“นังแก่ปากเสียนั่นมาทำไมยายว่าว”
เสียงถามอ้อแอ้ๆ
เหมือนคนลิ้นคับปากดังจากร่างผอมกะหร่องกะแหร่งที่เดินโซซัดโซเซไม่ตรงทาง
จนต้องใช้มือช่วยจับโน่นจับนี่สลับกับหยุดยืน
เพื่อคายน้ำเหม็นที่กระหน่ำดื่มเข้าไปทิ้งตลอดทาง
กันติชาผ่อนลมหายใจออกจากปอด เมื่อเห็นคนถามก้าวขึ้นนั่งบนบันไดขึ้นบ้านได้สำเร็จและปลอดภัย
ไม่สะดุดขาตัวเองหรืออะไรก็ตามที่วางอยู่ข้างๆ
แตกกระจายและล้มก้นกระแทกพื้นเหมือนเช่นวันก่อนๆ
แม้จะอยู่ในอาการมึนเมาเพียงใด แต่ฤทธิ์รงค์ก็ยังจำได้ดี
คนที่มานั้นเคยด่าว่าเขาไม่เอาถ่าน ดีแต่เมาเหมือนหมาแล้วก็สร้างภาระให้กับหลานสาวต้องมาหาเลี้ยง
อยากด่ากลับ แต่...เถียงไม่ทัน ก็เลยต้องยอมแพ้
กันติชาเบ้หน้าและหันไปอีกฝั่งด้วยเหนื่อยหน่ายใจ เมื่อเห็นสภาพเมามายของน้าชายที่ชวนให้หนักใจยิ่งนักและเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม
เพราะรู้ดีว่าถึงตอบไปตอนนี้น้าชายก็จำไม่ได้อยู่ดี โน่นต้องสร่างเมาก็คือรุ่งสางของอีกวันโน่นแหละถึงจะคุยกันรู้เรื่อง
‘ไม่รู้จะกินไปทำไมหนักหนากับ
เหล้าไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสักนิด กินแล้วยังทำให้เสียสุขภาพอย่างแรงและกลับไปแก้ไขเรื่องในอดีตไม่ได้ด้วย
นอกจากจะทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่านั้น’
แม้จะเข้าใจ น้าชายต้องการดื่ม เพื่อดับทุกข์จากการคิดถึงบางคน
แต่การดื่มมากไปก็ทำให้สุขภาพจิตเสีย สุขภาพทรุดโทรมและเสื่อมไว
เธอยังอยากให้มีคนที่รักอยู่เป็นกำลังใจให้อีกนานๆ
“เฮ้ย...มึงจะหนีไปไหนวะนังว่าว
กูถามไม่ได้ยินหรือไง” ฤทธิ์รงค์มองหลานสาวด้วยสายตาเกรี้ยวกราดและน้อยใจปะปนกัน
น้ำเสียงที่ตวาดแหวใส่ไปก็เช่นกัน ยิ่งอีกคนไม่สนใจน้ำตาก็เอ่อล้นคลอเบ้า
วงหน้าอวบอูมเพราะฤทธิ์ของสุราที่กินเข้าไปเป็นเวลาหลายปีแดงก่ำ หายใจฟืดๆ ฟาดๆ
ไม่สบอารมณ์ ตั้งแต่ทำมาหากินด้วยตัวเองได้ กันติชาเริ่มที่จะไม่สนใจเขาเสียแล้ว น้ำตาคนมึนเมาเอ่อล้นคลอด้วยความหวาดกลัวว่ากำลังจะสูญเสียคนที่รักไปอีกคน
ทำไมใครๆ ถึงต้องทอดทิ้งเขาด้วย เขาไม่ดีที่ตรงไหน? ...ฤทธิ์รงค์ก่นถามตัวเองในใจ หรือเพราะเขากลายเป็นไอ้ขี้เมา
ไม่...ศีรษะทุยสะบัดแรงๆ ถึงเขาจะเมา แต่ยังพูดจารู้เรื่องนะ ยังรักคนเป็นด้วย
เขารักกันติชาไง รัก...รักมากด้วย รักพอที่จะทำทุกอย่างให้หลานมีความสุข
ยกเว้นอย่างเดียวที่ถูกขอแล้วเขาทำให้ไม่ได้ นั่นคือ...
