ตอนที่ 1
“โอ๊ย!!! มันจะตกอะไรกันนักกันหนานะ” ปิยาพัชรบ่นพึมพำด้วยเสียอารมณ์สุดๆ เมื่อมองผ่านกระจกหน้ารถไปยังเห็นสายฝนโปรยปรายลงมาเป็นสายอย่างไม่ยอมหยุด และมีแต่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ มือเล็กกำพวงมาลัยรถไว้แน่น พยายามประคองรถเต่าคันเล็กให้แล่นตรงไปข้างหน้าอย่างสุดความสามารถ
“เฮ้อ...รู้งี้ให้พี่มัดหวายมาส่งเสียก็ดี”
น้ำเสียงหวานนุ่มดังตามมาอีกระลอกด้วยความขลาดกลัว ด้วยเพราะเส้นทางสายนี้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง เลยต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง คิดแล้วเซ็งชะมัด งานไม่น่ามีคืนนี้เลย อะไรๆ ก็ไม่เป็นใจสักอย่าง ฝนตกพรำๆ ตั้งแต่บ่ายแล้ว
พี่มัดหวายที่บอกว่าต้องไปอบรมวิชาการก็ไม่ไป ดูซิ...จะแต่งตัวออกจากบ้านก็ต้องเป็นกางเกงยีนกับเสื้อยืด แล้วค่อยมาเปลี่ยนเป็นชุดราตรีเอาระหว่างทาง แต่ถึงจะเปลี่ยนแล้วก็ยังต้องหาเสื้อตัวใหญ่มาคลุมไว้อยู่ดี เพราะยังกลัวว่าถ้าคนรู้จักเห็นแล้วนำไปฟ้องพี่สาว
ร่างบางสั่นเหมือนกับต้องลมพายุ คิดถึงใบหน้าพี่สาวได้ชัดเจนกระจ่างตาถ้าได้เห็นการแต่งตัวของเธอ ก็ขนาดว่าเป็นแค่เสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงขาสั้นใส่อยู่บ้าน พี่สาวยังมองตาเขียวเลย นี่ถ้าเห็นว่าเธอใส่เสื้อเกาะอกอีกละก็...โหยไม่อยากจะคิดเลย พายุคงลงจนบ้านแตกแน่นอน ทั้งเสียงบ่น คำเตือนคำสอนตามมาอีกกระบุงโต และสุดท้ายอย่าหวังว่าเธอจะได้ไปร่วมงานในคืนนี้ด้วย
ลิ้นเล็กๆ กระทุ้งกระพุ้งแก้ม สีหน้าเบื่อหน่ายระคนรักใคร่ ดวงตาเป็นประกายสดใส แม้ปากจะบอกว่ารำคาญแต่ใจกลับรักและผูกพัน เพราะกัญญาพัชรเป็นทั้งพ่อและแม่ เป็นทั้งพี่สาวและเพื่อน คอยดูแลทุกข์สุขให้ตั้งแต่บิดาและมารดาเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุ ตอนที่เธออายุได้เพียงแค่สิบสองปี
น้ำตาอุ่นร้อนเอ่อล้นคลอเบ้า เหตุการณ์ร้ายในวันนั้นยังคงติดตรึงในสมองและหัวใจไม่เคยลืมเลือน แม่และพ่อวิ่งข้ามถนนมาเพื่อรับเธอกลับบ้าน แต่อยู่ดีๆ รถหกล้อคันโตก็แหกโค้งพุ่งจากฟากหนึ่งของถนนเข้าชนสองร่างอย่างจัง เสียงหวีดร้องของนักเรียนและผู้ปกครองหลายคนที่ได้เห็นดังลั่น เด็กหญิงตัวน้อยในชุดวอร์มสีเหลืองทองทรุดตัวลงบนพื้นเหมือนกับนกปีกหัก หลายปีที่นอนฝันร้ายน้ำตาไหลอาบแก้ม
โชคดีที่มีพี่สาวที่ทั้งสวยและเก่ง ยืนหยัดเคียงข้างไม่ทอดทิ้งให้ต้องผจญกับความหวาดกลัวยามค่ำคืนเพียงลำพัง อีกทั้งยังทำหน้าที่แทนบุพการีได้ทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นกัญญาพัชรก็มีอายุเพียงแค่สิบห้าปีเท่านั้นเอง พี่สาวเคยพูดว่าจะออกจากโรงเรียนมาทำงานส่งเสียให้เธอเรียนจบตามประสงค์ของพ่อกับแม่ แต่เคราะห์ในครั้งนั้นก็ไม่หนักหนาเกินไป เมื่อมีคนเข้ามาช่วยให้การอุปการะ จนในที่สุดสองสาวก็ได้เรียนจนจบปริญญาสมดังตั้งใจ
สองมือเรียวกำพวงมาลัยรถไว้แน่น นอกจากคืนนี้จะเป็นคืนเดือนมืดแล้ว ฝนที่ตกพรำๆ อยู่เริ่มลงหนักขึ้นจนมองถนนแทบไม่เห็น และดีว่าไม่มีรถสวนมา แต่แล้ว...
