ตอน 1

ชาติที่แล้วนางทำกรรมอะไรไว้ เหตุใดสวรรค์ถึงได้กลั่นแกล้งให้นางต้องมาเจอชะตากรรมเช่นนี้ หลิวชิงไม่คิดเลยว่าตัวเองที่ไม่เคยเสียความบริสุทธิ์มาก่อนจะต้องมามีลูกสาวอายุห้าขวบ แถมยังมีครรภ์ในท้องอีกหนึ่ง

แน่นอนว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของนาง แถมภพนี้ก็ไม่ใช่ภพที่นางเคยอยู่ ยุคที่นางเคยอาศัยมาเป็นยุคหลังจากนี้เกือบพันปี สวรรค์แกล้งกันเกินไปแล้ว นางตายไปเหตุใดไม่ส่งให้นางไปเกิดภพใหม่กับผู้ใหม่ที่หล่อรวย เหตุใดต้องส่งมาลำบากในสกุลหวงที่...

สายตานางหันมองรอบห้องที่อยู่ของตัวเอง สภาพห้องของนางทรุดโทรมราวกับห้องของคนรับใช้ ตั้งแต่นางลืมตาขึ้นมาจากป่วยไข้ พวกเขาก็เอาแต่ใช้นางไม่หยุด

จนนางหมดสติไป ไม่รู้ว่าพวกเขาใจดีหรืออย่างไร หรือกลัวว่านางจะตายจึงรีบตามหมอมาตรวจ เมื่อมาถึงหมอก็บอกว่า

“ฮูหยินน้อยกำลังตั้งครรภ์”

ใช่แล้ว ร่างที่นางมาอาศัยนางเป็นสะใภ้ของสกุลหวง ส่วนสามีนางเป็นทหารออกไปรบได้ราวประมาณครึ่งปีเห็นจะได้

แล้วในท้องนี่คือลูกใคร?

หลิวชิงหนอหลิวชิง ทำไมถึงสร้างปัญหาให้นางไม่รู้จบ ท่านหมอจากไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงจางฮูหยิน แม่ผัวที่ดูเหมือนจะไม่ชอบหน้านางเท่าไร

“ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

ก็เอาไว้บนหัวท่านนั่นแหละ จะเอาไปเก็บที่ไหนได้อีก

“บุตรชายข้าไปออกรบครึ่งปี เจ้ากลับคิดการยื่นดอกเหมยออกนอกกำแพง กระทำการให้สกุลหวงเสียชื่อเสียง บอกข้ามาว่าชู้เจ้าเป็นใคร”

สามีไปรบครึ่งปี ร่างนี้กลับตั้งครรภ์สองเดือน มาถามว่าชู้นางเป็นใคร นั่นสิ นางเองก็อยากรู้ แต่ก็ตอบไม่ได้เพราะนางไม่เหลือความทรงจำของร่างนี้สักนิด

“ข้าไม่รู้”

เพียะ! มือของจางฮูหยินยกขึ้นตบคนตอบ หลิวชิงทรุดลงพื้นเพราะสภาพตัวเองที่ป่วยหนัก “ท่านแม่” เสียงลูกสาวนางรีบวิ่งเข้ามาหาจากนั้นก็ร้องไห้กอดพลางห้าม “ท่านย่า ท่านอย่าตีท่านแม่เลย”

“อย่ามายุ่ง เจ้าเองก็เช่นกัน ใช่หลานข้าจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้”

แบบนี้เรียกว่าโกรธแล้วพาลเด็ก ทำแบบนี้เด็กจะมีปมรู้หรือเปล่า หลิวชิงอยากจะเถียงแต่ก็เถียงไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าถูกจางฮูหยินสั่งให้บ่าวในเรือนลากนางไปกลางลาน จากนั้นก็สั่ง

“คุกเข่าสำนึกผิด หากข้ามิสั่งให้ลุกขึ้นก็ห้ามลุก!! อีกสองชั่วยามข้าจะมาถาม หากเจ้ามิพูดความจริง ข้าจะส่งเจ้าไปเฝ้าสุสานบรรพชน”

จางฮูหยินโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ส่วนหลิวชิงเองก็ทำอะไรไม่ได้แม้ว่าใจนางอยากจะตอบโต้ ยิ่งเห็นบุตรสาวร้องไห้กอดไม่ยอมปล่อยนางก็เลยยอมหยุดทุกอย่างเพื่อปลอบบุตรสาว

“อย่าร้องเลยชิงลี่”

“ฮือ ข้าคิดถึงท่านพ่อ เมื่อไรท่านพ่อจะกลับมา”

นั่นสิ สามีไม่เอาไหนไปอยู่ไหนกัน สงครามก็รบมาครึ่งปี เดือนที่แล้วก็หมดสิ้นสงครามแล้ว บ้านอื่นนายทหารก็กลับเข้าบ้านกันหมด เหลือเพียงบ้านสกุลหวงที่ไร้วี่แวว

เกิดใหม่มีลูกสองก็ว่าแย่แล้ว ยังมีสามีไม่รับผิดชอบอีก อย่าได้โผล่หน้ามาให้นางเห็นเด็ดขาด นางจะใช้ไม้ตีให้หลังหัก

“ท่านพ่ออาจจะกลับมาในเร็ววัน ลูกก็อย่าร้องไห้อีกเลย”

ลูกก็ไม่ใช่ แต่ดูเหมือนความผูกพันในร่างนี้จะส่งผลต่อจิตใจนาง ส่วนความรู้สึกถึงสามีในสมองนางตอนนี้แทบไม่มีเลยสักนิด นางคิดว่าอีกฝ่ายคงตายในสนามรบไปแล้ว หรือไม่ก็คงมีภรรยาใหม่ จึงไม่คิดจะกลับมาสกุลหวงอีก หรือว่าอีกฝ่ายจะบาดเจ็บจนพิการ ถ้าเป็นแบบนั้น ก็อย่ากลับมาให้นางเห็นจะดีกว่า ใช่ว่านางจะเป็นคนดีที่ดูแลสามีของ คนอื่นที่ไม่ใช่ของตนเสียหน่อย

บ่นในใจไปปลอบชิงลี่ไปเรื่อยในที่สุดนางก็หมดแรง

“ท่านแม่”

จางฮูหยินที่อยู่ด้านในออกมามองสภาพลูกสะใภ้ตรงหน้าที่ หมดสติพร้อมจดหมายที่อยู่ในมือ สมองก็คิดอะไรบางอย่างออก

“ส่งนางไปสุสานบรรพชนแล้วปิดปากให้เงียบที่สุด บอกทุกคนว่านางหนีออกจากสกุลหวง”

บ่าวรับใช้ทำสีหน้าไม่เข้าใจแต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม

ตอนที่หลิวชิงลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในกระท่อมที่มืดสนิทรอบด้านมีแต่กลิ่นสาบ บนพื้นเป็นดินโคลน เมื่อลืมตาก็พบว่าชิงลี่กำลังร้องไห้ตัวสั่นเทา

“ท่านแม่ ท่านย่าส่งเรามายังสุสานบรรพชนเจ้าค่ะ ฮือ ทำไม ท่านย่าทำแบบนี้”

เสียงเด็กน้อยยังร้องไห้และพูดต่อ แต่สายตานางกลับมองรอบด้าน มีเพียงแค่แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา หลิวชิงลุกขึ้นแล้วมองไปนอกหน้าต่างที่ผุพัง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือหลุมฝังศพสามหลุม...

สวรรค์… ท่านเกลียดข้ามากใช่ไหมถึงได้ให้ข้ามาอยู่ในสุสานบรรพชน

แม่ผัวกับลูกสะใภ้ไม่ถูกกันมีทุกยุคทุกสมัยจริง ๆ แต่ตอนนี้นางไม่มีเวลาไปเอาคืนอีกฝ่าย ฉะนั้นบัญชีนี้นางจะเก็บเอาไว้ตอนหลัง เพราะปัญหาตอนนี้คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า

จางฮูหยินใจดำกับนางมาก แม้แต่เสื้อผ้าสักชิ้นก็ไม่ให้ติดตัว อย่าถามหาอย่างอื่นเลย ในสภาพมืดค่ำเช่นนี้ความหนาวเหน็บที่เข้ามายังกระท่อมผุพังเลยทำให้ลูกสาวของนางหวาดกลัวกว่าเดิม ยิ่งความเงียบสงบมาพร้อมกับเสียงนกร้องประหลาดนั่น

กา กา กา

“เจ้านกบ้า! หยุดร้องเดี๋ยวนี้ หาไม่แล้วพรุ่งนี้ข้าจะจับเจ้าย่างกิน”

หลิวชิงตะโกนเพราะรู้สึกปวดหัว นั่นทำให้เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นแล้วถาม “นกกินได้หรือเจ้าคะ”

“กินได้ และแม่จะเอาเจ้านกที่อยู่ด้านนอกนั่นให้เจ้ากินตัวแรก”

เจ้ากาได้ยินก็ถึงกับหยุดกึก จากนั้นก็ขยับเท้าหนีแล้วได้แต่คิดในใจว่ามนุษย์พวกนี้ล้วนจิตใจโหดเหี้ยม แม้แต่อีกาตัวดำเช่นมันก็ยัง ไม่เว้น

หลิวชิงหันมาปลอบบุตรสาวต่อ กว่าจะกล่อมนอนได้ตะวันก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า นางอุ้มลูกสาวขึ้นพาดบ่า จากนั้นก็มองไปยังสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

สุสานบรรพบุรุษตรงหน้าแม้จะมีเพียงแค่สามหลุมศพ แต่พื้นที่โดยรอบกลับโล่งกว้างมองเห็นดอกไม้ป่าเติบโตขึ้นเต็มพื้นที่ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาบอกนางว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือสมบัติล้ำค่าที่ดีที่สุด จริง ๆ

ในเมื่อพึ่งพาสามีไม่เอาไหนไม่ได้ นางก็จะพึ่งตนเอง มีสมองมีปัญญาจะเปลี่ยนผืนหญ้าว่างเปล่าตรงหน้ากลายเป็นเงินให้ได้ แต่ก่อนอื่นสภาพนางตอนนี้…

หลิวชิงไอออกมาอีกชุดใหญ่ นางต้องหายจากอาการป่วยไข้เสียก่อน แต่ถูกทิ้งอย่างยาจกเช่นนี้นางจะหายาจากที่ไหน สายตาหันมองรอบด้านในป่าอาจจะมีอยู่

แต่ถามว่านางจบด้านสมุนไพรมาหรือเปล่าก็ไม่ใช่ ขืนหยิบตัวยาที่เป็นพิษมากินแทนที่จะหายอาจได้ตายสมใจ แถมตายคราวนี้ไม่รู้จะไปลำบากที่ไหนอีก แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว

จำได้ว่าหมอที่มาตรวจครั้งก่อนก็อาศัยอยู่แถวภูเขาลูกนี้ หลิวชิงรอให้บุตรสาวตื่นก็พากันเดินสำรวจรอบภูเขา เดินไปได้สักพักก็เจอกระท่อมจริง ๆ

ด้านหน้ากระท่อมมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ หยิบจับกระด้งสมุนไพรขึ้นวางบนแท่นวาง “ขออภัยเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าที่นี่คือบ้านของหมอหลุนหรือไม่”

คนที่หันหลังหันมามอง จากนั้นก็นิ่งเงียบก่อนจะยิ้มออกมา

“ชิงชิง เจ้าหายดีแล้วหรือ”

หลิวชิงในร่างนี้รู้จักเขา แต่นางกลับจำอีกฝ่ายไม่ได้ ได้แต่ตามน้ำไป “ยังไม่หายดี ตอนนี้ข้ามาอาศัยอยู่ในกระท่อมสุสานบรรพชน สกุลหวง” พูดไม่ทันจบก็ไอออกมาอีกชุดหนึ่ง

จินเฟิงเห็นดังนั้นก็รีบให้นางนั่งบนชานด้านนอก ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปด้านในเพื่อหยิบกาน้ำชามาให้นางดื่ม

“เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ในกระท่อมสุสาน”

สีหน้านางบอกว่าไม่อยากพูด และอีกฝ่ายก็เหมือนจะเข้าใจ

“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าอย่าทนอีก ยังไงซือหยางก็ไม่กลับมาหาเจ้าอีกแล้ว”

หลิวชิงทำได้เพียงแค่ยิ้มบาง “ข้ามาหาหมอหลุน”

“ท่านพ่อข้าเข้าป่า คิดว่ายามบ่ายถึงจะกลับมา” จินเฟิงมองไปยังชิงลี่ “ลี่เอ๋อร์ เจ้าหิวหรือไม่”

เด็กน้อยพยักหน้าอย่างใสซื่อ สีหน้าแววตาแสดงออกว่าหิวมาก จินเฟิงก็เลยรีบเข้าไปในครัวเพื่อหาของกินมาให้เด็กน้อย ระหว่างนั้นหลิวชิงก็รีบกระซิบถาม “พวกเรารู้จักกันนานหรือยัง”

ชิงลี่ขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจท่านแม่ “ลุงเฟิงเคยเป็นคู่หมั้นของท่านแม่อย่างไรเล่า ข้าเคยได้ยินท่านย่าพูดอยู่บ่อย ๆ ว่าท่านพ่อไปแอบได้เสียกับท่านแม่ ท่านแม่ก็เลยต้องแต่งกับเขา” ชิงลี่ตอบแบบตรง ๆ ตามแบบที่ผู้ใหญ่พูดมาแม้ไม่เข้าใจความหมายก็ตาม

ถึงว่าจางฮูหยินถึงได้รังเกียจนาง และสายตาที่จินเฟิงมองนาง ก็ไม่ใช่สายตาของคนรู้จักที่เขามองกัน พอรู้ว่าเขาเคยเป็นคู่หมั้นของ ร่างนี้มาก่อนนางก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรำลึกความหลังพูดไปพูดมาก็อาจจะจับผิดได้ว่าวิญญาณในร่างนี้ไม่ใช่หลิวชิงตัวจริง

ถ้าอย่างนั้นรีบกินรีบกลับจะดีกว่า...