“งดเหล้า เป็นตายยังไงก็จะไม่หยุดกิน
เพราะมันคือความสุขอย่างที่สองที่เขาทำได้”
กันติชามองน้าชายด้วยหนักใจ นี่ก็อีกอย่างที่น้ำเหม็นๆ
ทำให้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนที่เคยแต่งกายสะอาดสะอ้าน พูดจาสุภาพเรียบร้อย
กลับกลายเป็นแต่งกายสกปรก เสื้อผ้ายับยู่ยี่และเหม็นเน่าชวนอาเจียน
อารมณ์ที่เคยดียิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาหยอกล้อให้คนอื่นยิ้มเสมอๆ
กลับกลายเป็นหงุดหงิดง่าย ก้าวร้าวรุนแรง แปรปรวนง่ายยิ่งกว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเสียอีก
ใครพูดไม่เข้าหูนิดเดียวก็เอะอะอาละวาดด่าทอ
ชวนเขาทะเลาะต่อยตีอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ เคยมีบางคนทนไม่ไหวต่อยจนล้มคว่ำและล้มทั้งยืน
แต่น้าก็ไม่สนและกินหนักมากขึ้นไปอีก จนเกือบจะเรียกว่าอาบน้ำเหล้าต่างน้ำแล้ว
น้าชายอะไรก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียวพอเหล้าเข้าปาก ก็จะลืมทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้น
เมาจนบางครั้งนอนกับหมาข้างถนนก็ได้ ร้อนถึงเธอที่ต้องออกตามหาด้วยความเป็นห่วง
ไม่ก็เพื่อนบ้านที่สมเพชเวทนาจนทนไม่ไหวหอบหิ้วมาส่ง
ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่รับปากกับเธอ จะไม่กินอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ระงับใจตัวเองไม่ได้
เจอเพื่อนชวนเข้าหน่อยก็รีบรับมาดื่มมือไม้สั่น เธอเคยถามกินเข้าไปทำไมนักหนา
กินแล้วเขาจะกลับมาหาหรือไง ก็ตอบกลับมาอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ และตัดพ้อต่อว่า
เธอไม่รักและคิดผลักไสให้ไปไกล เธอเลยไม่เซ้าซี้ถามต่อ
“หนูว่าน้าฤทธิ์ไปนอนดีกว่าค่ะ เมามากแล้ว
มีอะไรตื่นเช้าค่อยมาคุยกัน” กันติชาบอกและรีบเดินเลี่ยงไปอีกทาง
เพื่อไปเอาตะกร้าใส่ของและเงินที่ได้แอบซ่อนเอาไว้
นำไปซื้อเนื้อสัตว์และผักสดมาเตรียมไว้ทำอาหารขายในวันพรุ่งนี้
“ไม่...กูไม่ไป
มึงอย่าเสือก...มีหน้าที่หาเงินมาให้กูใช้ ก็ทำไป อย่ามายุ่งเรื่อง” ฤทธิ์รงค์ต่อว่าหลานสาวที่มักจะทำตัวเป็นแม่มากขึ้นทุกวัน
มือใหญ่กระดกเหล้าขึ้นดื่มและขว้างทิ้งอย่างรวดเร็ว เมื่อน้ำหวานๆ
และอร่อยลิ้นที่ทำให้เขาลืมเรื่องราวซึ่งทำให้หัวใจเหมือนถูกเผาไหม้จมอยู่ในกองแห่งความทุกข์ระทมหมดไปจากขวด
“เฮ้ย!! นังว่าวขอเงินไปซื้อเหล้าหน่อยซิวะ
มานหมดแล้วนะ เห็นไหม” ฤทธิ์รงค์ร้องโวยวายเสียงดังลั่น แต่เสียงที่ออกมากลับยานๆ
และจับคำแทบไม่ได้ ร่างเล็กผอมกะหร่องกะแหร่งพยายามลุกจากที่นั่งเดินตามไปไถเงินหลานสาวเพื่อไปซื้อเหล้ากิน
ก็พอดีกับที่กันติชาเดินออกจากทางด้านหลังของบ้านในชุดเตรียมพร้อมที่จะออกไปด้านนอก
“หนูไม่มีเงินให้น้าเอาไปซื้อเหล้าอีกแล้วนะ
