ลมอุ่นพัดกลีบกุหลาบปลิวผ่านลานสวนของคฤหาสน์ตระกูลศิริวัฒน์ แสงเช้าละมุนสะท้อนผืนผ้าแพรบนซุ้มดอกไม้ สีขาวและทองตัดไปกับสีเขียวของสนามจนเหมือนภาพในโปสการ์ด ผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาแสดงความยินดีกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว
ประกาศิต... ชายหนุ่มที่มักยิ้มอยู่เสมอ และเจ้าสาวศิรินทิพย์ คุณหนูผู้สงบเสงี่ยมของบ้านตระกูลใหญ่ไม่แพ้กัน
“เจ้าบ่าวยิ้มเก่งจังเลยนะจ๊ะ” แขกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเอ่ยแซว
“คุณลุงชมแบบนี้ ผมต้องยิ้มเพิ่มอีกสองเท่าเลยครับ” เขาตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตามีประกายขี้เล่นตามแบบฉบับของเขา
พิธีการดำเนินไปอย่างเรียบร้อย เสียงดนตรีคลอเบา ๆ ใต้ร่มเงาต้นจามจุรี ศิรินทิพย์แตะชายกระโปรงอย่างเรียบร้อย ยิ้มละมุนด้วยมารยาท เธอหันไปสบตาพิมพ์ลดา พี่เลี้ยงสาวคนสวยที่คอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง สายตาที่ทั้งสองมองสบกันนั้น ทั้งอ่อนโยนและมั่นคง
หลังซุ้มด้านข้าง มีหญิงสาวรูปร่างบอบบางกำลังจัดวางจานรองเค้กอย่างตั้งใจ เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีอ่อน ผมถูกรวบเรียบง่าย ใบหน้าสะอาดสะอ้าน
พราวรุ้งช้อนสายตามองเวทีพิธีเพียงแวบเดียว ก่อนกลับไปจดจ่ออยู่กับงานในมือ กลิ่นดอกมะลิที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่วัยเด็กลอยเบา ๆ ผสมกับกลิ่นชาอุ่น
“พราวจ๊ะ เดี๋ยวช่วยพี่จัดแก้วตรงโต๊ะผู้ใหญ่เพิ่มหน่อยนะ” แก้วใจซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ในบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
“ได้จ้ะพี่แก้ว” พราวรุ้งยิ้มบาง ๆ แล้วหยิบถาดแก้วอย่างคล่องแคล่ว
ประกาศิตเหลือบเห็นมุมที่พราวรุ้งกำลังจัดแก้ว เขาชะงักเสี้ยววินาที ราวกับความทรงจำเก่า ๆ เฉียดผ่านภาพหญิงสาวตัวเล็กที่วิ่งวุ่นช่วยงานบ้านเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เขามาเยี่ยมบ้านของศิรินทิพย์ครั้งในฐานะคู่หมั้น เขาเคยเห็นพราวรุ้งคอยยกน้ำให้คนงาน ช่วยป้าแม่บ้านเช็ดกระจก และกลับไปอ่านหนังสืออย่างไม่ย่อท้อ ความทรงจำนั้นทิ้งรอยยิ้มจาง ๆ บนริมฝีปากของเขาโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าบ่าวคะ ได้เวลาตัดเค้กแล้วค่ะ” เสียงพิธีกรเรียก
“ครับผม” เขาตอบอย่างร่าเริง หันกลับไปประคองศิรินทิพย์ขึ้นเวที แม้ไม่ได้รักใคร่ประดุจดั่งคนรัก ก็เอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง ตลอดหลายปีมานี้เธอไม่เคยทำให้เขาต้องลำบากใจเลย ไม่เคยงี่เง่า ตามหึงหวง หรือพูดจาชวนทะเลาะ มีแต่เคารพเขาเสมอมา ดังนั้นการตัดสินใจแต่งงานเพื่อครอบครัวและธุรกิจ จึงทำให้เขาไม่ได้ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย
เค้กสามชั้นประดับดอกไม้สีครีมยืนโดดเด่นกลางสายตาทุกคน มีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตว่า พิมพ์ลดายืนห่างออกมาเล็กน้อย ทว่าแววตาที่มองศิรินทิพย์นั้นเต็มไปด้วยความรักความห่วงใย ศิรินทิพย์ละสายตามองครู่หนึ่ง แล้วจึงหันกลับมาทำตามพิธีด้วยท่วงท่าสงบ
“ขอบคุณทุกคนมากนะครับ ที่มาเป็นสักขีพยานให้พวกเรา” ประกาศิตกล่าวหลังตัดเค้ก น้ำเสียงของเขานุ่มและจริงใจ
“ผมหวังว่าสองครอบครัวเราจะร่วมมือกันอย่างดีทั้งทางธุรกิจและในฐานะคู่ค้าของกันและกัน” เขาพูดหยอกปิดท้าย
“ถ้าอาหารอร่อย ชมเจ้าของบ้านนะครับ แต่ถ้าชาเขียวหวานไปหน่อย ชมผมครับ เพราะผมเป็นคนแอบขอเพิ่มน้ำเชื่อมเอง” ผู้คนหัวเราะเบา ๆ กับอารมณ์ขันของเขา บรรยากาศในงานผ่อนคลายลง
ขณะที่แขกทยอยรับประทานของหวาน พราวรุ้งกำลังเก็บแก้วบนโต๊ะผู้ใหญ่ด้วยมือที่สั่นเพียงน้อยไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เพราะความหนักอึ้งในหัวใจ เธอแอบเงยหน้ามองเวทีอีกครั้ง ศิรินทิพย์ยิ้มจาง ๆ ทว่าในตาเต็มไปด้วยความเศร้า
“น้องพราวพักหน่อยไหม” แก้วใจยื่นขวดน้ำให้
“พราวไหวค่ะพี่ เดี๋ยวเสร็จโต๊ะนี้แล้วค่อยพัก” พราวรุ้งเอ่ยตอบ
สายลมเย็นยามบ่ายกระทบระฆังลม ก้องแผ่วเหมือนเตือนว่าค่ำคืนนี้กำลังใกล้เข้ามา ทุกอย่างดูสวยงามและปกติถ้ามองจากภายนอกงานแต่งของสองตระกูลใหญ่ที่เหมาะสมกันที่สุด แต่ในความเงียบ มีข้อตกลงบางอย่างที่ซุกซ่อนเอาไว้ และใครบางคนกำลังยอมแลกบางสิ่งที่สำคัญเพื่อคนที่รัก
เมื่อพิธีจบลง ดวงไฟระยิบระยับถูกจุดขึ้นทั่วสวน แขกเริ่มทยอยกลับ ประกาศิตยืนส่งอย่างสุภาพ เขายังยิ้ม แต่แววตาแอบมองตามร่างเล็กที่กำลังยกถาดจานเข้าครัว ราวกับมองผ่านม่านหมอกของกาลเวลา
“ขอบคุณที่มานะครับคุณอา”
“ยินดีมาก ๆ หลานชาย ดูแลหนูศิให้ดี ๆ”
“ครับผม” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเงียบสงบลง ศิรินทิพย์เดินมาหาเขา
“วันนี้เหนื่อยไหมคะ”
“นิดหน่อยครับ น้องศิเหนื่อยไหม ถ้าเหนื่อยพี่จะนวดให้คลายเมื่อย” เขาตอบติดตลก
ศิรินทิพย์ยิ้มบาง ๆ
“พี่ใหญ่ใจดีเสมอเลยนะคะ”
“เราโตมาด้วยกัน เราก็เหมือนน้องสาวของพี่ มีอะไรก็บอกพี่ได้” คำพูดนั้นเหมือนม้วนผ้าไหมที่คลุมความจริงเอาไว้อย่างนุ่มนวล เขาจะบอกเธอกลายๆ ว่าเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว ไม่ต้องกังวลอะไรไป เหมือนจะรู้ด้วยว่าเธอเองก็ไม่ได้มีใจให้เขาเช่นกัน
ศิรินทิพย์ก้มหน้ารับคำอย่างสุภาพ พิมพ์ลดาที่คอยอยู่ไม่ไกลเงยขึ้นสบตาเจ้าสาว และขยับยิ้มให้กำลังใจ เธอเอ่ยเบา ๆ
“คุณหนูแวะทานซุปอุ่น ๆ ก่อนไหมคะ”
“ขอบคุณค่ะพี่พิมพ์ลดา” ศิรินทิพย์เอ่ยตอบ ก่อนหันไปบอกประกาศิต