จินเฟิงหาอาหารให้เด็กน้อยและหลิวชิงกิน ตอนแรกนางคิดว่าจะไม่กิน แต่เพราะกลิ่นหอมบวกกับเสียงท้องร้องนางก็เลยล้มเลิกที่จะรีบกลับบ้าน “เจ้ากินข้าวเสร็จก็กินยาเสีย เจ้าจะได้หายดี ขาดเหลืออะไรอีกไหม”

ถามแบบนี้นางก็ยิ้มกว้างกว่าเดิมพลางตอบแบบไม่เกรงใจ

“หลายอย่างเลย” ใครใช้ให้เขามีน้ำใจกัน ส่วนนางก็ไม่รอช้ารับน้ำใจจากเขา จากนั้นกระท่อมร้างก็ถูกปัดกวาด มีแคร่ไม้ไว้สำหรับวางฟูกนอน ส่วนบานหน้าต่างที่ผุพังก็ถูกซ่อมจนสามารถบังลมได้

หลิวชิงมองจินเฟิงที่เร่งมือทั้งวันพยายามทำให้นางนอนในคืนนี้ได้ แวบหนึ่งก็ปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นมา หรือว่าเราจะเปลี่ยนจากหาเงินมาหาสามีตรงหน้าดีจะได้ไม่ต้องทำอะไรเลย

คนคิดรีบสะบัดความคิดออก ไม่ได้ นางต้องมีเป้าหมายที่จะยืนด้วยตัวเองให้ได้ สายตาของจินเฟิงมองคนที่กำลังส่ายหน้า

“มีอะไรไม่พอใจหรือเปล่า”

หลิวชิงรีบตอบ “เปล่า ไม่มี เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว” นางนิ่งเพียงครู่ก่อนที่จะพูดต่อ “ใกล้ค่ำแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปหาหมอหลุนใหม่ ท่านรีบกลับไปเถอะ”

ถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรีที่มีสามีแล้ว การที่บุรุษอื่นอยู่ด้วยจนมืดค่ำเกรงว่าจะไม่ดีแน่ ยิ่งนางเป็นสะใภ้ที่สกุลหวงไม่ค่อยชอบด้วย

จินเฟิงเหมือนจะเข้าใจ เขายิ้มบาง จากนั้นก็หันหลังให้ ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นนั้นเขาหันหลังให้นางแล้วพูด

“ข้ายังยืนยันคำเดิม ไม่ว่าเจ้าจะเป็นยังไง ข้าพร้อมจะดูแลเจ้าเสมอชิงชิง”

หลิวชิงมองภาพตรงหน้า เหตุใดหัวใจในร่างนี้ถึงได้สั่นไหวกับคำพูดนั้น หรือว่าจริง ๆ แล้วหลิวชิงก็ชอบอีกฝ่ายเช่นกัน

แต่เดี๋ยวนะ... หรือว่าเขาคือพ่อของเด็กในท้อง!!!

ตอน 2

ระหว่างหาสามีใหม่กับหารายได้เลี้ยงปากท้องอันไหนสำคัญกว่า หลิวชิงกำลังประเมินความสามารถของร่างนี้ มือน้อยก็ลูบท้องไปมา สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการทำให้นางไม่อาจทำอะไรได้มากมายนัก อย่างแรกนางต้องการจะใช้พื้นที่ตรงหน้าให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าจะใช้มือตัวเองขุดพลิกดิน คิดว่าสิบชาติก็คงไม่เสร็จ ดีไม่ดีนางอาจจะไม่ได้คลอดลูกคนนี้

จังหวะที่คิดหาวิธีก็ทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องราวของเด็กเลี้ยงแกะที่หลอกให้ชาวบ้านมาช่วยตน แต่ใช่ว่านางจะไร้มโนธรรมขนาดนั้น หากว่าทำเหมือนจริงแต่ไม่จริงล่ะ

คิดแล้วก็ต้องหาเหยื่อล่อก่อน เงยหน้าคิดหาตัวช่วย จินเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นมา เขาเหมือนกับตัวช่วยในละครที่มักปรากฏตัวเมื่อนางเอกของเรื่องต้องการ

ชีวิตนางเอกบัดซบน่ะสิ นางควรไปเกิดเป็นคุณหนูสวย ๆ ไม่ใช่มาลำบากเลี้ยงลูกสองคนแบบนี้

“ข้านำอาหารมาให้พวกเจ้าสองคน”

หลิวชิงขอบคุณเขา จากนั้นก็เชิญเขานั่ง “อาเฟิง เจ้ามีงานอะไรให้ข้าทำแลกเงินได้บ้าง”

คิ้วของจินเฟิงขมวดเข้าหากัน “เจ้ามิต้องทำอันใด ข้าจักเลี้ยงดูเจ้าเอง”

นางไม่ได้อยากหาคนเลี้ยงดูเสียหน่อย แต่อยากจะเลี้ยงดูตัวเอง

“อีกอย่างเจ้ากำลังตั้งครรภ์”

ก็แค่ตั้งครรภ์ ไม่ได้พิการเสียหน่อยทำไมจะทำงานไม่ได้ อย่างไรนางก็ต้องเอาเงินก้อนแรกมาลงทุนสิ่งที่อยากจะได้ก่อน

“เจ้าก็ทราบว่าข้าไม่ยอมอยู่นิ่งงอมืองอเท้า”

จินเฟิงนิ่งเมื่อได้ยินประโยคนั้น สีหน้าแบบนั้นยิ่งทำให้หลิวชิงคิดว่าตัวเองเผลอแสดงพิรุธอะไรไปหรือเปล่าเลยทำให้อีกฝ่ายจับได้ หรือว่าที่จริงหลิวชิงเป็นคนเกียจคร้านชอบให้คนอื่นคอยดูแล ไม่ได้การละ นางต้องหาทางแก้ตัว

“เจ้าเป็นเช่นนี้เสมอจริง ๆ ถ้าเช่นนั้นตอนนี้คงมีแค่งานนำสมุนไพรมาแปรรูปและตากแห้ง”

คำว่าสมุนไพรปรากฏขึ้นในมโนภาพของหลิวชิง หากให้นับสมุนไพรที่มีมูลค่ามากที่สุดก็คือ โสม เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า เหล่านี้ล้วนเป็นสมุนไพรที่หายาก และนางก็ไม่มีปัญญาจะปลูกด้วย

ในทางตรงกันข้ามนางกำลังคิดถึงสมุนไพรที่ราคาพอเหมาะแต่ก็ต้องอาศัยการดูแลอย่างดี หากได้นำมาบดทำเป็นยาเม็ดให้กินง่ายเหมือนยาสมัยใหม่ก็คงดี

แต่คนที่ไม่มีความรู้เรื่องยาเลยคงต้องศึกษากับท่านหมอหลุนก่อน และระหว่างศึกษานางก็ต้องจัดเตรียมผืนไร่ตรงหน้าให้เป็นเงินก่อนอันดับที่สอง

“เจ้าจะให้ข้าทำสิ่งใดบอกมาได้เลย”

จินเฟิงเลือกงานง่าย ๆ ให้นางทำ ก็คือการคัดแยกสมุนไพรเพื่อตากแห้ง ก่อนจะนำไปบดเป็นผง สอนและแนะนางทุกอย่าง หลิวชิงพยายามจดรายละเอียดลงในกระดาษด้วยภาษาของนางเอก

“ข้าไม่เคยรู้เลยว่าเจ้าเขียนหนังสือเป็น” เพราะนางเป็นเพียงบุตรสาวชาวบ้านธรรมดา การศึกษาจึงไม่มี อีกทั้งครอบครัวก็ล้มตายจากไปหมดเหลือเพียงนางคนเดียว ที่นางได้ยินจากบ่าวรับใช้พูดกัน เห็นว่าก่อนตายนางมีผืนดินอยู่ผืนหนึ่งที่เป็นที่ต้องการของจางฮูหยิน และเพราะผืนดินแห่งนี้อีกฝ่ายจึงยอมให้บุตรชายแต่งนางเข้าสกุล

แต่งเข้าไปก็เหมือนซื้อบ่าวมารับใช้ ชีวิตของหลิวชิงไม่ได้ดีไปกว่าบ่าวในเรือน โชคดีที่มีสามีคอยดูแลให้กินดีอยู่ดีในบางคราว จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีก่อนอีกฝ่ายถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อไปรบ ทำให้นางต้องถูกรังแกจนป่วยล้มตาย

