......“พี่เอกครับ”......
เสียงนุ่มละมุนคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้ เอกภัทร์ ที่กำลังก้มๆ เงยๆ วุ่นวายอยู่กับการจัดเอกสารกองโตบนโต๊ะทำงาน ต้องหยุดชะงัก และเงยหน้าขึ้นมา หันซ้ายแลขวา เพื่อมองหาที่มาของเสียงอันคุ้นเคยนั้น
ใครกัน! มาเรียกหาในเวลาที่กำลังวุ่นวายกับการจัดการเอกสารแบบนี้ - เอกคิด
พลันสายตาก็เหลือบไปเห็น หนุ่มน้อยหุ่นบางร่างเล็กกะทัดรัด แต่สมส่วนไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นช่วงคอที่ระหง เลื้อยลงไปจนถึงบ่าที่ผึ่งผายไม่ห่อเหี่ยว ส่วนแขนขารึก็เรียวยาวดุจต้นเทียนพรรษา ความสูงไม่น่าจะเกิน 175 เซนติเมตร ผิวพรรณผุดผ่องขาวออร่า แม้จะอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของบริษัทที่สีออกจะหม่นๆ เทาๆ กำลังยืนจ้องมองมายังเขาด้วยสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นปนดีใจ เห็นได้ชัดเจนจากรอยยิ้มที่ยิ้มออกมาไม่ขาดสาย
ใบหน้าละมุนหวาน มีพวงแก้มเนียนนุ่มน่าสัมผัส ปากกระจับที่ฉีกยิ้มอยู่นั้น เรียวได้รูปอมชมพูนิดๆ จนอยากจะเอาปากประกบจุมพิตและโลมเลียเสียให้ทั่ว ส่วนจมูกที่โด่งเป็นคมสัน บวกกับดวงตากลมโตสีฟ้าครามคู่งาม ที่เปล่งประกายอยู่ใต้หว่างคิ้วเรียงเส้นดังใยไหมคู่นั้น ยิ่งจ้องมองลึกเข้าไปยิ่งเห็นถึงความใสซื่อ แต่แฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นอย่างน่าค้นหา
ปลายเส้นผมที่หยักโรลโดยธรรมชาติ ประหนึ่งเหมือนผ่านการโรลผม พัดเกลี่ยคลอเคลียไปมาบนหน้าผาก เมื่อโดนลมจากช่องแอร์พัดเป่าเบาๆ ยิ่งส่งให้ใบหน้ารูปไข่นั้นแลดูละมุนมากยิ่งขึ้น
ทั้งสองต่างจ้องตากันและกัน เอก ที่กำลังตะลึงงันกับหนุ่มน้อยเจ้าของเสียงที่อยู่ตรงหน้า ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเผลอยิ้มตอบรับอย่างประหลาดใจ
แว๊บแรก! ใครกันนะ มายืนยิ้มให้กับเรา ทั้งที่ก็ไม่เคยรู้จักกัน...แต่เสียงที่ร้องเรียกนั้น ทำไมฟังแล้วนุ่มรื่น ดูคุ้นหู เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน - เอก พยายามครุ่นคิดและนึกคิด หากแต่สายตาก็ยังคงจ้องมองไปยังหนุ่มน้อยหน้าหวานอย่างไม่กระพริบ กระทั่ง ร่างนั้นค่อยๆ เคลื่อนกายเยื่องย้ายเข้ามาหาอย่างช้าๆ และเนิบๆ
...ตึ๊ก!...ตึ๊ก!...ตึ๊ก!...
เสียงหัวใจของเขาเต้นรัวๆ ราวจะหลุดออกมาข้างนอก เลือดหนุ่มใหญ่ภายในกายสูบฉีดพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง เอก ไม่เคยรู้สึกร้อนวูบวาบแบบนี้ แม้แต่ตอนที่อยู่ใกล้ชิดกับ พิมระดา คู่หมั้นสาวของตนเอง เขาก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน
ต่างจากหนุ่มน้อยหน้าหวานคนนี้ ทั้งที่เพิ่งเคยได้พบปะหน้าตากันครั้งแรก กลับทำให้ความเป็นชายในตัวเขา ลุกโชนชูชันขึ้นมาจนคับแน่นไปทั่วเป้ากางเกง ความกระหื่นกระหายที่วิ่งผ่านเส้นเลือดและเส้นเอ็นแต่ละเส้น พร้อมที่จะดันทะลักล้นความรู้สึกนั้นออกมาเป็นความสุข เพียงแค่ได้มองหน้าละมุนหวานดวงนี้เท่านั้น
นี่เราไม่ได้เพี้ยนไปใช่ไหม - เอกเฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจ สายตาก็ยังคงจ้องมองไปที่ดวงหน้าละมุนนั้น เสียง ตึ๊ก!...ตึ๊ก!...ตึ๊ก!... ของหัวใจก็ยังคงเต้นรัวๆ ส่วนเจ้าน้องชายตัวดีก็ยังคงพองโตคับแน่นจนปวดร้าวไปหมดแล้วตอนนี้...
ควรทำอย่างไรดี ? ร่างนั้นก็ไม่คิดที่จะหยุดก้าวเดินเข้ามาหาเสียที
++++++
“เอกคะ...เอก...เอกคะ...ไปทานข้าวกันเถอะค่ะ”
ก่อนที่ความคิดและจิตนาการของเขาจะเตลิดเปิดเปิงไปไกลมากเกินกว่านี้ พิมระดา คู่หมั้นสาว ก็รีบเดินปรี่เข้ามาจับที่ต้นแขนของเขาเบาๆ
“อะ...อ้าว!! พิมพ์ เอ่อ...ทะ...เที่ยงแล้วหรือครับ”
เอก ตกใจตื่นจากภวังค์ ละล่ำละลัก เมื่อได้ยินเสียง พิมพ์ ร้องเรียก ก่อนที่จะหันมายิ้มให้เธอด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ...แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเปรยหางตาไปมองตามหนุ่มน้อยหน้าหวานคนนั้น ซึ่งกำลังเดินลับหายเข้าไปในลิฟท์อย่างช้าๆ
“นั่นใครหรือคะ”
พิมพ์ เปรยตาไปมองหนุ่มน้อยคนนั้นบ้าง ก่อนที่จะหันกลับมามองหน้าเอก หนุ่มคู่หมั้นด้วยความสงสัย
“เอ่อ...คงเป็นพนักงานใหม่ละมั้ง ไปกันเถอะ ผมหิวแล้ว...วันนี้คุณอยากทานอะไร เดี๋ยวผมเป็นเจ้ามือเอง”
เอก รีบตัดบททันที ก่อนที่จะยื่นมือออกไปกุมมือคู่หมั้นสาว แล้วพากันเดินออกจากห้องทำงาน และก้าวเข้าไปในลิฟท์อีกตัวที่จอดค้างรออยู่ตรงหน้า
......เช้าวันถัดมา......
......ตึ๊ก!!!......
“อุ้ย!! ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วยเก็บครับ”
ด้วยความรีบร้อนของ พิมพ์ ทำให้เธอเดินชนเข้าอย่างจังกับใครบางคน จนเอกสารที่ถืออยู่ในมือหล่นกระจัดกระจายไปทั่ว เธอกุลีกุจอก้มลงไปตามเก็บเอกสารเหล่านั้น ก่อนที่สายลมจะพัดปลิวไปตกลงบ่น้ำพุที่พวยพุ่งเป็นสายอยู่ข้างๆ อาจทำให้เอกสารสำคัญสำหรับการประชุมวันนี้ต้องเสียหายได้
“อ้าว!!...”
พิมพ์ ร้องทัก
“น้องคือพนักงานใหม่ที่ยืนคุยกับ เอก เมื่อวานนี้ใช่ไหม ?”
