ตอนที่ 1
หญิงสาวร่างบอบบางนั่งมองดูน้ำในทะเลสาบที่สะท้อนกับแสงของดวงอาทิตย์ยามบ่าย รอยยิ้มกระจ่างใบหน้า ดวงตาก็พร่างพราวระยับ อย่างคนอารมณ์ดีสุดๆ
วันที่ไปสัมภาษณ์งาน ความจริงเธอแทบไม่มีความหวัง เมื่อเห็นคู่แข่งแต่ละรายที่นอกจะหน้าตาดีแล้ว การศึกษาก็ยังโดดเด่น ด้วยจบมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังจากทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ไหนจะรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายที่โดดเด่นสะดุดตา ต่างจากเธอที่อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลและกระโปรงสีดำยาวแค่เขาที่ผ่านการใช้งานมานานแรมปี
แค่บุคลิกภาพคนอื่นก็กินขาดแล้ว เด็กกะโปโลอย่างเธอ...ที่ไม่ได้รู้จักใครในบริษัทอย่างเช่นบางคนที่คุยข่มว่ามีความสนิทชิดเชื้อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในบริษัทอีก ตอกย้ำความรู้สึกต่ำต้อยจนเธออยากจะลุกกลับบ้านเสียหลายครั้ง ได้แต่นั่งตัวลีบแบน รวมกับความคิดที่ว่า มาแล้วก็อย่าให้เสียเที่ยว ถึงจะไม่ได้ แต่ก็ควรจะสมัครทิ้งๆ เอาไว้ จะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง ที่เมื่อผลออกมาทำให้เธอแทบจะกระโดดพร้อมเสียงกรีดร้อง...
“ดีใจด้วยครับ เรารับคุณทำงาน ไม่ทราบว่าวันจันทร์ที่จะถึงนี้ คุณจะมาทำงานกับเราได้เลยหรือเปล่าครับ”
“ค่ะ”
เพราะไม่แน่ใจว่าที่ได้ยินไปนั้น...ถูกต้อง เข้าใจไม่ผิด เธอจึงถามซ้ำอีกครั้ง
“หมายความว่าดิฉัน...ได้ทำงานที่นี่ใช่ไหมคะ”
หัวหน้าฝ่ายบุคคลอมยิ้ม “ครับ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด วันจันทร์ตอนเช้า ผมคงจะเจอคุณมารออยู่ที่หน้าห้อง”
“ขอบคุณค่ะ...ขอบคุณมากๆ ” เธอละลักละล่ำบอกด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น แม้จะเดินออกมาจนไกลแล้วก็ตาม เสียงของฝ่ายบุคคลของบริษัทในเครือ TR กรุป ยังคงดังก้องอยู่ในหู
หากความดีใจก็อยู่กับหญิงสาวได้ไม่นาน เธอถอนใจมองนกพิราบนับสิบที่กำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารบนพื้นดิน แล้วย้อนคิดถึงตัวเอง
ชีวิตที่ควรจะอาศัยอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข แต่กลับต้องมาดิ้นหาเลี้ยงชีพเพราะพ่อไปมีครอบครัวใหม่ที่มีความสุขและอบอุ่น ปล่อยให้เธอเคว้งคว้างอยู่ตามลำพังในห้องเช่าหลังเล็กที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็มีเพียงความอ้างว้างเดียวดาย จะทุกข์หรือจะสุขก็รู้อยู่เพียงลำพัง
บ้านหลังเล็กที่เมื่อก่อนเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีเธอพ่อและแม่กลับกลายเป็นบ้านที่ร้อนราวกับอยู่ในกองเพลิง เมื่อพ่อพาจินดาเมียคนใหม่กับน้องชายวัยรุ่นก้าวเข้ามา เธอไม่ได้รังเกียจ แต่มีความสุขในสิ่งที่พ่อเลือก หากจินดากับก้านไม่ใช่ ทั้งสองต้องการกำจัดเธอไปจากบ้าน ด้วยการบังคับให้แต่งงานกับเจ้าอ้วนหมูตอนพ่อค้าขายหมูในตลาด