“งั้นเจอกันตอนค่ำนะคะพี่ใหญ่”
“ครับ ตามสบาย”
ค่ำคืนคืบคลานอย่างช้า ๆ ไฟระย้าตามทางเดินสว่างขึ้นทีละดวง ห้องหอถูกตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้สีครีม กลิ่นดอกไม้สดลอยอ่อน ๆ
ประกาศิตยืนอยู่หน้ากระจก จัดเน็กไทง่าย ๆ แล้วยิ้มกับเงาตัวเอง
เขาไม่ได้คิดจะล่วงเกินใครมาตั้งแต่แรก แผนในหัวของเขาคือคุยให้ชัดเจนว่าหลังพิธีเสร็จสิ้น ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี จะหาทางแยกย้ายไปอย่างผาสุก
ในอีกฟากหนึ่งของบ้าน ห้องเล็กชั้นล่างที่พราวรุ้งพักชั่วคราวมีเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะส่องแสงอบอุ่น พราวรุ้งกุมมือแน่นจนเย็นเฉียบ เธอคิดถึงคุณยาย ยายสายบัวที่กำลังป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ความทรมานจากโรคและค่ารักษาที่พอกพูนคือเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจ
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น
“พราวรุ้ง” ศิรินทิพย์ยืนอยู่พร้อมกับพิมพ์ลดา ทั้งสองมองเจ้าของห้องอย่างเอ็นดูระคนเห็นใจไม่น้อย
“คุณศิ” พราวรุ้งมองเจ้านายสาวอย่างรักใคร่ การตัดสินใจเช่นนี้เพราะนอกจากช่วยยายแล้ว ยังช่วยเจ้านายสาวที่ดีกับตอนมาโดยตลอด
ศิรินทิพย์เอื้อมมือกุมมือพราวรุ้งเอาไว้
“ฉันขอโทษนะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น…ฉันจะรับผิดชอบ ฉันสัญญา ทั้งคุณยายทั้งเธอจะมีชีวิตที่ดี”
พิมพ์ลดาวางผ้าคลุมไหล่บนบ่าของพราวรุ้ง
“อากาศหนาว ใส่ไว้นะ”
พราวรุ้งพยักหน้า น้ำเสียงเบาหวิว
“พราวจะทำเพื่อยายค่ะ”
ศิรินทิพย์หลับตาแน่นชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นพร้อมความแน่วแน่
“ฉันจะทำตามสัญญารักษายายของพราวให้ดีที่สุด ทั้งยาทั้งหมดและโรงพยาบาลที่ดีที่สุดไม่เกี่ยงค่าใช้จ่าย พราวไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกแล้ว”
“ขอบคุณคุณศิมากค่ะ” พราวรุ้งพูดอย่างซาบซึ้งใจ
คืนแรกของเส้นทางที่ใคร ๆ คิดว่าสมบูรณ์แบบ กำลังจะเริ่มขึ้นด้วยความลับที่ไม่มีในสมุดงานพิธี
พราวรุ้งเงยหน้ารับลมเย็น สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ไม่ใช่เพื่อให้เข้มแข็งอย่างเดียว แต่เพื่อจดจำว่าเธอเลือกทำสิ่งนี้ด้วยหัวใจที่อยากรักษาคนที่รักที่สุด
บนฟ้า... ดวงดาวซ่อนตัวอยู่หลังม่านเมฆ บนดิน... แสงโคมไฟสว่างไสวเจิดจ้า ทุกอย่างนิ่งงันราวยินยอมให้ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างงดงาม เพื่อพรุ่งนี้จะเริ่มต้นบทใหม่ ที่ทั้งอบอุ่น อ่อนหวาน และเต็มไปด้วยความรับผิดชอบของหัวใจหลายดวง