“ว้าย!! ...”
เอี๊ยด!!
เท้าเล็กเหยียบลงไปบนเบรกเต็มแรง สองมือเย็นเฉียบกำพวงมาลัยรถแน่น หัวใจเต้นแรงเร็วเหมือนจะทะลุออกจากอก สลับไหววูบเหมือนคนกำลังจะเป็นลม ใบหน้าขาวสวยที่ตกแต่งไว้เป็นอย่างดีซีดเผือด ดวงตากลมโตเบิกกว้าง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามใบหน้า รถเต่าคันเล็กเลยถลาเกยขึ้นไปอยู่บนขอบถนน เหลือเพียงแค่ไม่ถึงฟุตรถคันเล็กก็จะพุ่งชนตนไม้เบื้องหน้า
ร่างบอบบางยังคงนั่งนิ่งลมหายใจหอบแรงอยู่อย่างนั้น แม้โทรศัพท์เครื่องเล็กในกระเป๋าจะส่งเสียงร้องดังถี่ๆ แต่ก็ไม่ได้เข้าในหูปิยาพัชรเลยสักนิด ดวงตากลมโตยังคงเบิกกว้าง มองไปด้านหน้าของรถจนแทบลืมหายใจ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามขมับ น้ำตาอุ่นร้อนเอ่อล้นคลอเบ้าและเกือบจะไหลลงมาอาบแก้มอยู่แล้ว
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
“คุณครับคุณ คุณครับ” มือใหญ่เคาะกระจกรถ แต่ดูเหมือนว่าคนที่นั่งอยู่ภายในจะช็อกจนไม่ได้ยินเสียง แสงไฟหน้ารถทำให้เห็นลางๆ ว่าคนที่นั่งอยู่นั้นตัวสั่น ร่างหนาใหญ่รีบเดินอ้อมไปยังอีกฝั่งประตู มือใหญ่พยายามดึงล็อกสลับกับเคาะกระจกรถ แต่ดูเหมือนว่าคนที่นั่งอยู่ในรถยังไม่ได้ยิน
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
“คุณครับเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” อินซอฟเคาะกระจก ปากก็ร้องตะโกนถามไปอย่างเสียอารมณ์ คนยิ่งรีบๆ อยู่ลงมาช่วยก็บุญเท่าไหร่แล้ว นี่ถ้าเขาและนายไม่ผ่านมาทางนี้ สงสัยแม่สาวน้อยคนขับคงนั่งบื้ออยู่ในรถจนถึงเช้าเลยมั้ง
‘เป็นผู้หญิงขับรถคนเดียวค่ำๆ มืดๆ มันก็อันตรายอยู่แล้ว นี่ฝนก็ตกหนักอีกไม่รู้จะรีบไปธุระที่ไหน รอถึงพรุ่งนี้เช้าไม่ได้หรือไงกัน ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งนะ จะจับฟาดให้หลังลายเลย’
“มีอะไรหรือเปล่าอินซอฟ ใครเป็นอะไรบ้างไหม” ฟารฮานร้องถามลูกน้องมาจากในรถ ตอนแรกเขาก็ไม่ได้อยากลงไปช่วยหรอก แต่เพราะมโนธรรมในใจมันดันชนะตัวเดวิล เลยบอกให้อินซอฟหยุดรถและลงไปทำการช่วยเหลือ
มือใหญ่เปิดดูแฟ้มเอกสารที่ได้รับแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี เดือนนี้ผลประกอบการของบริษัทได้กำไรเพิ่มจากสามเดือนที่แล้วถึงห้าเปอร์เซ็นต์ โครงการที่วางไว้ เปิดตลาดแห่งที่สองใกล้จะสำเร็จแล้ว ถ้าผลประกอบการของบริษัทเป็นแบบนี้อีกสักหกเดือน พี่ชายต้องอนุมัติให้เขาไปเปิดสาขาที่ประเทศบรูไนแน่นอน
“สงสัยยังช็อกครับนาย เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ” อินซอฟตะโกนตอบกลับไป ร่างหนาเดินไปหยุดหน้ารถตรงที่มีแสงไฟ สองมือโบกสะบัดหวังว่าคนที่อยู่ในรถจะเห็นสลับกับการวิ่งไปเคาะกระจก และดูเหมือนความพยายามจะเป็นผล ร่างเล็กที่นั่งอยู่ในรถมีอาการขยับเขยื้อนและตอบสนอง