ตายไปแล้ววิญญาณหลิวชิงหลุดพ้นไปเกิดใหม่ในที่ที่มีความสุข และสวรรค์ก็ส่งนางมาทรมานแทน ดูเหมือนสวรรค์จะรักนางมากจริง ๆ

หลิวชิงหยิบดอกเก๊กฮวยขึ้นมาดู “ดอกเก๊กฮวย เก๊กฮวยมีรสหวานอมขม ฤทธิ์เย็น ไม่มีพิษ เป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณ ตับ และปอด ช่วยขับความร้อน และดับพิษ ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยขับลม แก้ร้อนใน บำรุงสายตาและตับ ป้องกันโรคของหลอดเลือด โรคหัวใจ ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น มีผลดีต่อผู้ที่มีอาการวิงเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ ทำให้จิตใจสงบ”

สรรพคุณล้านแปดจริง ๆ และเป็นพืชสมุนไพรที่หาได้ทั่วไปและราคาถูก นางจึงตัดดอกเก๊กฮวยออกจากรายการพืชที่จะปลูกออกไป

จินเฟิงมองเห็นความสนใจของอีกฝ่ายก็ค่อนข้างแปลกใจ สายตานั้นสะดุดกับเกสรดอกไม้ที่ติดอยู่บนผมนาง จึงเดินเข้าไปหาคนที่กำลังสนใจจดชื่อสมุนไพร เมื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นก็เงยหน้าขึ้นมอง มองเขาที่เดินเข้าใกล้หัวใจนางก็สั่นไหวโดยไม่รู้ตัว ยิ่งใบหน้านั้นใกล้มากขึ้นเท่าไร นางก็รีบปิดตาลง สุดท้ายก็เจอแต่เพียงความเงียบ เมื่อลืมตาก็พบว่าเขากำลังถือเกสรดอกไม้ในมือ

ด้วยความเขินนางก็รีบถอยห่าง ความหิวคงทำให้นางเสียสติไปแล้วจริง ๆ คิดว่าอีกฝ่ายจะจูบ จึงรีบหันหลังให้ “ข้าจะไปดูชิงลี่หน่อยว่าทำอะไรอยู่ถึงได้เงียบไป”

ปล่อยให้คนเก็บเกสรดอกไม้อมยิ้ม จากนั้นก็มองเกสรในมือ เกสรที่เบาบางถูกกระแสลมพัดลอยจากมือไป เขาจะคว้ากลับมาก็คว้าไม่ทันเสียแล้ว

“ครั้งนี้ข้าจะทำสำเร็จหรือไม่ชิงชิง”

เขาพลาดมาแล้วหนึ่งครั้งที่ปล่อยนางไป หากสวรรค์ให้โอกาสเขาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมเสียนางไปแน่นอน

เสียงแตรกลองและขบวนแห่ดังไปทั่วเมืองหลวง ด้านหน้าขบวนนั้นมีบุรุษชุดเกราะขี่ม้าเข้าเมืองมุ่งหน้าไปยังวังหลวงเพื่อกล่าวรายงานการรบพร้อมกับทหารที่เหลือชุดสุดท้าย

ท่านหมอหลุนที่เข้าเมืองเพื่อนำสมุนไพรมาขายให้ร้านขายยา ก็ถูกเบียดจนกระเด็น เมื่อเขาพยายามมองหน้าคนบนม้าก็เห็นเพียงแค่แผ่นหลังเท่านั้นเอง

เสียงชาวบ้านแถวนั้นพูดกระซิบ “ได้ยินว่าเขาเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่เพราะนำทัพฆ่าตัดหัวแม่ทัพอีกฝ่ายได้สำเร็จ ฝ่าบาทก็พระราชทานเป็นอ๋อง แถมยังพระราชทานสมรสองค์หญิงให้อีก เขาโชคดีจริง ๆ”

จากชาวบ้านธรรมดากลายเป็นอ๋องแถมยังได้แต่งงานกับองค์หญิงดูแล้วจะโชคดีจริง ๆ แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา ท่านหมอหลุนจึงพยายามแทรกผู้คนที่กำลังมุงดูเพื่อกลับขึ้นเขาก่อนที่พระอาทิตย์จะตกจากฟ้าแล้วความมืดเข้ามาแทนที่

เมื่อขึ้นเขาไปแล้วก็พบว่ากระท่อมตนมืดสนิท จึงรีบจุดไฟก่อนจะมองหาบุตรชายตน ก่อนจะนึกได้ว่าคงไปขลุกอยู่ที่สุสานบรรพชนสกุลหวงเป็นแน่

นึกถึงบุตรชายคนนี้ก็ยิ่งถอนใจ จิตใจมั่นคงในรักและอาภัพเหมือนกับเขาไม่มีผิด เช่นนี้แล้วหากแม่นางหลิวชิงถูกสกุลหวงรังแก ก็ควรหาทางให้นางหย่าก่อนที่เรื่องฉาวจะปรากฏขึ้นมา

อย่างไรเขาก็ไม่อยากให้บุตรชายได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษปีนกำแพงเพื่อเด็ดดอกงิ้ว

สายลมพัดเข้ามาแล้ว หลิวชิงเห็นว่าดึกแล้วจึงอยากเชิญแขกกลับ แต่แขกกลับสนุกกับการสอนเด็กน้อยเรื่องสมุนไพร บุรุษผู้นี้เคยเป็นคู่หมั้นกับร่างนี้มาก่อน คิดว่าอีกฝ่ายคงชอบเขาตรงนี้

อบอุ่น พึ่งพาได้ และมีน้ำใจ หากเปรียบก็คงเหมือนกับสายลมอุ่นในยามพระอาทิตย์ขึ้น แตกต่างจากสกุลหวงที่เป็นพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวันที่พร้อมจะเผานางให้ไหม้เป็นจุณ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นางมีสามีไม่ได้ความ!! พูดไปก็ขอสาปแช่งอีกสักสองสามประโยค

“หากท่านกินข้าวอยู่ขอให้ข้าวติดคอ”

แคก แคก แคก ซือหยางไอออกมาชุดใหญ่ ก่อนที่จะรีบยกน้ำชาขึ้นดื่ม จากนั้นก็เงยหน้ามองพระพักตร์ฮ่องเต้ด้วยความเกรงใจ แต่ดูเหมือนฮ่องเต้จะมองผ่านสิ่งนั้นไปสิ้นเพราะความดีที่เขาทำมา

สืบเนื่องจากที่เขาไปรบช่วงจังหวะที่ใกล้แพ้เขาก็รีบกลับมาเพื่อนำข่าวมาให้ฮ่องเต้ให้ส่งกำลังทหารออกไปช่วยแม่ทัพที่นอกเมือง เนื่องจากทหารส่งข่าวถูกอำมาตย์หวังกีดกันจนตายไม่เหลือ

พอนำทัพกลับออกไป แม่ทัพก็อยู่ในอันตรายจนได้รับบาดเจ็บเสียชีวิต ซือหยางที่อยู่ระหว่างความเป็นความตายก็ฝ่าทหารที่ล้อมตัวเองไปตัดหัวแม่ทัพอีกฝ่ายได้สำเร็จ

เขากลับมาพร้อมกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ พระราชทานเป็นอ๋อง นามว่า “หวางอ๋องซือหยาง” และพระราชทานสมรสให้กับองค์หญิงชุนเหริน พระธิดาองค์เล็กที่รักมากที่สุด