แสงไฟในห้องหออาบผ้าม่านสีครีมแลดูอบอุ่น ราวกับกล่อมใจให้สงบลง หลังพิธีวุ่นวายทั้งวัน แต่ในใจของศิรินทิพย์กลับวุ่นวายไม่แพ้เสียงลมที่ตีเข้ามากระทบกระจกหน้าต่าง เธอนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ใกล้โต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวกำชายกระโปรงชุดราตรีแน่น
พิมพ์ลดายืนเคียงข้าง ค่อย ๆ วางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ
“คุณหนูไม่ต้องคิดมากนะคะ ทุกอย่างต้องผ่านไปด้วยดี” น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความห่วงใยเต็มหัวใจ
“ศิก็แค่กังวลเล็กน้อยค่ะพี่พิมพ์ลดา แต่คิดว่าทุกอย่างต้องผ่านไปด้วยดีค่ะ” ศิรินทิพย์เอ่ยเสียงเบา สายตามีแววกังวลชัดเจน หากสิ่งที่ทำไปโดนจับได้จะกระทบทั้งสองครอบครัว
“แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ ศิก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ทุกอย่างมันค้ำคอไปหมด เหมือนกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก”
พิมพ์ลดาก้มหน้า นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนยกมือกุมมือคุณหนูคนสวย
“พี่จะอยู่ข้างคุณหนูเสมอค่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ศิรินทิพย์ยิ้มเศร้า เอื้อมมือไปแตะใบหน้าของคนรักอย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณนะคะพี่พิม ถ้าไม่มีพี่ ฉันคงไม่ไหวจริง ๆ” แต่เธอมีคำตอบในใจแล้วว่าถึงไม่มีพิมพ์ลดาเธอก็ไม่มีทางเข้าหอกับประกาศิตแน่นอน เพราะเธอไม่ได้ชอบผู้ชาย ถึงเวลานั้นเธอคงหาทางให้ตัวเองรอดพ้นจากการเข้าห้องหอจนได้
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น ประกาศิต เดินเข้ามาในห้อง เขายิ้มตามสไตล์ ใบหน้าเปล่งปลั่งเหมือนคนไม่รู้จักคำว่าเครียด พิมพ์ลดาจึงเอ่ยขอตัวออกจากห้องพัก เขาไม่ถือสาเพราะรู้ว่าพิมพ์ลดาเป็นพี่เลี้ยงของอีกฝ่าย จะเข้ามาในห้องหอก็ไม่แปลกอะไร เพราะดูแลกันมาแต่เด็ก
“เจ้าสาวของพี่ พักผ่อนตามสบายนะ” เขาพูดติดตลก แต่แววตายังคงสุภาพ ไม่มีแม้แววคิดร้าย
ศิรินทิพย์ฝืนยิ้ม
“วันนี้เหนื่อยมาก…ขอศิล้างหน้า อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”
“ตามสบายเลยครับ” เขายักคิ้ว ยกแก้วน้ำที่ศิรินทิพย์ยื่นส่งมาให้
“น้ำเย็นชื่นใจ” เขาตอบด้วยรอยยิ้มหลังจากดื่มน้ำจนหมดแก้ว
ศิรินทิพย์ชะงัก ก่อนรีบหลบตา เมื่อเห็นเขายกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียว เธอกัดริมฝีปากแน่น หัวใจแทบจะหยุดเต้น
ไม่นานนักพราวรุ้งก็ถูกเรียกตัวมาอย่างลับ ๆ เธอเดินเข้ามาในห้องเล็กด้านข้าง หัวใจสั่นแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก ศิรินทิพย์กุมมือพราวรุ้งเอาไว้แน่น มือของเธอเย็นเยียบไม่ต่างกัน