“คุณ...คุณเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ต้องไปโรงพยาบาลไหม”
“คะ...” ปิยาพัชรที่ยังมีสีหน้างงๆ อยู่เริ่มมีสติขึ้นมาบ้างเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกจากด้านนอก ดวงตากลมโตยังคงเบิกกว้าง ใบหน้ายังคงซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดเต็มมือและใบหน้า อีกทั้งมือเล็กก็เย็นเฉียบราวกับวางอยู่บนน้ำแข็ง จับล็อกประตูรถไว้แน่น
จากที่ดีใจว่ามีคนใจดีลงมาช่วยเหลือ แต่พอได้เห็นใบหน้าผู้มาให้ความช่วยเหลือที่รกครึ้มไปด้วยหนวดและเครา แล้วยังอยู่ในชุดแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นอีก ก็ทำให้ปิยาพัชรเกิดอาการหวาดกลัวซ้ำขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว มือที่ว่างอยู่รีบควานหาโทรศัพท์เครื่องเล็กที่เมื่อครู่เหมือนมันกำลังส่งเสียงร้องอยู่ด้วย แต่ตอนนี้กลับเงียบสนิท
ก๊อกๆ
“คุณ...ไขกระจกมาคุยกันก่อนซิ” อินซอฟเคาะประตูอย่างหัวเสียหนักขึ้น นี่ถ้าไม่เห็นว่าคนในรถเป็นผู้หญิงและอยู่คนเดียวละก็ เขากลับไปขึ้นรถและขับพานายไปถึงที่หมายแล้ว ไม่มาสนใจแม่สาวน่ารำคาญนี่ให้เปลืองเวลาอยู่หรอก
ปิยาพัชรสองจิตสองใจว่าจะทำไงดี ตอนแรกว่าจะโทรหาเพื่อนให้ออกมาทำการช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่าที่โทรศัพท์เงียบหายไป เพราะแบ็ตหมด วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรเธอป้ำๆ เป๋อๆ แรงกว่าพี่สาวเสียอีก ขนาดเห็นแล้วว่าโทรศัพท์ใกล้จะแบ็ตหมดยังไม่ยอมเอาไปชาร์ตอีก แล้วเป็นไงล่ะ ผลสุดท้ายก็ต้องมานั่งทำอะไรไม่ถูกอยู่ในรถนี่คนเดียว ไม่รู้จะสมน้ำหน้าหรือสงสารตัวเองดี
ตอนที่ 2
แล้วผู้ชายที่ยืนอยู่ก็ยังเคาะกระจกรถไม่ยอมหยุดเสียอีก ใบหน้าขาวสวยซีดเผือด ส่งยิ้มแหยๆ ไปนอกรถ ดวงตาผลุบมองลงไปภายในรถอย่างต้องการหาอะไรมาป้องกันตัวเองสักชิ้น ก่อนจะลงไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่มาเคาะถามหาความช่วยเหลืออยู่
ถึงแม้จะมีแสงสว่างจากไฟด้านหน้ารถ แต่มองเห็นอะไรไม่เห็นอยู่ดี แล้วใบหน้าขาวสวยก็มีรอยยิ้ม เพราะนึกออกว่าวันก่อนกัญญาพัชรเคยมอบมีดพับเล่มเล็กให้ หญิงสาวถอนหายใจเฮือกโต เพราะความไม่สนใจของตัวเอง รับมาได้ก็เอามาโยนๆ ไว้ในรถอย่างไม่สนใจ แล้วเป็นไงล่ะพอถึงเวลาจะใช้ขึ้นมาก็ต้องควานหาเหมือนคนบ้าอย่างนี้
เฮ้อ...คิดแล้วก็สมน้ำหน้าตัวเองเหมือนกัน ตลอดเวลาเอาแต่พึ่งพี่สาวอยู่เสมอ จะไปไหนมาไหนทีก็ออดอ้อนให้ไปส่งไปรับ แล้วดูซิพอกัญญาพัชรป่วยไม่สามารถไปส่งไปรับได้ ก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง แต่ดันมาเกิดปัญหาเอาเสียด้วยซิ แล้วจะทำยังไงดีล่ะทีนี้
ความจริงไม่ได้อยากไปงานนี้มากนักหรอก แต่ได้ข่าวมา เจ้าของบริษัทมาเอง ใครๆ ก็พูดว่าฟารฮาน คอลีฟา ยา อูซาหมัด รูปหล่ออย่าบอกใคร ถึงปากจะบอกว่าไม่สนใจ แต่ก็ยังแอบคิดเล่นๆ ตามประสาสาวน้อยช่างฝัน
