรอบนเตียงของโรงพยาบาลในเวลาต่อมา หลังจากตรวจเช็กความพร้อมของร่างกายและผ่านขั้นตอนการดูแลสุขภาพมาครบทุกขั้นตอน แม้ว่าข้างเตียงจะมีมารดาและนางวรากุลมาให้กำลังใจ แต่ในแววตาของเธอมีความวิตกกังวล ทั้งกลัวและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน หญิงสาวสูดลมหายใจและถอนหายใจอยู่หลายครั้งจนนางวรากุลสังเกตเห็น
มืออันเหี่ยวย่นวางทับบนหลังมือของหญิงสาวและบีบเบาๆ อย่างปลอบโยน แววตาของนางเปี่ยมไปด้วยความหวังกับรอยยิ้มที่เกิดขึ้นบนใบหน้า
“มือเย็นเฉียบเชียว ไม่ต้องกังวลนะลูก” หลังจากผ่านพ้นพิธีการแต่งงาน แม้จะไม่ใช่พิธีการที่เกิดขึ้นจริง แต่นางก็เปลี่ยนสรรพนามเรียกขานระหว่างนางกับหญิงสาวทันที
หญิงสาวส่งยิ้มแห้งๆ ยกมืออีกข้างของเธอวางทับบนมือของนางวรากุล ตอบรับเบาๆ
“ค่ะ” ความกลัวเป็นส่วนหนึ่ง ความอายก็มีส่วนอยู่มาก เพราะศกุนตลายังอยู่ในวัยสาวซึ่งยังไม่มีสามี แต่กลับต้องให้ชายหนุ่มเห็นอวัยวะบางอย่าง แม้จะรู้ว่าเขาเป็นแพทย์ แต่เธอก็ยังรู้สึกอายอยู่ดี
เริ่มจากการตรวจภายในครั้งนั้น ซึ่งเธอก็ยังอายไม่หาย แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติในทางการแพทย์ที่ผู้หญิงทุกคนต้องตรวจในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ก็ตาม
เธอเองก็ไม่สามารถเลือกหมอได้ เพราะทุกอย่างถูกระบุเอาไว้ชัดเจนหลังจากที่เจ้าของสเปิร์มได้ฝากไว้ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ และได้ระบุชื่อแพทย์เจ้าของไข้ไว้ชัดเจน เธอได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไม่ใช่เธอคนเดียวที่ต้องเจอเรื่องราวน่าอับอายแบบนี้ ผู้หญิงทุกคนก็ต้องเจอทั้งนั้น
แม้ว่าการเก็บไข่ในครั้งต่อมาเมื่อสามวันก่อนของเธอจะถูกวางยาสลบเพื่อป้องกันความเจ็บปวด แต่เมื่อนึกถึงว่าแพทย์เก็บไข่ที่สมบูรณ์จากรังไข่โดยใช้เข็มดูดผ่านทางช่องคลอด โดยอาศัยเครื่องอัลตราซาวนด์เธอก็อายทุกครั้งที่คิดถึง
นางวรากุลยกมือขึ้นลูบผมของหญิงสาวเบาๆ แววตาที่ทอดมองอ่อนโยน นางมักจะบอกขอบคุณซ้ำๆ เมื่อนึกถึงการกระทำของลูกชายก็ยิ่งรู้สึกเห็นใจ และนางก็ยังโกรธไม่หาย
“แม่ขอบคุณหนูอีกครั้งนะลูก”
“หนูรับรู้ถึงความรู้สึกของคุณแม่ค่ะ ยิ่งคุณแม่ขอบคุณ หนูยิ่งรู้สึกผิด เพราะสิ่งที่คุณแม่ให้มามันมากมายกว่าสิ่งที่หนูทำหลายร้อยเท่า” หญิงสาวบอกเสียงเบาจากความรู้สึกข้างในของเธอ ยิ่งได้ยินนางวรากุลพูดแบบนี้ก็ยิ่งสะกิดแผลเก่า ตอกย้ำคำพูดของชายหนุ่มในวันนั้นมากขึ้นทุกครั้ง
เพราะเขาคิดว่าครอบครัวของเธอจะมาปอกลอก เอาตัวเข้าแลกเงินและความสบาย และเพราะเขาพูดออกมาเต็มปากว่าเธอเป็นผู้หญิงไร้ยางอายเจ้ามารยา ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปคิดตาม เธอก็ไม่แตกต่างจากสิ่งที่เขาพูดมากนัก