“ขอบใจมากนะพราว ถ้าไม่มีเธอฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง” เธอไม่อยากใช้คนนอก หากเรื่องเกิดแดงขึ้นมาจะลำบาก อาจถูกเรียกร้องจากผู้หญิงพวกนั้น แต่เธอมั่นใจว่าพราวรุ้งคือคนที่เหมาะสมที่สุด เพราะอีกฝ่ายเป็นคนดี
พราวรุ้งเม้มปาก ดวงตาฉ่ำน้ำ
“พราวทำเพื่อยายค่ะ แล้วก็ตอบแทนบุญคุณที่คุณศิคอยช่วยเหลือพราวมาตลอด”
เมื่อห้องหอเงียบลง มีเพียงแสงโคมไฟสลัว ประกาศิตนอนอยู่บนเตียง เขาหายใจร้อนเร่า พราวรุ้งค่อย ๆ เดินเข้าไป มือสั่นระริก เธอก้มมองเจ้าบ่าวที่ทุกคนต่างยกย่อง ชายหนุ่มอารมณ์ดี ใจดี และชอบยิ้ม คืนนี้เธอคือตัวแทนของคนอื่น เข้าห้องหอกับเขา
หัวใจของพราวรุ้งเต้นระส่ำ แต่เธอกลั้นน้ำตาเอาไว้ สูดลมหายใจลึก ๆ เข้าปอด นึกถึงยายที่นอนป่วยอยู่บนเตียง ความกตัญญูผลักดันให้ก้าวต่อไป
คืนที่ควรเป็นของคู่บ่าวสาว กลับกลายเป็นคืนแห่งความลับของหัวใจ
เวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน พราวรุ้งทำหน้าที่ตามที่ศิรินทิพย์ขอไว้ ท่ามกลางความสับสนและความรู้สึกผิด เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาชายตรงหน้า หัวใจเหมือนจะร้องไห้ในทุกลมหายใจ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า พราวรุ้งค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้น เสียงนาฬิกาโบราณในห้องตีบอกเวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เธอรีบเก็บเสื้อผ้าเรียบร้อย และเดินออกจากห้องหออย่างแผ่วเบา ราวกับไม่อยากทิ้งร่องรอยใดเอาไว้ ประกาศิตขยับตัวเล็กน้อย แต่ยังคงหลับตา เขาไม่รู้เลยว่าคนที่เพิ่งจากไปไม่ใช่ภรรยาที่เขาแต่งงานด้วย แต่เป็นหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
แสงแรกของเช้าวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อน เสียงนกกระจิ๊บเบา ๆ ข้างหน้าต่างปลุกให้บ้านหลังใหญ่เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
เช้าวันนั้นที่โต๊ะอาหารใหญ่ กลิ่นข้าวต้มร้อน ๆ ลอยหอมอบอวล ประกาศิตเดินลงบันไดด้วยท่าทีสบาย ๆ ใบหน้ายังสดใสเช่นเคย เขาทักทายคนรับใช้ที่กำลังจัดโต๊ะด้วยรอยยิ้ม
“อรุณสวัสดิ์ครับทุกคนหอมเชียว ใครทำข้าวต้มเช้านี้ครับ”
“พราวรุ้งทำค่ะคุณใหญ่” แม่บ้านสูงวัยเอ่ยตอบ
“อย่างนี้ต้องเบิ้ลสองชามเลยสิ เพราะหอมมากเชียว” เขาพูดขำ ๆ ก่อนจะนั่งลงที่หัวโต๊ะ รับรู้ว่าศิรินทิพย์ขอให้หญิงสาวสองคนตามมารับใช้ที่นี่ เพราะกลัวจะเหงา ทั้งพี่เลี้ยงอย่างพิมพ์ลดาและเด็กในบ้านอย่างพราวรุ้งที่เขารู้จักทั้งสองมานานหลายปีแล้วเช่นกัน
ไม่นานศิรินทิพย์ก็เดินเข้ามาในชุดเรียบหรู ใบหน้าสงบเสงี่ยมตามแบบฉบับคุณหนู เธอนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขา สายตาที่มองสามีทั้งเกร็งทั้งประหม่า แต่ประกาศิตไม่ทันสังเกต เขาคิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับเธอแบบพี่น้อง แล้วค่อยหย่าขาด แต่เมื่อคืนมีความสัมพันธ์ต่อกัน ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนเป็นการรับผิดชอบแทน