วันหนึ่งจะมีเจ้าชายขี่ม้าขาวบุกป่าฝ่าดงพี่สาวจอมหวงรับไปเป็นเจ้าหญิงประดับใจ แต่เรื่องแบบนี้มันคงเป็นได้เพียงแค่ในนิทานเท่านั้นเอง รู้ก็รู้อยู่ว่าคนทุกวันนี้เป็นยังไง เห็นแก่ตัวเสียเป็นส่วนใหญ่ ไอ้ที่คิดช่วยเหลืออย่างจริงใจหาได้น้อยแล้วในสังคมเมืองปัจจุบัน
อีกอย่างในงานจะมีการประกาศพนักงานดีเด่น คนที่ได้นอกจากจะได้ไปเที่ยวต่างประเทศฟรีแล้ว ยังได้เงินรางวัลอีกจำนวนหนึ่ง ไหนจะยังมีการมอบของขวัญอีกหลายชิ้น หนึ่งในนั้นคือทองคำจำนวนยี่สิบบาท สำหรับคนอื่นไม่รู้แต่สำหรับเธอแค่รางวัลชิ้นเล็กๆ สักชิ้นและเงินโบนัสที่ทางบริษัทบอกว่าจะแจกเต็ม สำหรับพนักงานที่เข้าร่วมงานในวันนี้ก็เพียงพอแล้ว
คร่าวๆ มาว่าน่าจะได้ประมาณคนละเป็นหมื่นขึ้น แต่ถ้าใครไม่เข้าร่วมกิจกรรมจะโดนหักออกครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าบอกความจำเป็นว่าทำไมถึงไม่เข้าร่วมงานได้ โดนหักเหมือนกันแต่ไม่มากเท่าข้อแรก
ใครจะว่าเธองกก็ช่าง แต่เธอและพี่สาวไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมานี่นา แค่มีทุกวันนี้ได้ก็เพราะขยันเก็บหอมรอมริบ และใช้จ่ายอย่างประหยัด มือเรียวควานสะเปะสะปะไปทั่ว ก่อนที่รอยยิ้มจะแต่งแต้มไปบนใบหน้ารูปไข่ ถึงจะไม่เก่งอย่างกัญญาพัชรที่เก่งการต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่อย่างน้อยมีมีดอยู่ในมือก็ทำให้พออุ่นใจได้บ้าง
อีกอย่างถึงรู้ว่าเขาตั้งใจมาช่วยเหลือ แต่ใครจะรู้ได้ล่ะ คนที่มาให้ความช่วยเหลือจะไม่คิดร้ายในภายหลังน่ะ ยังไงก็ต้องป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อนตามที่พี่สาวและสุภาษิตไทยสอนไว้
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน เดี๋ยวจะจนใจเอง
ปิยาพัชรสูดลมหายใจเข้าปอด ค่อยๆ ไขกระจกรถลงแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ได้ชมหรอกว่าสวย แต่ก็น่ารักก็แล้วกัน ใครชมไม่ชมไม่รู้ พี่สาวชมและตักเตือนอยู่ทุกวันนี่นา
“เราไม่ใช่คนสวยนะมัดหมี่ แต่น่ารัก ใครเห็นก็เตะตาอยากอยู่ใกล้ แล้วอีกอย่างเข้ากับคนได้ง่าย ไม่เคยคิดไม่เคยดูหรือสังเกตอะไรเลยว่าคนที่เข้ามาใกล้น่ะเขาต้องการอะไร หวังดีหรือหวังร้าย”
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าคุณ ทำไมเรียกแล้วไม่ยอมตอบ” อินซอฟถามอย่างหงุดหงิด จนน้ำเสียงที่เอ่ยออกไปเกือบจะเป็นแข็งกระด้าง
ปิยาพัชรยิ้มแหยๆ พยายามทำใจดีสู้เสือ แม้จะกลัวสายตาของชายหนุ่มตรงหน้าจนตัวสั่น หัวใจเต้นแรงเร็ว ดวงตามองหนุ่มร่างใหญ่อย่างขอโทษที่ทำให้เสียเวลา และตอบกลับไปยาวเป็นรถไฟ “ปะ...เปล่าค่ะ มัดหมี่แค่ตกใจมากไปหน่อย แต่ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ลงมาจากรถซิ ผมจะได้ช่วยเอารถลงจากขอบถนนนี่ให้”
“เอ่อ...เอ่อ...คือว่า...”