ถ้าอยากจะกินก็หาเงินเอาเอง”
เมื่อหงุดหงิดและรำคาญเข้ากันติชาก็ตัดบทอย่างไม่สนใจอาการลงแดงของน้าชาย
แต่ก็แอบมองผ่านม่านสายตาด้วยความรักและสงสาร
ฤทธิ์รงค์สูดลมหายใจ พร้อมแผดร้องเสียงดังลั่นด้วยความไม่ชอบใจ
ดวงตาแดงก่ำขุ่นขวางจ้องหลานสาวด้วยความโกรธเคือง แล้วก็ได้เห็นบางอย่าง
ทำให้นึกถึงคำพูดของคนบางคน ดวงตาที่แดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราก็มองหน้าหลานสาวใหม่อีกครั้งอย่างพินิจพิจารณา
เออแฮะ...นังว่าวสวยอย่างที่ไอ้เสี่ยอ้วนซึ่งเป็นทั้งเจ้าของตลาดและออกเงินกู้หน้าเลือดที่คอยรีดไถคนจนๆ
เหมือนกับขูดรีดเลือดจากปู แต่กับเขาแล้วไอ้เสี่ยนี่กลับหยวนๆ ให้เสมอ
ไปหยิบยืมมาใช้ก่อนโดยไม่คิดดอกเบี้ย แถมขอยืมสิบกลับให้มาเป็นร้อยเสียอีกด้วยจริง
ดวงตาแดงก่ำคมวาว
มือใหญ่ยกขึ้นลูบปลายคางเบาอย่างคนกำลังใช้ความคิด ไอ้เสี่ยนั่นตาแหลมกว่าที่คิด
ที่เห็นเพชรซึ่งซุกซ่อนอยู่ในโคลนตมอย่างหลานสาวเขา มิหนาละ
หวังของสูงอย่างนี้นี่เองถึงได้ยอมควักเงินให้เขาอย่างไม่เสียดายเลย ทั้งที่ความจริงแล้วเค็มยิ่งกว่าเกลือ
ขนาดทะเลยังต้องเรียกพี่เลย
“ถ้ามึงไม่ให้
กูจะไปเอากับไอ้เสี่ยอ้วนหน้าปากซอย มันคงให้กูหรอกนะ ให้เยอะด้วย เพราะมันจ้องมึงตาเป็นมันอยู่ไม่ใช่หรือไงนังว่าว”
ฤทธิ์รงค์ถามอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า
วงหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราแย้มยิ้ม จ้องหลานสาวตามันวาว
ไม่ใช่จะทำจริงๆ หรอกนะ ก็เพียงแค่ขู่เท่านั้นเอง ช่วยไม่ได้อยากงกเองนี่นา
ขอนิดหน่อย ร้อยครึ่งร้อยไปซื้อเหล้า ไม่เห็นจะมากมายอะไรเลย แล้ววงหน้าอวบอูมและแดงก่ำก็มีรอยยิ้มแต่งแต้ม
เมื่อเห็นท่าทางงอนสะบัดของหลานสาวสุดที่รัก
กันติชากัดริมฝีปากจนห้อเลือด สองมือกำแน่นจนปลายเล็บที่เริ่มจะยาวและยังไม่ได้ตัดเล็มให้เรียบร้อยทิ่มแทงไปในฝ่ามือ
แต่ก็เจ็บไม่เท่าที่หัวใจเจ็บและรวดร้าวไปหมดทั้งทรวงกับความคิดของน้าชาย
ก่อนรีบตัดใจผ่อนลมหายใจยาวๆ ผ่อนออกจากจมูกและริมฝีปาก
จะโทษใครได้ล่ะนอกจากโทษตัวเอง เพราะน้าชายจะไม่รู้เรื่องนี้เลยถ้าเธอไม่ปากโป้งไปบอก
ชายร่างท้วม พุงพลุ้ย วงหน้าอวบและมีคางยาวลงมาเหมือนกับหมูชอบมองเธอด้วยสายตาโลมเลียและหื่นกระหาย
บางครั้งพูดจาแทะโลมด้วยซ้ำ ซึ่งเธอทำอะไรไม่ได้ด้วย
เพราะเสี่ยหมูตอนเป็นลูกค้าเจ้าประจำและเป็นเจ้าของพื้นที่ซึ่งใช้ทำมาหากินเลี้ยงปากท้องอยู่
“น้าจะเอาเท่าไหร่ หนูมีให้ไม่เยอะนะ
ต้องเอาไปซื้อของอีก” กันติชาค่อยๆ ดึงเงินใบสีเขียวๆ สองสามใบส่งให้น้าชายที่พอรู้ว่าจะมีเงินไปทานเหล้าอีกก็ลุกขึ้นปร๋อ
กระปรี้กระเปร่าเหมือนไม่ใช่คนเมาเลยสักนิด
“เออ...ให้เท่าไหร่ก็เอามาเถอะ ให้กูมีเงินไปซื้อเหล้าก็พอ