“กินเยอะๆ นะครับ” เขาเอ่ยกับภรรยาคนสวย
ศิรินทิพย์ชะงักเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มบาง
“ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่”
“งานเมื่อวานเหนื่อยมาก วันนี้ให้พักผ่อนไปก่อน แล้วค่อยไปไหว้คุณพ่อคุณแม่กัน” เขายิ้มเอ็นดูให้ภรรยาคนสวย
บรรยากาศยามเช้าบนโต๊ะอาหารเหมือนจะราบรื่น ทว่าในอกศิรินทิพย์กลับเต้นระส่ำ เธอวางช้อนลงช้า ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“พี่ใหญ่คะ…เรื่องห้องนอน ศิขออนุญาตแยกห้องนะคะ คือศิไม่ค่อยคุ้นกับการนอนร่วมห้องกับใครน่ะค่ะ”
ประกาศิตเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาฉงน แต่ก็ยังยิ้ม
“อ้าว…พี่ทำให้น้องศิอึดอัดเหรอครับ”
ศิรินทิพย์ก้มหน้าลง
“ศิไม่คุ้นชินมากกว่าค่ะ อยากมีพื้นที่ส่วนตัวเท่านั้นเอง พี่ใหญ่คงไม่ว่าใช่ไหมคะ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ พลางพยักหน้า
“อ๋อ…ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ พี่เข้าใจ คนเราต้องมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองบ้าง” เขาไม่ชอบบังคับใครอยู่แล้ว
เขาพูดอย่างอารมณ์ดี ไม่แสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย ทว่าในใจกลับเริ่มมีเงาของความสงสัยเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้น
แปลกจริง…ถ้าเมื่อคืนเราอยู่ด้วยกัน ทำไมวันนี้ถึงขอแยกห้องทันที จะบอกว่าอีกฝ่ายรังเกียจก็ไม่น่าใช่
ประกาศิตไม่ถามต่อ เขายังคงยิ้มให้ภรรยาอย่างอ่อนโยน ศิรินทิพย์ยิ้มแกน ๆ ส่งไปให้ ดวงตาแอบวูบไหวไปด้วยความลับที่ไม่มีใครรู้
โรงพยาบาลเอกชนกลางเมือง เงียบสงบในยามบ่าย ห้องพิเศษชั้นบนสุดเปิดหน้าต่างรับลมบางเบา ยายสายบัว นอนหลับพักอยู่บนเตียงขาวสะอาด ข้างกายมีพยาบาลพิเศษที่ศิรินทิพย์เป็นคนจ้างมาดูแลโดยเฉพาะ อาการท่านยังอ่อนแรง แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลทุกฝีก้าว
พราวรุ้งเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าซีดเซียวแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใย เธอกุมมือเหี่ยวย่นของยายเบา ๆ
“ยายจ๋า…พราวมาแล้วนะคะ” เสียงสั่นเครือแต่พยายามยิ้มเพื่อไม่ให้ยายกังวล
ยายสายบัวลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
“พราวรุ้ง…หลานยาย ทำไมดูซูบไปนักล่ะลูก ช่วงนี้ไม่สบายหรือเปล่า”
“พราวสบายดีจ้ะยาย ยายไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ ตอนนี้ยายได้พยาบาลพิเศษดูแลแล้ว คุณศิเป็นคนช่วยจ่ายค่ารักษาให้ทั้งหมด อีกไม่นานยายจะต้องได้ออกจากโรงพยาบาลแน่นอนค่ะ”