พิมพ์ ถามอย่างสงสัย
“พี่พิมพ์นะคะ เป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่นี่ และก็เป็นคู่หมั้นของ เอก ด้วยค่ะ”
พิมพ์ กล่าวคำทักทาย พร้อมกับแนะนำตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มปนความประหลาดใจ ที่ได้เจอกับหนุ่มน้อยโดยบังเอิญที่หน้าสำนักงานออฟฟิศ ที่เธอทำงานและมีคุณพ่อเป็นหุ้นส่วนใหญ่อยู่ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ยื่นออกไปรับเอกสารที่เขาช่วยเก็บขึ้นจากพื้น ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจ
“แล้วน้องชื่ออะไรหรือคะ”
พิมพ์ เอ่ยถาม พลางจัดเก็บเอกสารเข้ากระเป๋าแฟ้มให้เป็นระเบียบ กันการตกหล่นอีกครั้ง หากต้องเดินขึ้นบันไดหน้าสำนักงานออฟฟิศ ซึ่งนับดูแล้วก็น่าจะราวๆ 10 กว่าขั้นได้ และสาวสวยหัวสมัยใหม่ ดีกรีเด็กนักเรียนนอกอย่างเธอ มีหรือที่จะไม่จัดเต็มกับเครื่องแต่งกาย ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม กระเป๋าสะพายหนังแท้แบรนด์หรูระดับพรีเมียม รวมถึงรองเท้าส้นเข็มที่สูงปรี๊ดอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่นางแบบมืออาชีพ หรือใครที่ไม่เคยสวมใส่มาก่อนจนชิน คงเดินขึ้นบันไดได้ลำบากน่าดูทีเดียวเชียว
“ผมชื่อ พีท ครับ เพิ่งเข้ามาทำงานในส่วนของ Marketing Online วันนี้เป็นวันแรกครับ”
พีท แนะนำตัวสั้นๆ
“อ้อ...ดีจังเลย เอาไว้ว่างๆ เราค่อยคุยกันนะพีท พี่พิมพ์รีบ...ไปล่ะ”
พิมพ์ รีบตัดบท พร้อมส่งยิ้มหวานให้ด้วยความเป็นมิตร ก่อนที่จะผละจากไปอย่างรีบเร่ง
“ครับ...สวัสดีครับ”
ส่วน พีท ก็หันหลังกลับอย่างไว เร่งจ้ำอ้าวเดินไปยังลานจอดรถยนต์ชั้นใต้ดินของอาคารสำนักงานออฟฟิศ เพราะดันลืมกระเป๋าโน้ตบุ๊คเอาไว้ที่ท้ายรถยนต์ของตัวเอง
“เพิ่งมาทำงานวันแรกแท้ๆ เดี๋ยวก็เข้างานสายหรอก เจ้าพีทเอ้ย!!...”
เขาบ่นพึมพำกับความขี้หลงขี้ลืมของตัวเอง
++++++
......ตึ๊ก!!!......
“อุ้ย!! ขอโทษครับ”
พีท รีบยกมือไหว้ขอโทษใครสักคน ที่เขาหันกลับมาชนเข้าอย่างจังแบบไม่ได้ตั้งใจ หลังจากก้มหยิบกระเป๋าโน้ตบุ๊คที่เบาะหลังท้ายรถยนต์เสร็จเรียบร้อย และเตรียมที่จะเอื้อมมือไปปิดประตู
...แต่....
“ไง...เด็กดื้อ”
ประตูรถยนต์ยังไม่ทันได้ถูกปิดเลยเสียด้วยซ้ำ พีท ก็ถูกผลักให้ล้มลงไปนอนหงายอยู่เบาะหลังท้ายรถยนต์ของตนเอง พร้อมกับมีร่างชายผิวเข้ม สูงใหญ่ราว 180-190 เซนติเมตร หุ่นหนากำยำล่ำสัน มวลกล้ามเนื้อแน่นตั้งแต่น่อง เรื่อยมายังต้นขา ไปจนถึงหน้าอกที่ผึ่งผาย และหัวไหล่ยกตึงจากการเข้ายิมออกกำลังกายไม่เคยขาด แม้ปีนี้จะอายุเลยเลข 4 ไปแล้วก็ตาม เขาก็ยังคงดูแข็งแรงสุขภาพดีอยู่
เขายืนเอาแขนข้างหนึ่งพาดผิงกับประตูรถยนต์ และค่อยๆ โน้มตัวก้มลงมามอง พีท ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แลดูมีความสุข และเป็นมิตร ถึงแม้จะมีผิวที่คมเข้ม แต่กลับเรียบเนียนไร้ซึ่งริ้วรอยตีนกาใดๆ กรามหน้าชัดรับกับจมูกที่โด่งเป็นสัน คิ้วหนาดกดำเรียงเส้นดุจใยไหม ปากหนาแต่เรียวเป็นกระจับ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเปล่งประกายแวววับคู่นั้น ดูหวานหยาดเยิ้มและซ่อนเร้นอย่างน่าค้นหา
เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวถูกสวมทับด้วยเสื้อกั๊กและสูทสีเทาเข้ม ดูตึงๆ รั้งๆ เมื่อร่างสูงใหญ่นั้น ค่อยๆ ล้มทับสวมกอดลงมาบนตัว พีท แบบไม่ทันตั้งตัว
ปลายของเนคไทสีน้ำเงินเข้ม ปักตัวอักษรเล็กๆ ด้วยไหมสีขาว คำว่า “PA” พาดคลอเคลียบริเวณใบหน้า ทำให้ พีท ถึงกับเบิกตาโพง พร้อมกับเอามือผลักร่างนั้นออกด้วยความตกใจ
“พี่หมีเอก...?”
พีท ยังไม่ทันที่จะเอ่ยคำต่อไปออกมา ปากหนานุ่มของ เอก ก็ประกบมาที่ปากเรียวกระจับของเขาทันที หนวดเคราทิ่มแทงบริเวณพวงแก้มและริมฝีปากเบาๆ ถึงแม้จะไม่ทำให้รู้สึกระคายเคืองหรือเจ็บ เพราะมันถูกโกนจนเตี่ยนเลี่ยนให้สะอาดอยู่ตลอดเวลาแบบหนุ่มนักธุรกิจไฮโซนักเรียกนอก ที่เป็นถึงเจ้าของบริษัทและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพ แต่ก็ชวนให้รู้สึกเร่าร้อนและสั่นสะท้านไปทั้งกายได้ไม่ยาก
เสียงลมหายใจ เสียงกระซิบกระซาบ และรสชาติที่ครั้งหนึ่งเคยได้ดูดดื่ม ถูกล่วงล้ำผ่านริมฝีปากของเขาเข้ามาอีกครั้ง มันไม่ยอมหยุดนิ่งที่จะเร่งตวัดรัดพันจนเหนียวแน่น อาจจะด้วยเวลาที่มีอย่างจำกัด หรือเพราะมันไม่เคยได้ดูดดื่มกับความหอมหวานมาอย่างยาวนาน มันจึงเร่งรีบและเร่งเร้าดื่มด่ำไม่หยุดนิ่งเลย ตั้งแต่ปากของเขาทั้งสองประกบกัน
ไออุ่นจากโอบกอดของกล้ามแขนและแผงอกที่ใหญ่แน่นหนาแข็งปึ๊กนั่น ช่างแสนอบอุ่นเสียเหลือเกิน กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นชิน ผนวกกับกลิ่นสาปเบาๆ ของเขา ยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของหนุ่มน้อยให้ลุกโชนดั่งเปลวไฟ ที่ประหนึ่งถูกสุมด้วยไม้ฟืนดุ้นโตอย่างต่อเนื่องแบบไม่ขาดช่วงพัก
ทั้งสองแทบไม่อยากผละและคลายตัวเองออกจากอ้อมกอดของกันและกัน เพราะมันทำให้หวนรำลึกถึงวันเก่าๆ ที่เขาสองคนเคยผ่านกันมา จนไม่สนใจว่าภายในลานจอดรถยนต์แห่งนี้จะมีกล้องวงจรปิดติดอยู่กี่ตัว หรือว่าจะมีใครเผลอเดินผ่านไปผ่านมาพบเห็นเข้า
พีท ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแบบนี้มานานนับ 10 ปี ตั้งแต่ที่ เอก บินไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา และกลับมาเปิดบริษัททำธุรกิจเป็นของตนเอง บวกกับเข้าไปช่วยบริหารจัดการห้างสรรสินค้าแทนอาป๊าของเขาที่เสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
นับตั้งแต่วันเข้ารับปริญญาบัตรที่หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย เขาทั้งสองก็แยกจากกันโดยสิ้นเชิง ไม่มีการติดต่อใดๆ ทั้งสิ้นจากพี่หมีเอกของน้องดื้อพีท อีกเลย ไม่ว่าจะเป็น จดหมาย โทรศัพท์ ไลน์ เฟสบุ๊ค หรือแม้แต่ช่องทางต่างๆ ในโลกออนไลน์ พีท ก็ไม่เคยค้นหาตัวตนของ เอก เจอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ถึงแม้ พีท จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ พี่หมีเอก ทิ้งไปโดยไม่มีการติดต่อ แต่เขากลับไม่เคยลืมเลยว่า ครั้งหนึ่ง ผู้ชายคนนี้เคยทำให้ชีวิตของเขามีความสุข และมีคุณค่ามากแค่ไหน ทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า ทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้
“พี่หมีเอกครับ”
พีท เผลอครางชื่อของ เอก ออกมาในลำคอเบาๆ
“หืม!!...อืม...”