เพราะว่าเป็นคำสั่งของฝ่าบาทเขาจึงไม่อาจปฏิเสธสมรสพระราชทานได้ ซือหยางเงยหน้ามองไปยังฝั่งตรงข้ามองค์หญิงชุนเหริน ที่กำลังแย้มยิ้มให้ ใบหน้านั้นงดงามราวภาพวาด

เขาจึงทำได้เพียงยิ้มตอบก่อนจะก้มลงดื่มชาเพื่อแก้อาการสำลักที่เริ่มหนักกว่าเดิม ในใจก็คิดเพียงแค่อยากให้งานเลี้ยงต้อนรับจบโดยเร็วเพื่อที่จะได้กลับไปหาเมียและลูกที่สกุลหวง

อีกอย่าง เรื่องนี้ไม่แน่ใจว่านางรู้หรือยัง

“ท่านแม่” เสียงชิงลี่เรียกผู้เป็นแม่ หลิวชิงที่ปิดหน้าต่างก็หันมอง จากนั้นก็เดินขึ้นเตียงซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกับบุตรสาว เด็กน้อยรีบซุกเข้าอกมารดา

“ท่านพ่อจะคิดถึงเราหรือเปล่า”

ไม่รู้ไปตายที่ไหนแล้ว หรือถ้ามีชีวิตอยู่ก็คงไม่ปล่อยให้พวกเราลำบากแบบนี้ คิดแล้วนอกจากแช่งให้สำลักข้าวตายแล้ว ขอให้เขาตกม้าตายไปด้วยเลยแล้วกัน

“แม่เชื่อว่าพ่อจะต้องคิดถึงลูกแน่นอน” นางไม่พูดถึงตัวเองเพราะนางไม่ใช่หลิวชิงตัวจริง และหากเผชิญหน้ากันนางก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก การที่อีกฝ่ายหายไปสำหรับนางแล้วเป็นเรื่องดี

“แล้วพวกเราจะต้องอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไร”

“ที่นี่ก็ไม่เลว สงบและอุดมสมบูรณ์” นางจะพลิกฟื้นผืนป่าตรงนี้ให้กลายเป็นเงินทองให้จงได้

หลิวชิงปลอบบุตรสาวจนหลับไปแล้ว นางก็ลุกจากเตียงขยับ ผ้าห่มห่มให้ลูกสาวก่อนจะเปิดประตูออกไป จากนั้นก็เดินไปยังทุ่งหญ้าที่ไร้ประโยชน์ ก้มลงมองถุงเบี้ยในมือ ถึงเวลาวางเมล็ดพันธุ์แล้ว

รุ่งเช้าวันถัดมานางก็ลงจากภูเขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงพร้อมกับท่านหมอหลุนและจินเฟิง โชคดีที่มีรถม้าเลยทำให้การเดินทางไม่ลำบากมาก

หลิวชิงเปิดผ้าม่านมองผู้คนที่เดินไปมา ถ้าให้นับก็ถือเป็นครั้งแรกที่นางเห็นภาพด้านนอกจวนสกุลหวง ผู้คนที่จับจ่ายเดินไปมา พ่อค้าแม่ค้าต่างเรียกลูกค้าเสียงดัง เป็นภาพแปลกตาที่ไม่คุ้นชินเลยทำให้หลิวชิงสนใจเป็นพิเศษ

“เมื่อก่อนพวกเรามาเที่ยวเล่นอยู่บ่อย ๆ เจ้าเองก็ชอบมาก กว่าจะกลับก็มืดค่ำ หลายปีแล้วที่พวกเราไม่ได้เที่ยวเล่นแบบนี้”

หลิวชิงหันมองเขาแล้วยิ้มบางให้เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต จากนั้นก็ปิดผ้าม่านลงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสงสัยหรือแสดงพฤติกรรมที่แปลกไปอีก

ผ้าม่านรถม้าท่านหมอหลุนปิดลง ก็เป็นจังหวะที่รถม้าอีกคันสวนกันมา ในรถม้านั้นองค์หญิงชุนเหรินกำลังเปิดผ้าม่านเพื่อมองผู้คนแล้วชวนหวางอ๋องซือหยางพูดคุยอย่างสนใจ

ซือหยางทำได้เพียงแค่ถามคำตอบคำ ในใจก็หวังเพียงแค่ให้ถึงสกุลหวงโดยเร็ว เพราะอยากพบหน้าเมียแล้วตอนนี้

เมื่อรถม้ามาถึงจวนสกุลหวง เสียงประทัดก็ดังขึ้น เขาออกจากรถม้าก็มองเห็นผ้าสีแดงมงคลและโคมไฟประดับทั่วเรือน คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดเป็นมารดาของเขา

เมื่อลงจากรถม้าก็รีบคำนับ “ท่านแม่” ซือหยางเงยหน้ามองโดยรอบกำลังจะเอ่ยปากถามถึงหลิวชิง จางฮูหยินก็รีบเอ่ยขัด

“เชิญองค์หญิงเข้าไปด้านในเถอะเพคะ”

“ท่านแม่อย่าได้เกรงใจเลย ข้าก็ถือเป็นสะใภ้ท่าน ย่อมเคารพ แม่สามีเช่นกัน” องค์หญิงชุนเหรินยิ้มแย้มนอบน้อมยิ่งทำให้จางฮูหยิน พอใจ ตอนแรกนางคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นองค์หญิงเอาแต่ใจ ในเมื่อเห็นว่าเป็นลูกสะใภ้ที่ว่านอนสอนง่ายก็ยิ่งพอใจเป็นที่สุดจึงรีบเอาอกเอาใจ เชิญเข้าด้านในเพื่อต้อนรับอย่างดี

ซือหยางกำลังจะเดินเข้าห้องโถงใหญ่ สายตาเขาหันมองโดยรอบก็ไม่เห็นหลิวชิงคิ้วก็ยิ่งขมวดกว่าเดิม ดูเหมือนจางฮูหยินจะรู้ว่าลูกชายกำลังมองหาอะไร

นางจึงรีบเดินเข้ามาใกล้ จากนั้นก็พูด

“ห้ามเจ้าพูดถึงนางเด็ดขาด สตรีไร้ยางอายเช่นนั้นไม่คู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินสกุลหวง”

“ท่านแม่หมายความว่ายังไง”

“นางหนีตามชู้ไปแล้ว”

“...” ซือหยางได้แต่ตะลึงกับคำพูดของมารดา อยากจะสอบถามต่อแต่องค์หญิงชุนเหรินก็เรียกเขาเสียก่อน สายตาเข้มของมารดาบอกให้เขารีบไปเอาใจอีกฝ่ายก่อน

แม้จะอยู่ใกล้องค์หญิงชุนเหรินแต่ตอนนี้หัวใจของเขาแทบจะ ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาไม่เชื่อว่าหลิวชิงจะทรยศหัวใจและหนีตามชู้ไปตามที่มารดาตนพูดแน่นอน

ตอน 3

เมืองหลวงแห่งนี้ถือว่าเจริญพอสมควร หลิวชิงมองโดยรอบ ก่อนจะมองเห็นหนูจำนวนมากที่วิ่งไปมาเพื่อกินอาหารที่ตกลงพื้น แต่ระบบสาธารณสุขยังไม่ดีนัก ยิ่งมองเห็นคนกำลังจะตักน้ำในถังน้ำขึ้นมาล้างผัก จากนั้นก็มีสุนัขเข้าไปกินต่อ คนมาจากอนาคตเห็นแบบนั้นก็ ส่ายหน้าทันที