น้ำตารื้นในดวงตาผู้เฒ่า
“บุญของยายจริง ๆ ที่คุณศิเมตตา ฝากขอบคุณคุณศิด้วยนะลูก ถ้ามีอะไรที่จะช่วยคุณศิได้ ไม่ว่างานเล็กน้อยหรือใหญ่แค่ไหน หนูต้องตอบแทนบุญคุณนะลูกนะ”
“จ้ะยาย หนูจะทำตามที่ยายสอนจ้ะ” เธอยิ้มให้ผู้เป็นยาย
ศิรินทิพย์ที่ยืนอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยมองสองยายหลานอย่างเวทนา ทั้งสองเป็นคนดี เธอจะต้องตอบแทนความดีของทั้งสองแน่นอน
“ไปกันเถอะจ้ะพี่พิมพ์ลดา” เธอหันไปคุยกับพี่เลี้ยงสาว พิมพ์ลดาก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย ได้ยินสองยายหลานคุยกันทุกคำ ยายสอนให้หลานกตัญญู และพราวรุ้งเองก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ศิรินทิพย์คิดว่คนดีๆ ก็ควรได้รับในสิ่งที่ดี
หลายวันถัดมา บรรยากาศในบ้านหลังใหญ่ของประกาศิตอบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและขนมไทยยามเช้า พราวรุ้งยังคงอยู่ที่นี่ ในฐานะคนคอยตามรับใช้คุณหนูศิรินทิพย์ เธอตื่นแต่ฟ้ามืด ลงครัวจัดเตรียมกับข้าว ขนม และยังไม่ลืมร้อยพวงมาลัยหอมกรุ่นบูชาพระด้วย
เช้าวันนั้นประกาศิตเดินเข้ามาที่ห้องครัวพอดี เขาสวมเสื้อโปโลสีขาวกับกางเกงเนื้อดี รอยยิ้มสดใสตามเคย แต่สายตากลับสะดุดกับภาพตรงหน้า
พราวรุ้งกำลังก้มหน้าทำขนมอยู่ เส้นผมรวบหลวม ๆ มีปอยเล็ก ๆ หล่นลงมาข้างแก้ม เธอเช็ดเหงื่อเบา ๆ กลิ่นหอมสะอาดประจำตัวผสมกับกลิ่นมะลิจากมาลัยที่เพิ่งร้อยเสร็จใหม่ ๆ ลอยฟุ้งในอากาศ
กลิ่นนี้… หัวใจของประกาศิตเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
กลิ่นเดียวกันกับเมื่อคืนวันเข้าหอ…กลิ่นที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำเขาจนถึงตอนนี้
“อรุณสวัสดิ์จ้ะ” เสียงทุ้มสดใสทำให้พราวรุ้งสะดุ้ง หั่นกล้วยผิดจนเกือบหล่นจากเขียง
“คะ…คุณใหญ่” เธอลุกขึ้นรีบทำความเคารพอย่างเก้อเขิน
“โธ่…ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก ฉันไม่ใช่เสือนะที่จะกัดเธอ ทำไมถึงได้ทำท่าทีตกอกตกใจขนาดนั้นด้วย” เขาหัวเราะเบา ๆ เดินมานั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ ๆ
พราวรุ้งใจเต้นระรัว รีบหันไปจัดการทำขนมต่อ แต่อดไม่ได้ที่จะรับรู้ถึงสายตาที่มองตามทุกอิริยาบถ
“ขนมกล้วยหอมจัง”
“ค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ ไม่กล้าสบตา
ประกาศิตเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วของเธอ รู้สึกเหมือนได้เห็นภาพนี้มานับครั้งไม่ถ้วน หญิงสาวที่ขยันขันแข็ง อดทนและอ่อนโยน จนเขาเคยเผลอมองบ่อย ๆ เวลาแวะไปที่บ้านของศิรินทิพย์ในฐานะคู่หมั้น