เอก คำรามตอบรับเสียงเรียกนั้นด้วยความเอ็นดู
“พี่หมีเอก พอเถอะนะครับ”
ก่อนที่ทุกอย่างจะเตลิดเปิดเปิงมากไปกว่านี้ พีท พยายามดึงสติตัวเองกลับคืนมา แล้วจึงตัดสินใจผลักร่างกายกำยำของ เอก ออกจากตัวเขาอย่างแรง
“เดี๋ยวใครก็มาเห็นเข้าหรอกครับ พี่หมีเอก”
พูดแล้ว พีท ก็เอื้อมปลายนิ้วชี้ขวาไปดันปลายจมูก เอก เบาๆ เพื่อดึงสติของเขาให้กลับคืนมาโดยไว
“ใครเห็นก็ช่างเขาสิ”
พูดจบ เอก ก็ก้มลงไปจูบปาก พีท ต่อ โดยไม่สนคำค้านใดๆ ทั้งสิ้น
“พอแล้วครับพี่หมีเอก เดี๋ยวพี่พิมพ์ก็มาเห็นหรอก”
ด้วยประโยคทัดทานนี้ ทำให้ เอก ต้องผละตัวเองออกมา แล้วทั้งสองก็ลุกขึ้นนั่งที่เบาะท้ายหลังของรถยนต์
...ฟืด...ฟืด...ฟืด!!!...
ความเงียบเข้าครอบงำ ได้ยินแม้กระทั้งเสียงลมหายใจเพียงแผ่วเบาของทั้งสอง
พีท พยายามข่มความรู้สึกและความตื่นเต้นของตัวเองเอาไว้ กลัวเขาจะสัมผัสได้ถึงความประหม่าและความดีใจลึกๆ ที่เผอิญได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
ถึงแม้ว่าจะห่างหายจากกันไปเป็นสิบๆ ปี แต่เขาก็ไม่เคยลืมสัมผัสแรกที่ทั้งคู่ได้เคยมอบให้แก่กันและกัน ในคืนวันรับน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งทั้งคู่ได้เจอกันเมื่อคราที่พีทเพิ่งก้าวเข้ามาเป็นน้องเฟรชชี่ปี 1 ใหม่ๆ
“แล้วมาทำงานที่นี่ได้ยังไง”
เอก กล่าวถาม
“ก็...อยากอยู่ใกล้พี่ละมั้ง”
พีท พูดแล้วก็ยักไหล่นิดหนึ่ง
“นี่แน่!!”
เอก เอื้อมมือไปบีบจมูก พีท เบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“โอ้ยย!! เจ็บนะ ลงไปได้แล้ว จะรีบไปทำงาน เดี๋ยวสาย เพิ่งมาทำงานวันแรกก็จะโดนไล่ออกเสียแล้ว”
พีท รีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ไม่มีใครกล้าไล่เด็กดื้อของพี่หมีออกหรอก ถ้าพี่หมีไม่ได้สั่ง”
เอก มองหน้า พีท แล้วก็ยิ้มที่มุมปากเบาๆ
“แบบนี้ก็ได้ด้วยหรอครับ”
พีท ถามกลับ
“เดี๋ยวตอนเย็นพี่โทรไปหานะ ยังใช้เบอร์เดิมอยู่ใช่ไหม”
เอก ถาม
“อืม!! ถ้าโทรติด ก็แสดงว่าใช่ครับ”
พีท มองหน้า แล้วก็ยิ้มด้วยความยียวน
“งั้น...เอาไว้เจอกันครับ”
ก่อนลงจากรถ เอก ก้มลงไปจูบเบาๆ ที่ปากของ พีท อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับกระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบาว่า
“คิดถึงนะครับเด็กดื้อของพี่หมี”
แล้ว เอก ก็ก้าวลงจากรถ และเดินลับหายไป ปล่อยให้ พีท นั่งยิ้มกริ่ม เขินอายหน้าแดง อยู่เบาะหลังท้ายรถยนต์เพียงลำพัง
“เอกคะ เย็นนี้...อืม!!!...พิมพ์ว่า...เราไปหาที่นั่งฟังเพลงชิลล์ๆ กันไหมคะ...พิมพ์อยากผ่อนคลายสมองจากงานบ้างค่ะ”
พิมระดา เอ่ยชวน เอก หนุ่มคู่หมั้น หลังจากเหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวัน เธอจำได้ว่า เป็นเวลานานมากแล้วที่เธอและเขาไม่ได้ไปเที่ยวสวีทคลอเคลียกันสองต่อสอง หลังจากที่ทั้งคู่เรียนจบและเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ก็มุ่งมั่นแต่กับการทำงานเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้สนใจเลยว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกว้าเหว่ หรือโหยหาความรักและความรู้สึกดีๆ แต่อย่างใด
“อืม!...ผม...”
“เอกคะ...หืมมม”
พิมระดา ลากเสียงยาว เพื่อดึงความสนใจจากเขา
“วางงานลงก่อนนะคะ พักหลังมานี่ พิมพ์ว่าเอกหมกหมุ่นอยู่กับงานจนไม่มีเวลาให้พิมพ์แล้วนะคะ”
ว่าแล้วเธอก็เอื้อมมือไปหยิบปากกาออกจากมือเขา และวางลงบนโต๊ะทำงาน พร้อมกับปิดแฟ้มเอกสารและจัดแจงให้เข้าที่อย่างเป็นระเบียบ
“พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อก็ได้ค่ะ”
เธอตัดบทอย่างเรียบง่าย พร้อมกับใช้มือซ้ายเชยคางเขาให้หันหน้าขึ้นมาสบตากับเธออย่างนุ่มนวล
“ดูสิ หน้าหมองคล้ำจนไม่มีราคีแล้วรู้ไหม”
เธอเย้าเขาเล่น
“...ราศี...”
เขาแก้บทให้กับเธอทันควัน แล้วทั้งสองก็ยิ้มและหัวเราะให้แก่กันและกัน
“โอเคครับ”
เอก ลุกขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมกับยกแขนขวาขึ้นมาตั้งเป็นวงแนบข้างลำตัว และทำท่าทางขึงขัง ตั้งตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง ประหนึ่งทำตัวเหมือนเจ้าชายในเทพนิยายปรัมปรา
“ว่าแต่ว่า...คุณผู้หญิงอยากไปที่ไหนหรือขอรับ เดี๋ยวกระผมจะนำพาไปเองขอรับ”
เอก ทำเสียงนุ่มทุ้มลึก ทั้งคู่เย้ากันเล่นอย่างมีความสุข พิมระดา สอดมือซ้ายเข้าไปคล้องแขนกำยำของเขา
“อืม!...แล้วแต่ท่านชายจะกรุณาเจ้าค่ะ”
เธอถอนสายบัวพร้อมกับจับปลายกระโปรงอีกข้างยกขึ้นเล็กน้อย แล้วทั้งคู่ก็เดินควงแขนกันออกจากห้องทำงาน ด้วยร้อยยิ้มและเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ได้เย้ากันเล่นแบบเด็กๆ
++++++
“เอกคะ...จำเพลงนี้ได้ไหม ? เพลงที่เราเคยนั่งฟังด้วยกันในค่ำคืนวันคริสต์มาส เมื่อครั้งที่เราไปเที่ยวนิวออลีนส์”
พิมพ์ เอ่ยขึ้นระหว่างนั่งรออาหารบนเรือสำราญ ที่กำลังแล่นฝ่ากระแสน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อพาทุกคนชมความงดงามของแสงไฟ ซึ่งมีความสวยงามมากเป็นพิเศษกว่าทุกๆ ค่ำคืน
ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำมีการประดับตกแต่งไฟกระพริบหลากสีสันจนละลานตา รวมไปจนถึงตึกรามบ้านช่อง ต่างก็เต็มไปด้วยแสงไฟที่ถูกห้อยเป็นสายระโยงระยาง ตั้งแต่ปลายยอดตึกยาวลงมาจนถึงพื้นราบ เพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขของผู้คนทั่วทั้งโลก อย่างเทศกาลวันคริสต์มาส และเพื่อต้อนรับศักราชใหม่ที่กำลังจะก้าวมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า อย่างวันขึ้นปีใหม่
เพลงแห่งความสุขหลายๆ เพลง ต่างถูกเปิดดังกระหึ่มไปทั่วคุ้งน้ำ รวมถึงบนเรือสำราญที่ทั้งสองนั่งอยู่ ก็มิวายที่จะมีวงดนตรีแจ๊ส มาร้องเพลงขับกล่อมผู้คนบนเรือ
นักร้องหนุ่มผู้มีเสียงแหบเสน่ห์ แต่กลับนุ่มละมุนหู กำลังเล่นเพลง “When You Say Nothing At All” ของ Ronan Keating ซึ่งเป็นเพลงที่ทั้งคู่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ เพราะมันเปรียบเสมือนพยานรักครั้งแรกของเขาสองคน เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
“จำได้สิ คุณยังบอกผมอยู่เลยว่า ถ้าเราแต่งงานกัน คุณจะขอเปิดเพลงนี้ในงานแต่งของเราสองคน”
เอก กล่าวเสริม พร้อมกับเอื้อมมือไปโอบไหล่เธอและดึงเข้ามาสวมกอดด้วยความรัก
ค่ำคืนนี้คงเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น ถึงแม้ว่าอากาศรอบๆ ตัวจะหนาวเย็น ก็คงไม่สามารถทำให้ความร้อนแรงและสวีทหวานของทั้งคู่ลดลงได้
“คุณรู้ไหม ตั้งแต่อาป๊าเสีย และผมเริ่มเข้ามาดูแลกิจการแทนท่าน ผมก็ไม่เคยมีเวลาให้กับคุณเลย ถ้าหากวันนี้คุณไม่เอ่ยชวน ผมก็คงจะนั่งขลุกอยู่กับงานทั้งวันทั้งคืน ผมต้องขอโทษคุณด้วยนะพิมพ์ ที่ผมไม่ได้ใส่ใจคุณเท่าที่ควร ผมสัญญาว่า ต่อจากนี้ ผมจะแบ่งเวลาให้กับคุณมากขึ้น”
เอก กล่าว
...ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!...