“ขอโทษนะคะ ขอเชิญญาติออกไปรอที่ห้องรับรองค่ะ” พยาบาลสาวผายมือเชิญสตรีสูงวัยสองคน จังหวะเดียวกันกับนายแพทย์หนุ่มเดินสวนเข้ามาในห้องตรวจ เขายกมือทำความเคารพและกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับคุณแม่”
“แม่ฝากด้วยนะหมอนนท์ น้องยังดูหวาดกลัวอยู่เลย” นางวรากุลบอกกับเพื่อนของลูกชาย
“ครับ ผมจะดูแลตลาอย่างดี คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”
หลังจากที่สตรีสูงวัยสองคนเดินตามพยาบาลออกไปจากห้อง ชายหนุ่มก็หันมายิ้มให้คนบนเตียง กล่าวทักทายทำความคุ้นเคยกับคนไข้ ปกติคู่อื่นจะมีสามีมาให้กำลังใจ แต่ในกรณีของหญิงสาวที่เขาไม่ให้ญาติอยู่ด้วยเพราะมองว่าเธอคงอาย เพราะทุกครั้งที่มาพบแพทย์ตามนัดเขามักเห็นเธอใบหน้าแดงระเรื่อและไม่กล้าสบตาเขา
“ยังมีอาการเจ็บอยู่หรือเปล่าครับ พร้อมไหม” นายแพทย์หนุ่มถามอาการของหญิงสาว เพราะปกติของการเก็บไข่สำหรับการทำเด็กหลอดแก้วจะมีอาการเจ็บอยู่มาก
“ยังมีอาการเจ็บค่ะ แต่ฉันไหว” หญิงสาวตอบกลับ เพราะไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนจะต้องย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกภายในสามถึงห้าวัน หากคนไข้ไม่มีความพร้อมก็หมายถึงต้องรอให้ไข่ตกในรอบเดือนหน้า ซึ่งขัดกับความต้องการของเธออย่างสิ้นเชิง
นายแพทย์หนุ่มมองหญิงสาวอย่างอ่อนโยน ยังมีพยาบาลสาวอีกคนกำลังเตรียมเครื่องมือให้เขา นั่นทำให้หญิงสาวไม่อายมากนัก
“ทำใจให้สบายนะครับ” เขาบอกพร้อมกับหันไปสนใจกับเครื่องมือ ในขณะที่พยาบาลสาวเดินมาที่เตียงและช่วยคนไข้เตรียมความพร้อมสำหรับการฝังตัวอ่อนในโพรงมดลูก
ผ่านไปเกือบสามสิบนาทีที่หญิงสาวหลับตาปี๋ ตลอดระยะเวลามีเสียงของนายแพทย์หนุ่มกับพยาบาลสาวคุยกันเป็นระยะ จนกระทั่งถึงประโยคสุดท้าย
“เสร็จแล้วครับ หมออยากให้คุณพักฟื้นที่โรงพยาบาลต่ออีกสักคืน เพราะคุณแม่ต้องการความมั่นใจที่สุด”
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณนายแพทย์หนุ่ม เธอเข้าใจความต้องการของนางวรากุลตั้งแต่ต้น เพราะหลังจากที่เธอเก็บไข่เมื่อสามวันก่อน เธอก็ยังอยู่ที่โรงพยาบาลต่อจนกระทั่งถึงตอนนี้
ความรู้สึกบางอย่างก่อขึ้นในหัวใจเธอ เมื่อรับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังอุ้มท้องและมีหัวใจอีกสองดวงอยู่ในตัวของเธอ ถึงตอนนี้หญิงสาวก็ภาวนาและลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ ขอให้หัวใจทั้งสองดวงอยู่กับเธอจนครบกำหนดคลอดด้วยความสมบูรณ์
ณ บ้านพักผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประจำสำนักงานแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี
ระเบียงบ้านที่ทอดออกจากที่พักในคืนเดือนแรม ท่ามกลางอากาศหนาวที่หมอกหนาเริ่มปกคลุม ความเย็นยะเยือกปกคลุมผิวกาย ถ้าเป็นในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีแสงสว่างมากคงจะมองเห็นหมู่ดาวที่แข่งกันเปล่งประกายอวดแสง ชายหนุ่มยกผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าขึ้นมามองพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ
เขากำลังคิดถึงรอยยิ้มหวานละมุน คิดถึงดวงตาใสคู่สวย และที่มากไปกว่านั้นเขากำลังคิดถึงขนมไทยกลิ่นหอม และร้านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของใบเตยและดอกมะลิ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายเดือนแล้วก็ตาม
ผ้าเช็ดหน้าผืนที่อยู่ในมือเปรียบเสมือนของแทนใจ เขาไม่รู้แม้กระทั่งว่าเธอเป็นใคร และชื่ออะไร แต่ความรู้สึกในวันนั้นกลับตราตรึงจนไม่สามารถสลัดหลุดออกไปได้ เขาแอบคิดเล่นๆ ถ้าหากว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เขาจะต้องแต่งงานด้วย เขาจะไม่ลังเลสักนิดที่จะรับผู้หญิงบุคลิกแบบนั้นมาเป็นภรรยา
แม้ว่าที่ผ่านมา... ผู้หญิงในอุดมคติที่จะเป็นคู่ครองของเขาจะต้องเป็นผู้หญิงเก่ง สามารถเป็นที่เชิดหน้าชูตาของสามีได้ แต่เมื่อเขาเจอเธอ ผู้หญิงในแบบที่เธอเป็นทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อที่จะมองและคิดถึงได้ตลอดเวลา
ความจริงที่เขาไม่รู้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงเส้นผมบังภูเขา หากเขาไม่ให้ความโกรธอยู่เหนือเหตุผล เขาคงจะได้พบความสุขและไม่ได้อยู่อย่างเงียบเหงาแบบนี้
รอยยิ้มของเธอทลายกำแพงหัวใจที่แน่นหนามืดทึบของเขาให้กลับมา สดชื่นมีชีวิตชีวา เหมือนดอกหญ้าแห้งแล้งกลางผืนดินหยาบกร้านได้รับไอฝน ให้กลับมาออกดอกอวดก้านชูช่อสวยงามอีกครั้ง
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่เขาต้องทำงานในต่างประเทศเขายึดถือคำว่าหน้าที่ ตั้งมั่น และทุ่มเทที่จะปฏิบัติงาน ไม่เคยคิดว่าจะมีครอบครัว แม้กระทั่งในบางครั้งเขาแทบลืมนึกถึงเมืองไทยด้วยซ้ำ เพราะที่เมืองไทยเขามีเพียงแค่มารดา นางมีคนที่ดูแลแทนเขาโดยไม่ต้องห่วงกังวล และทุกครั้งที่คิดถึงลูก นางมักจะบินมาหาเอง
แต่ครั้งนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เขากำลังรู้สึกผิดในการกระทำของตัวเอง แม้ว่านายแพทย์ธนานนท์เพื่อนสนิทของเขาแจ้งรายละเอียดให้ทราบว่าผู้หญิงคนนั้นเข้ามารับการตรวจและถูกฉีดตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูกเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่สามเดือนที่ผ่านมา อีกทั้งยังบอกว่ามารดาของเขายิ้มแย้มแจ่มใสปกติดี ไม่มีเรื่องที่ต้องกังวล แต่เมื่อได้ยินแบบนี้เขากลับยิ่งกังวล เพราะหลังจากวันนั้นก็แทบจะขาดการติดต่อจากมารดา
นางวรากุลใส่ใจลูกชายน้อยลง ไม่อยากที่จะสนทนา ไม่อยากที่จะบินมาเยี่ยมที่พักใหม่และที่ทำงานใหม่ของเขาเหมือนอย่างปกติ ถึงแม้ว่าเขาจะวิดีโอคอลกลับไป นางก็ดูไม่สนใจที่จะสนทนา