อ้อ...แล้วอย่าลืมไปจ่ายค่าเหล้าให้ด้วยนะ เดี๋ยวแม่เมี้ยนไม่ยอมให้ติดอีก” ฤทธิ์รงค์บอกเสียงเบาและหวาน
แต่คนที่ได้ยินกลับรู้สึกว่าเป็นเสียงปีศาจมาจากนรกมากกว่า
กันติชามองชายวัยกลางคนที่ยืนนับเงินและยกขึ้นจูบเบาๆ
ด้วยความดีใจแล้วก็อดที่จะสะเทือนใจไม่ได้ เมื่อก่อนน้าชายไม่ได้เป็นแบบนี้
รูปร่างหล่อเหลา หน้าที่การงานดี แต่เพราะถูกผู้หญิงหักอกหนีไปก่อนถึงวันแต่งงานเพียงแค่วันเดียว
โดยไม่บอกกล่าวให้รู้ถึงต้นสายปลายเหตุ ไหนจะสูญเสียพี่ชายและพี่สะใภ้ในเวลาไล่เลี่ยกันอีก
ทำให้คนที่อ่อนแออย่างฤทธิ์รงค์รับไม่ได้ จึงหันหน้าเข้าพึ่งเหล้า
จากที่กินเพียงแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น จนกินแทนข้าวในปัจจุบัน
น้ำตาอุ่นร้อนเอ่อล้นในดวงตากลมโตจนต้องรีบเบือนไปอีกฝั่ง
รู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ความอ่อนแอเข้ามาครอบงำ ทั้งตัวเธอและน้าชายจะต้องพ่ายแพ้ชะตาชีวิตที่มีอยู่
ดังนั้นเธอจึงล้มไม่ได้ ต้องเข้มแข็ง ด้วยความรักที่มีอยู่รอบๆ ตัว
ถึงแม้น้าชายจะไม่ได้เรื่องได้ราว แต่ก็รักเธอที่สุด เป็นคนเดียวในครอบครัวที่เหลืออยู่
ปลายนิ้วยาวยกขึ้นซับน้ำตา
ก่อนจะหันกลับไปและยิ้มหวานให้น้าชายที่รัก “หนูว่าน้าเมามากแล้ว ไปพักก่อนดีกว่า
เดี๋ยวหนูไปจ่ายตลาดแล้วจะซื้อเหล้ามาให้น้าดีไหม” หญิงสาวปะเหลาะเสียงหวานนุ่ม
พร้อมรอยยิ้มมีเลศนัยที่ผุดขึ้นบนวงหน้า
จำไม่ได้เหมือนกัน ได้วิธีนี้มาจากไหน
อ่านหรือดูละครที่มีนางเอกมีแม่เป็นคนขี้เมาและเป็นคนไปซื้อเหล้ามาแบ่งๆ
และผสมน้ำลงไปในปริมาณที่มากกว่าให้กิน ซึ่งเธอก็แอบทำตามทุกครั้ง
เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย
“จริงนะโว้ยยายว่าว เออ...กูไปนอนก็ได้
มึงดีอย่างนี้เอง กูรักตายเลย ขนาดไอ้เสี่ยอ้วนนั้นมาทาบทามสู่ขอตั้งหลายครั้งแล้ว
กูยังไม่คิดจะยกให้เลยว่ะ” ฤทธิ์รงค์ร้องตะโกนเหมือนกับถูกหวย
วันนี้กันติชาใจดีจะซื้อเหล้ารสชาติแปลกๆ มาให้เขากินอีกแล้ว
ถึงจะไม่ชอบในรสชาติเท่าไหร่ แต่ปริมาณที่ได้หลายขวดก็ทำให้ลืมเลือนรสชาติไปเยอะล่ะ
ร่างผอมกะหร่องกะแหร่งผุดลุกจากที่นั่งและ
เดินโซซัดโซเซเข้าไปในห้องพักด้วยความดีใจเป็นที่สุด คิดไม่ผิดที่ทำตามคำขอของพี่สาว
เลี้ยงหลานให้ดี รักให้เหมือนกับลูกตัวเอง
เขารู้ว่าคนกินเหล้าอยู่ได้ไม่นานนักหรอก แต่ก่อนตาย...เมื่อรักและปรารถนาดีกับหลานสาวที่เก่งการบ้านการเรือน
นิสัยก็น่ารักช่างเอาอกเอาใจและใส่ใจกับคนรอบข้างเสมออย่างนี้ สมควรที่ได้กับผู้ชายรวยๆ
จะได้สบายไปทั้งชาติอย่างเจ้านายของนังแก่จันทร์เหี่ยวนั่นมากกว่า
ที่เหมาะสมและคู่ควร ไม่ควรที่จะกลายเป็นเมียน้อยของเสี่ยปล่อยเงินกู้หน้าเลือดนั่น
คิดแล้วก็เสียอารมณ์เหมือนกัน หลานสาวดันทำเหมือนกับคนโง่และหยิ่งในศักดิ์ศรีบ้าๆ