วันไหนเธอไม่ได้ไปโรงเรียน พอพ่อออกไปทำงาน จินดาจะบังคับให้ทำงานบ้านทุกอย่าง ส่วนตัวเองก็นั่งชี้นิ้วสั่ง ส่วนก้านเป็นลูกไล่ของพี่สาวหาเรื่องลวนลาม เพื่อกดดันให้เธอรีบตัดสินใจแต่งงานกับเจ้าอ้วนหมูตอนเร็ว ๆ เสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังข้างหู มือที่คอยจับไปตามร่างกายตามแต่จะมีโอกาสทำให้เธอถึงกับขนลุกซู่ด้วยความรังเกียจและขยะแขยงจนอยากจะอาเจียนออกมา
นราวดีจำเสียงเกรี้ยวกราดและประชดประชันของจินดากับน้องชายวัยรุ่นได้ติดหู หญิงและชายใจร้ายที่คอยกระแนะกระแหนและหาทางเอารัดเอาเปรียบทั้งด้านร่างกายแรงงานและจิตใจ หลายครั้งที่นราวดีคิดจะบอกพ่อ แต่เมื่อเห็นใบหน้าเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าของพ่อที่ทำงานเป็นคนงานแบกงามในโรงไม้ ทำให้เธอกล้ำกลืนฝืนทนเรื่อยมาก
แต่หวาดระแวงไม่เคยห่างจากใจ เมื่อก้านบุกรุกเข้าไปในห้อง แอบดูเธออาบน้ำ บางครั้งก็พูดจาลามก พอเธอนำเรื่องไปบอกพ่อก็ถูกจินดากล่าวหาว่ารังเกียจ ต้องการให้ออกไปจากบ้าน กลายเป็นฝันร้ายเมื่อเธอต้องหากทางป้องกันตัวเองจากคนคิดร้ายและใจดำ
เมื่อแม่เลี้ยงบอกข่าวดีกับพ่อ...ลูกที่จะต้องมีเงินเลี้ยงดู แต่เป็นข่าวร้ายของเธอเมื่อจินดาบอกความต้องการของตัวเอง...
“พี่สนให้หนูนาราลาออกจากโรงเรียนดีกว่านะจ๊ะ ตอนนี้น้องเหนื่อยมาก ไหนจะอาการแพ้ท้อง ไหนจะต้องทำงานบ้านอีก ก้านเองก็เป็นผู้ชาย พวกงานบ้านงานเรือนนะไม่ได้เรื่องได้ราวหรอกจ้ะ จะมีก็เพียงแค่หนูนาราคนเดียวที่จะช่วยเรื่องพวกนี้ได้”
จินดาก้มหน้าที่มีน้ำตาไหลอาบแก้มลงมองพื้น ขณะมองเธอด้วยความเกลียดชังและสมน้ำหน้า
“พี่สนฟังน้องนะจ๊ะ ตอนนี้ครอบครัวเราจะมีสมาชิกใหม่ ถ้าพี่ให้หนูนาราเรียน ไหนจะค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าอะไรต่ออะไรจิปาถะที่จะตามมา แล้วเราจะเงินที่ไหนมาซื้อนมให้ลูกล่ะ เด็กเล็กต้องใช้เงินจำนวนมากนะพี่”
จินดากล่อมพ่อด้วยคำพูดหวานหู ที่นราวดีรู้ว่าไม่มีความจริงใจ
“พี่เข้าใจว่าจินดาหวังดี แต่อีกแค่เทอมเดียวนาราก็จะจบปวช. แล้ว ยังไงก็ให้ลูกเรียนให้จบดีกว่า ลูกจะได้มีไอ้ที่เขาเรียกวุฒิการศึกษาไปสมัครงาน พี่ว่ามันน่าจะได้เงินเยอะกว่าจบแค่ม.3 นะจินดา”
แล้วพ่อก็หันมาพูดกับเธอ “ฟังพ่อนะลูก ตอนนี้ครอบครัวเรามีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น จนพ่อส่งให้หนูเรียนจบปริญญาตรีไม่ได้ พ่อขอโทษที่ต้องให้หนูมาช่วยทำงานหาเงิน แต่พ่อสัญญา เมื่อฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวเราดีขึ้น พ่อจะส่งให้หนูได้เรียนตามที่พ่อเคยรับปากกับแม่ไว้ หนูไม่ว่าพ่อนะ”
เมื่อไม่ได้ดังใจจินดาก็โมโหและเกรี้ยวกราด เลยมาลงที่เธอ ทั้งบ่นด่า หยิกและทุบตี ตามแต่สองพี่น้องใจร้ายจะหาโอกาสได้ สิ่งที่เธอทำได้ก็คือหลีกเลี่ยง เมื่อน้องสาวเกิด ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด พ่ออดจูบก่อนไปและหลังกลับจากทำงานรวมไปถึงจินดาเมียสาว ความรักของทั้งคู่บาดหัวใจเธอที่ได้แต่แอบมองด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นคลอเบ้า