เสียงพลุไฟถูกจุดดังขึ้นพร้อมกับมีแสงสว่างว้าบกระจายไปทั่วท้องฟ้า พิมระดา รีบลุกขึ้นและเดินไปยังดาดฟ้าเรือ เพื่อยืนจ้องมองดูลูกไฟแต่ละลูกที่ถูกทยอยจุดไล่กันอย่างต่อเนื่อง
“นี่สินะที่เขาเรียกว่าเทศกาลแห่งความสุข” - พิมระดา พึมพำกับตัวเอง
นานกี่ปีแล้ว ที่หัวใจของเธอไม่เคยได้ฟูฟ่องพองโตและอิ่มเอมเช่นนี้ ถึงแม้ว่าเธอจะรักเขา และเชื่อมั่นว่าเขาเองก็รักเธอมากเช่นเดียวกัน แต่ในใจลึกๆ แล้ว เธอกลับรู้สึกหวั่นไหวว่า ผู้ชายที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างเช่นนี้ จะมิมีผู้ใดอยากก้าวล้ำเข้ามา เพื่อที่จะขอเป็นเศษส่วนหนึ่งของหัวใจและชีวิตเขา
เธอคงไม่ได้คิดมากไปใช่ไหม ? เนื่องด้วยหัวใจของเธอมันสัมผัสได้ว่า เขามีอะไรบางอย่างที่หลบซ่อนอยู่ในห้วงลึก แม้แต่เธอผู้ซึ่งเป็นคู่หมั้น ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็คาดหวังไว้ว่าจะต้องลงเอยด้วยการแต่งงานกันอย่างสมเกียรติ ก็ยังไม่สามารถก้าวล้ำเข้าไปในสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ในเงามืดนั้นได้
ระหว่างที่เธอกำลังจ้องมองดูพลุไฟ และคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น เอก ก็ค่อยๆ ลุกขึ้น พร้อมกับถือเสื้อคลุมเดินตรงมายังเธอ
“อากาศเย็น คุณสวมเสื้อคลุมหน่อยนะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้”
ว่าแล้ว เอก ก็ค่อยๆ คลุมเสื้อคลุมให้กับเธอ พร้อมกับโอบกอดเธอเอาไว้แนบกาย ทั้งคู่ยืนดูพลุไฟไปด้วยกัน โดยหารู้ไม่ว่า มีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องมองมายังพวกเขา ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ก้าวลงเรือสำราญเลยเสียด้วยซ้ำ
++++++
“วาว ว่าว วาว ว้าววว!!!...ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เจอคุณสองคนที่นี่ เซอร์ไพรส์สส!!!”
เสียงร้องทักดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ทำให้ทั้งคู่ต่างสะดุ้ง และหันกลับมายังเสียงนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดออกมา....
“ไงคะเอก...ตั้งแต่ที่คุณบินหนีกลับมาเมืองไทย โดยไม่บอกกล่าวรินซักคำ...คุณสบายดีนะคะ...ว่าแต่เอ๊ะ!! รินก็ไม่น่าถามอะไรโง่ๆ ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า สวีทหวานกันแค่ไหน”
พูดเสร็จ ริน ก็ยิ้มที่มุมปากเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยขำๆ ขึ้นมา
“อะ!! หยอกๆ หนะค่ะ”
ถึงแม้ปากจะบอกว่า สิ่งที่เอ่ยออกมานั้นเป็นแค่เพียงการเย้าเล่นระหว่างคนที่เคยสนิท แต่ในความรู้สึกของผู้ฟัง มันกลับแสบคันจี๊ดดดดไม่เบา
“ไงจ๊ะ พิมพ์ ไม่ได้เจอกันนาน ก็ยังสวยเหมือนเดิมนะ แล้วเมื่อไหร่จะแต่งงานกันล่ะ ปลาย่างปล่อยไว้นานๆ ระวังแมวป่าจะมาคาบไปน๊า!”
ระหว่างที่ปากกล่าวคำทักทาย พิมระดา ตัวของเธอกลับค่อยๆ ก้าวเข้าไปแนบชิดกับ เอก และใช้มือลูบไล้ที่ต้นแขนอันกำยำของเขาเบาๆ
“โดยเฉพาะปลาย่างที่เนื้อหอมแบบเนี่ย ขี้คร้านแมวป่าจะตะปบตบตีรุมแย่งกันเป็นว่าเล่น”
ก่อนที่ ริน จะก้าวล้ำความรู้สึกของ พิมพ์ และทำให้เสียบรรยากาศที่กำลังอบอวลหอมหวานมากไปกว่านี้ เอก จึงรีบตัดบททันที ถึงแม้ว่าภายในใจจะกระอักกระอ่วน ที่เผอิญมาเจอคนเคยรักอย่าง ไอริน โดยบังเอิญ...เอ๊ะ!...หรือว่าตั้งใจ...แต่ก็ไม่อาจจะเสียมารยาทได้
“ริน...พอเถอะน่า ถือว่าผมขอแล้วกันนะวันนี้”
เอก กล่าว
“แล้วนี่คุณกลับมาเมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย”
เอก เอ่ยถาม
“ถ้าบอกคุณ รินจะได้เห็นอะไรดีๆ แบบนี้หรือคะ”
ริน ยังไม่จบ พร้อมกับหันไปมองหน้า พิมพ์ ที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร แต่ภายในใจก็คงจะรู้สึกอึดอัดไม่น้อย เพราะสีหน้าและแววตานั้นบ่งบอกได้ชัดเจนว่า เธออยากจะเดินออกไปจากบทสนทนานี้ไห้ไวที่สุด
“อ๊ะ! รินไม่กวนแล้วค่ะ เพราะว่าที่เจ้าสาวของคุณ น่าจะ.....”
