“แกล้งน้องทำไม แกล้งน้องทำไมห้ะ! นางลูกคนนี้นี่ยังไง ยิ่งโตขึ้นนับวันจะยิ่งร้ายกาจ ไปเอานิสัยสันดานชั่วช้าเลวทรามแบบนี้มาจากไหน ใครสั่งใครสอนแก” กวิน กมลเมตร หนุ่มวัยสามสิบห้าปีกำลังตีบุตรสาวคนโตด้วยไม้เรียวแบบไม่ยั้งมือ
“หนูเปล่านะคะคุณพ่อ” หนึ่งธิดายกมือขึ้นไหว้บิดาปลกๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บที่โดนไม้ฟาด เธอไม่ได้แกล้งสุทธิดาเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายทิ้งตัวลงไปนอนร้องไห้ ตบตีตัวเองหาว่าเธอกลั่นแกล้ง
“ยังจะมาเถียงอีก ผู้ร้ายปากแข็ง ไม่อย่างนั้นน้องจะมีรอยตบตีได้ยังไงกัน แกจะบอกฉันว่าน้องตบตีตัวเองรึไง”
“ยายสองทำแบบนั้นจริงๆ นะคะคุณพ่อ คุณพ่อเชื่อหนึ่งสิคะ” หนึ่งธิดาร้องบอก เลยจะโดนบิดาฟาดเข้าให้อีกรอบ คราวนี้ปานดาวผู้เป็นมารดาเลี้ยงเข้ามาห้ามเอาไว้ได้ทัน
“อย่าตีแกเลยค่ะ นี่ก็เจ็บมากพอแล้ว” ปานดาวรีบปรามสามีเอาไว้ ขณะที่กวินยกไม้เรียวค้างเอาไว้แบบนั้น
“คุณนี่ดีจริงๆ เลยดาว ขนาดยายหนึ่งรังแกลูกของคุณ คุณยังไม่ถือโทษโกรธแก” กวินหันไปชื่นชมภรรยาใหม่ของตัวเอง
ปานดาวหันไปขยิบตาให้บุตรสาว ก่อนจะเหยียดยิ้มให้กัน ที่เธอห้ามสามีเอาไว้เพราะกลัวนางลูกเลี้ยงโดนตีหนักเข้าจะไม่มีแรงทำงานบ้านต่างหากเล่า ที่บ้านมีสาวใช้ก็จริง แต่เวลาสามีไม่อยู่ เธอมักกลั่นแกล้งให้หนึ่งธิดาทำงานเยี่ยงทาส
“แกจะไปไหนก็ไป เห็นแล้วรกลูกตาจริงๆ เชียว” เสียงไล่ของบิดาทำให้หนึ่งธิดาช้ำใจ เด็กสาววิ่งหนีมานั่งร้องไห้ตาบวมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
เธอเห็นหาญ พงศ์พิริยะทรัพย์พี่ชายข้างบ้านเดินเข้ามาในบ้าน พอทำท่าจะเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเขาซื้อขนมมาฝากน้องสาวของเธอ
เมื่อก่อนหาญรักและเอ็นดูเธอมาก แต่พอมีสุทธิดาเข้ามา เขาก็รักน้องสาวของเธอมากกว่า เหตุด้วยเขาเข้าใจว่าเธอรังแกน้อง
ปานดาวเป็นมารดาเลี้ยงของเธอ แอบเป็นเมียน้อยของบิดามานานแรมปี จนมารดาของเธอเสียชีวิต บิดาก็พาปานดาวเข้ามาในบ้านพร้อมลูกอีกคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอและบอกว่าเป็นน้องสาวของเธอ หนึ่งธิดายอมรับว่าช็อกมาก ไม่คิดว่าบิดาจะนอกใจมารดา แม้จะยังเด็กแต่ก็รับรู้เรื่องราวของผู้ใหญ่ดี เธอคิดว่ามารดาเลี้ยงจะเป็นคนดี แต่เปล่าเลย ต่อหน้าบิดาก็แกล้งทำตัวเป็นคนดี แต่ลับหลังนางร้ายกาจและหาเรื่องกลั่นแกล้งใส่ร้ายเธอตลอดเวลา