บอๆ ที่ขายเอามาซื้อเหล้ากินไม่ได้ หน้าตาก็สวยและได้ไปทำอาหารที่บ้านหลังนั้นอยู่บ่อยครั้ง
แทนที่จะอ่อยไอ้หนุ่มหน้าหล่อและร่ำรวยนั่นให้มาสนใจและจับเอาทำผัวซะ ทั้งเขาและตัวเองจะได้สบาย
ดันบอกว่าไม่เคยเจอไม่เคยเห็น
คอยดูนะถ้ายายแก่จันทร์เหี่ยวมาจ้างให้ไปทำงานอีกละก็ คราวนี้....
รอยยิ้มแต้มบนใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับคนวัยชรา
จะว่าเขาเป็นคนรักสบาย เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองหรืออะไรก็ตาม รู้เพียงอย่างเดียว
ถ้ากันติชาทำตามที่เขาคิด ทุกคนก็สบาย นายของยายแก่จันทร์เหี่ยวได้เพชรเม็ดงามไปประดับข้างกาย
รวมถึงเขาและกันติชาก็สบาย วินวินทั้งคู่
ฤทธิ์รงค์คิดอย่างมาดหมาย ดวงตาแดงก่ำเป็นประกายมุ่งมั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ดวงตาเริ่มจะฝ้าฝางและแดงก่ำวามวาวด้วยความหวังที่มี
กันติชายืนหน้าคฤหาสน์ด้วยความตื่นเต้นและตื่นกลัว แม้จะมาที่บ้านหลังนี้หลายครั้งแล้ว
แต่ความใหญ่โตและหรูหราก็ยังข่มหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่างเธอให้มีอาการตื่นตระหนกและกังวลได้เสมอ
ที่ต้องรีบระงับอารมณ์ดังกล่าวทิ้งไป เหลือไว้เพียงแค่คำว่างานและเงินเท่านั้น
มือเล็กยื่นไปกดกริ่งประตูบ้านสองสามครั้งและรอให้คนในบ้านมาเปิด
ดวงตากลมโตกวาดมองไปทั่วอาณาเขตคฤหาสน์ที่พรุ่งนี้จะมีงานใหญ่อีกแล้ว และอย่างเดิมก็คือเจ้าของบ้านชอบที่จัดงานกลางแจ้งและไพล่ไปถึงสระน้ำที่อยู่ด้านข้างเพื่อให้เพื่อนพ้องและสาวๆ
ที่ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นและยังจะบางเบา จนเห็นรูปร่างภายในเต้นรำท่ามกลางแสงไฟและร้องวี้ดว้ายเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน
ส่วนเธอก็คอยแอบดูอย่างอิจฉา
“ไม่รู้ต้องมาทำไมกัน
บอกป้าจันทร์ไว้ก็หมดเรื่องแล้ว” บ่นพึงพำ ริมฝีปากอวบอิ่มขยับไปมาสลับคิ้วโก่งได้รูปขมวดเข้าหากัน
ด้วยทุกครั้งที่มีงาน ป้าจันทร์จะเขียนเมนูพร้อมส่งเงินเธอไปเลือกหาซื้อข้าวของมาไว้
แต่คราวนี้ป้าจันทร์กลับบอกให้มาหาที่บ้านก่อน
“คิดว่าเราจะอมเงินหรือไง ถ้าทำนะ...ทำนานแล้ว”
ทุกครั้งที่ไปซื้อของ เธอจะมีบิลบอก ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง
เหลือเท่าไหร่ก็คืนกลับไปหมดไม่เคยหมกเม้มหมกเม็ดแม้แต่บาทเดียว
กันติชายืนทอดถอนใจ ความจริงแล้วเธอไม่อยากรับงานนี้เลยสักนิด
เพราะแค่งานขายอาหารที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด จนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว
ยิ่งมาเจอกับงานที่ทั้งเหนื่อยและวุ่นวายกับพวกสาวๆ
เรื่องมากถึงมากที่สุดที่มาร่วมงานก็ให้เข็ดขยาดจนอยากกินยาพาราสักห้าถึงสิบเม็ดมากิน
แต่...