เธอทิ้งบทสนทนาเอาไว้เพียงเท่านี้ ก่อนที่จะค่อยๆ บรรจงจุ๊บไปยังแก้มของ เอก เบาๆ แต่สายตากลับจ้องมองไปยัง พิมพ์ ซึ่งได้แต่ยืนนิ่งและพยายามเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ ไม่ให้แสดงกริยาที่ไม่งามออกมา ส่วนตัว เอก เอง ก็รู้ว่าคู่หมั้นสาวไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว
“ไปนะคะ เอาไว้เจอกันใหม่ค่ะ”
ว่าแล้ว เธอก็ผละออกจากทั้งคู่ไป ทิ้งเอาไว้เพียงความเงียบงัน ทั้ง พิมพ์ และ เอก ต่างไม่พูดจาอะไรกันต่ออีก บรรยากาศที่กำลังหอมหวาน มันได้จบลงไปแล้วตั้งแต่ ไอริน เดินเข้ามาทักทาย
“พิมพ์อยากจะกลับบ้านไปพักแล้วค่ะ”
พิมพ์ เอ่ยแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ แล้วก็รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวก่อนสิ พิมพ์ ผมไม่ได้นัดรินมานะ ผมไม่รู้เลยเสียด้วยซ้ำว่า รินกลับมาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไหร่”
เอก รีบคว้าแขน พิมพ์ เอาไว้ และพยายามอธิบายเพื่อให้เธอเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
“พิมพ์อยากกลับค่ะ ถ้าเอกอยากจะอยู่ต่อก็แล้วแต่เอกแล้วกันค่ะ พิมพ์กลับเองได้”
พิมพ์ พูดด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มรื้นปริ่มๆ ที่ดวงตา เธอไม่ได้เสียใจที่คนรักเก่าของคู่หมั้นหนุ่มมาทำให้เสียบรรยากาศ แต่เธอรู้สึกเสียหน้าและเสียเกียรติ ที่ถูกระทำย่ำยีหัวใจต่อหน้าผู้คนมากมายบนเรือทั้งลำ
ไอริน เป็นหนึ่งในคลอเลกชั่นผู้หญิงที่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ เอก เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่เหตุที่ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกทางกัน เป็นเพราะว่าเธอไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนสมกับเป็นลูกของท่านฑูต แถมยังชอบเที่ยวเตร็ดเตร่ตามผับบาร์ และดื่มกินกับผู้ชายมาหน้าหลายตาโดยที่ไม่แคร์สายตาใครๆ
ซึ่งต่างกับ เอก ที่เป็นเหมือนความหวังของตระกูล “พานิชกูล” เนื่องจากเป็นลูกชายคนโตที่ต้องสืบทอดกิจการต่างๆ ผู้หลักผู้ใหญ่เล็งเห็นแล้วว่า ถ้ายังฝืนคบกันต่อไปก็รั้นแต่จะนำพาตระกูลเสื่อมเสียและล่มจ่มได้ในอนาคต
เอก จึงตัดสินใจบินกลับเมืองไทยก่อน โดยที่ไม่ได้บอกกล่าวเธอ จึงทำให้เธอเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ถูกทิ้งเอาไว้แบบไม่ใยดี
“พิมพ์ พิมพ์ ผมขอโทษ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะได้มาเจอรินที่นี่”
เอก พยายามอธิบาย และกุมมือทั้งสองข้างของ พิมพ์ เอาไว้แน่น
พิมพ์ ได้แต่ยืนนิ่ง ไม่พูดไม่จาใดๆ น้ำตาที่รื้นปริ่ม อยู่ๆ ก็ค่อยๆ ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ในหัวสมองของเธอตอนนี้ ไม่อยากรับรู้และรับฟังอะไรทั้งนั้น เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที มันยังวนเวียนในความรู้สึก มันจุก มันเจ็บ มันอาย มันไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร
“ขอโทษนะคะเอก พิมพ์ พิมพ์อยากกลับแล้วจริงๆ”
ว่าแล้ว เธอก็สะบัดมือออกจากมือเขาอย่างแรง และรีบเดินกึ่งวิ่งเพื่อหลบหน้าผู้คนจากบนดาดฟ้าเรือ ที่ต่างก็กำลังจ้องมองมายังเธอและเขาเป็นสายตาเดียวกันอยู่ในขณะนี้
ส่วน เอก ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ได้แต่ยืนเอามือกุมขมับตัวเองอย่างเสียไม่ได้
“นี่มันวันอะไรกันวะเนี่ย”
เขาสบถกับตัวเอง พลางเอามือทุบโต๊ะไปหนึ่งที ก่อนที่จะเอื้อมไปหยิบแก้วไวน์ตรงหน้าขึ้นมากระดกลงคออย่างรวดเร็ว
++++++
อากาศที่เย็นของค่ำคืนวันคริสต์มาส บวกกับความตึงเครียดก่อนหน้า ทำให้ เอก กระดกไวน์หมดไปหลายแก้วโดยไม่รู้ตัว แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“พี่เอกครับ พอได้แล้ว พี่ดื่มไปหลายแก้วแล้วนะครับ”
พีท ผู้ซึ่งเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ตั้งแต่ตอนที่ทั้งคู่เดินขึ้นมาบนเรือสำราญ กระทั่งวินาทีที่ ไอริน เข้าไปแทรกกลางระหว่างเขาทั้งสอง จนทำให้ความสวีทหวานนั้นจบลงด้วยคราบน้ำตา
และก่อนที่แก้วไวน์แก้วถัดไปจะถูกยกกระดกเข้าปากอีกครั้ง พีท รีบเอื้อมมือไปดึงแก้วไวน์ออกจากมือของ เอกภัทร์ อย่างรวดเร็ว พร้อมกับวางตั้งลงบนโต๊ะทานข้าว
“พี่เอก พี่เอก พี่หมีเอกครับ”
พีท ร้องเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนไปอยู่แบบนั้นพร้อมกับเขย่าตัวของ เอก ที่กำลังฟุบหลับสะลึมสะลืออยู่บนโต๊ะทานข้าวแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“พี่หมีเอก ลุกขึ้นเลยครับ พีทจะพากลับบ้าน”
พีท พยายามพยุง เอก ให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่หนุ่มน้อยร่างบางตัวเล็กอย่างเขา มีหรือที่จะสามารถแบกรับน้ำหนักของผู้ชายตัวใหญ่กำยำล่ำสันแบบนี้ไหว
พีท ได้แต่ถอดใจ จำต้องปล่อยให้เขานอนฟุบอยู่ที่โต๊ะแบบนั้น ส่วนตัวเองก็นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ถึงแม้อากาศจะหนาวเย็น แต่ภายในใจของหนุ่มน้อยกลับรู้สึกมีความสุขจนล้นปริ่มออกมาเป็นรอยยิ้ม เมื่อได้จ้องมองใบหน้าคมเข้มของเขาแบบใกล้ชิด
“ทำไม พีทถึงไม่มีสิทธิ์” - พีท พึมพำกับตัวเอง
“สิทธิ์ที่แค่ได้เดินเข้าไปแสดงตัวตนต่อหน้าใครต่อใครว่าเราเป็นอะไรกัน สิทธิ์ที่แค่ได้โอบกอดพี่ซักครั้งต่อหน้าธารกำนัล สิทธิ์ที่แค่....”
พีท หยุดความคิดตัวเองลงเอาไว้เพียงเท่านี้ ก่อนที่น้ำตาจะรื้นปริ่มรอบดวงตา เขาพยายามเก็บกลั้นเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมา เดี๋ยวผู้คนบนเรือสำราญจะรับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาสองคน ที่ไม่ควรจะให้ใครได้รับรู้
“ความลับ” ที่ถูกซ่อนเอาไว้มานานนับสิบปี มันก็ควรที่จะเป็นความลับต่อไปไม่ใช่หรือ ?
ทำไมเขาถึงไม่กล้ากระทำเยี่ยง ไอริน
ทำไมเขาไม่ตัดสินใจเดินเข้าไปหาคนทั้งคู่ เพื่อแสดงตัวต่อหน้าคู่หมั่นสาวของเขา และบอกเธอออกไปว่า “วันนี้มันควรเป็นวันของฉัน เพราะเขาเป็นคนโทรศัพท์ไปนัดฉันออกมาเพื่อเดทในค่ำคืนวันคริสต์มาส ไม่ใช่เธอ พิมระดา”
...ทำไม ? ทำไม ? และ ทำไม ?...คำถามเหล่านี้วนเวียนในหัวสมองของ พีท มานานนับสิบปี โดยที่ยังหาคำตอบให้กับคำถามนี้ไม่ได้เสียที
พีท ค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบใบหน้าอันคมเข้มของ เอก อย่างเบามือและนิ่มนวล เพราะเกรงว่าเขาจะตกใจตื่นและโวยวายเสียงดังเพราะฤทธิ์ไวน์
อะไรกันนะ ที่ทำให้เขาตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน เขาก็ไม่เคยลืม...ใบหน้าอันคมเข้มหล่อเหลาดั่งเทพปั้น...เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ฐานะทางสังคม...หรือว่าความรักที่ผู้ชายคนนี้มอบกลับคืนมาให้เพื่อชโลมจิตใจในยามที่ว้าเหว่...หรือว่าอะไรกันแน่ ?
ระหว่างนั้น พีท ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วชี้ลูบไล้บนปลายจมูกโด่งคมสัน เรื่อยลงมายังริมฝีปากหนานุ่มของเขาอย่างแผ่วเบา
“หรือว่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราตกหลุมรักเขา” - พีท พึมพำ
...ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!...
เสียงจากการจุดพลุไฟดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากสงบไปซักครู่ใหญ่ๆ ทำให้ พีท สะดุ้งตื่นจากภวังค์ ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนและใช้มืดซ้ายปาดน้ำตา แล้วเดินออกไปจ้องมองบนท้องฟ้า ที่ขณะนี้เต็มไปด้วยดอกไม้ไฟหลากสีสัน พวกมันคอยสลับกันเปล่งประกายสว่างไสวในห้วงจักรวาลอันมืดมิด
“สวยจัง”
พีท ยืนกอดอกหนาวสั่นอยู่บริเวณดาดฟ้าเรือ เพราะว่าเสื้อคลุมที่ใส่มานั้น ได้ถูกถอดออก และคลุมให้กับ เอก หนุ่มผู้เป็นรักแรกของเขา เพื่อใช้กันหนาวไปก่อนหน้านั้นแล้ว
ดอกไม้ไฟยังคงคอยสลับกันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า และแตกออกเป็นรูปทรงต่างกันไป ดวงตาสีฟ้าครามคู่งาม ได้แต่จ้องมอง โดยหารู้ไม่ว่า มีใครคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาจากทางด้านหลังอย่างช้าๆ
พีท สะดุ้งตกใจ เมื่อสัมผัสได้ว่า มีไออุ่นมากระทบกับแผ่นหลัง แล้วก็ค่อยๆ แผ่ซ่านผ่านหัวไหล่ ต้นแขน ก่อนที่จะมาบรรจบกันบริเวณรอบเอวของเขา
“ไง เด็กดื้อ”
เอก รับรู้และได้ยินทุกคำที่ พีท พึมพำกับตัวเอง เขาไม่ได้เมาจนขาดสติ แค่อยากหลับตาพัก เพื่อทำสมาธิและทบทวนกับเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้
หลังจากที่ พีท คลุมเสื้อคลุมให้เขา แล้วลุกเดินออกมาเพื่อยืนดูดอกไม้ไฟ เขาก็ได้ลืมตาขึ้นและจ้องมองมายัง พีท ด้วยความเอ็นดู และรู้สึกผิดหวังกับตัวเอง ที่ทำให้คนถึง 3 คนต้องมาเดือดเนื้อร้อนใจเพราะการกระทำในอดีตของเขา
พีท คือสัมพันธ์แรกตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มนักศึกษา ที่เขาไม่เคยคิดว่ามันจะกลายมาเป็นความรู้สึกดีๆ ที่ยากจะลืมได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งต้องห้ามและขัดใจคนทั้งตระกูล แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะผลักไสความสัมพันธ์แรกออกไปได้ ต่อให้ต้องเก็บงำ “ความรัก” เป็น “ความลับ” เอาไว้นานนับสิบปีก็ตาม
ไอริน คือรักครั้งแรก ที่เกิดขึ้นเมื่อคราวบินไปเรียนต่อที่สหรัฐ ทั้งคู่ได้ถูกจับตามองในแวดวงสังคมนักธุรกิจ ว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมากที่สุด ทั้งรูปสมบัติ นามสมบัติ และทรัพย์สมบัติ แต่แล้วมันก็จบลงอย่างง่ายดาย เมื่ออาป๊าของเขาได้จากลาโลกนี้ไป และเขาต้องกลายเป็นผู้สืบทอดกิจการห้างร้านต่างๆ โดยไม่ทันตั้งตัว
พิมระดา คือรักครั้งใหม่ ที่เดินเข้ามาเติมเต็มชีวิตของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง จนผู้คนทั่วไปต่างอิจฉาที่เขาได้แฟน ทั้งสวย ทั้งเก่ง ฉลาดล้ำลึก อีกทั้งยังคอยสนับสนุนและส่งเสริมเขา จนนำพาธุรกิจของครอบครัวก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
++++++
“อุ้ย! พี่หมีเอก”
พีท ร้องทักด้วยความตกใจ พลันเกิดความสงสัยว่า ทำไมพี่หมีเอกจึงกล้าตัดสินใจที่จะโอบกอดเขาในที่ธารกำนัลเช่นนี้ ทั้งที่ผ่านมา แม้แต่เดินจับมือกันยังยากที่จะเกิดขึ้น
“เอ๊ะ! หรือว่าเขาจะได้ยินในสิ่งที่เราพูด” - พีท ได้แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้ในใจ
“หนาวไหม พี่กอดนะ จะได้อุ่นๆ”
เอก กระซิบข้างหู พีท เบาๆ
“ครับ”
พีท ตอบรับ
มันเป็นความสุขเล็กๆ ที่ยากจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ พีท รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่ความฝันใช่ไหม ที่เขาได้ยืนโอบกอดกับหนุ่มคนรักภายในค่ำคืนที่โรแมนติกเช่นนี้
พีท บอกกับตัวเองว่า นี่คือโอกาสที่จะเร่งกอบโกยความสุข เขาไม่รอช้าและไม่เอียงอายเลยแม้แต่น้อย ที่จะแนบแอบอิงและซบลงตรงแผงอกอันอบอุ่นของหนุ่มรุ่นพี่
ทั้งคู่ ยืนโอบกอดกันและกัน ส่งต่อความอบอุ่นและความสุขจากอีกคนสู่อีกคน ดอกไม้ไฟยังคงล่องลอยแตกกระจายและดังกระหึ่มทั่วทั้งท้องฟ้า เหมือนพวกมันกำลังรับรู้ได้ว่า นี่คือห้วงเวลาแห่งความสุขสมหวัง ที่ต้องเร่งรีบเฉลิมฉลองชัยให้กับคนทั้งคู่ ได้มีความสุขมากที่สุดเท่าที่พวกมันจะทำได้
“พีท รักพี่หมีเอกนะครับ” - พีท พึมพำ
เอก ทำเป็นเพิกเฉยเหมือนไม่ได้ยินกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เขาค่อยๆ ก้มลงบรรจงจูบที่หัวของหนุ่มน้อยด้วยความเอ็นดู นี่คือการกระทำที่ เอก ได้มอบให้แทนคำตอบทั้งหมดในค่ำคืนนี้
“นี่ใช่ไหมคือความลับของคุณทั้งหมด เอกภัทร์”
ไอริน ยืนเอามือกอดอก จ้องมองหนุ่มคนรักเก่าคลอเคลียกับหนุ่มน้อย ซึ่งเป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ ท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก จากทางด้านหลัง
หลังจากที่เธอผละจากการกวนประสาทของทั้ง เอก และ พิมพ์ แล้ว เธอก็มุ่งหน้าเข้าสู่เคาท์เตอร์บาร์ภายในตัวเรือ พร้อมกับดื่มกินกับเพื่อนชาวต่างชาติทั้งชายหญิงด้วยความสนุกสนาน ตามประสาสาวปาร์ตี้เกิร์ล
กระทั่งผับเลิกเธอจึงเดินออกมาเตรียมตัวที่จะกลับบ้าน แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้มาเจอกับภาพเหตุการณ์สุดอึ้งของคนรักเก่าอย่าง เอก ยืนโอบกอดอยู่กับผู้ชายด้วยกันโดยไม่แคร์สายตาของผู้คนที่กำลังจ้องมองพวกเขาทั้งคู่ และแลดูแล้ว ทั้งสองก็น่าจะมีความสุขมากเสียด้วย
“หึ หึ หึ”
เธอเผลอยิ้มที่มุมปากและหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำตาเอ่อล้นปริ่ม ไม่รู้ว่าเธอรู้สึกผิดหวัง เสียใจ หึงหวง หรือ รู้สมสมเพชเวทนา พิมระดา ที่ไม่รู้อะไรเสียเลยเกี่ยวกับตัวคู่หมั้นหนุ่มของตนเอง
ถึงแม้ว่า ไอริน จะเลิกรากับ เอกภัทร์ ไปแล้วเป็นปีๆ แต่ความรักที่เธอมีให้กับเขาก็ไม่เคยจางหายไปจากหัวใจ เธอรู้ว่าเธอทำตัวไม่เหมาะสม เธอรู้ว่าเธอทำตัวไม่คู่ควรที่เขาจะมอบความรักให้ แต่ที่เธอตัดสินใจบินกลับมาเมืองไทย ก็เพื่อที่จะขอโอกาสอีกซักครั้งในการปรับปรุงตนเองเพื่อคนที่เธอรัก แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เมื่อเธอได้รู้ความจริงว่า เขาหมั้นหมายกับ พิมระดา ไปก่อนหน้านั้นหลายปี
ไอริน เสียใจอย่างมาก เพราะก่อนที่จะบินกลับมา เธอเลิกทำตัวสำมะเลเทเมา เลิกเที่ยวเตร็ดเตร่ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญาเอกด้านแฟชั่นดีไซน์อย่างที่เธอไฝ่ฝัน เพื่อที่เขาจะได้หันกลับมารักเธอ และก็ภูมิใจในตัวเธอเหมือนที่เพื่อนๆ และพ่อแม่ของเธอภูมิใจ
แต่ ณ วินาทีนี้ ภาพที่อยู่ตรงหน้ามันเจ็บปวดในหัวใจเสียยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่า เขาได้หมั้นหมายกับ พิมระดา
เธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ เพราะเธอเข้าใจดีว่า “ความรัก” เมื่อเกิดขึ้นกับเพศใดแล้ว มันสวยงามเสมอ แต่ที่เธอหลั่งน้ำตาออกมานั้น เป็นเพราะว่าเธอได้เสียคนดีๆ อย่าง เอกภัทร์ ไปแล้ว ด้วยพฤติกรรมในอดีตของตัวเธอเอง
ไอริน ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลลงมาอาบทั้งสองแก้ม ก่อนที่จะหันหลังกลับ และเดินลับหายไปในความมืดอย่างช้าๆ ตอนนี้ในหัวใจของเธอมันเหน็บหนาว...เหน็บหนาวเสียยิ่งกว่าอากาศฤดูหนาวในช่วงคริสต์มาสอีฟเช่นนี้
++++++
...กริ๊งงงงงงงงงงงงงงง!...