ทุกคนรักและเอ็นดูสุทธิดามากเพราะเชื่อคำของปานดาวที่มักพูดจาให้บุตรสาวของตนเองน่าสงสาร ในขณะที่เธอกลายเป็นหมาหัวเน่า นางมารร้าย ไม่มีใครรักไม่มีใครต้องการ แม้แต่สาวใช้ในบ้านก็กลายเป็นพวกของปานดาวไปจนหมด
หนึ่งธิดามองพี่ชายข้างบ้านตาละห้อย เขาหยอกล้อและโอบกอดสุทธิดาแนบอก แถมยังซื้อตุ๊กตาน่ารักมาฝากอีกฝ่ายด้วย ส่วนเธอได้แค่ตุ๊กตาพังๆ ที่น้องสาวหยิบยื่นให้ตอนไม่อยากเล่นแล้วเท่านั้น
หลังจากหาญกลับไปแล้ว น้องสาวตัวแสบของเธอก็มาอวดตุ๊กตาตัวใหม่
“พี่หาญซื้อตุ๊กตาตัวใหม่ให้สองด้วยแหละ” สุทธิดาเหมือนแม่ราวกับแกะ ขี้อิจฉาและใจร้ายแต่เด็ก แถมยังโกหกเป็นไฟ
สุทธิดาเห็นพี่สาวกำลังขัดห้องน้ำอยู่ จึงถือตุ๊กตามาพูดเย้ยและโอ้อวดให้อีกฝ่ายอิจฉาเล่น
“ฉันไม่อยากได้หรอก” แม้จะอยากได้เพียงใด แต่คำที่พูดออกไปคือไม่อยากได้ เธอไม่อยากได้ของคนอื่น
“แกต้องอยากได้สินางพี่สาวหมาหัวเน่า” ถ้าอีกฝ่ายอยากได้ เธอจะไม่ให้ แต่ถ้าไม่อยากได้ เธอจะทำให้มันอยากได้
“กรี๊ดดด! พี่หนึ่งอย่าทำตุ๊กตาของสอง พี่หนึ่ง กรี๊ดด!”
“นี่ทำอะไรน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ” หนึ่งธิดาตรงเข้าไปห้ามปรามยื้อแย่งตุ๊กตาที่น้องสาวทึ้งแขนขาจนขาดกระจุยกระจาย ก่อนจะเหยียดยิ้มประดุจดั่งนางมารร้าย
“นี่มันอะไรกัน” ผู้ใหญ่วิ่งกรูกันเข้ามาดูที่หน้าห้องน้ำ มีกวิน ปานดาว และคุณภัทรวดีซึ่งเป็นมารดาของหาญ ทั้งหมดกำลังนั่งคุยเรื่องสำคัญกันอยู่
“ตายแล้ว ยายหนึ่งทำลายข้าวของน้องอีกแล้ว” ปานดาวรีบร้องขึ้นเสียงหลง เพื่อให้ทุกคนมองลูกเลี้ยงในทางไม่ดี
“แกนี่มันยังไง นางลูกขี้อิจฉา ไปเอาสันดานแบบนี้มาจากไหนกัน” กวินตรงเข้าไปทุบตีบุตรสาวทันที
“หนึ่งเปล่านะคะคุณพ่อ หนึ่งไม่ได้ทำ”
“คุณแม่ขา... ตุ๊กตาของพี่หาญ พี่หนึ่งดึงจนแขนขาหลุดกระจุยกระจายไปหมดแล้ว ฮือ ๆ ๆ” เหมือนนักแสดงชั้นนำของประเทศ เด็กน้อยสุทธิดาบีบน้ำตาร้องไห้ยังกับสั่งได้
“โธ่ ๆ ๆ ลูกรักของแม่ ไม่ร้องนะคะคนดี ไม่ร้องนะลูก” ปานดาวกอดรัดบุตรสาวตัวน้อยเอาไว้เพื่อปลอบขวัญ ก่อนจะเหยียดยิ้มสาแก่ใจ มองสบตากับบุตรสาวอย่างรู้กัน
“คุณกวินคะ ฉันคงต้องทบทวนเรื่องการหมั้นหมายใหม่แล้วละค่ะ” คุณภัทรวดีพูดขึ้น เธอมาทำตามคำของสามีซึ่งเป็นเพื่อนเก่าแก่ของกวิน ว่าจะให้ลูกๆ หมั้นหมายกัน แต่ถ้าเปลี่ยนจาก หนึ่งธิดาเป็นสุทธิดาก็คงไม่ได้ผิดสัญญาอะไร เพราะสุทธิดาก็คือลูกอีกคนของกวิน เนื่องจากเธอรับไม่ได้ในพฤติกรรมของหนึ่งธิดา ทั้งขี้อิจฉา ทั้งเรื่องแกล้งน้องสารพัด ต่อไปจะเป็นภรรยาที่ดีของลูกชายคนเดียวของนางได้อย่างไรกัน