หญิงสาวร่างเล็กในชุดกระโปรงยาวพลิ้วสีพาสเทลก้าวเดินเข้าไปในแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาลชื่อดัง วันนี้เธอมีนัดฝากครรภ์ครั้งแรกกับนายแพทย์ธนานนท์ บวรกิจ หลังจากที่ได้รับข่าวดีว่าตัวอ่อนสามารถฝังตัวในโพรงมดลูกได้ แม้ว่านายแพทย์หนุ่มจะสั่งให้เธอปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อเธอลุกไหวและไม่มีอาการแพ้ท้องมาก หญิงสาวก็ยังแอบดื้อช่วยงานเด็กในร้าน
ศกุนตลามีอาการแพ้ท้องหนักจนไม่สามารถรับประทานอะไรได้ จนกระทั่งถึงตอนนี้น้ำหนักตัวของเธอลดลงหลายกิโลกรัม แม้ว่าอายุครรภ์จะมากขึ้นทุกวันก็ตาม
วันนี้ทารกในครรภ์ของเธอมีอายุครบสิบสี่สัปดาห์เต็ม แม้ว่าเธอกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นคุณแม่ แต่เธอก็อายทุกครั้งที่ต้องมาพบแพทย์
หลังจากใช้เวลาสักพักเพื่อรอผลตรวจ แล้วผลที่ออกมาเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับคนเป็นแม่ ทารกในครรภ์แข็งแรงปลอดภัย ศกุนตลาขอกับนางวรากุลทำ ลูกแฝดเพราะอยากเลี้ยงลูกอีกคนเอง ด้วยความใส่ใจของนางวรากุลที่ได้เห็น แววตาเศร้าสร้อยและเห็นอกเห็นใจเธอ นางจึงยอมอนุญาตอย่างไม่ลังเล ตอนนี้มีหัวใจสองดวงอยู่ในร่างกายของเธอ
นางวรากุลได้แต่หวังลึกๆ ว่าเด็กทั้งสองคนจะเป็นโซ่ทองที่จะรั้งศกุนตลากับป้องเขตเอาไว้ด้วยกัน แต่ถึงจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ขอให้ลูกอีกคนอยู่กับหญิงสาว เธอคงเจ็บปวดไม่น้อยที่ต้องโดนตัดสายสัมพันธ์พรากลูกไปจากอก ทั้งที่เธอทนเจ็บปวดอุ้มท้องฟูมฟักมานานนับปี ส่วนตัวนางเองก็รักและเอ็นดูศกุนตลาเหมือนลูกแท้ๆ
ณ บ้านริมคลอง นางวรากุลทอดสายตามองไปตามสายน้ำที่คดเคี้ยว ริ้วรอยแห่งความยินดีเกิดขึ้นในแววตา หลังจากที่ศกุนตลาโทรมาแจ้งรายละเอียดการฝากครรภ์ครั้งแรกของเธอ เธอตั้งท้องลูกฝาแฝดและเด็กในครรภ์สมบูรณ์แข็งแรง
ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มออกมา และมันก็จางหายและหุบลงเมื่อนึกถึงเรื่องราวเมื่อเจ็ดเดือนก่อน ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
มืออันเหี่ยวย่นถือจดหมายและมองมันด้วยแววตาสั่นระริก สลับกับมองที่หน้ารั้วประตูบ้าน เฝ้ารอคอยการกลับมาของผู้ชายเจ้าของชื่อในจดหมายฉบับนี้
เวลาล่วงเลยจากเย็นมาจนเกือบดึกที่นางยังนั่งอยู่ตรงนั้น ในขณะที่มือก็ยังไม่วางจดหมายฉบับนั้นลง เพราะเขาไม่ได้แจ้งเอาไว้ก่อนว่ามีงานเลี้ยงหรือต้องกลับดึก
ความปวดร้าวในสายตายิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่นางเพิ่งขอร้องเจ้าของชื่อในจดหมาย และเขาก็สัญญาเอาไว้อย่างดี แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าทุกสิ่งจะกลับตาลปัตร ที่สำคัญที่สุดคือนางมารู้โดยบังเอิญ
เบนซ์สปอร์ตสีดำสนิทขับมาจอดหน้ารั้วบ้าน ในขณะที่ประตูอัลลอยก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดจากรีโมตคอนโทรลที่อยู่หน้ารถของเขา ก่อนที่รถคันนั้นจะพุ่งทะยานเข้ามาในบ้านด้วยความเร็ว แต่เสียงเครื่องยนต์กลับเงียบสนิท
แชนเดอเลียร์ส่องแสงสลัว ในบ้านมีเพียงห้องรับแขกที่ยังเปิดไฟเอาไว้ ในขณะที่นางวรากุลนั่งอยู่บนโซฟาหลุยส์ ลำคอของนางยังคงเชิด หลังยังตรงเหยียดอย่างสง่าแม้จะผ่านการนั่งมาหลายชั่วโมง
ป้องเขตกลับมาประจำการที่เมืองไทยยังไม่ถึงปี แต่ด้วยอาชีพและตำแหน่งของเขาต้องย้ายไปประจำการที่ต่างประเทศตลอดเวลา จนเมื่อครบกำหนดสามปีก็ย้ายกลับมาและเตรียมที่จะออกโพสต์ใหม่ แต่ทุกครั้งก็เว้นระยะเป็นรอบปีหรือมากกว่านั้น
‘นายป้องเขต ศิริประภาเพ็ญ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำสำนักงานแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี’
ข้อความในจดหมายระบุชัดเจนถึงตำแหน่งและประเทศที่ต้องไปประจำการในโพสต์ถัดไป แต่ครั้งนี้มันรวดเร็วเกินไปสำหรับคนเป็นแม่ที่ต้องอยู่ห่างจากลูกอีกครั้ง เมื่อระยะเวลาที่ระบุในจดหมายฉบับที่นางเธอถืออยู่เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือน กับเวลาอีกสามปีที่เขาต้องไปประจำการที่ต่างประเทศอีกครั้ง
“นี่มันจดหมายอะไร ช่วยอธิบายให้แม่เข้าใจหน่อย” นางวรากุลขยับตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและยื่นจดหมายให้ลูกชาย ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาก้าวเข้ามาในบ้าน
“คุณแม่ยังไม่นอนอีกเหรอครับ” ป้องเขตถามกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน พอเขาเหลือบตาไปมองเอกสารที่อยู่ในมือมารดาเขาก็รู้ทันที ชายหนุ่มยิ้มออกมาบางๆ อย่างตั้งรับ
“แม่คงนอนไม่หลับ หากไม่รู้คำตอบ” นางวรากุลจ้องหน้าลูกชายนิ่ง ในแววตายังมีริ้วรอยแห่งความกังวลฉายอย่างชัดเจนแม้ในแสงสลัว
ถึงแม้ว่านางจะสามารถเดินทางในฐานะผู้ติดตามลูกชายไปได้ทุกที่และอยู่กับเขาจนกระทั่งจบโพสต์ แต่นางก็ยังมีภาระและความรับผิดชอบในเมืองไทย ทำให้ไม่สามารถทิ้งไปได้นาน
หนึ่งเหตุผลที่น่าห่วงที่สุดคือวัยของลูกชายที่ล่วงเลยมาจนถึงอายุสามสิบแปดปีเต็ม ถ้าหากเขากลับมาอีกครั้งและเริ่มต้นที่จะมีครอบครัวในเวลานั้นก็ล่าช้าเกิน และความเสี่ยงที่จะไร้ทายาทสืบสกุลก็มีมากเช่นกัน
ยิ่งความรักอิสระหวงชีวิตโสดของเขา เพราะยิ่งนานและอายุของเขาที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันก็ยิ่งเพิ่มรอยห่างความสัมพันธ์ระหว่างมารดามากขึ้นทุกขณะ
ริมฝีปากหนาของชายหนุ่มคลี่ยิ้มเล็กน้อยอย่างใจเย็น ในขณะที่มือก็ค่อยๆ ดึงเนกไทที่อยู่บนคอเสื้อออกให้พอหลวมๆ เขาขยับเข้าไปและวางสูทไว้บนพนักโซฟา เงยหน้าสบตามารดา
“แค่คำสั่งประจำการ ผมคิดว่าคุณแม่ชินกับมันแล้วเสียอีก” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบพอกับประโยคที่หลุดออกมาจากปากของเขา
“มันคงทำให้แม่ชินไม่ได้หรอก”
“มันก็เป็นอาชีพของผมเหมือนกัน”
“แต่ป้องสัญญากับแม่แล้วว่าคราวนี้จะอยู่นาน ทำไมมันกะทันหันอย่างนี้ล่ะ คำสั่งออกไม่คิดจะบอกแม่เลยใช่ไหม” นางวรากุลถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ผมก็รู้ก่อนที่คุณแม่จะเห็นจดหมายไม่นานนี้เอง” น้ำเสียงของเขายังคงรักษาระดับความราบเรียบเอาไว้เฉกเช่นประโยคแรกที่เขาพูดกับมารดา
ชายหนุ่มขยับและหมุนตัวพร้อมกับยืดตัวเต็มความสูง สูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ “คุณแม่มีอะไรกับผมอีกหรือเปล่าครับ พอดีว่าผมต้องตอบอีเมล์อีกหลายฉบับ” ชายหนุ่มบอกธุระของตัวเอง ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาบอก คำสั่งด่วนเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เขาต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เสร็จอย่างรวดเร็วที่สุด
นางวรากุลมองหน้าลูกชายอย่างจับผิด แต่ก็ไม่เห็นความผิดปกติในดวงตาคู่นั้น เขายังรักษามาดนิ่งเอาไว้ได้ดีเหมือนเดิม
“อะไรกัน ดึกขนาดนี้แล้วยังจะทำงานอีก” เมื่อเห็นว่าเขายังนิ่งนางก็แกล้งโวยวาย เพราะอาการแบบนี้เดาทางของเขาได้ยาก ไม่รู้ว่าลูกชายกำลังคิดอะไรอยู่
แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมานางเห็นลูกชายโหมงานหนักจนแทบไม่มีเวลาเจอหน้ามารดา บางทีงานเป็นเพียงเหตุผลที่เขาใช้อ้างในระยะหลังที่นางรุกหนัก จงใจจับคู่และนัดบอดดูตัวถี่มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเขารู้ว่างานเป็นหนทางเดียวที่จะปฏิเสธนางได้
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมา เขาจนใจที่จะอธิบายให้มารดาเข้าใจถึงความรู้สึกของเขา ไม่ว่าจะยกข้ออ้างใดๆ มาอ้าง นางก็มีทางออกคอยขัดแย้งเสมอ ในที่สุดเขาจำต้องบอกเหตุผลก่อนที่จะเกิดคำสั่ง และเหตุผลของเขาก็หนีไม่พ้นงานอีกตามเคย
“ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวคนก่อนเกิดเครื่องบินตกในระหว่างเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ผมจึงได้รับคำสั่งแต่งตั้งเร็วกว่ากำหนด และต้องเดินทางทันทีเมื่อ ทุกอย่างพร้อม”
“เราคงต้องคุยกันจริงๆ สักที” นางวรากุลบอกด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น
“ครับ” ป้องเขตหันกลับมามองมารดา หัวคิ้วของเขาย่นเข้าหากันเพราะ ไม่เข้าใจสิ่งที่มารดากำลังบอกจริงๆ
“อย่ามาทำไขสือนะ เราคุยเรื่องนี้กันไม่รู้กี่รอบแล้ว” นางวรากุลรีบย้ำ เมื่อได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มก็เข้าใจทุกอย่าง
“ถ้าคุณแม่จะพูดถึงเรื่องแต่งงาน เรื่องนัดบอดดูตัว ผมก็บอกคุณแม่ไป ทุกครั้งว่าผมสามารถหาภรรยาเองได้ แล้วตอนนี้ก็ยังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตครอบครัวกับใคร”
“แล้วเมื่อไหร่ถึงจะพร้อมล่ะ” นางวรากุลถามทันที ด้วยอายุอานามของ ลูกชายที่เฉียดใกล้เลขสี่เข้าไปทุกที คนเป็นแม่อย่างนางก็ไม่สามารถทนรอไปเรื่อยๆ เหมือนอย่างที่ผ่านมาได้
“เราคุยเรื่องนี้กันหลายรอบแล้วนะครับคุณแม่”
“ก็เพราะว่าเราคุยกันหลายรอบแล้วน่ะสิ แม่ถึงต้องย้ำและถามอยู่บ่อยๆ ครั้งนี้แม่ขอเป็นครั้งสุดท้ายนะป้อง” น้ำเสียงของคนเป็นแม่อ่อนลงแฝงไปด้วยความเว้าวอน
ชายหนุ่มใจอ่อนอีกครั้ง เขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า บางทีเขาก็ไม่อยากเป็นลูกชายเพียงคนเดียว เขาไม่อยากเป็นลูกโทน ลูกเพียงคนเดียวที่แบกรับความหวังทั้งหมดของพ่อแม่ ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าเรียน เข้ามหาวิทยาลัย กระทั่งเรียนจบออกมาทำงาน จนถึงตอนนี้ความหวังที่มารดาผูกติดกับตัวเขาเอาไว้ยังไม่จบสิ้น
“ต้องให้ผมไปเจอใครอีกล่ะครับ” ชายหนุ่มถามกลับอย่างเหนื่อยหน่าย ทุกครั้งที่มารดาเอ่ยปากว่ามีเรื่องจะพูดคุยกับเขาในระยะหลังก็ไม่เคยหนีพ้นเรื่องนี้สักที
“แม่อยากมีหลาน” นางวรากุลโพล่งออกมา
ชายหนุ่มหัวเราะขำในลำคอ “ครั้งนี้คุณแม่มาเหนือเมฆนะครับ พอผม ไม่ยอมแต่งงานและลงเอยกับใครสักที คุณแม่ก็เร่งรัดเอาเรื่องหลานมาอ้าง ผมยังยืนยันคำเดิมครับคุณแม่” ชายหนุ่มย้ำเสียงหนักในท้ายประโยค คำว่ายืนยันคำเดิมเป็นที่รู้กันระหว่างเขากับมารดาว่าเขาไม่ยินยอมแต่งงาน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ย้ำประโยคชัดเจนกับมารดาอีกครั้ง
“ผมยังไม่พร้อม และคุณแม่ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องหลาน วิวัฒนาการทางการแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าไปมาก ผมรับรองว่าจะต้องมีหลานสืบสกุลให้คุณแม่อย่างแน่นอน”
“ป้องคิดว่าแม่จะอยู่รอดูหน้าหลานได้อีกกี่ปี” นางหันมาถามลูกชาย “อายุของแม่เกือบจะเจ็ดสิบแล้วนะป้อง มีลูกชายคนเดียวก็ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่”
ชายหนุ่มสะอึกไป หยุดนิ่งหันกลับมามองใบหน้าของมารดา ท่านแก่ลงไปมากจริงๆ คำพูดของคนเป็นแม่สะท้อนถึงความตัดพ้อต่อว่า เป็นอย่างที่ท่านพูด ทุกอย่าง เขาเพียงใช้เงินดูแลมารดา จ้างทุกอย่างเพื่ออำนวยความสะดวกให้ท่าน ในขณะที่ตัวเขาเองแทบจะหาเวลาอยู่กับมารดาได้น้อยมากในแต่ละปี
“แม่จะไม่บังคับให้ป้องแต่งงาน เพียงแค่ป้องมีลูกกับเธอเท่านั้น จะไม่มีความสัมพันธ์หรือข้อผูกมัดใดๆ เกิดขึ้นระหว่างลูกกับเธอหลังจากที่เธอคลอด” นางวรากุลยื่นข้อเสนอ
ชายหนุ่มส่ายหน้า แม้เขาจะรู้สึกเห็นใจความรู้สึกของแม่ คล้อยตามท่านในเบื้องต้น แต่วิธีการของท่านก็ขัดกับความรู้สึกของเขาอยู่ดี
“ชีวิตของคนไม่ใช่ละครนะครับคุณแม่ เด็กที่เกิดมาจะต้องแบกรับความอาภัพรันทดมากแค่ไหน หากรู้ว่าเขาเกิดขึ้นมาเพราะเหตุผลบางอย่างและกำพร้ามาตั้งแต่เกิด พ่อกับแม่ของเขาไม่ได้รักกัน เด็กคนนั้นจะมีความอบอุ่นได้อย่างไร” ชายหนุ่มพยายามอธิบายให้มารดาเข้าใจ
“ก็ในเมื่อป้องไม่พร้อมที่จะแต่งงานและอยู่กับใคร แม่ก็ไม่บังคับ นี่เป็นทางออกเดียว แม่ขอป้องแค่เรื่องนี้ มีหลานให้แม่เอาไว้สืบสกุลสักคน หลังจากนี้แม่จะไม่ยุ่งวุ่นวายกับชีวิตอิสระของป้องอีก” นางวรากุลบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“แม่แก่แล้ว และลูกก็อายุมากขึ้น แม่ไม่รู้ว่าจะสามารถอยู่จนได้เห็นหน้าหลานหรือเปล่า แม่ขอนะป้อง”
ชายหนุ่มลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาพยายามหาข้ออ้างมาหลายปี และเขาก็ยังตั้งมั่นและยืนยันคำเดิมว่ายังไม่พร้อมจะแต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกับใคร
หากแต่ครั้งนี้เขาต้องจนมุมด้วยเหตุผลของมารดา ยิ่งได้เห็นแววตาและน้ำเสียงของท่านเขาก็อดสงสารไม่ได้
“แล้วผู้หญิงคนไหนพร้อมที่จะรับข้อเสนอโดยการรับเป็นแม่พันธุ์ให้หลานคุณแม่ล่ะครับ” เขาถามหยั่งเชิง แต่น้ำเสียงในประโยคของชายหนุ่มบอกได้ถึงความไม่พอใจ เขาไม่ค่อยชอบวิธีการแบบนี้เท่าใดนัก ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงไร้ค่า ไม่ทำงานทำการ รอวันที่จะมีสามีและให้ผู้ชายเป็นฝ่ายหาเลี้ยง เขายิ่งรู้สึกต่อต้าน
“เพียงแค่ป้องรับปาก” นางวรากุลยังไม่ตอบคำถามลูกชาย
ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ ที่ทำเพื่อความสบายใจของคนเป็นแม่ โดยที่เขาไม่รู้สึกคล้อยตามสักนิด หวังว่าเรื่องนี้จะจบลง
ป้องเขตเป็นผู้ชายหัวสมัยใหม่ เขารักผู้หญิงทำงาน ผู้หญิงเก่งที่จะสามารถยืนหยัดเคียงข้างเขา สามารถเชิดหน้าชูตาและเกื้อหนุนกันและกัน แต่ที่เขายอมตกลงกับมารดาอย่างง่ายดายก็เพราะไม่คิดว่าจะหยิบผู้หญิงคนนั้นมาเป็นภรรยาอย่างเด็ดขาด อย่างเก่งก็แค่แม่พันธุ์สร้างหลานให้มารดาของเขาเท่านั้น
การตอบรับทางกายของลูกชายทำให้นางวรากุลยิ้มออก แต่นางก็ย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “เพียงแค่ป้องรับปากว่าก่อนเดินทาง ป้องจะผลิตทายาทให้แม่สืบสกุล เรื่องทุกอย่างแม่จะจัดการเอง”
ชายหนุ่มก็เพียงพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงตอบรับแบบผ่านๆ เหมือนเดิม เขาไม่สนใจจะถามรายละเอียดด้วยซ้ำ
“หมดธุระของคุณแม่แล้วใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มบอกตัดบท
“ถ้าป้องสัญญา แม่ก็หมดธุระ พรุ่งนี้แม่จะพาหนูศกุนตลาเข้ามาอยู่ในบ้านเพื่อทำความคุ้นเคยกับลูก” นางวรากุลบอกย้ำอีกหน บอกรายละเอียดให้อีกฝ่ายรับรู้ แต่เขากลับไม่สนใจที่จะจดจำและใส่ใจรายละเอียดนั้นเลย
ป้องเขตทำหน้าเหนื่อยหน่าย เมื่อเขาไม่ยืนกรานที่จะขัดแย้งหรือคัดค้านนางก็ชอบ วางแผนต่อตามอำเภอใจ ทุกความคิดและการกระทำของมารดาแทบจะขัดแย้งและสวนทางกับความคิดของเขาในขณะนี้อย่างสิ้นเชิง แต่เขาก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมาให้เรื่องราวบานปลายไปอีก
“แล้วแต่คุณแม่จะจัดการเถอะครับ”
นางวรากุลยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำตอบที่พอใจ จากเริ่มต้นนางไม่คิดว่าเรื่องราวจะจบลงและลงเอยอย่างง่ายดายเพียงนี้