ไม่ได้เป็นคนงกนะ แค่รู้คุณค่าของเงินทุกบาทที่ได้มาก็เท่านั้น
และจำนวนที่ป้าจันทร์บอกมาก็ทำให้เธอตาโต เพราะมันมากมายกว่าที่เธอทำทุกวันหลายเท่านั้นและแถมได้เป็นเงินก้อนเสียอีกด้วย
มันเลยทำให้เธอตาโตใสแจ๋วแวววาวและยิ้มออก
เงินที่เจ้านายป้าจันทร์อาจจะคิดว่าไม่มาก แต่เงินก้อนนี้สามารถต่อชีวิตของเธอและน้าชายไปอีกหลายเดือนทีเดียว
อีกทั้งยังสามารถชดใช้หนี้สินให้กับเสี่ยอ้วนพุงพลุ้ยเจ้าของตลาดที่มีชื่อว่า “วสันต์” ได้เยอะเสียด้วย
ถ้ามีงานแบบนี้ขอแค่เดือนละสองครั้งเท่านั้นเอง เชื่อว่าปีเดียวเธอก็สามารถใช้หนี้ที่น้าชายก่อไว้ได้จนหมดแน่นอน
หลังจากกดกริ่งและยืนรอเพียงไม่นาน
กันติชาก็ได้เห็นชายร่างสูงใหญ่ โดดเด่นตั้งแต่ผมสีดำสนิทสะท้อนแสงเงางามน่าจับต้องด้วยกระหายใคร่รู้ว่ามันจะนุ่มเพียงใดยามได้สัมผัสแตะต้อง
‘บ้าแล้ว นี่เราเป็นอะไรไปนี่’ กันติชาพึมพำอย่างงุนงง
เมื่อห้ามสายตาให้ไล่มองเค้าโครงหน้าที่แข็งแกร่งและดุกร้าวไปถึงลำคอใหญ่และลาดไหล่ไม่ได้
ดวงตากลมโตเป็นประกายพร่างพราวด้วยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่...เธอกำลังเล่นกับไฟที่พร้อมจะลวกและเผาทั้งร่างกายและหัวใจให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงได้ในพริบตาเดียว
ตึก ตึก ตึก… ‘หยุดนะ...อย่าเต้นอย่างนี้สิ’
ยิ่งชายหนุ่มคนนั้นเดินเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่
หัวใจดวงน้อยก็ยิ่งเต้นรัวเร็วเหมือนกับกลองสะบัดชัย ด้วยหุ่นใหญ่ล่ำชวนมอง
ยามเมื่อเขาก้าวเดิน สาบเสือคลุมที่แยกออกเลยทำให้เห็นแผ่นอกกำยำกับไรขนเส้นเล็กๆ
สีดำสนิทที่ขึ้นประปราย ทำเอากันติชาถึงกับหน้าแดงก่ำ
รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
สองแก้มร้อนผ่าว ลำขาเรียวยาวสั่นระริก
เมื่อไล่มองลงไปแล้วเห็นทุกครั้งที่ชายหนุ่มย่ำเท้าก้าวมาข้างหน้า
ทำให้เธอได้เห็นขาแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งและทรงพลัง
‘เฮ้ย...!!! ฉันกำลังคิดอะไรอยู่นี่’
กันติชาร้องครางเสียงแผ่ว รีบสะบัดศีรษะไล่ความคิดแปลกๆ
ที่ผุดขึ้นเหมือนกับดอกเห็ด แม้จะก่นด่าและดุตัวเองในใจ
ก็ยังทำให้เธอห้ามความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นไม่ได้
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกเช่นนี้กับชายคนที่เพิ่งจะได้เจอหน้ากันครั้งแรก
รัศมีแห่งอำนาจและบางอย่างชวนให้ถวิลหาที่นำพาซึ่งความเร่าร้อนราวจะแผดเผา
ก่อเกิดความกลัวแล่นลิ่วเข้ามาเกาะกุมหัวใจดวงน้อย
เมื่อร่างหนาเดินมุ่งหน้าตรงมาเรื่อยๆ เอื่อยๆ
ราวกับราชสีห์ที่กำลังขี้เกียจและเพิ่งจะตื่นจากนอนจำศีล แต่ก็มีอะไรบางอย่างบอกว่า
สิ่งที่เห็นนั้นเป็นเพียงม่านมายาหลอกตาเท่านั้น