ระหว่างทางพวกนางแวะที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง มองผู้คนที่สั่งอาหาร เจ้าของร้านก็เร่งรีบทำให้ ความตาดีของนางก็ทำให้เห็นหนูจำนวนมาก เข้าไปกินอาหารที่เหลือหลังร้าน

นางกินไม่ลง แถมยังบอกเพื่อไม่ให้คนอื่นกินด้วย

“มันไม่สะอาด”

ท่านหมอหลุนเงยหน้ามองคนพูด ก่อนที่หลิวชิงจะชี้ไปยังกองจานอาหารที่มีหนูกำลังล้อมกินอย่างเอร็ดอร่อย คนที่ถือตะเกียบก็วางลงเช่นกัน

“ไว้ค่อยกลับไปกินที่บ้านก็ได้”

จินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็จับมือชิงลี่ลุกขึ้น หลิวชิงอาศัยจังหวะที่ทุกคนลุกจนหมดแล้ววางกระดาษแผ่นหนึ่งลงไป หวังว่าข่าวลือที่นางสร้างจะสำเร็จ

เมื่อออกจากโรงเตี๊ยมพวกนางก็มุ่งหน้าไปต่อ รถม้าของพวกนางหยุดหน้าโรงหมอของหมอท่านหนึ่ง เมื่อลงจากรถม้าท่านหมอหลุนก็แนะนำนางให้ท่านหมออีกคนรู้จัก

“ไม่ได้เจอกันนาน ไม่แน่ใจว่าเจ้ายังจำท่านหมอเหวินได้หรือไม่ เขาเป็นญาติห่าง ๆ ของเจ้า”

นางมีญาติมาเพิ่มอีกแล้ว ท่านหมอเหวินหันมองหลานสาว

“ไม่ได้เจอกันนานตั้งแต่เจ้าแต่งเข้าสกุลหวง ครั้งสุดท้ายก็ตอนงานศพบิดามารดาของเจ้า เจ้าสบายดีหรือไม่”

หลิวชิงคำนับ จากนั้นก็ยิ้มตอบ “สบายดีเจ้าค่ะ” พยายามไม่พูดไม่ถามอะไรไปมากกว่านั้น

ท่านหมอเหวินหันไปถามท่านหมอหลุน “เหตุใดถึงได้มาอยู่ด้วยกัน”

ท่านหมอหลุนยิ้มแต่ไม่ตอบสิ่งใด เพราะตอนนี้ในร้านมีคนไข้อยู่หลายคน เจ้าบ้านเห็นแบบนั้นก็เชิญเข้าไปด้านในแทน ปล่อยให้พวกนางอยู่ด้านนอก

หลิวชิงจึงถือโอกาสเดินสำรวจโรงหมอที่ใหญ่พอควร มีการแยกห้องรักษาเป็นสัดส่วน นางเดินมาถึงห้องหนึ่งที่เป็นชั้นหนังสือจึงเข้าไปเปิดตำราพวกนั้นออกอ่าน

“เมื่อก่อนเจ้าก็ชอบมาขลุกอยู่ในนี้”

เสียงจินเฟิงเดินเข้ามาพลางถาม เขาอุ้มให้ชิงลี่นั่งบนเก้าอี้ก่อนจะนำขนมวางเอาไว้ จากนั้นก็เดินมาใกล้หลิวชิง “ตำราพวกนี้แม้เจ้าอ่าน ไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ก็ชอบให้ข้าอ่านให้ฟัง”

หลิวชิงขมวดคิ้วอีก เพราะตัวเองจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ฟังจากที่เขาเล่าแสดงว่าพวกเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วเหตุใดนางถึงไปแต่งกับซือหยางได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจ

แต่เมื่อถามไม่ได้นางก็ต้องเก็บความรู้สึกตัวเองเอาไว้ จากนั้นก็มีเสียงดังขึ้นด้านนอก

“ท่านหมอเหวิน ท่านหมอเหวิน” น้ำเสียงร้อนรนนั้นเรียกอีกฝ่ายทำให้หลิวชิงออกไปดูเหตุการณ์เช่นกัน เมื่อออกไปก็พบว่ามีคนถูกแบกเข้ามาในร้าน

ท่านหมอเหวินที่ออกมาจากห้องก็สั่งให้คนวางลง คนที่แบก คนป่วยมารีบบอกอาการ

“เขามีอาการไข้ หนาวสั่น บ่นปวดหัวทั้งคืนขอรับ”

ท่านหมอเหวินหยิบจับอุปกรณ์ตรวจคนไข้ แล้วเข้าไปดูอาการ

อาการไข้ หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ไม่มีเรี่ยวแรง เจ็บคอ และปวดศีรษะ

“พาคนไข้ไปห้องแยก คืนนี้คงต้องนอนที่โรงหมอ” ท่านหมอเหวินสั่งงานเสร็จก็หันมาบอกลาท่านหมอหลุน คนเป็นแขกจึงขอกลับก่อน

หลิวชิงยังสนใจมองคนไข้คนนั้น คิ้วขมวดเข้าหากัน พยายามนึกถึงตัวยาที่ต้องใช้แต่ก็นึกไม่ออก จึงหันไปถามจินเฟิง

“หากมีอาการไข้ต้องใช้ยาอะไรบ้าง”

“ไฉหู, ไว้สำหรับลดอาการไข้เพิ่มหยาง หวงฉิน, ระบายความร้อนในตัว”

“หากมีเสมหะก็ต้องใช้ปั่นเชี่ย ใช้เซิงเจียง (ขิงสด) เหรินเซิน (โสมคน) ต้าเจ่า (พุทรา) กันเฉ่า (ชะเอมเทศ) ช่วยบำรุงร่างกายส่วนกลาง ปรับสมดุลของยา”

ประโยคนี้เป็นคำพูดของหลิวชิงเอง นางเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อหันมองจินเฟิงอีกฝ่ายก็ยิ้ม “ดูเหมือนความจำของเจ้าจะยังดี ไม่เปลี่ยน”

คนถูกชมเองก็ยังแปลกใจ เพราะนางไม่คิดว่าความทรงจำของร่างนี้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรจะยังคงอยู่ ดูเหมือนจะดีที่ทำให้อีกฝ่ายไม่ผิดสังเกต

ระหว่างขึ้นรถม้าหลิวชิงก็หันมองรอบโรงหมอ เห็นคนป่วยเริ่มทยอยเข้ามาล้วนถูกหามมาทั้งสิ้น คล้อยหลังเมื่อพวกนางจากไปแล้วคนไข้คนแรกก็อาเจียนออกมาอย่างหนัก เมื่อถอดเสื้อผ้าออกก็พบตุ่ม สีดำตามตัวและเล็บมือเล็บเท้า สามวันต่อมาก็ตาย...