อินซอฟสบถเป็นภาษาซัลจาร์บาเมียออกมาอย่างหัวเสีย แม้เขากับนายจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยได้เกือบสองปีแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่เผลอก็มักหลุดภาษาประจำชาติออกมาเสมอ ผู้หญิงบ้าอะไรเรื่องมากชะมัด แค่คนเขาจะช่วยเหลือยังอิดออดอยู่ได้ เดี๋ยวพอไปเสียเลย ชายหนุ่มพยายามระงับอารมณ์โกรธที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ตกลงคุณจะรับความช่วยเหลือของผมไหม ถ้าไม่ผมจะได้ไปเสียที ผมไม่มีเวลาว่างจะมาทำก้อร่อก้อติกอย่างที่คุณคิดหรอกนะ”
ปิยาพัชรยิ้มแหยๆ สองจิตสองใจว่าจะลงจากรถดีหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ลงเธอคงไม่มีปัญญาเอารถลงจากขอบถนนอย่างปลอดภัยแน่ ดีไม่ดีอาจไถลไปอีกฝั่งแล้วได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาลก็ได้ แต่ถ้าลงแล้วจะมั่นใจได้ไงว่าผู้ชายตรงหน้าจะไม่ทำอันตรายเอาน่ะ
“เรียบร้อยหรือยังอินซอฟ จะได้ไปเสียที” ฟารฮานร้องถาม มือใหญ่วางแฟ้มเอกสารลงและก้าวตามลูกน้องหนุ่มไป
เสียงเรียกถามของฟารฮานทำให้ปิยาพัชรตัดสินใจเปิดประตูรถออกมา และเดินไปหยุดตรงที่มีแสงไฟอย่างเชื่องช้าและไม่มั่นใจ มือเล็กข้างหนึ่งกำมีดพับที่ซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใหญ่ ศีรษะทุยหันรีหันขวางมองไปที่รถสลับกับมองร่างสูงใหญ่ในชุดสีขาวแปลกตายาวกรอมเท้า อีกทั้งยังมีผ้าโพกศีรษะให้ทั้งน่าสงสัยและน่าสนใจ
ด้วยความไม่ระมัดระวังและอย่างที่บอกวันนี้ไม่ใช่วันดีของเธอ อีกทั้งยังไม่ชินกับการที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด เพราะปกติแล้วรองเท้าที่ใส่ส้นสูงที่สุดคือหนึ่งนิ้วครึ่ง ปิยาพัชรเผลอสะดุดขาตัวเองอย่างจังจนร่างบางถลาเข้าไปในอ้อมแขนกว้าง
“ว้าย!! ตายแล้ว พ่อแก้วแม่แก้วช่วยมัดหมี่ด้วย” ปิยาพัชรร้องอุทานด้วยความตกใจ โอ๊ย!! ทำไมวันนี้ถึงมีแต่เรื่องไม่ดีมากนักนะ แล้วจะมีเรื่องดีๆ เข้ามาบ้างหรือเปล่านี่
“เอ่อ...ขอโทษนะคะคุณ” ใบหน้าขาวสวยแหงนมองไปยังคนที่ให้การช่วยเหลือ ด้วยความสูงเพียงแค่หนึ่งร้อยห้าสิบแปดเซนติเมตร แม้จะอยู่บนรองเท้าส้นสูงสามนิ้วแล้วยังสูงเพียงแค่บ่ากว้างเลย
อุ๊ย!! อีตายักษ์นี่กินอะไรเข้าไปนะ ถึงได้สูงและหนาเป็นยักษ์ปักหลั่นถึงขนาดนี้ แบ่งมาให้เราบางก็ยังดี แม้จะอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลม แต่ปิยาพัชรยังอดไม่ได้ที่จะคิดพิเรนทร์ๆ มือเรียวยกขึ้นตบอกตัวเองเบาๆ เป็นการเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา
มือเล็กเรียวรีบยกขึ้นยันร่างหนาใหญ่ให้ออกห่าง แต่เพียงได้สัมผัสกับแผงอกกว้างอุ่นร้อนเหมือนกับมีกระแสไฟอุ่นๆ แล่นผ่านมือไปตามลำแขนเรียวยาวและเข้าสู่หัวใจดวงน้อยอย่างรวดเร็ว ใบหน้าขาวสวยเห่อแดงขึ้นอย่างกะทันหัน หัวใจดวงน้อยเต้นเหมือนกับมีใครกำลังตีกลองอยู่ภายใน
“ขะ...ขอโทษค่ะคุณ ขอโทษจริงๆ ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปสั่นสะท้านแต่ยังนุ่มนวลและหวานหู ใบหน้าขาวสวยก้มมองพื้นอย่างรวดเร็ว ถึงจะถอยมายืนอยู่ไกลๆ แต่ความอบอุ่นจากกายหนาร้อนยังแผ่ซ่านซึมเข้ามาโอบรอบเรือนกาย จนทำให้อากาศที่เย็นยะเยือกกลายเป็นอบอุ่นและสบายๆ ไปในทันที