เพราะเพียงแค่เผลอนิดเดียวเจ้าสัตว์ร้ายก็พร้อมกระโดดกัดกินเนื้อสมันนุ่มนิ่มอย่างเร็วไว
‘หยุดได้แล้วยายว่าว’
กันติชาพยายามบังคับให้ตัวเองถอนสายตาจากร่างหนาแกร่งนั่น แต่ทำอย่างไรเธอก็ทำไม่ได้
การเยื้องย่างแต่ละครั้งที่ก้าวแสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของเรือนกายกำยำและทรงพลังที่ทำให้เธอร้อนวูบวาบราวกับโดนไฟเผา
กันติชายิ้มแหยๆ พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ขนลุกซู่
เรือนกายสั่นสะท้านไหววูบขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ เมื่อเขาคนนั้นเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้า
เท้าเรียวยาวพาร่างโปร่งบางถอยไปด้านหลังเล็กน้อย
เพราะรัศมีแห่งอำนาจและความดุร้ายระคนวาบหวามที่แผ่กระจายมา
ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับหลุบลงมองพื้นอย่างไม่สามารถประสานสายตาอันคมกริบที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงในทรวงได้
สิ่งที่เห็นเมื่อครู่ชัดเจนยิ่งขึ้น
‘ทำไมเขาถึงได้ดูดี...ไม่ใช่ ต้องเรียกว่าเฟอร์เฟ็ก
สุดยอดที่สุดต่างหากล่ะ’
ใบหน้าออกเค้าสี่เหลี่ยมแข็งแกร่งและคมคร้าม
หน้าตารกครึ้มด้วยหนวดและเคราที่ขึ้นเขียวครึ้ม นอกจากจะสร้างความหวาดกลัวให้แล้ว
ยังซุกซ่อนอารมณ์บางอย่างเอาไว้อย่างที่คนมองไม่เคยจะรู้มาก่อนว่ามีอยู่
ราชันย์สบถเบาๆ อย่างหงุดหงิดและรำคาญ เมื่อต้องตื่นเพราะเสียงกริ่งที่ดังหนวกหูรบกวนการหลับนอน
แล้วก็ต้องมาหงุดหงิดกับท่าทางตื่นกลัวและตระหนกตกใจในดวงตากลมโตของแม่สาวน้อยร่างโปร่งบางอวบอัดด้วยวัยสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่เบื้องหน้า
เรือนกายสูงโปร่งในชุดเก่าๆ จะขาดอยู่รอมร่อ กลับยิ่งเน้นความอวบอิ่มของสัดส่วนเรือนกายสาว
ที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งน่าจับต้อง เพียงแค่ได้เห็นครั้งแรกก็ทำเอาไฟอารมณ์ในกายเขาถึงกับลุกโชนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เกิดอาการกำหนัดอยากจับยายเด็กน้อยมาอัดฟัดอย่างเร็วไว
‘ยายเด็กน่าฟัดนี่ลูกเต้าเหล่าใคร
ถึงได้มายืนยั่วให้เขาอยากจับโยนขึ้นเตียงอยู่ได้’ สายตาคมกริบสีนิลวาววับจับจ้องไปบนใบหน้ารูปหัวใจ
พวงแก้มใสเป็นสีชมพูระเรื่อชวนให้กดปลายจมูกลงไปดมดอม
วงหน้าส่วนที่เด่นที่สุดนอกจากดวงตากลมโตเหมือนกับดวงตาของสมันตัวน้อย
เปิดเผยความกลัวและอยากรู้อยากเห็นและที่สำคัญคืออยากลอง ก็คงจะเป็นเรียวปากรูปกระจับอวบอิ่มเป็นสีชมพูระเรื่อที่ดูท่าจะหวานหอมน่าลิ้มลอง
ที่เขาอยากยื่นมือไปคว้ากายโปร่งบางมาจูบให้หนำใจ
‘บ้าชะมัด’
ราชันย์สบถก่นด่าตัวเองที่ดันเกิดความปรารถนาในตัวยายเด็กสาวท่าทางยังโตไม่เต็มที่และเพิ่งเจอหน้าเพียงครั้งแรกคนนี้มาอยู่เหนืออารมณ์และเหตุผล