ณ สกุลหวง จางฮูหยินมองบุตรชาย จากนั้นก็เริ่มเล่าความเท็จและใส่ไฟในตัวของหลิวชิงมากขึ้นไปอีก

“เจ้ามิรู้อะไร ตอนนางอยู่ก็มิใคร่สนใจงานบ้าน ชิงลี่ก็ไม่ดูแล ชอบทำให้หลานข้าป่วยบ่อย ๆ แม่เจ้าบ่นจนนางเริ่มชักสีหน้าใส่ พฤติกรรม หลัง ๆ ก็ชอบออกนอกบ้านแต่งตัวเที่ยวเตร่ จนกระทั่งเมื่อเดือนก่อนนางก็หนีออกจากบ้านพร้อมกับชิงลี่ ไม่รู้ว่าจะพาหลานแม่ไปทำไม ไปอยู่ที่ไหน สบายดีหรือเปล่าก็ไม่รู้” จางฮูหยินพูดจบก็ร้องไห้ไม่หยุด

ซือหยางเห็นมารดาร้องไห้ ปากที่จะถามต่อก็ทำได้เพียงแค่หยุด เพราะคำว่ากตัญญูที่ถูกสอนมา “แล้วท่านแม่ได้ให้คนออกตามหานางหรือไม่”

คนที่ซบใบหน้ากับผ้าเช็ดหน้ารีบเงยขึ้น “ตามสิ แต่ครั้งสุดท้าย ที่พวกเขาเห็นก็คือนางขึ้นรถม้าไปกับบุรุษอื่น”

ได้ทีก็ใส่ความไปอีกเพื่อให้บุตรชายตัดใจ ไม่รู้ว่าหลิวชิงมีดีอะไรบุตรชายถึงพยายามที่จะแต่งเสียให้ได้ ครั้งนั้นหากไม่เพราะที่ดินผืนนั้น ที่นางอยากได้อยู่ในมือหลิวชิง นางก็คงไม่ยอมรับสะใภ้คนนี้แน่นอน

และแน่นอน ตอนนี้นางได้สะใภ้ที่สูงศักดิ์สมใจ สะใภ้ที่ไม่ต้องการก็ต้องเร่งเขี่ยทิ้งให้จงได้

“พวกเขาเคยเห็นบุรุษคนนั้นหรือไม่ แล้วพบนางครั้งสุดท้ายที่ไหน” ซือหยางพยายามถามต่อ แต่มารดาก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น

“เจ้าเค้นถามแม่เช่นนี้ หรือไม่เชื่อในสิ่งที่แม่พูด น่าเสียใจนักที่แม่ที่เลี้ยงเจ้ามาสู้เมียของเจ้าไม่ได้สักนิด” จากนั้นก็ลำเลิกบุญคุณอีกหลายอย่างจนซือหยางพูดไม่ออก ได้แต่ถอนใจก่อนคิดว่าให้ทหารของตนไปสืบแทนจะดีกว่า

ซือหยางเดินออกจากห้องมารดาเพื่อไปยังเรือนตะวันออก ครั้นเมื่อก้าวเท้าได้เพียงสองก้าว เขาก็หันหลังไปทางเรือนตะวันตกแทนเพื่อไปยังห้องที่หลิวชิงเคยอาศัยอยู่ ใช้เรือนนอนนั้นสำหรับคืนนี้

แสงจากพระจันทร์สาดส่องเข้ามายังหน้าต่างของห้องเรือนตะวันออก องค์หญิงชุนเหรินได้แต่เอ่ยปากพูดคุยกับคนด้านนอก

“ท่านคิดว่าที่ข้าทำถูกต้องหรือไม่”

เชื่อฟัง กตัญญู หน้าที่มาก่อนหัวใจ

องครักษ์เฟยหมิงทำได้เพียงแค่ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม ไม่อาจพูดอะไรได้เลยสักคำ

เจ้าของโรงเตี๊ยมมองกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ ในกระดาษเป็นแผนที่บอกตำแหน่งที่ซ่อนสมบัติโบราณของราชวงศ์อื่น เมื่อดูจากตำแหน่งก็พบว่าเป็นภูเขาที่อยู่นอกเมือง

เขารีบเก็บแผนที่นั้นเอาไว้ จากนั้นเมื่อตกกลางคืนก็เตรียมอุปกรณ์พร้อมกับลูกน้องในร้านหนึ่งคนเพื่อขึ้นเขาไปตามแผนที่ อาศัยจังหวะที่ทุกอย่างเงียบสงบ แผนที่ก็จบลงที่ผืนป่าด้านหลังสุสานสกุลหวง

เขามองตำแหน่งตรงหน้าก่อนลงมือขุด เสียงขุดด้วยจอบแม้ไม่ดังมากแต่คนที่จับตามองอยู่ก็มองเห็นแสงไฟ หลิวชิงมองพวกเขาขุดไม่นาน ก็หยุดมือก่อนจะรีบลงจากเขา

ทุกอย่างเงียบสงบ จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าวันต่อมาเสียงเอ็ดตะโรด้านนอกทำให้หลิวชิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับบุตรสาว

หลิวชิงเปิดประตูออกมาดูผลงานตัวเอง นิทานเด็กเลี้ยงแกะที่นางได้ยินมาดูเหมือนจะได้ผล ในเมื่อคนจำนวนมากกำลังถือจอบเพื่อขุดพื้นที่ด้านหลังสุสาน เมื่อมีคนทำงานให้แล้วนางก็เดินไปหาจินเฟิงแทน

สองมือจูงบุตรสาวไปก็ชี้กระต่ายที่กำลังวิ่งผ่าน “พวกเราจับมันกินดีไหม”

ชิงลี่เงยหน้ามองมารดา “เมื่อก่อนท่านแม่บอกว่าห้ามฆ่าสัตว์”

คนเป็นแม่ยิ้มตอบ “เมื่อก่อนเรามีกินมีใช้ ตอนนี้ไม่มี หากไม่กินมันเราก็ตาย ดังนั้นคุณธรรมเก็บไว้ในใจ เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า”

บุตรสาวที่พยายามเข้าใจความหมายพยักหน้าเรียนรู้ท่านแม่ ที่แปลกไปจากเดิม สองมือจูงมือกันไปยังกระท่อมของท่านหมอหลุน เมื่อไปถึงแทนที่จะเห็นจินเฟิงกำลังตากสมุนไพร กลับพบแต่ความว่างเปล่า ได้ยินเสียงจากด้านในดังออกมา

“ท่านหมอ ท่านช่วยสามีข้าด้วย”

หลิวชิงหันมองบุตรสาว “เจ้านั่งรอด้านนอก เดี๋ยวแม่จะเข้าไปดูหน่อย” จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากตัวเอง บุตรสาวไม่เข้าใจจึงถาม “ปิดทำไมเจ้าคะ”

“สุขอนามัย คนด้านในคงเป็นคนป่วย แม้สมัยนี้ไม่มีหน้ากากอนามัย แต่ผ้าพวกนี้ก็พอจะใช้ได้” สงสัยคงต้องหาผ้ามาทำอย่างจริงจังแล้ว โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้หากเป็นขึ้นมาวิธีการรักษาก็ยังไม่แน่นอน ถึงนางจะตายมารอบหนึ่งแล้วก็ไม่อยากตายรอบสอง

เมื่อเปิดประตูเข้าไป นางก็ทำได้เพียงแค่ยืนห่าง ๆ มองท่านหมอหลุนและจินเฟิงกำลังช่วยจัดยา เสียงไอยังคงดังต่อเนื่อง นั่นทำให้หลิวชิงเริ่มสังเกต

“คนไข้คนนี้มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ เนื้อตัวมีจุดดำ เล็บมือเล็บเท้าเริ่มดำกว่าเดิม” ลักษณะพวกนี้เป็นโรคอะไรนะ พยายามนึกถึงโรคปัจจุบันก็นึกไม่ออก

“จัดเทียบยาลดไข้ ลดอาการปวดเมื่อย ส่วนพวกนี้…” ท่านหมอหลุนมองแผลตามเล็บมือเล็บเท้าก็ขมวดคิ้ว “ยารักษาแผลเป็น”

“ยาฆ่าเชื้อ” เสียงหลิวชิงดังขึ้นทำให้ท่านหมอหลุนหันมอง หลิวชิงจึงอธิบายต่อ “เขาไม่ได้เป็นแผลทั่วไป แต่เป็นแผลจากการติดเชื้อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้ยาฆ่าเชื้อ”

คำว่ายาฆ่าเชื้อทำให้ท่านหมอหลุนยิ่งไม่เข้าใจกว่าเดิม “เจ้ากำลังพูดถึงตัวยาใด?”