ไม่นานลางร้ายก็เริ่มมาเยือน พ่อสุขภาพย่ำแย่ จนเธอต้องทั้งเรียนและทำงานที่จินดาหามาให้พร้อมคำบังคับขู่เข็ญ วันที่เธอจบการศึกษา พ่อป่วยหนักต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาล จินดาก็กล่าวหาว่าเธอเป็นต้นเหตุ ฐานะทางครอบครัวที่แย่อยู่แล้ว ยิ่งแย่เข้าไปอีกเมื่อผู้นำครอบครัวต้องใช้เงินจำนวนมากในการรักษา
นราวดีต้องรีบหางานทำและเธอก็ได้งานเป็นเด็กเดินเอกสารในโรงงานที่พ่อเคยทำอยู่ แต่ก็เป็นเหมือนบาปซ้ำกรรมซัด เมื่อก้านก็ทำงานอยู่ที่นั่นด้วย คืนวันขึ้นปีใหม่ก้านเมาและเริ่มใช้คำหยาบโลนและลวนลามเธอ เมื่อเธอเรียกให้พ่อ ช่วยจินดากลับสร้างเรื่องโป้ปดมดเท็จ
“น้องไม่อยากบอกเลยพี่สนหรอกนะ แต่ก็ทนไม่ไหวแล้ว น้องเห็นหนูนาราให้ท่าก้านหลายครั้งแล้ว น้องก็เป็นแค่แม่เลี้ยง พูดจาดุด่ามากไปก็ไม่ได้ คนอื่นเขาจะหาว่ารักแกลูกเลี้ยง ทำได้ก็เพียงแค่พูดจาตักเตือน แต่หนูนาราไม่เคยเชื่อ ยังหาว่าน้องยุ่งไม่เข้าเรื่อง น้องนึกไม่ถึงเหมือนกัน หนูนาราจะทำตัวน่าอายขนาดนี้...ถึงกับนัดให้ก้านเข้าหา”
“ไม่จริงนะคะพ่อ ไอ้...ไอ้บ้านี่มันลวนลามหนู แล้วมัน..มันจะปล้ำหนูด้วย”
นราวดีรีบบอกเสียงสั่น น้ำตาเธอไหลอาบแก้ม ชี้มือไปที่ก้านที่ยืนยิ้มตาวาว ใบหน้าตาแดงก่ำ ขณะที่เธอเนื้อตัวสั่นเทา ทั้งโกรธและกลัวจนตึงเครียดไปหมด มือกำผ้าขนหนูที่คลุมร่างกายไม่ให้หลุด ขาอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่
“เปล่านะพี่สน นาราให้ท่าผมเอง หลายด้วยแล้ว อยู่ที่ทำงานก็ให้ท่าผู้ชายคนอื่นๆ จนตอนนี้ผู้ชายในโรงงานกำลังจะคลั่งเพราะฤทธิ์ลูกสาวพี่ ผมเห็นนาราเป็นแค่น้อง ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้ นาราเป็นลูกพี่ เราครอบครัวเดียวกัน จะทำอย่างนั้นได้ยังไง แต่ที่ผมเข้ามานี่ก็เพื่อเตือน แต่ไม่นึกเลยว่า....”
เพี๊ยะ!
ตอนที่ 2
นราวดียกมือจับแก้ม มองพ่อด้วยสายตาปวดร้าว พ่อไม่เชื่อเธอยังจะพอทำใจได้ แต่ถึงกับตบหน้าเธอ เพราะคำพูดของคนที่เพิ่งจะเขามาอยู่ได้แค่ไม่นาน
“พ่อไม่นึกเลยว่าหนูจะทำตัวอย่างนี้ ทำไมหนูถึงทำตัวเหลวไหล พ่อกับแม่ไม่เคยสอนให้หนูทำตัวอย่างนี้เลยนะ” นราวดียังจำคำพูดที่พ่อตัดพ้อได้ขึ้นใจ
“หนูเปล่านะคะพ่อ หนูไม่ได้ทำ พ่อต้องเชื่อหนูสิ”
เธอพูดจนคอแห้ง แต่พ่อก็ไม่เชื่อ ได้แต่ส่ายหน้าและห้ามไม่ให้พูดถึงอีก พร้อมว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้ทำตัวอย่างที่ก้าน ก่อนจะเดินหนีเธอไปหาน้องสาวที่นอนหลับอยู่ใกล้ๆ
จินดาก็เข้ามายืนใกล้ๆ ก้มกระซิบข้างหู “วันนี้แกหนีน้องชายฉันไปได้ แต่วันต่อไปอย่างหวังว่าจะรอดเลยนังนารา พอน้องชายฉันได้แกจนเบื่อเมื่อไหร่ แกก็เตรียมตัวไปเป็นเมียน้อยไอ้อ้วนหมูตอนเจ้าของร้านขายหมูในตลาดโน้น ฉันจะไม่เก็บแกไว้รกหูรกตาฉันกับครอบครัวแน่!”