แม้จะเป็นเพียงแค่แวบเดียว แต่กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนกับกลิ่นดอกไม้และกลิ่นกายหอมรวยรินจากเรือนกายบอบบางโชยเข้าไปแตะจมูก ฟารฮานเผลอสูดเข้าไปเต็มปอดและติดตรึงต้องใจในทันที ดวงตาคมเพ่งมองว่าสาวร่างอรชรอ้อนแอ้นที่โผเข้ามาในอ้อมกอดนั้นหน้าตาเป็นเช่นไร ด้วยความมืดและความระมัดระวังตัวของสาวเจ้าทำให้มองไม่เห็น คงมีแต่กลิ่นดอกไม้ที่ยังชัดเจนในจมูก
ตอนที่ 3
คิดแล้วอยากเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้จริงๆ ถ้าใบหน้าสวยเหมือนกลิ่นหอมที่ลอยเข้าจมูกมา ถ้าเป็นอย่างที่คิดจริงๆ เขาคงไม่ปล่อยให้เนื้อสมันหวานๆ แบบนี้หลุดรอดจากมือไปได้ สมองคมปลาบหมุนคิดว่าทำอย่างไรถึงจะได้เห็นหน้าสาวน้อยตามต้องการ
“เรียบร้อยแล้วครับนาย” อินซอฟเดินมาหยุดตรงหน้านายหนุ่ม มือใหญ่ยื่นกุญแจรถให้ปิยาพัชร “ทีหลังก็ขับรถระวังๆ บ้างนะคุณ ถ้าผมกับนายไม่ผ่านมาคุณจะทำยังไง”
ปิยาพัชรทำแก้มพองลมด้วยความไม่ชอบใจในน้ำเสียงห้าวแข็งที่ได้ยิน แต่ก็รับรู้ด้วยใจว่าที่ชายหนุ่มคนนี้พูดเพราะหวังดีกับเธอจริงๆ หาได้คิดร้ายไม่ เลยรีบสลัดความไม่ชอบใจทิ้งไป
“ขอบคุณนะคะที่คุณทั้งสองคนช่วยเหลือมัด...เอ๊ย!! ไม่ใช่...” ปิยาพัชรเผลอหลุดเรียกชื่อตัวเองออกไป มือเรียวยกขึ้นปิดปากทันควัน ก่อนจะเอ่ยพูดใหม่อีกครั้ง “ขอบคุณนะคะที่คุณให้การช่วยเหลือฉัน ถ้าคุณสองคนไม่ผ่านมาฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำไงดี”
“ไม่เป็นไรครับ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้เอง ช่วยได้ก็ช่วยกันไป ว่าแต่คุณจะไปไหนหรือครับ โอ๊ะ...อย่าเข้าใจผิดนะครับ” ชายหนุ่มรีบเอ่ยบอกเสียงหวานนุ่มทุ้ม เพราะกลัวลูกกวางน้อยจะตื่นหนีเสียก่อนที่เขาจะได้ลองลิ้มชิมรสหวาน “ที่ถามนี่ ก็เพียงแค่คิดว่า ถ้าหากไปทางเดียวกัน จะได้ขับรถตามกันไปน่ะครับ”
อินซอฟมองหน้านายหนุ่มแล้วให้หวั่นใจแทนสาวน้อยที่เขาเห็นหน้าแวบๆ ในความสว่างของแสงไฟหน้ารถว่าสวยและน่ารักเพียงใด และสำหรับนายเขา ฟารฮาน คอลีฟา ยา อูซาหมัด น้องชายประมุขประเทศซัลจาร์บาเมีย เมื่อต้องการสิ่งใด ไม่ว่าจะต้องใช้เล่ห์กลอย่างไรก็ไม่เกี่ยง ขอให้ได้สิ่งที่ต้องการเท่านั้น
แล้วสาวน้อยคนนี้จะสู้ไหวหรือ ไม่ใช่แค่รับมือกับฟารฮานเพียงคนเดียวนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ยังมีสาวน้อยสาวใหญ่ที่เคยอยู่เคียงข้างและต้องการก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในชีวิตของนายเขาอีกเล่า แค่คิดก็เหนื่อยและหวาดกลัวแทนแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่คุณให้การช่วยเหลือมัด...เอ๊ย!! ...” มือเรียวยกขึ้นปิดปากอีกครั้ง เมื่อเผลอเรียกชื่อตัวเองออกไปตามความเคยชิน “แหะๆ คุณคงไม่ถือนะคะ อีกอย่างแค่คุณสองคนให้การช่วยเหลือดิฉัน แค่นี้ก็เป็นพระคุณอย่างสูงแล้วค่ะ อย่าให้ฉันต้องรบกวนไปมากกว่านี้เลย” ปิยาพัชรเอ่ยปากบอกอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ผมว่าคุณพูดตามสบายดีกว่าไหมครับ ผมจะไปโรงแรม ไฮปาร์ค เอ แกรนด์เด้นท์ แล้วคุณ...?”
“ค่ะ มัดหมี่จะไปที่นั่นเหมือนกัน ถ้าไม่เป็นการรบกวนละก็ มัดหมี่ขอขับรถตามคุณไปละกันนะคะ”
แม้จะอยู่ในความมืดมิดของราตรีกาล แต่ฟารฮานกลับรู้สึกเหมือนกับเขาได้เห็นรอยยิ้มกระจ่างสดใสจากคนที่กำลังพูดอยู่ คิดแล้วก็อยากเห็นหน้าสาวเจ้าขึ้นมาจริงๆ น้ำเสียงหวานเหมือนน้ำผึ้งขนาดนี้ ตัวจริงจะสวยและหวานเหมือนเสียงหรือเปล่านะ?
“ได้ครับ” ฟารฮานเอ่ยรับ ทั้งที่ความจริงอยากจะชวนหญิงสาวขึ้นไปนั่งรถคันเดียวกัน แต่ถ้าหากทำเช่นนั้น เท่ากับทำให้กวางตัวน้อยตื่นตัวและหนีหายไป แล้วอีกอย่างในเมื่อหญิงสาวกำลังจะไปที่เดียวกับเขา แล้วมีหรือที่คนอย่างเขาจะสืบหาเรื่องราวไม่ได้น่ะ
ร่างหนายืนมองจนร่างบอบบางเดินไปขึ้นรถด้วยความเสียดาย ยามที่เธอยืนคุยอยู่ด้วยแม้จะพูดตะกุกตะกักบ้าง แต่กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่รวยรินออกมาจากกายให้ความสดชื่นเป็นยิ่งนัก และอย่างที่ไม่ต้องพูดสิ่งใดมากเพียงแค่ตวัดสายตามองไปยังลูกน้องหนุ่ม เพียงแค่นี้อินซอฟก็รู้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร
“ครับนาย”
“ทำไมแกมาช้าแบบนี้ฮึยัยมัดหมี่ รู้ไหมฉันรอจนรากงอกแล้วนะ ถ้าขืนเข้างานช้าไม่ได้นั่งโต๊ะหน้าๆ ก็ไม่ได้เห็นเจ้าชายฟารฮานนะแก” สาวน้อยร่างเล็กในชุดสีเหลืองทองพูดเสียงขึ้นจมูก ด้วยความไม่พอใจที่เพื่อนรักเดินทางมาถึงช้า
“ขอโทษนะจันตี เค้าขอโทษ” ปิยาพัชรพูดเสียงหวานเชื่อมและออดอ้อนนิดๆ ให้จันฑีราเพื่อนรักที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วยังได้ทำงานที่เดียวกันอีกด้วย ใบหน้าขาวสวยกระจ่างสดใสแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอย่างขอลุแก่โทษ ที่ทำให้เพื่อนรักต้องยืนคอยจนขาเคล็ดขาแข็ง
“ว่าแต่ทำไมมาช้ายะ หรือโดนพี่มัดหวายจับได้” จันฑีราถามในสิ่งที่คิดว่าจะเป็นไปได้มากที่สุด เพราะรู้กิตติศัพท์ความหวงน้องสาวราวกับจงอางหวงไข่ของกัญญาพัชร กว่าที่ปิยาพัชรจะไปไหนได้สักครั้งต้องขออนุญาตและสาธยายถึงที่มาที่ไปอย่างละเอียดรอบคอบและมีเหตุมีผล
จะมีช่วงที่ปิยาพัชรทำงานแล้วนี่แหละ กัญญาพัชรถึงได้ปล่อยน้องน้อยไปไหนมาไหนได้บ้าง แต่ก็ยังต้องบอกกล่าวให้เรียบร้อย ถ้าขืนรู้ว่าแอบทำอะไรลับหลังละก็ โหย...ไม่อยากคิดถึงผลลัพธ์ที่ตามมา แค่คิดก็หนาวเข้าไปทั้งแผ่นหลัง...การลงโทษด้วยสายตาที่มองราวกับไม่มีตัวตน ไม่พูดไม่จาทำหูทวนลม แค่นั้นแหละแม่เพื่อนรักที่ต้องการทั้งความรักและความอบอุ่นก็ร้องไห้จนตัวคลอนและรีบเอ่ยปากขอโทษ พร้อมให้สัญญาว่าจะไม่ทำความผิดอีกแล้ว
“บ้าแล้วแก ถ้าพี่มัดหวายจับได้ ฉันจะมายืนสวยเลิศต่อหน้าแกหรือไงยะ ยัยนี่ถามอะไรแปลกๆ ”