“สวัสดีค่ะ พิมระดาพูดสายค่ะ”
เสียงโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนดังขึ้น ก่อนที่ พิมพ์ จะเอื้อมมือไปสไลด์ปุ่มเพื่อรับสายปลายทางที่โทรเข้ามา
“อ้าว! เอกหรือคะ ได้ค่ะ เดี๋ยวพิมพ์ขอเคลียร์งานอีกซัก 5 นาที แล้วจะตามลงไปนะคะ”
พูดเสร็จ เธอก็วางสาย ก่อนที่จะกุลีกุจอเร่งเคลียร์เอกสารที่กองสุมอยู่บนโต๊ะทำงานให้แล้วเสร็จอย่างไว
ปลายสายไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น เอกภัทร์ หนุ่มคู่หมั้นที่โทรเข้ามาชักชวนเธอออกไปหาอาหารอร่อยๆ ทานในมื้อเที่ยง
หลังจากคริสต์มาสและปีใหม่ผ่านพ้นไป เขาทั้งสองก็เจอกันน้อยลง แทบจะไม่ได้ออกไปไหนมาไหนด้วยกันซักพักใหญ่ๆ เพราะงานที่กองสุมเป็นภูเขาเหล่ากา เธอเองก็ต้องประชุมและออกไปเจอลูกค้าเกือบทุกวัน ส่วนเขาแทบจะไม่ได้มีเวลาหยุดพักแม้เสี้ยววินาที ไหนจะธุรกิจส่งออกของตนเอง ไหนจะต้องบริหารจัดการห้างสรรพสินค้าของตระกูล
แต่วันนี้นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทั้งคู่จะได้ออกไปด้วยกัน พิมระดา จึงหันหน้าไปส่องกระจกบานเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณมุมหัวโต๊ะทำงาน ภายในห้องทำงานส่วนตัวของเธอ
ไม่รอช้า เธอรีบควักลิปสติกสีแดงเลือดนกขึ้นมาทาไปรอบริมฝีปาก พร้อมกับเม้มเข้ากันเบาๆ หลังจากนั้นก็ปัดแก้มด้วยบรัชออนสีส้มพีชอีกนิดหน่อย ก่อนที่จะคว้ากระเป๋ากุชชี่ใบโปรด รีบเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว
++++++
“เอกคะ”
พิมพ์ ร้องเรียกพร้อมกับยกมือทักทาย เอก ซึ่งนั่งรออยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ภายในห้างสรรพสินค้า...เธอรีบเดินปรี่เข้าไปหาเขาอย่างไว
“โอ้โห...นี่คุณสั่งอะไรเยอะแยะไปหมดเลย จะทานหมดไหมคะเนี่ย”
พิมพ์ ตกตะลึงกับอาหารหลากหลายเมนูที่ถูกสั่งเตรียมเอาไว้บนโต๊ะ
“แบบนี้พิมพ์ก็อ้วนแย่สิคะ”
พิมพ์พูดพลางหัวเราะเบาๆ ที่ได้เย้าเขาเล่น
แต่ระหว่างที่ เอก กำลังจะตักอาหารเข้าปาก ก็มีร่างหนึ่งเดินเข้ามาในร้านอาหาร และมุ่งตรงมายังโต๊ะของทั้งคู่ทันที
“ขอโทษนะครับ พอดีผมแวะไปเข้าห้องน้ำมานิดหน่อย”
เอก เงยหน้าขึ้นหลังจากได้ยินเสียงที่คุ้นหู เขาถึงกับเบิกตาโพง ทำตัวไม่ถูก เมื่อมองเห็นใบหน้าที่คุ้นตานั่งอยู่ตรงหน้า
“เอ่อ...พอดีพิมพ์ชวนพีทมาทานข้าวด้วยกันหนะค่ะ หวังว่าเอกคงจะไม่ว่านะคะ ที่พิมพ์ชวนน้องมาด้วยกัน”
พิมพ์ เอ่ยขึ้นก่อนที่ เอก จะได้กล่าวอะไรออกมา
“เอ่อ...ครับ ไม่เป็นไรครับ”
เอก ตอบรับอย่างเสียไม่ได้
บรรยากาศภายในโต๊ะอาหารเงียบงันลงถนัด ทั้งที่ภายในร้านเต็มไปด้วยลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาทานอาหารกันไม่ขาดสาย เสียงช้อนส้อมกระทบกับจานข้าวดังกิ๊งกั๊ง อีกทั้งเสียงพูดคุยสนทนาของโต๊ะข้างๆ ก็ดังจนรู้ว่าเขากำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน แต่ทำไมทั้งสามคนกลับไม่พูดคุยอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว
นี่เป็นครั้งแรกที่ พีท ได้นั่งทานข้าวข้างนอกกับ เอก ซึ่งปกติไม่เคยเกิดขึ้น นอกจากจะซื้อกลับไปทานภายในห้องที่คอนโดของ พีท เท่านั้น
ส่วน เอก เอง ก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร อีกคนก็คู่หมั้นสาวที่กำลังจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนอีกคนก็หนุ่มคนรักที่มีสัมพันธ์กันตั้งแต่มหาวิทยาลัย และที่มากไปกว่านั้น ก็เพิ่งผ่านค่ำคืนอันแสนหวานมาด้วยกันเมื่อคริสต์มาสที่ผ่านมานี่เอง
หากเขาจะเหลือบตามอง พีท ก็กลัวแฟนสาวจะจับได้ แต่ถ้าหากจะพูดคุยยิ้มแย้มเพียงกับ พิมระดา ก็กลัวอีกฝ่ายจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ มันชั่งเป็นเวลาที่อึดอัดและกระอักกระอ่วนใจเสียนี่กระไร
แต่อย่างว่าแหละ ระดับมืออาชีพอย่างเขา มีรึจะปล่อยให้ตนเองตกที่นั่งลำบาก โดยที่ไม่คิดจะแก้สถานการณ์ใดๆ เพื่อให้บรรยากาศภายในโต๊ะอาหารดูผ่อนคลายลง
“น้องชื่อ พีท ใช่ไหมครับ แล้วมาทำงานในส่วนไหนล่ะ”
ก่อนที่บรรยากาศจะอึมครึมมากไปกว่านี้ เอก กล่าวคำทักทาย พีท ขึ้นมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ครับ ใช่ครับ ผมชื่อ พีท หรือว่า พีทระ ตอนนี้ทำงานในส่วนของ Marketing Online อยู่ครับ”
พีท เองก็ใช่ย่อย รู้จักแก้สถานการณ์เล่นตามน้ำได้อย่างแนบเนียน และไม่มีความประหม่าเลยแม้แต่น้อย
“พอดีว่า พิมพ์ เดินชนกับ พีท ที่หน้าทางขึ้นสำนักงานออฟฟิศ ก็เลยรู้จักกันหนะค่ะ”
พิมพ์ เอ่ยสวนขึ้นมาบ้าง เมื่อเห็นทั้งคู่เริ่มมีบทสนทนาเกิดขึ้นในวงอาหาร
“ครับ ใช่ครับ พอดีว่าวันนั้น พีท ลืมโน้ตบุ๊คเอาไว้ที่ท้ายรถยนต์ กำลังจะลงไปเอา ก็เลยเดินชนเข้ากับพี่ พิมพ์ ครับ”
พีท พูดด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เพื่อไม่ให้มีพิรุธอะไรเกิดขึ้น
ทั้งคู่ต่างแอบจ้องตากัน พร้อมกับส่งยิ้มให้กันเบาๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นที่ท้ายรถยนต์ในชั้นใต้ดินวันนั้น มันเป็นความบังเอิญ หรือว่าตั้งใจของเขากันแน่ แต่จะด้วยเหตุใดก็ตาม อย่างน้อยมันเป็นสิ่งที่ทั้งคู่โหยหามาตลอด ตัว พีท เอง ก็ต้องการมันไม่ใช่รึ ? แล้วทำไมจะต้องกังวลว่า คู่หมั้นสาวของเขาจะจับได้ ในความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าการเป็นเพียงรุ่นพี่และรุ่นน้อง ที่จบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน
++++++
“แกรรรร! นั่นแฟนเก่าแกป่าวอะ มากับคู่หมั้นเสียด้วย ว่าแต่เอ๊ะ! แล้วนั่นใครนั่งข้างๆ หน้าตาน่ารักจัง”
เสียงกลุ่มแก๊งค์เพื่อนสาวร้องทักขึ้น พร้อมกับสะกิด ไอริน ให้หันไปมองโต๊ะข้างๆ ที่อยู่ถัดไป 2 - 3 โต๊ะ
ไอริน ไม่รอช้าที่จะรีบหันไปมอง
“พวกแกรอฉันแป๊บนึงนะ เดี๋ยวฉันมา สั่งอาหารรอไปก่อนเลย”
ไอริน บอกกับกลุ่มเพื่อนๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะของ เอกภัทร์ ทันที
“อุ๊ย! บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะคะ”
เมื่อไปถึง ไอริน ไม่รอช้าที่จะเอ่ยคำทักทายในสไตล์สาวปาร์ตี้เกิร์ล แบบที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด
ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น ถึงกับต้องวางช้อนส้อมลงทันที เมื่อได้ยินเสียงคำทักทายที่คุ้นหู และใบหน้าที่คุ้นตาของ ไอริน
“ไงจ๊ะ พ่อปลาย่างเนื้อหอม”
ยังไม่ทันขาดคำ เธอก็เอ่ยแซว เอก ต่อหน้า พิมระดา ขึ้นมาทันควัน พร้อมกับเดินไปข้างๆ เขา แล้วใช้มือลูบไล้หัวไหล่ของเขาเบาๆ และช้าๆ ส่วน พิมระดา เอง ก็ทำได้เพียงแค่นั่งนิ่ง ไม่พูดจาใดๆ เฉกเช่นเดิม ถึงแม้จะไม่พอใจกับการกระทำของ ไอริน ก็ตาม
“พอดีรินแวะมาทานข้าวร้านประจำของเราสองคน ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณ กับ พิมพ์ ที่นี่ด้วย ประจวบเหมาะจังเลยนะคะ”
ไอริน กล่าวต่อ
“อืม! แล้วนี่คุณทานอะไรหรือยังละ นั่งทานด้วยกันเลยไหม ยังพอมีที่ว่างอยู่นะ”
เอก เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่ก็แอบกระแทกเล็กน้อยอยู่บ้าง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท และไม่อยากให้บรรยากาศอึมครึมเหมือนวันคริสต์มาส เขาคงทำได้มากสุดเพียงเท่านี้ ที่เหลือก็แล้วแต่เธอจะทำมัน
“อุ้ย! น้องคนนั้นใครหรือคะ น่ารักจัง...พี่รินนะจ๊ะ”
ไอริน หันไปมองหน้า พีท ก่อนที่จะยื่นมือออกไปเพื่อกล่าวคำทักทาย พร้อมกับแนะนำตัวเสร็จสรรพในขั้นตอนเดียว
“ผม พีท ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
พีท จำใจต้องรีบลุกขึ้น เพื่อไม่ให้เสียมารยาท ก่อนที่จะยื่นมือออกไปจับมือ ไอริน เป็นการตอบรับคำทักทายกลับด้วยความสุภาพ
“พี่ว่า...พี่เคยเห็นน้องที่ไหนน่า...”