จินดายิ้มเยาะ กวาดตาประเมินราคานราวดีอยู่ในใจ “หุ่นอย่างแก ไอ้อ้วนบอกว่าจะให้หลายหมื่นอยู่หรอกนะ ถ้าแกป่อง...เป็นหญิงมันก็จะให้ฉันหนึ่งแสน แต่ถ้าเป็นเด็กชายฉัน กับครอบครัวก็จะได้สบายไปตลอดชีวิตทีเดียว” จินดาเดินหัวเราะออกไปจากห้อง พร้อมกับบ่นว่าน้องชายที่ทำไม่สำเร็จ
คืนนั้นนราวดีน้ำตาไหลอาบแก้ม ทรุดตัวลงกองกับพื้นห้องทั้งน้อยใจและเสียใจที่เชื่อจินดากับน้องชาย ผลจากการนอนร้องไห้ทั้งคืน ใบหน้าเธอบวมเป่ง ตอนเช้าก็แทบจะลุกไปทำงานไม่ไหว อาการเจ็บปวดทางกายยังพอทน แต่เจ็บใจทำให้เธอใจลอย ทำงานพลาดจนถูกหัวหน้างานเรียกไปตักเตือน
รอดได้ครั้งหนึ่งแต่โชคไม่เข้าข้างเธอเสมอไป หากจะคอยแต่ระวังตัว สักวันมันก็จะต้องพลาด ยังมีเวลาอีกหลายวันกว่าจินดากับก้านจะลงนอกจากเธอจะเอามือปลายแหลมในครัวมาแอบไว้ใต้หมอน เพื่อรอวันเงินเดือนออก จะได้มีทุนในการหนีออกจากบ้าน พร้อมสร้อยคอทองเส้นเล็กที่แม่มอบให้เธอไว้ก่อนตาย
แล้ววันที่เธอรอคอยก็มาถึง จดหมายบอกลาวางไว้บนหนอนในห้องนอน ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายใบเล็กบรรจุเสื้อผ้าสามชุด รวมถึงหลักฐานเอกสารทางราชการทุกอย่างหิ้วออกไปจากบ้านโดยที่ไม่มีใครทันสังเกต หรือพวกเขาคงจะไม่ทันคิดมากกว่า ผู้หญิงอ่อนแอและอ่อนต่อโลกจะกล้าหนีออกจากบ้าน
ในวันนั้นเธอสัญญากับตัวเอง จะไม่ขายสร้อยเส้นนี้เด็ดขาดถ้าไม่จำเป็นและจะไม่ขอกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกถ้ายังไม่ได้ดี!
นราวดียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้า เมื่อคิดถึงเรื่องราวแต่หนหลังที่ทำให้เธอเป็นคนบ่อน้ำตาตื่นไปในทันที แม้จะบอกกับใจให้เข้มแข็ง อย่ายอมแพ้กับอุปสรรคที่ผ่านมา แต่ความปวดร้าวที่มีมันฝังลึกเกาะกินใจและคอยติดตามหลอกหลอนเธอบ่อยครั้ง
ก่อนหญิงสาวถอนหายใจ เลิกคิดเรื่องเศร้าและหดหู่ใจ ลุกจากเก้าอี้พร้อมหยิบซองใส่เอกสารสีน้ำตาลและกระเป๋าใบที่ใช้ใส่เงินและของจุกจิก เพื่อกลับไปบอกข่าวดีกับป้านวลคุณป้าเจ้าของบ้านเช่าที่แสนจะน่ารักและใจที่รักเธอเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่งดีกว่า
แม้จะห้ามไม่ให้คิด แต่เรื่องราวที่ผ่านมาก็ยังวนเวียนอยู่ในหัวสมอง นราวดีเดินกลับบ้านอย่างเหงาหงอยและหนาวเหน็บ ราวกับมีน้ำแข็งเกาะกัดกินใจ ก่อนเธอจะหยุดเมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูง นัยน์ตาชวนฝันที่เคยเห็นจากนิตยสารที่เพื่อนข้างห้องนำมาให้ดู
“นี่นะนารา ผู้ชายคนนี้เป็นถึงลูกชายคุณหญิงเลยนะ ทั้งรูปหล่อพ่อแม่รวย หุ่นก็แหม...ดาร์กทอร์แอนด์แฮนด์ซั่มเลยนะ นาราไม่สนใจบ้างหรือไง ถ้าได้เป็นแฟน ถือเป็นโชคดีเลยล่ะ หน้าตาเราก็สวย...ใบหน้านวลเนียน ปากนิดจมูกหน่อย ดวงตาก็กลมสวย สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น”
ชมเธอจบ เพื่อนสาวข้างห้องก็หันไปให้สนใจและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของคนในรูปต่อ เธอได้แต่ยิ้มขำๆ กับใบหน้าเพ้อช่างฝันของแต่ละคน
“ดูนี่สิดูที่ตานะนารา แค่เห็นในหนังสือ ยังทำเอาเราแทบหัวใจแทบจะละลายกองไปกองอยู่ตรงหน้า ถ้าได้เห็นตัวเป็นๆ หรือได้อยู่ใกล้ๆ พี่คงจะต้องละลายเป็นน้ำกองอยู่ตรงหน้านั่นแหละ”