แต่ช่างแม่งปะไร ยังไงเขาก็ไม่คิดจะสนใจใครอยู่แล้วนี่นา ถ้าอยากได้ก็ต้องได้
‘โทษตัวเองแล้วกันหนูน้อย เธอมายั่วให้ฉันอยากเอง’
เพียงคิดว่าจะได้ลิ้มลองรสชาติสาวน้อยแรกผลิเหมือนกุหลาบแรกแย้มบาน เพราะรู้โดยสัญชาตญาณของนักล่า
สาวน้อยตรงหน้าไม่เคยเจอภมรชอนไช ความแข็งแกร่งในเรือนกายที่หลับใหลอยู่ก็ตื่นตัว
พร้อมคำสั่งห้ามปล่อยแม่จอมยั่วหลุดรอดมือไปโดยเด็ดขาด
‘ได้ยายเด็กนี่มาครอบครอง
เตียงเขาคงได้ร้อนเป็นไฟไม่ต้องหลับต้องนอนกันล่ะ’ รอยยิ้มมาดหมายผุดขึ้นบนมุมหนึ่งของปากหนา
ก่อนที่มันจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
โดยที่สาวน้อยซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าไม่ทันจะได้เห็น ดวงตาคมกริบมองลงไปตามส่วนอื่นของเรือนกายสาว
‘อื้อฮือ...อวบอิ่มน่าสัมผัสชะมัด’
ทรวงอกอวบอิ่มดุนดันเสื้อยืดกระชับตัวกำลังสะท้อนขึ้นและลงตามการหายใจ ท้ายสุดดวงตาคมดุก็หยุดที่ช่วงขาเรียวยาวที่โผล่พ้นขอบกางเกงยีนนวลเนียนและดูท่าจะนุ่มน่าสัมผัสจริงๆ
เพียงแค่ได้สบสายตาคมดุราวกับพญาเหยี่ยวที่กวาดมองไปทั่วร่าง
เหมือนกับกำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ออกโยนทิ้งไป กันติชาถึงกับตัวสั่นใจสั่น
ขาเรียวพยายามจะก้าวถอยไปด้านหลังอ่อนยวบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนต้องยืนอยู่กับที่
‘เธอเป็นบ้าอะไรนี่’
ใช่ว่าจะไม่เคยมีชายใดสนใจ เพราะแถวบ้านมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่แวะเวียนมาแจกขนมจีบเป็นประจำ
แต่เธอไม่สนใจเอง ผิดกับชายคนนี้ที่เพียงแค่กวาดสายตามองมา หัวใจดวงน้อยๆ
ก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ร่างกายอ่อนยวบอ่อนระทวยเหมือนเรี่ยวแรงที่มีจะถูกดูดหายไป
แต่ก็เหมือนกับมีอะไรดึงรั้งเอาไว้ไม่ให้ถอนสายตาจากบุรุษหนุ่มเจ้าเสน่ห์ชวนหลงใหล
อยากถูกเติมไฟ...ปรารถนา
‘อา...ร้อนจังเลย’
ปลายลิ้นเล็กสีชมพูยื่นออกมาไล้เลียริมฝีปากด้วยความกระหายอยากที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัว
ดวงตามองชายตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวกึ่งอยากรู้อยากลอง
มือเล็กเรียวเย็นเฉียบด้วยความงุนงงและสงสัย เธอเป็นอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้ร้อนวูบวาบเหมือนถูกไฟเผา
เกิดอารมณ์อยากกระโดดเข้าหา กดกอดและจุมพิตปากหนาๆ นั่นเร็วๆ
‘หยุด...หยุดได้แล้วยายว่าว หยุดคิดเรื่องบ้าๆ
เสียที แกมาทำงาน นะ ไม่ใช่มาให้ปล้ำผู้ชาย’ กันติชาพยายามเตือนและดึงสติตัวเองให้กลับมาสู่ปัจจุบันตรงหน้า
แต่ทำอย่างไรเธอก็ยังอดที่จะวาดภาพตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดชายหนุ่มตรงหน้า คลอเคลียแนบชิดและ...จุมพิตอย่างหนักหน่วงถึงใจไม่ได้