“พราวยังร้อยมาลัยเองทุกเช้าเหมือนเดิมสินะ” เขาเอ่ยถาม พลางเหลือบมองพวงมาลัยดอกมะลิที่วางอยู่บนถาด
พราวรุ้งชะงัก หันมามองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย
“คุณใหญ่จำได้ด้วยหรือคะ” เธอรู้สึกประหม่าเพราะไม่คิดว่าเขาจะจดจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเด็กในบ้านอย่างเธอได้ ซึ่งเธอไม่ได้มีความสำคัญอันใดเลย
“จำได้สิ” เขายิ้มอ่อนโยน
“เมื่อก่อนฉันไปที่บ้านของศิทีไร ก็เห็นเธอนั่งร้อยมาลัยอยู่ตลอด จนตัวเธอมีกลิ่นดอกมะลิติดตัวเป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเลียนแบบได้” เขาแกล้งว่า เหมือนจะตอกย้ำค่ำคืนเสน่หาในเรือนหอให้เธอได้รับรู้ ศิรินทิพย์ไม่มีกลิ่นนี้ แต่ทำไมเจ้าสาวที่เข้าหอกับเขาในคืนนั้นถึงมีแต่กลิ่นดอกมะลิหอมกรุ่นเหมือนคนตรงหน้านะ ประกาศิตคิดแล้วก็ต้องขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความฉงน
พราวรุ้งหน้าแดงวูบ รีบก้มหน้าจัดเรียงขนมกล้วยใส่จาน
“พราวร้อยมาลัยถวายพระตามที่ยายสอนน่ะค่ะ”
“ขนมน่ากิน ขอชิมสักนิดได้ไหม” เขาเอ่ยถาม
“ค่ะ” เธอรับคำพลางก้มงุด
ประกาศิตหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอื้อมไปตักเข้าปาก
“อืม…อร่อยมากเลย ไปที่บ้านของศิทีไร จะได้กินขนมและอาหารฝีมือเธอทุกที ศิชมไม่ขาดปากว่าเธอทำอาหารอร่อย จนอยากเปิดร้านให้” เขายกนิ้วโป้งให้ราวกับเด็ก ๆ
“คุณใหญ่ชมกันเกินไปแล้วค่ะ”
“ไม่นะ เธอทำอะไรก็อร่อยไปหมด ฉันเคยกินฝีมือเธอหลายครั้งแล้ว”
หัวใจของพราวรุ้งเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอรีบหันหลังไปล้างมือในอ่างน้ำ แต่เสียงหัวเราะสดใสของเขายังคงดังวนอยู่ในโสตประสาท
ระหว่างนั้นศิรินทิพย์ยืนอยู่ตรงกรอบประตู เธอเงียบมองภาพทั้งสองด้วยสายตาอ่อนโยนไม่มีความริษยา มีเพียงความเข้าใจ เพราะตั้งแต่เด็กเธอก็เคยเห็นประกาศิตแอบมองพราวรุ้งอยู่เสมอ เพียงแต่เขาไม่เคยพูดอะไรออกมาเท่านั้น
ถ้าเธอจะทำตัวเป็นกามเทพอุ้มสมให้ทั้งคู่สมหวังกันก็คงดี การทำให้คู่รักได้ครองคู่กัน ถือเป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง เผื่อผลบุญนี้จะทำให้เธอกับพิมพ์ลดาได้ครองคู่กันและสมหวังในชาตินี้กับเขาบ้าง
พิมพ์ลดาเดินเข้ามาข้าง ๆ
“คุณใหญ่ดูสนใจพราวรุ้งอย่างที่คุณหนูบอกพี่จริง ๆ”
ศิรินทิพย์ยิ้มออกมา
“ศิตาแหลมใช่ไหมคะ”
“พี่ก็เคยสังเกตค่ะ”
“พี่ใหญ่เป็นเหมือนพี่ชายของศิ มากกว่าจะเป็นสามี แต่ครอบครัวเรากดดันเลยต้องเป็นแบบนี้ ศิอยากให้เขามีความสุขจริง ๆ แล้วถ้าเป็นพราวรุ้ง…ศิก็เชื่อว่าเหมาะสมที่สุด พราวรุ้งเป็นคนดี การที่ศิทำให้พี่ชายที่เคารพรักและนับถือได้สมหวัง ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนพี่ใหญ่เหมือนกันค่ะ เพราะพี่ใหญ่มีน้ำใจกับศิมาโดยตลอด”