นับตั้งแต่ออกจากบ้านมา นราวดีจำได้ว่าวันนั้นเธอหัวเราะมากที่สุด หัวเราะจนเจ็บท้องไปหมด
หญิงสาวมองชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหลังพิงฝาผนัง ขาไขว้กัน สองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แต่นราวดีไม่เห็นหรอกว่าหน้าตาที่แท้จริงของผู้ชายที่ยืนแอ็คท่าเก๊กหล่อกับคนในรูปที่เธอได้แค่ดูผ่านๆ ตาจะหล่อเหลาและเรียกความสนใจได้แต่ไหน หากเธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้โดดเด่น ดึงดูดสายตาให้ใครหลายคนอยากเข้าจะเข้าใกล้ ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวเธอเอง
หัวใจนราวดีเต้นระรัว ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าอย่างที่เธอไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น หญิงสาวสะบัดศีรษะสลัดความคิดเกี่ยวกับเรื่องผู้ชายที่เห็นทิ้งไป
อย่าคิดมากไปเลยนารา ผู้หญิงหน้าตาพอไปวัดไปวาอย่างแก เขาไม่แลหรอกน่าให้เสียสายตาหรอกน่า
ถึงจะมีหลายคนเคยชมว่าเธอสวยและน่ารักแต่นราวดีก็ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองให้มีความหวัง เพราะไม่อยากเจ็บปวดเมื่อต้องผิดหวัง แต่ถึงจะคิดแบบนั้น เธอก็อดเหลียวไปมองชายหนุ่มร่างสูง ที่เดินลับหายไปทางกลางฝูงชนกลุ่มใหญ่ไม่ได้
นราวดีเดินมองต้นไม้และดอกไม้ข้างทาง ก่อนจะหยุดเมื่อเห็นอะไรไหวๆ อยู่ที่พุ่มไม้ด้านหน้า ก่อนมีจะเสียงร้องไห้เธอเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ ทรุดตัวลงนั่งและแยกใบไม้ออกด้วยหัวใจที่เต้นแรงด้วยความอยากรู้
“เมี้ยว เมี้ยว”
สิ่งที่เห็นทำให้เธอยิ้มได้ขณะเดียวกันก็สลดหดหู่กับอีกภาพ...
แมวตัวใหญ่สีดำปลอดตลอดทั้งตัว มีบาดแผลขนาดใหญ่ที่ท้องและขา เลือดไหลนองทั่วพื้นนอนหายใจรวยริน ขาหน้ากระดิกยิก ๆ ดวงตาเบิกกว้าง อ้าปากกว้างเพื่อหายใจ แมลงวันบินวนรอบบาดแผลและปาก ระหว่างขาหน้าและขาหลังมีลูกแมวตัวเล็กสีดำเหมือนแม่หนึ่งตัวและอีกสองตัวเป็นสีขาวปนดำนอนตัวแข็งขาแข็งน้ำลายฟูมปากนอนตายคาอก แต่ก็ยังมีอีกตัวที่กระเสือกกระสนหาทางเอาชีวิตรอดด้วยการดูดนมจากแม่
นราวดีใช้มือหนึ่งหยิบเนื้อบริเวณลำคอลูกแมวตัวน้อย ทำเหมือนกับที่แม่ของมันคาบเอาเวลาจะพาลูกที่ไปหาที่ซ่อน อีกมือก็เอื้อมไปลูบหัวแม่แมวอย่างสงสาร
“ไม่ต้องห่วงลูกนะเจ้าเหมียว ลูกตัวนี้ของแกฉันจะเอาไปเลี้ยงให้ดีที่สุดเท่าที่คนอย่างฉันจะเลี้ยงดูมันได้”
เพียงแค่สิ้นคำพูดนราวดีราวกับว่าแม่แมวจะรับรู้ได้ ขาหน้าของมันหยุดเคลื่อนไหว ปากและดวงตาปิดลง นราวดีเอามือไปแตะปลายจมูกก็พบว่าแม่แมวสิ้นลมหายใจไปแล้ว หญิงสาวมองไปทั่วบริเวณ ก่อนจะก้มลงมองลูกแมวตัวน้อยที่ดูดนิ้วเธออย่างหิวโหย
นราวดีควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ามาห่อตัวลูกแมวไว้ ก่อนจะหาไม้ขนาดพอเหมาะมือมาขุดดินขุดหญ้าเพื่อนำร่างไร้วิญญาณของแม่แมวและลูกแมวที่ตายทั้งหมดฝังกลบ
“ไปดีนะเจ้าเหมียว”
นราวดีอุ้มลูกตัวน้อยที่ร้องหานมไม่ยอมหยุด พอนิ้วเธอไปถูกที่ปากมันก็เริ่มต้นดูดอย่างหิวกระหาย
“อดทนหน่อยนะเจ้าเหมียว เดี๋ยวนะฉันจะพาแกไปซื้อนม” นราวดีมัวแต่ก้มเจ้าลูกแมวตัวน้อยจนลืมดูถนน
เอี๊ยด!