นั่นสิ ถ้าเป็นโลกของนางยาฆ่าเชื้อก็มีสำเร็จพร้อมฉีด แต่โลกนี้ยังไม่มี ดังนั้นนางพอจะทำอะไรแทนได้ไหม

“ท่านหมอหลุน” เสียงด้านนอกดังขึ้น ทำให้หลิวชิงหันไปมองพบเป็นชาวบ้านที่เดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าที่ด้านในมีผักผลไม้หลากหลาย เมื่อนางเดินไปดูก็พบผลไม้ชนิดหนึ่ง ‘สับปะรด’ คำว่าน้ำส้มสายชูทำให้นางนึกออก หากเราหมักสับปะรดเพื่อใช้เป็นน้ำส้มสายชูฆ่าเชื้อเพื่อรักษาแผลของผู้ป่วยอาจจะพอใช้ได้ แม้ไม่รู้ผลก็ดีกว่ารักษาแบบผิด ๆ

“ผลไม้นี้ท่านได้มาจากไหน”

“อาฟงบุตรชายข้านำมาจากเมืองหยุนตี้” เป็นเมืองทางเหนือที่เป็นเส้นทางสายไหม เลยทำให้เจอกับสับปะรด และตอนนี้นางก็รู้แล้วว่าจะปลูกอะไร

ผู้ป่วยยังคงไม่ได้สติ นางก็พยายามหยิบจับสมุนไพรช่วยตามที่ตัวเองช่วยได้ น่าแปลกที่นางรู้จักสมุนไพรเกือบหมดทุกอย่าง ดูเหมือนความทรงจำของร่างนี้เกี่ยวกับสมุนไพรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“วันนี้เจ้าเหนื่อยมากแล้ว กลับไปพักเถอะ” นางมาช่วยเขาไม่ได้เหนื่อยเท่ากับการขุดพื้นที่ปลูกพืชหรอก ไม่รู้ว่าผลงานที่นางวางไว้เสร็จหรือยัง คิดแล้วก็อยู่ต่ออีกหน่อยดีกว่า

“ข้าขอทำอะไรบางอย่างก่อน” หลิวชิงหันไปมองสับปะรดที่วางอยู่ในครัว มองหาน้ำตาลก็เจอกับน้ำตาลที่ยังไม่ขัดสี ถึงไม่ใช่น้ำตาลสีขาว แต่ก็ใช้ได้

“เจ้าจะทำอะไร”

“น้ำส้มสายชู”

“ชู่” จินเฟิงพูดอีกอย่าง หลิวชิงที่จิตใจอยู่กับสับปะรดเลยได้แต่พยักหน้า นางมองหาโอ่งขนาดเล็กเพื่อนำมาใส่สับปะรดลงไปก่อน ตามด้วยน้ำตาลเคี่ยวในกระทะจากนั้นก็ทิ้งให้เย็นแล้วใส่ลงในโอ่งปิดให้สนิท คิดว่ากว่าจะใช้ได้ก็อีกสองสัปดาห์ หลิวชิงวางผลงานลง จากนั้นก็หันไปมองเจ้าของเรือน

“ท่านอยากกินอะไรไหม”

นางหันมองรอบครัว ก่อนจะเลือกทำอาหารที่ตัวเองพอทำได้ เพราะนอกจากสับปะรดที่นางซื้อมาก็ยังมีบะหมี่ คนรุ่นใหม่หยิบจับลวกบะหมี่ จากนั้นก็เริ่มผัดใส่ไข่พร้อมกับผักลงไปกินอย่างง่าย ๆ ตั้งแต่โผล่มายุคนี้บะหมี่ผัดหากินยากเหลือเกินเพราะคนสมัยนี้นิยมกินแบบเป็นน้ำ

พอนางวางจานบะหมี่พวกเขาก็ถาม “มันคือ?”

ก็บะหมี่ผัดธรรมดา “บะหมี่สวรรค์” ได้ชื่อมั่วเสร็จก็รีบบอกให้ พวกเขากิน นางหันไปมองบุตรสาวจากนั้นก็คีบป้อนให้ ดูเหมือนเด็กน้อยจะชอบมาก แถมพอหันมองอีกสองคนพวกเขาก็กินอย่างเอร็ดอร่อย นางหันมองแสงตะวันที่กำลังลับขอบฟ้า

ชีวิตในสุสานบรรพชนก็ไม่ได้ยากลำบากเท่าไร เมื่อมีครอบครัวท่านหมออยู่เป็นเพื่อน เด็กน้อยกินจนหลับไปแล้ว จินเฟิงเห็นดังนั้น จึงเอ่ยชวนให้นางนอนที่กระท่อมแห่งนี้แทน

“นอนที่ห้องข้าก็ได้ ข้าจะนอนด้านนอกเอง มืดค่ำแล้วเจ้าอย่ากลับไปเลย”

นางเห็นด้วยเพราะตอนนี้ผู้คนคงยังเยอะอยู่ อยู่กันสองแม่ลูก ก็ยิ่งอันตราย อีกอย่างนางไม่อยากให้ใครเห็นว่านางอยู่ที่นั่น

นอกชานเรือน หลิวชิงนั่งห้อยขามองพระจันทร์ ส่วนจินเฟิงเองก็เช่นกัน อีกฝ่ายไม่ได้มองพระจันทร์แต่กลับมองใบหน้าหญิงสาว คิดถึงความสุขก่อนที่นางจะแต่งเข้าสกุลหวง

“หากเมื่อก่อนข้าไม่ยินยอมตามใจเจ้า เรื่องวันนี้คงไม่เกิด เพราะข้าจะดูแลเจ้าให้ดีที่สุด”

หลิวชิงหันมองเขา หรือจะบอกเขาดีว่าวิญญาณในร่างนี้ไม่ใช่หลิวชิงแล้ว “ท่านเชื่อเรื่องเกิดใหม่ไหม ตอนที่ข้าป่วยใกล้ตายนั้นเมื่อฟื้นขึ้นมาความทรงจำในอดีตข้าล้วนลบเลือนไปสิ้น บัดนี้คนที่เคยรู้จักก็ล้วนเป็นคนแปลกหน้า”

จินเฟิงมองหลิวชิง “เจ้าหมายความว่ายังไง”

“ข้าจดจำเรื่องในอดีตไม่ได้อีกแล้ว แม้ท่านจะพูดถึงเรื่องอดีตข้าก็จำไม่ได้ คงมีแค่ความทรงจำเรื่องสมุนไพรพวกนี้ที่ยังพอจำได้เลือนราง”

จินเฟิงหันมองสมุนไพรตรงหน้า “ตัวข้าสำคัญน้อยกว่าสมุนไพรเชียวหรือ”

นางยิ้มปลอบเขา “ไม่ใช่แค่ท่าน เขาก็เช่นกัน ข้าจดจำความรู้สึกที่มีต่อเขาไม่ได้อีกแล้ว สำหรับข้าแล้ว ในตอนนี้ข้ารู้สึกสบายใจที่อยู่กับท่านมากกว่าเจอเขาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีเสียอีก”

คำพูดนี้สร้างความอบอุ่นให้กับจินเฟิง หากบุรุษผู้นั้นหายไปตลอดกาลก็คงดี พวกเราคงได้ใช้ชีวิตที่สงบเช่นนี้ตลอดไป

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED