“นั่น! สองพี่น้องเจ้าของไร่พืชวิวัฒน์พัฒนะการกุล...ใช่ไหมข้าว”
ขวัญข้าวเหลียวมองตามเสียงถามทันที ค่อยหันกลับมาหยิบอาหารในจานตรงหน้าเข้าปากบ่น
“มีใครนามสกุลยาวกว่านี้อีกไหมเนี่ย”
“ข้าวนี่ยังไงนะ แขวะไม่เข้าเรื่องเลย”
ธิดารัตน์คู่สนทนาปรามอย่างเคืองๆแต่ไม่ได้จริงจังนัก
สองสาวปลีกตัวออกมาคุยตรงระเบียงร้าน ที่วันนี้แบ่งโซนหนึ่งไว้จัดเลี้ยงส่งให้พวกเธอและเพื่อนร่วมรุ่นที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกกันแล้ว เลยสะดุดตาเข้ากับสองหนุ่มที่เพิ่งลงจากรถยกสูงนั่นพอดีจึงได้พูดคุยสอบถามอย่างเมื่อครู่
ขวัญข้าวยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบก่อนเบือนสายตาออกไปทางอื่น ไม่คุยอะไรต่อ แต่เพื่อนตัวดียังคงสะกิดถามไม่เลิก
“ไร่ข้าวอยู่ใกล้กับไร่พี่เขา เจอกันบ่อยไหม”
ขวัญข้าวยักไหล่ก่อนเบ้หน้า ทำท่าคิดนิดหนึ่ง เจอกันบ่อยไหมอย่างนั้นหรือ แล้วตอบเพื่อนออกไป “ไม่นี่ ถามทำไม”
“ไม่มีอะไรก็แค่ถาม แล้วข้าวรู้จักพี่น้องสองหล่อนั่นไหม”
“คนไหน” ถามอย่างไม่ได้สนใจคนที่กล่าวถึงสักเท่าไร
“ก็พี่กร ลูกชายคนโตของไร่พืชวิวัฒน์พัฒนะการกุลกับนายดลนั่นไง” คนหลังนั่นพูดถึงด้วยน้ำเสียงไม่ชื่นชมเท่าคนแรกอย่างที่พอฟังออก แต่ขวัญข้าวไม่ใส่ใจ จะคนแรกหรือคนหลังเธอไม่ให้ราคาใครทั้งนั้น
“ไม่รู้จัก แล้วก็ไม่เห็นอยากรู้จักด้วย ไม่รู้เลยว่าคนไหนพี่คนไหนน้อง”
ธิดารัตน์มองอย่างหมั่นไส้แล้วจีบปากเตรียมสาธยาย
“คนพี่น่ะคนที่สูงกว่า ตัวหนาล่ำ ยืนหน้านิ่งไม่ค่อยยิ้มขรึมสง่าเป็นรูปปั้นเทพเจ้ากรีก ส่วนคนน้อง...ก็อีตาคนที่ยืนยิ้มโปรยเสน่ห์ไปทั่วยังกับว่าตัวเองหล่อนักหนานั่นไง เห็นหรือยัง”
ขวัญข้าวมองตามไปปราดเดียวแล้ววิจารณ์
“ไม่เห็นหล่อสักคน ยิ่งอีตาคนทำหน้านิ่งๆนั่นยิ่งไม่หล่อ ยืนเก๊กอยู่ได้ ทำท่ากร่างอย่างกับว่าจังหวัดนี้เป็นของตัวเอง”
ธิดารัตน์ขยับตัวอย่างไม่เห็นด้วย รีบค้าน “ไม่นะ พี่กรเขาแค่เป็นคนเงียบๆ เก๊กที่ไหนข้าวนี่”
“เราก็เห็นแกเก๊กทุกที่ ดูนั่น…” ขวัญข้าวบุ้ยหน้าไปทางคนที่กล่าวถึงก่อนว่า “ยืนหลังตรงยังกับทหารเฝ้าประตูพระราชวัง หน้าพี่แกเคยยิ้มกว้างกว่านี้ไหม ไม่เค้ย... ทำเป็นอมยิ้มจะยิ้มก็ยิ้มออกมาดิ่ ท่าทางแบบนี้เจ้าชู้เงียบแน่นอน แล้ว…”
ธิดารัตน์คงเป็นแฟนคลับคนพี่ของไร่พืชวิวัฒน์พัฒนะการกุล ได้ยินคำบาดหูนั่นแล้วรีบร้องปรามเสียงหลงทันที “พอแล้ว”
เลยยิ้มมุมปากซนๆ หยิบอาหารในจานตรงหน้าเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆต่อ เบือนหน้ามองบรรยากาศของร้านที่คึกคักกว่าทุกที ไม่สนใจชายสองคนนั่นอีกต่อไป
คืนนี้เป็นงานเลี้ยงส่งให้กับพวกเธอและเพื่อนๆมัธยมศึกษาปีที่หกที่จบกันแล้ว บางคนได้ศึกษาต่อ
อย่างธิดารัตน์ หรือ แอล เพื่อนของเธอได้ทุนเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง คณะแพทยศาสตร์ ส่วนเธอ ขวัญข้าวยิ้มให้ตัวเอง เธออยากเรียนต่อเหมือนกัน ที่คิดไว้คือคณะวิทยาศาสตร์กับศิลปะศาสตร์ แต่ที่ไร่ไม่มีใครพอจะเป็นหลักช่วยงานบิดาได้เท่าเธอ
ขวัญข้าวค่อนข้างโตเกินอายุ เพราะรับผิดชอบอะไรหลายๆอย่างในไร่ตั้งแต่อายุสิบห้า เป็นต้นว่าทำบัญชี ติดต่อไซโล โรงงานสับไม้ ตัวแทนปุ๋ยและยา ดูแลคนงานและจัดการปัญหาเล็กๆน้อยๆตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ เธอทำเองทั้งหมด
เด็กสาวจึงมีความคิดความอ่านความรับผิดชอบเรื่องงานในไร่ราวกับเป็นผู้ใหญ่แล้วคนหนึ่ง เพราะถูกบิดาฝึกฝนให้ทำตั้งแต่พอไหว้วานได้
เธอทำงานมากกว่าเล่น ต่างจากคนอื่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ถึงกระนั้นวุฒิภาวะยังถือว่าเด็กอยู่มาก ก็ตามอายุนั่น เอง เด็กสาวยังเจอคนเจอโลกไม่มากจึงมีประสบการณ์ในชีวิตไม่เท่าไร แต่หลงคิดว่าตนทำงานเยอะเลยว่าตัวนั้นโตพอที่จะทำอะไรๆก็ได้ตามที่ใจปรารถนา
“ข้าว” เสียงเรียกชื่อดังมาจากธิดารัตน์อีกครั้ง เจ้าตัวขานรับทันที “หืม”
“มีคนเรียกแน่ะ”
ธิดารัตน์บอกทั้งยังส่งสายตาเชิงหมั่นไส้มาให้ด้วย เมื่อกี๊ไหนว่าไม่รู้จัก ทำไมชายหนุ่มที่กล่าวถึงเมื่อก่อนหน้าแวะมาทักที่โต๊ะได้เล่า
เอี้ยวไปด้านหลังพอเห็นว่าใคร เลยทักทายตามมารยาทอย่างทุกที “อ้าวพี่ดล สวัสดีค่ะ”
“ไงเรา หนีเที่ยวหรือคะคืนนี้”
ขวัญข้าวมองคนถามแล้วยิ้มส่งให้แทนคำตอบ
ธนดลนั่นเอง ลูกชายคนเล็กของไร่พืชวิวัฒน์พัฒนะการกุล ชายหนุ่มเจ้าสำราญ หน้าตาดีราวนักแสดงจากแดนโสม เขาขาวแลดูสะอาด ที่สำคัญกว่านั้น เธอรู้จักธนดลดีกว่าที่ธิดารัตน์รู้ เมื่อครู่นี้เพียงแค่อำเพื่อนไปเท่านั้นว่าไม่รู้จักกัน
ก่อนบอกอีกฝ่ายไป
“เลี้ยงส่งค่ะพี่ดล”
“พี่นั่งด้วยคนนะคะ” ธนดลมักพูดคะขากับเธอแบบนี้เสมอ ท่าทีดูออกชัดเจนว่าชอบเด็กสาวไร่ข้างเคียงกัน ทั้งหูตายังแพรวพราวระยิบระยับเชียวเวลามองขวัญข้าว
“ค่ะ”
ธนดลยิ้มหล่อก่อนนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งข้างธิดารัตน์ ธิดารัตน์ขยับตัวหนีหน่อยหนึ่งอย่างไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ไม่ชอบหน้านายนี่ ทั้งๆที่ปลื้มพี่ชายของอีกฝ่าย นี่เองที่เขาเรียกไม่กินเส้นเห็นหน้าก็นึกไม่ถูกชะตาเลยเชียว
ชายหนุ่มถามคล้ายสนิทสนมกับเด็กสาวเป็นอย่างดี
“แล้ว...ตกลงเราเรียนที่ไหนคะ เลือกได้หรือยัง”
ขวัญข้าวเสลงมองแก้วน้ำของตนเองก่อนปด
“ยังคิดไม่ออกเลยค่ะ เลยว่าจะช่วยงานในไร่ไปก่อน เอาไว้คิดได้ค่อยไปสมัคร เรียนตอนไหนก็ได้ค่ะ ยังไงก็ทัน” เล่าไปเรื่อยอย่างมีความจริงไม่จริงปนกันอยู่อย่างละครึ่ง
“พูดง่ายเนอะ” ธิดารัตน์แขวะอย่างมีโมโหขึ้นบ้าง เพราะไม่เห็นด้วยเลยที่อีกฝ่ายจะหยุดเรียนเพื่อไปช่วยงานในไร่ พี่ชายขวัญข้าวนั่นทำไมไม่มาช่วยบ้าง คิดแล้วหงุดหงิดแทน
“อ้าว จริงนะ ข้าวคิดอย่างงั้นจริงๆ” ขวัญข้าวตอบกลับทันที
“อ้าว จริงนะ ข้าวคิดอย่างงั้นจริงๆ” ขวัญข้าวตอบกลับทันที
ธนดลนั่งคุยสลับฟังครู่ใหญ่แล้วต้องจำใจลาเมื่อพนักงานในร้านเข้ามากระซิบบอกบางอย่างกับเจ้าตัว สายตาพราวระยับมอง
ใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มของขวัญข้าวอย่างอาวรณ์ไม่อยากลุกไปแต่คงเป็นคำสั่งของพี่ชายเลยขัดไม่ได้ลุกออกไปในที่สุด
“ใช่ซี้” จู่ๆเสียงธิดารัตน์ก็ว่าเสียงแหลมขึ้นตอนคล้อยหลังธนดลไปแล้วนั่น จนต้องหันมาถามงงๆ “อะไรแอล”
“ข้าวน่ะไม่ต้องไปเรียนอะไรหรอก เพราะต้องเคยเช็ดหัวบันไดบ้านตัวเองให้แห้งๆ นี่คนหนึ่งละแล้วเดี๋ยวมีอีกเชื่อเรา”
ขวัญข้าวกรอกตามองไปทางอื่นอย่างไม่ค่อยรู้สึกอะไรด้วยนักกับคำของเพื่อนรัก แล้วค่อนปนขำไม่ได้
“โบราณชะมัดแอล สมัยนี้เขาไม่ต้องล้างเท้าก่อนเข้าบ้านกันแล้วไหมอ่ะ”
“เออ” กระแทกเสียงตอบอย่างหมั่นไส้กลับไป
ตอนรู้ว่าขวัญข้าวจะไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อนรักอย่างธิดารัตน์หัวฟัดหัวเหวี่ยงแทนเลยทีเดียว ร่ำๆจะไปคุยกับบิดาของเธอ ขออนุญาตให้เรียนเพราะรู้ว่าขวัญข้าวอยากเรียนต่อ แต่สุดท้ายขวัญข้าวเองที่ขอร้องว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของเธอดีกว่า เจ้าตัวบอกว่าอยากช่วยเหลือบิดาก่อนในตอนนี้
“แอลอ่านนิยายเยอะไปแล้วนะเราว่า”
“อ้าว เห็นท่าทางนายดลแล้วอดคิดแทนไม่ได้หรอก เราว่านะถ้าข้าวอยู่กันสองคนกับนายดล รับรองได้โดนนายนั่นเขมือบลงพุงแน่ๆ”
“พูดเกินไป” ขวัญข้าวขำก่อนว่าต่อ “เราไม่ให้เขมือบใครจะมาเขมือบเราได้”
“จ้า แม่คนเก่ง”
คุยกันมาถึงตรงนี้ก็พอดีมีเพื่อนชายร่วมรุ่นคนหนึ่งกับชายอีกคนเดินยิ้มปรี่มาแต่ไกล ทักเมื่อหยุดยืนตรงโต๊ะของสองสาว
“แอบมานั่งอยู่นี่เอง พี่ดามหาตั้งนานแหนะ”
ขวัญข้าวส่งยิ้มให้แล้วว่า “เบื่อเสียงดังข้างในค่ะพี่ดาม”
“อีกรายแล้วไง” ธิดารัตน์ว่าให้ได้ยินสองคนกับเธอ แล้วเสยกแก้วขึ้นดื่มปิดรอยยิ้มขันๆของตนเอง
ดามเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงมาก มักสวมแหวนทองไม่ก็สร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ เขาเป็นลูกชายของคุณอาศักดิ์ เพื่อนรุ่นน้องของบิดาขวัญข้าวที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน ลูกๆอย่างขวัญข้าว ก้านเพชรพี่ชายของเธอและดามจึงสนิทกันไปตามปริยาย
“ไม่เห็นบอกพี่ว่าจะออกมางาน พี่จะได้ไปรับ ค่ำมืดจะกลับบ้านยังไงละคะคนสวย” ดามต่อว่าด้วยถ้อยคำเป็นห่วงอย่างที่พยายามแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเขาและเด็กสาวเป็นมากกว่าพี่น้องคนรู้จักกัน
“โอย ยัยข้าวโตขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องรับส่งเป็นเด็กอนุบาลหรอกค่ะพี่ดาม”
“ว่าได้หรือแอล เกิดหนุ่มที่ไหนมาฉุดไป พี่จะทำยังไงเล่า ไม่ได้หรอกคนนี้พี่หวง จะให้พ่อไปขอแล้วเนี่ย’”
“โอย...เลี่ยนค่ะ” ธิดารัตน์สวนกลับทันควัน เพราะเป็นคนปากไวอยู่พอตัว คนที่พอรู้นิสัยดีก็จะไม่ถือสานัก ขวัญข้าวไม่พูดอะไรทำเพียงยิ้มฟังเท่านั้น
“ข้าวเพิ่งสิบแปดเองนะพี่ดาม”
“พี่รอได้ครับ นานแค่ไหนก็จะรอ”
ธิดารัตน์เบ้ปากยกแก้วขึ้นดื่มพลาง หมั่นไส้นายดามนี่อีกคน เพื่อนเธอยังไม่ใช่วัยต้องออกเรือน มาเกี้ยวอยู่ได้
ดามนั่งคุยอยู่ด้วยอีกนาน แล้วถึงขอตัวออกไปรับสายสนทนาตรงบริเวณอื่นจากนั้น
“กว่าจะไปได้ นี่ข้าวชอบผู้ชายแบบพี่ดามไหม บอกเราที”
“พี่ดามคุยสนุกแล้วก็ตลกดีนะ” ขวัญข้าวบอกแต่ข้อดีของดามแต่ไม่ได้ตอบว่าชอบหรือไม่ จนคนถามอดค้อนประหลับประเหลือกให้ไม่ได้แล้วบอกจริงจัง
“ชอบคุยก็พอนะยะ อย่าเอามาทำพันธ์”
ฟังน้ำคำค่อนขอดนั่นแล้วหัวเราะก๊ากทันที
“สัญญาสิ”
“อะไรล่ะ”
“ว่าจะไม่เอานายดามมาทำพันธุ์”
ธิดารัตน์มองเพื่อนด้วยสายตาคาดคั้น ขวัญข้าวมักมีความคิดอะไรที่เธอเองก็คาดเดาไม่ได้อยู่เสมอ อยากเรื่องเรียนนี่เหมือนกัน
คนถูกคาดคั้นแกล้งยิ้มยั่วใส่ แล้วปิดปากไม่สัญญาสัญญิงอะไรด้วย เลยได้รับบทสวดจากอีกฝ่ายไปแทน
สองสาวนั่งคุยกันต่อจากนั้น เมื่อเห็นว่าดึกพอควรได้เวลากลับ ถึงได้แยกย้ายกันในเวลาเกือบเที่ยงคืน งานเลี้ยงจบลงด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ บางคนอ่อนไหวหน่อยน้ำตาซึมก็มีเมื่อเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตลอดหกปีต้องแยกจากกันไป ต้องโตขึ้น ต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น จะทำเป็นเล่นแบบที่เคยทำไม่ได้อีกแล้ว
“มองอะไรหรือครับพี่กร”
ธนดลถามพี่ชายคนโตที่วันนี้ดูแปลก
ที่ว่าแปลกเพราะธนากรชวนออกมานั่งที่ร้านอาหารแห่งนี้ ปกติพี่ชายเขาใช่คนเที่ยวเสียที่ไหน
ทำงาน กลับบ้าน กินข้าว ตรวจงานเอกสารต่อจนเที่ยงคืนนู่นถึงเข้านอนได้ มีบ้างที่ออกไปสังสรรค์ตามประสาผู้ชายแต่นานที แล้ววันนี้เป็นอะไร ตกเย็นมาโทรศัพท์ตามบอกว่าอยากกินข้าวร้านนี้
ประหลาดแท้
ธนากรในสายตาของคนเป็นน้องนั้นขรึมจัด ดุดัน จริงจังน่าเกรงขามไม่ผิดจากที่เคยได้ยินคนอื่นว่ามา ว่านั่นเป็นนิสัยของธนา ผู้เป็นบิดาของทั้งคู่
ท่าทีนิ่งสงบแต่ดูลึกลับซับซ้อนแลเลือดเย็นจนคนเป็นน้องเองนึกหวาดไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายมีท่าทีที่เรียกว่าพร้อมจะฟาดฟันฝ่ายตรงข้ามหากล้ำเส้น
เหมาะสมแล้วกับตำแหน่งนายใหญ่แห่งไร่พืชวิวัฒน์พัฒนะการกุล ธนาที่ว่าเข้มงวดมากแล้วนั้น ธนากรเป็นมากกว่าบิดาเสียอีก ไม่แปลกใจหากผู้พี่จะได้อำนาจในการบริหารงานไปเกือบทั้งหมดเช่นนี้
“เปล่าไม่ได้มอง...อะไร”
ธนากรบอกเสียงเรียบ ละสายตาจาก ‘อะไร’ ที่ว่านั่นจากโต๊ะของเด็กสาวที่เขาเห็นมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยกเพราะไร่อยู่ติดกันไปทางอื่นอย่างแนบเนียน ก่อนทำตัวเรียบนิ่งไม่ให้คนช่างสังเกตอย่างธนดลจับผิดตนได้
ชายผู้เป็นใหญ่แห่งไร่พืชวิวัฒน์พัฒนะการกุลแสนเคร่งขรึมต้องเก็บความสนใจใส่ใจต่อเด็กสาวเอาไว้ให้มิดชิด ทั้งยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะที่ควร เธอยังเด็กนักและเขายังต้องบริหารงานที่รับมอบหมายจากบิดาอีกหลายหน้า ไม่มีเวลาไล่ตามจีบเด็กสาวที่กำลังเติบโตเบ่งบานเป็นดอกไม้งามอย่างที่คนอื่นเขาทำกัน
ไม่มีเวลาไล่ตามจีบเด็กสาวที่กำลังเติบโตเบ่งบานเป็นดอกไม้งามอย่างที่คนอื่นเขาทำกัน
แต่ธนากรมีสมุนหลายสายคอยรายงานความเป็นไปของคนที่เขาหมายปอง นานวันจากเด็กสาวตัวกระเปี๊ยกก็ยิ่งดูสวยงามผุดผาดมากขึ้นตามวัย เธอสวยแต่แววตาไม่สดใสนัก ทั้งยังแวดล้อมด้วยเสือสิงห์กระทิงแรดรอบตัว
เขาเป็นห่วง แต่ทำอะไรไม่ได้มาก
บิดาของเด็กสาวนั่นเขารู้จักดีในระดับหนึ่ง
พี่ชายของเด็กสาวที่สำมะเลเทเมาไม่เอาไหนนั่นอีกคน
และดาม ลูกชายนายศักดิ์ อดีตเพื่อนร่วมก่อตั้งโรงงานสับไม้กับบิดาของเขาด้วย
ถอนใจเฮือกอย่างที่พยายามคลายความกังวลลงให้ได้
เขาจะช่วยอย่างไร ไม่อยากให้เด็กสาวดั่งผ้าขาวสะอาดต้องแปดเปื้อนกับพวกนั้นเลย
ขวัญข้าวโบกมือลาธิดารัตน์ที่ผู้ปกครองมารอรับกลับ ค่อยกระโดดขึ้นรถขับออกจากร้านในเวลาต่อมา ไปตามทางลาดยางสายเก่าเลนสวนกันมุ่งสู่บ้านของเธอที่อยู่ห่างจากที่นี่แค่สิบกิโลเมตรเท่านั้น
บ้านที่ปลูกสร้างในพื้นที่เป็นไร่ในตัว เดิมทีไร่ของบิดามีเกือบพันไร่ แต่ตอนนี้เหลือไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ส่วนที่หายไปนั่นเพราะถูกโกงจากเพื่อนที่ลงขันกันมา
คิดมาถึงตรงนี้ทีไรเด็กสาวอดเม้มปากแน่นด้วยความเครียดแค้นไม่ได้ทุกที จนเผลอตัวบีบพวงมาลัยรถจนข้อนิ้วเล็กๆนั่นขาวซีดเผือดไร้สีเลือด
เธอเกลียดพวกไร่พืชวิวัฒน์พัฒนะการกุล!
พวกขี้โกง!
ขวัญข้าวเป็นลูกสาวคนสุดท้องของนายสงวนและนางผกา โชคร้ายที่มารดาเสียชีวิตตั้งแต่เธออายุเพียงห้าขวบปีเท่านั้น
บิดาจึงเลี้ยงดูเธอมาโดยลำพังด้วยความรักและเอาใจใส่อย่างดีตามกำลังของท่าน ไร่ของเธอเป็นสวนปาล์ม มีอีกสามสี่แปลงอยู่คนละที่กับบริเวณบ้านนั่นปลูกยูคาลิปตัส ยางพาราและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระนั้นใครๆก็ว่าไร่ของเธอมีผลผลิตมากในระดับหนึ่งแต่ยังไม่เท่าอีกไร่ที่อยู่ติดกันอยู่ดี
ไร่ที่เคยเป็นของพ่อ
เธอเกลียดพวกนั้นทุกคน
ปีนี้ขวัญข้าวเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้ายแล้ว และตัดสินช่วยงานบิดาแทนศึกษาต่อ คิดว่าถึงจังหวะค่อยไปสมัครเรียนก็ยังทัน ขวัญข้าวมีเพื่อนมากมายทั้งชายหญิง รวมไปถึงรุ่นน้องรุ่นพี่ก็มากมี แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเธอไม่ใช่เด็กใจแตกที่ชอบเที่ยวไปทั่ว หรือคบหาผู้ชายมากหน้าหลายตา เด็กสาวค่อนข้างระวังตัวในการสนิทสนมกับคนด้วยซ้ำ สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งสำนึกของเด็กสาวเอาไว้ก็คือบิดา
ขับมาได้ครึ่งทางพบรถคันหนึ่งจอดอยู่เลนเดียวกัน
พ่อบอกเสมอไม่ให้แวะจอดยามวิกาล นอกจากตัวคนเดียวแล้วยังเป็นหญิงสาวอีกด้วย แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ารถนั่นโบกมือให้เธอจอด มือของเขามีสีแดงเปรอะเปื้อนจนมองเห็นชัดจากในรถ อีกทั้งท่าทางดูกระวนกระวายใจ ทางเส้นนี้ไม่ใคร่มีใครสัญจรเพราะแคบและเปลี่ยว แต่เด็กสาวอย่างขวัญข้าวอาศัยว่าตัวมีปืนพกในรถและไม่คิดว่าจะมีอันตรายใดๆจึงกล้าขับรถมาเพราะเป็นทางลัดเข้าบ้านของเธอ
พอเห็นว่าเป็นใคร ค่อยคลายใจหน่อย
จอดรถเปิดกระจกลงทันที
“รถเสียหรือคะพี่ดาม”
ถามแล้วอดมองมือของอีกฝ่ายไม่ได้ ที่เห็นแล้วว่ามีสีแดงคล้ายสีเลือดติดอยู่ด้วย ดามยิ้มอย่างเก้อๆบอกด้วยท่าทีขอลุแก่โทษ
“เกรงใจจังเลย ดึกแล้ว” ลังเลก่อนว่า “น้องข้าวกลับบ้านเถอะ เดี๋ยวพี่รออีกหน่อยเผื่อใครผ่านมาจะได้พ่วงรถไปที่อู่”
ขวัญข้าวนึกเห็นใจอีกฝ่ายขึ้นมาในทันที เลยขยับรถจอดเลยไปทางด้านหน้า เปิดประตูลงมาแล้วเดินไปดูตรงห้องเครื่องรถที่เปิดฝากระโปรงอ้าเอาไว้ ดูไปงั้นเองเธอรู้แค่วิธีดูแลรถแต่ซ่อมไม่ได้
ขณะก้มๆเงยๆตรงห้องเครื่องนั้นเลยไม่ทันเห็นสายตาหื่นกระหายของชายหนุ่มที่ชื่อดาม ขวัญข้าวหันกลับมามองสายตานั่นก็มลายหายไป เปลี่ยนเป็นดามคนที่เธอรู้จักอยู่เสมอ ฉากหน้าที่อีกฝ่ายปิดบังเอาไว้
“ซ่อมเป็นด้วยหรือเราน่ะ”
ดามพูดล้อๆ แล้วเข้ามายืนเบียด ขวัญข้าวให้เกิดอาการอึดอัดขึ้นมาในทันที จึงขยับตัวออกอย่างไม่ให้อีกฝ่ายจับสังเกตได้
แท้จริงแล้วรถของดามไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งนั้น แต่วางแผนกับเด็กหนุ่มที่เป็นญาติกัน รายนั้นรู้ดีว่าขวัญข้าวมักใช้เส้นทางนี้เสมอจึงแนะให้มาดักรอแล้วทำทีว่ารถเสีย ตอนแรกพวกนั้นจะมาช่วยดูลาดเลาให้ด้วย แต่ดามคิดว่าเด็กหนุ่มพวกนั้นอาจทำให้แผนของเขาล่ม และลำพังเด็กสาวตัวคนเดียวแบบนี้ดามจัดการได้อยู่แล้ว
อาจต้องใช้กำลังก่อนในตอนแรก แต่รับรองได้ว่าหากได้เขาเป็นสามีแล้วจะต้องติดใจจนต้องร้องขอครั้งแล้วครั้งเล่าไปเรื่อยๆจนกว่าเขาจะเบื่อแล้วทิ้งไปแบบผู้หญิงคนอื่นๆ
“ข้าวว่า ข้าวขับรถไปตรงอู่ข้างหน้านี่ให้ไหมคะ เจ้าของแกนอนดึก เผื่อแกออกมาดูให้ได้ค่ะว่ารถเสียตรงไหน”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พี่ตามคนงานแล้ว น้องข้าวขึ้นไปนั่งรอบนรถเป็นเพื่อนพี่หน่อยสิ”
ได้ยินแบบนั้นแล้ว ขวัญข้าวนิ่งไปอึดใจทีเดียว แม้จะเคยไปไหนมาไหนกับดามสองต่อสองแต่ไม่เคยที่ดามจะจู่โจมเธอแบบนี้
ฉับพลันแสงไฟด้านหลังสาดเข้ามาอย่างจัง ครู่เดียวรถคันมาใหม่ขับจอดขนาบข้าง ดามพึมพำสบถอย่างหัวเสีย เพราะปกติเส้นทางนี้ดึกๆไม่มีใครผ่านมาแล้วไอ้เวรตะไลนี่มันใครวะ
หมูจะหาม เสือกเอาคานมาสอด
“ยืนทำอะไรกันมืดๆ”
คนบนรถที่เปิดกระจกถามนั่นไม่ใช่ใครอื่น ขวัญข้าวรู้จัก และเมื่อตอนหัวค่ำนั่นก็เจอเขากับน้องชายที่ร้าน
‘ธนากร’ ชายที่กุมบังเหียนไร่พืชวิวัฒน์พัฒนะการกุล