“ว้าย!! ..” นราวดีมองด้านหน้าของรถที่เบรกจนควันสีขาวฟุ้งตลบอย่างตื่นตระหนก กายอรชรสั่นเทา
"เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ นี่ถ้าผมหยุดไม่ทันมีหวังได้ไปเจอยมบาลแล้วนะ แถมผมยังมีความผิดขับรถชนคนตายอีก"
ตอนที่ 3
ร่างหนุ่มร่างใหญ่ที่ลงก้าวเท้าลงมาจากรถพูดอย่างหัวเสีย ใบหน้าเขาบึ้งตึง ขณะตวัดสายตาเจ้าเสน่ห์มองกายบอบบางตั้งแต่หัวจรดปลาย ก่อนจะยิ้มเหยียดๆ
แม้มองอย่างไม่ตั้งใจ แต่เขากลับจดจำรายละเอียดของสาวน้อยตรงหน้าได้ดี ใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่ง ดวงตากลมโตราวกับตากวาง จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากอิ่มเต็มสีชมพูระเรื่อชวนมอง
นราวดีมองชายตรงหน้าอย่างหวั่นไหว หัวใจเต้นตุ่มๆ ต่อมๆ เธอคุ้นตาเหมือนกับเคยเห็นชายหนุ่มมาแล้ว ก่อนจะนึกออก เขา...คืนผู้ชายคนที่เพื่อนข้างห้องให้ความสนใจอยู่นั่นเอง
"นี่เธอ เป็นอะไรมากหรือเปล่า ทำไมถามแล้วไม่ตอบ" ชายหนุ่มเจ้าของรถถาม ขณะมองดูรถ มีรอยถลอกหรือบุบสลายบ้างหรือเปล่า
“ปะเปล่าค่ะ ไม่ได้เป็นอะไร คุณเบรกทัน” นราวดีตอบอย่างอายๆ รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าวขึ้นมาทันควัน เมื่อได้เจอกับหนุ่มในฝันของใครหลายๆ คนอย่างใกล้ชิด ซึ่งเธอเองก็เป็นคนหนึ่งในนั้นด้วย
“ก็ดี”
“คะ” นราวดีเอียงคออย่างสงสัย
“ก็ดีที่เธอไม่เป็นไรไง ฉันจะได้ไปเสียที” ชายหนุ่มเดินไปเปิดประตู ขณะจะก้าวขึ้นรถก็เผอิญนึกอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาที่มีประกายหวานอยู่เป็นนิจแวมวาวขึ้นเล็กน้อย
“ลืมไป...ฉันหวังว่าเธอคงจะไม่คิดเรียกร้องค่าเสียหายอะไรนะ เพราะคนที่ผิดนะเป็นเธอไม่ใช่ฉัน”
ดวงตากลมโตมีประกายไฟขึ้นมาอย่างฉับพลัน น่าตาก็หล่อดีหรอกนะ แต่รู้สึกว่าจะปากเสียไปหน่อย
“ค่ะ” ฉันเข้าใจดีว่า คนรวยอย่างพวกคุณ คิดว่าคนจนเดินข้างถนนชอบหาเงินทางลัด แต่ก็ไม่ใช่คนอย่างฉันหรอกค่ะ เสียแรงว่าหน้าตาก็ดูดีอยู่หรอก แต่พูดแต่ล่ะคำเหมือนพกหมาอยู่ในปาก ท่าทางและสายตานั่นอีก น่าเกลียดจริงๆ
นราวดีมองใบหน้าและท่าทางขี้แอ๊คของชายตรงหน้าอย่างขัดอกขัดใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดตามที่ใจคิดออกไปได้แต่รับคำสั้นๆ เสียงเบาหวิวจนคนฟังแทบจะไม่ได้ยิน
“ค่ะ ฉันไม่ได้เรียกร้องอะไรจากคุณ ยังไงก็ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณเสียเวลา ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อน”
“ก็ดีจะได้ไม่เปลือง...น่าจะไปเสียตั้งนานแล้ว จะได้ไม่เสียเวลา” พูดจบชายหนุ่มก็ก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างไม่ใส่คนที่ยืนอยู่ นราวดีตกใจแทบจะกระโดดหนีรถแทบไม่ทัน
เสียดายความหล่อจัง ถึงจะหล่อแต่นิสัยแบบนี้ ขออย่าให้ได้พบได้กันอีกเลย หวังว่าชาตินี้เราคงไม่โชคร้ายต้องเจอะเจอกับผู้ชายคนนี้อีกนะ
หญิงสาวมองตามรถคันใหญ่จนลับหายไปจากสายตา ก่อนเธอจะเดินกลับบ้านอย่างอารมณ์เสีย โลกคงจะไม่กลมขนาดให้คนอย่างเธอได้เจอกับชายหนุ่มรูปหล่อ มีฐานะและชาติตระกูล แต่นิสัยและปากเสียอย่างเขาคนนั้นอีก
“ว่าไงเจ้าเหมียว เรากลับบ้านกันดีกว่านะ แกจะได้กินนมด้วย” นราวดีพูดกับเจ้าแมวเหมียวตัวน้อยที่ขบกัดและเลียนิ้วชี้เธอจนเปียกชุ่ม
ปฐพีขับรถออกไปอย่างหัวเสีย เมื่อครู่เขาก็โดนแม่ด่ามาเป็นกระบุงโกย เรื่องที่ยอมให้เนตรดาวไปเรียนต่อแทนที่จะหมั้นและแต่งงานกับเขา ไหนจะเรื่องที่ผู้หญิงหลายรายพยายามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาและครอบครัว บางคนถึงกับเดินไปแนะนำตัวกับแม่ถึงบ้าน ทำให้ท่านรำคาญใจ ถึงอยากให้เขาหมั้นและแต่งงานกับเนตรดาวไปเร็วๆ จะได้หมดเรื่องหมดราวเสียที
เขายังเกือบจะขับรถชนคน แต่จะว่าไปผู้หญิงเมื่อครู่นี้ก็ดูน่ารักดี ไม่รู้ทำไมเขาถึงจำลักษณะของผู้หญิงคนนั้นได้แม่นยำนัก ดวงตากลมโตเหมือนกับตากวาง ปากนิดจมูกหน่อย แถมปากรูปกระจับนั่นก็แดงอมชมพูระเรื่อน่าจูบชะมัด รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม เสียอย่างเดียวดูท่าทางจะซุ่มซ่ามไปหน่อยถึงได้เดินมาชนรถเขา นี่ถ้ารถเป็นรอย เขาคงจะหาเรื่องเรียกค่าเสียหายเป็นตัวเสียเลย
ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ
ชายหนุ่มควานหาโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกง แต่เมื่อเห็นว่าเป็นสายของใคร เขาจึงเลือกที่จะไม่รับ เพราะอีกครู่ก็ได้เจอกันแล้ว ไม่นานอารมณ์ที่ปะทุอยู่ก็จะได้ระบายออกด้วยร่างอวบอิ่มเต่งตึงและเต็มไม้เต็มมือของหญิงที่โทรมา...แก้วกัลยา
เพียงแค่คิด ร่างกายเขาก็ตื่นตัว อยากที่จะถึงห้องทำงานเร็วๆ เมื่อเปิดประตูเข้าไปความอยากที่มีหดหายไปไม่มีเหลือ เมื่อได้ยินเสียงทักทายและเห็นใบหน้าบึ้งตึงราวกับโกรธใครมาสักสิบชาติของแก้วกัลยาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานสีดำตัวใหญ่
“ทำไมดินไม่รับโทรศัพท์ รู้ไหมแก้วกดโทรศัพท์จนมือหงิกแล้วนะ”
หญิงสาวร่างอวบอิ่มลุกขึ้นยืน สองมือเท้าสะเอว ใบหน้าบูดบึ้ง ดวงตาเล็กหยีเป็นสีแดง ปากสีแดงจัดราวกับเลือดกำลังจะถึงปลายจมูก
“ดินอยู่กับผู้หญิงคนอื่นใช่ไหม บอกแก้วมานะ บอกมา...” แก้วกัลยาวิ่งเข้ามาร่างใหญ่ พลางทุบอกกว้างอย่างที่ตัวเองคิดว่าน่ารักสุดๆ ในสายตาปฐพี แต่เธอไม่รู้เลยว่าทำให้เขารำคาญ เมื่อได้ยินเสียงดังอู้อี้ราวกับเด็กกำลังร้องไห้คร่ำครวญจะเอาอะไรสักอย่างจากพ่อแม่