ไอริน พูดพลางเดินวนอ้อมด้านหลังของ เอก แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ เขา ก่อนที่จะจ้องมองไปยัง พีท แบบไม่กระพริบตา เธอพยายามใช้สายตาสำรวจไปทั่วดวงหน้าของเขา
ผมหยักโรลสีน้ำตาลอ่อน ปลิวไสวเกลี่ยคลอเคลียบริเวณหน้าผาก เมื่อโดนลมจากช่องแอร์เป่าเบาๆ ดวงตาสีฟ้าคราม เปล่งประกายแวววับเมื่อต้องกับแสงไฟ ใบหน้ารูปไข่เรียวรับกับจมูกที่โด่งเป็นคมสัน ปากกระจับมีสีอมชมพูประกายนิดๆ จากการทานแกงมัสมั่นไก่ไปเมื่อสักครู่
“ทำไมดวงหน้านี้ดูคุ้นจัง เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ” - ไอริน พึมพำในใจ
สายตาของเธอยังคงจ้องมองที่ พีท อย่างไม่ลดละ จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เพราะเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญของรุ่นพี่
“หน้าพีทมีอะไรติดหรือเปล่า ทำไมเธอถึงได้จ้องมองขนาดนั้น”
พิมพ์ ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของ ไอริน จึงเอ่ยสวนขึ้นมาทันที เพราะเกรงว่า พีท จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเกินกว่าที่จะพูดออกมาเอง
“อะ...อ้อ...เปล่าหรอกจ๊ะ พอดีว่า น้องเขามีใบหน้าเหมือนคนที่รินเคยรู้จักมาก่อน”
ไอริน กล่าว
“แค่เท่านั้นก็ดีไป”
พิมพ์ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เริ่มจะไม่พอใจ
“อ๊ะ! รินไม่รบกวนแล้วดีกว่า พอดีว่าเพื่อนสั่งอาหารรออยู่...ไปก่อนนะจ๊ะเอก ยินดีที่ได้เจอคุณวันนี้ อ้อ! พิมพ์ด้วยนะจ๊ะ และก็...ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะพีท”
ว่าแล้วเธอก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ส่งยิ้มให้กับทั้งสามคน และเดินจากไป โดยมีคำถามเกิดขึ้นในใจให้เก็บมาครุ่นคิด ถึงดวงหน้าดวงนั้นของหนุ่มน้อยหน้าหวาน ผมหยักโรล ตาสีฟ้าคราม ที่ชื่อว่า พีท...เราเคยเจอที่ไหนนะ ?
++++++
ระหว่างที่ ไอริน กำลังนั่งทานอาหารกับกลุ่มแก๊งค์เพื่อนสาว ที่กำลังฟินกับการแบ่งสเต็กเนื้อจิ้มซอสกันกินอย่างเอร็ดอร่อย เธอพยายามครุ่นคิดและพยายามนึกคิดว่า เคยเจอ พีท ที่ไหน ทำไมถึงได้ดูคุ้นตาจัง
...ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!...แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู...
เสียงปืนยิงพลุกระดาษดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องเพลง เพื่ออวยพรวันเกิดให้กับเด็กน้อยตาแป๋วจากโต๊ะข้างๆ ชวนให้เธอตกใจตื่นจากภวังค์ ก่อนที่จะเหลือบไปมองเห็นทั้งสามคนกำลังเดินออกจากร้านอาหาร
“หึ...หึ...หึ”
ไอริน ยิ้มที่มุมปากพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ภาพเหตุการณ์ในค่ำคืนวันคริสต์มาสพรั่งพรูเข้ามาในความทรงจำของเธอเต็มไปหมด
ไม่ว่าการยิ้มที่มุมปากและหัวเราะเบาๆ นั้น จะเป็นการแสดงออกถึงสิ่งใดก็ตาม แต่เสียง “ปัง” ที่ดังขึ้น ก็ทำให้เธอจำหนุ่มน้อยที่ชื่อว่า พีท ได้อย่างถนัดตา
ไอริน มองตามทั้งสามคน ที่กำลังก้าวขาออกจากช่องประตูกระจกของร้านอาหาร ภายในกลับรู้สึกสงสาร พิมระดา จับใจ ในฐานะลูกผู้หญิงด้วยกัน เธอไม่ควรที่จะถูกหนุ่มคนรักหลอกลวงให้เจ็บซ้ำไปเรื่อยๆ เหมือนคนโง่แบบนี้ แต่อีกนัยหนึ่งกลับรู้สึกสะใจ ที่เธอจะต้องเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งกว่า เมื่อความจริงปรากฏขึ้น
“ฉันไม่ได้ใจร้ายกับเธอมากเกินไปใช่ไหม ? พิมระดา” - ไอริน พึมพำ
เธอคิดว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ โดยที่ไม่คิดจะปริปากบอกกับ พิมระดา ให้รับรู้ ไม่ใช่เพราะว่าจะช่วยเหลือคนเคยรักอย่าง เอกภัทร์ ในการกุมความลับนี้หรอกนะ แต่เพราะว่าเธออยากให้ พิมระดา ได้เจอกับความเจ็บปวดหัวใจ จากการถูกแย่งคนรักไปแบบที่เธอเคยเจอมาก่อน และมันจะยิ่งเจ็บช้ำมากกว่าเป็นสองเท่า เมื่อได้รู้ว่าหนุ่มคนรักแอบมีรักซ้อนเป็นชายหนุ่มรุ่นน้องที่เธอให้ความไว้วางใจ
ไอริน เผลอยิ้มที่มุมปาก หลังจากที่คิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนกลุ่มแก๊งค์เพื่อนสาวต้องร้องทักขึ้น
“แกเป็นอะไรป่าววะ นั่งยิ้มคนเดียวอยู่ได้”
“ปะ...เปล่า...ฉันก็แค่รู้สึกฟินกับรสชาติอาหารมื้อนี้เป็นพิเศษก็เท่านั้นเอง...อะๆ รีบกิน เราจะได้ไปช้อปปิ้งกันต่อ”
ริน รีบพูดตัดบท และหันไปทานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะต่ออย่างมีความสุข
ถึงแม้ว่าเธอจะดูไม่ดีในสายตาใครต่อใคร แต่อันที่จริงแล้ว เธอก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่รู้จักรัก รู้จักเจ็บ รู้จักสงสาร ไม่ว่าบทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เธอก็ไม่ควรที่จะก้าวเข้าไปยุ่งกับมันไม่ใช่หรือ ? เพราะว่าเธอได้เลิกรากับเขาไปแล้วนี่ ทุกอย่างก็ปล่อยให้มันเป็น “ความลับ” ในแบบที่ เอกภัทร์ อยากให้มันเป็นอย่างนี้ต่อไปน่าจะดีกว่า