“อ้าว...ก็แล้วแกเสือกมาช้าทำไมล่ะ ปกติเห็นเป็นคุณนายผู้ตรงต่อเวลานี่หว่า?” จันฑีราทำเมินหน้าหนี สองมือเล็กเรียวยกขึ้นกอดอก แต่สายตากลับเหล่ลงมองปิยาพัชรพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
“โอ๊ะ!! แปลกแฮะ นอกจากวันนี้คุณจันฑีราเพื่อนข้าพเจ้าจะแต่งตัวสวยแล้ว เพื่อนสาวแสนสวยของข้าพเจ้ายังได้ไปหัดเรียนวิชางอนมาด้วยเหรอนี่ โอ๋ๆ แต่ช้าแต่ไม่งอนเค้าน้า...” มือเล็กเรียวยกขึ้นสะบัดไปมาต่อหน้าเพื่อนสาว โดยไม่รู้ว่าอากัปกิริยาและท่าทางการพูดของเธอนั้นได้ตกอยู่ในสายตาของชายหนุ่มอีกคนที่ยืนมองด้วยรอยยิ้มและความสนใจ
เสียดายว่าสาวน้อยเสียงหวานถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางแสงไฟที่ส่องสว่างอยู่ แต่ด้วยเพราะร่างที่หันข้างให้เลยทำให้ได้เห็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของใบหน้า ถึงจะเป็นเพียงแค่นั้นก็ทำให้ใจฟารฮานหวั่นไหวได้ไม่น้อยเหมือนกัน
ความน่ารักและสดใสที่ได้เห็น เสียงยามพูดจาเสียงเหมือนกับนกไนติงเกลที่ร่ำลือนักว่าหวานใสจับใจ ที่จะเสียดายอีกอย่างก็คือว่างานเลี้ยงคืนนี้จัดแบบให้ทุกคนสวมใส่หน้ากาก เดี๋ยวพอเข้าไปในงานแล้วแม่สาวน้อยก็ต้องสวมใส่หน้ากากปกปิดใบหน้าสวยๆ เอาไว้
“คนสวยจ๋าไม่งอนเค้าน้า ความจริงตัวเองน่ะต้องคอยปลอบใจเค้ามากกว่า รู้ไหมว่ากว่าที่เค้าจะมาถึงที่นี่ได้นะ เค้า...” น้ำตาอุ่นร้อนเอ่อล้นคลอเบ้าแล้วไหลลงอาบสองแก้มอย่างรวดเร็วราวกับสั่งได้ แต่ดวงตากลับพราวระยับเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของคนที่ให้เธอง้อเมื่อครู่ ดวงตากลมโตของจันฑีราเบิกกว้าง และไม่เพียงแค่นั้นปากอวบอิ่มอ้าออกจนช้างเกือบเข้าไปนอนพักอยู่ได้แล้ว
ปิยาพัชรพยายามกลั้นหัวเราะจนท้องแข็งที่จะไม่หลุดอาการเศร้าออกมาให้ได้เห็น แล้วรีบเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสั่นแต่พลิ้วไหว “เค้าน่ะเกือบขับรถมาไม่ถึงงานแล้วนะ มัน...มันเกยขึ้นไปหมุนติ้วๆ บนฟุตบาท เหลือแค่นี้” มือเรียวยกขึ้นมาทำระยะระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วก้อยประมาณสองเซ็น ใบหน้าสวยซีดเผือด ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านพ้นมาแล้วและได้รับการช่วยเหลือจนรอดปลอดภัย และเมื่อต้องมาเล่าด้วยต้องการแกล้งเพื่อนก็จริง แต่หัวใจดวงน้อยก็อดที่จะสั่นขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน
ร่างบอบบางขยับเอนเข้าหาเพื่อนรักอย่างต้องการให้ปลอบโยนเอาใจ “เค้างี้กลัวจนตัวสั่นเลยรู้ไหมจันตี นี่ถ้าไม่มีสองหนุ่มนั่นเข้าไปช่วย ป่านนี้เค้ายังไม่ได้มาหาตัวเองเลยนะ”