“ปล่อยน่าแก้ว น่ารำคาญ” ปฐพีดันตัวแก้วกัลยาออกห่าง ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงมีแต่เรื่องให้หงุดหงิดใจ
แก้วกัลยาหยุดและเงยหน้าขึ้นมองปฐพี ปกติเวลาเธอทำอากัปกิริยาแบบนี้ เขาจะต้องงอนง้อขอโทษ ให้เงินไปซื้อของหรืออะไรสักอย่างที่เธอพอใจ แต่คราวนี้เขากลับทำเสียงรำคาญและผลักตัวเธอออกห่างด้วย
“หมายความว่าไงคะดิน ที่เมื่อกี้ไม่รับโทรศัพท์แก้ว เพราะดินอยู่กับผู้หญิงคนอื่นใช่ไหม บอกแก้วมานะ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” แก้วกัลยายกมือทุบไปบนอกกว้างอย่างแรงหลายครั้ง
“บอกแก้วมานะดิน ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร บอกมา”
“หยุดได้แล้วแก้ว อย่ามาทำนิสัยเด็กๆ ที่นี่ ผมไม่ชอบและเธอก็ไม่มีสิทธิ์ เรารู้กันตั้งแต่แรกแล้วว่าคบหากันในฐานะอะไร อย่า...มาวุ่นวายเรื่องส่วนตัวของฉัน!”
ปฐพีดันร่างแก้วกัลยาออก เขาเดินไปนั่งบนเก้าอี้สีดำตัวใหญ่ ยื่นมือไปคว้าแฟ้มงานมาเปิดดูเป็นการตัดความรำคาญ บ้าจริง วันนี้มีแต่เรื่องกวนใจเขาไม่ได้หยุดหย่อนเลย
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เธอกลับไปก่อนนะแก้ว ฉันจะทำงาน”
ปฐพีมองแก้วกัลยาสีหน้าเบื่อหน่าย ก่อนจะหายไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะว่าไปแล้วแก้วกัลยาถือว่าเป็นคู่ควงที่ตอนคบกันใหม่ๆ เขาก็บอกแล้วว่าความสัมพันธ์นี้เป็นไปตามความพอใจของแต่ละคน ไม่มีข้อบังคับผูกพัน หากใครเจอคนที่ใช่ก็ให้มาบอกกัน ระยะเวลาไม่จำกัด หากตอนนี้ระยะเวลาไม่ถึงสามเดือน หญิงสาวเริ่มออกลายเรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่จนเขาเริ่มจะเอือมระอาแล้วจริงๆ
เขาเบื่อกับความเรื่องมาก ชอบเอาแต่ใจของแก้วกัลยาที่ชอบให้งอนง้อด้วยคำพูดหวานๆ และข้าวของราคาแพง เขาไม่ใช่คนที่ง้อผู้หญิงได้นานๆ เสียด้วย จะเสียดายก็ตรงลีลาบนเตียงที่แก้วกัลยาช่างสรรหาวิธีทำให้เขาถึงจุดสุดยอด หรือเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้เขาเริ่มคิดที่หาผู้หญิงคนใหม่มาแทนแก้วกัลยา
สาวน้อยท่าทางบอบบางน่าทะนุถนอมแวบเข้ามาในสมองปฐพีที่ทำให้เขาเผลอยิ้มอย่างไม่ทันรู้ตัว
แก้วกัลยาทำท่าทางฮึดฮัด เมื่อเห็นปฐพีไม่สนใจที่จะงอนง้อขอคืนดี เธอเลยปรับกิริยาใหม่ ทำตัวน่ารักเพื่อจะต้องดึงความสนใจของปฐพีให้กลับมาสนใจเรือนร่างอันอวบอิ่มที่พร้อมจะมอบความสุขให้เขาอย่างไม่มีวันที่จะลืมได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนอยู่กับใครผู้หญิงคนไหนปฐพีจะต้องนึกถึงแต่เธอคนเดียวเท่านั้น
“ดินขา...แก้วขอโทษนะคะคนดี แก้วโมโหมากไปหน่อย ดีกันนะคะ” หญิงสาวลากไล้ปลายนิ้วไปบนลำแขนแข็งแกร่งจนถึงลำคอ ก่อนจะโน้นใบหน้าลงไปแตะปากนุ่มกับแก้มสาก