“แล้วแต่คุณวดีเลยครับ” กวินเองก็อับอายที่คนอื่นมาเห็นพฤติกรรมก้าวร้าวของบุตรสาวคนโต
กวินและปานดาวโอบประคองร่างสุทธิดาเดินออกไปพร้อมกับภัทรวดีและหาญ ทิ้งให้บุตรสาวอีกคนนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องน้ำ
หนึ่งธิดาทรุดตัวนั่งลงร้องไห้สะอึกสะอื้น ม่านน้ำตาบดบังจนแทบมองไม่เห็นภาพเบื้องหน้า น้อยใจจนไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร ถ้ามารดายังอยู่ก็คงดี บิดาไม่รักเธอเลยตั้งแต่มีภรรยาใหม่มีลูกใหม่
การหมั้นหมายมีการเปลี่ยนแปลงจากที่หาญต้องหมั้นกับหนึ่งธิดาก็มาหมั้นกับสุทธิดาแทน
“นางหมาหัวเน่า แกน่ะมีหน้าที่ทำงานบ้านเหมือนคนใช้ อย่าสะเออะมาเทียบฉันกับลูก” ปานดาวจิกหัวใช้ลูกเลี้ยงเยี่ยงทาส ก่อนจะหัวเราะประสานเสียงกันอย่างมีความสุข ยามใดบิดาไม่อยู่ หนึ่งธิดามักไม่ได้กินข้าวปลา และโดนจิกหัวทำงานอย่างหนัก
เด็กสาวอยากหนีไปจากบ้านนรกหลังนี้เต็มกลืน แต่ไม่รู้จะหนีไปที่ไหน เพราะญาติๆ พากันเกลียดชังเธอจากคำบอกเล่าของบิดาและมารดาเลี้ยงว่าเธอเป็นเด็กเหลือขอ แม้แต่หาญ... พี่ชายที่แสนดีก็กลับเกลียดกัน ไม่อยากพูดคุยกับเธออีก
“เอาไปกินสิ วันนี้เห็นแกทำงานเหนื่อยทั้งวัน คงจะหิวน่าดู” ปานดาววางจานข้าวลงตรงหน้าลูกเลี้ยงที่มีแค่ก้างปลากับกระดูกไก่ไม่มีกับข้าวอย่างอื่น
“กินสิ เดี๋ยวจะตายซะก่อน” ปานดาวจิกหัวลูกเลี้ยงคว่ำหน้าลงบนจานข้าว หนึ่งธิดาหิวโหยก็ยอมกิน อย่างน้อยก็พอประทังชีวิตของเธอไปได้อีกวัน เธอกินข้าวทั้งน้ำตา
“คุณพ่อกลับมาแล้วค่ะคุณแม่” สุทธิดารีบวิ่งมาบอกมารดาด้วยความดีใจ มองพี่สาวอย่างสมเพชเวทนา
“นางหนึ่ง แกไปอาบน้ำแต่งตัวให้ดูดีกว่านี้หน่อย อย่าให้พ่อแกรู้เชียวนะว่าฉันกับลูกทำอะไรกับแกเอาไว้ ไม่งั้นฉันเอาแกตายแน่ เร็วสิ! ฉันบอกว่าให้ไปไง ยังจะมายืนเซ่ออยู่อีก นางโง่นี่” ปานดาวผลักลูกเลี้ยงไปอาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ เพื่อไม่ให้สามีสงสัย
“กลับมาแล้วเหรอคะคุณ เหนื่อยไหมคะ” ครั้งนี้สามีไปประชุมหลายวัน ปานดาวและลูกสาวจึงมีโอกาสแกล้งหนึ่งธิดาได้เต็มที่
“นิดหน่อยครับ” กวินรับน้ำเย็นๆ จากบุตรสาวคนเล็กมาดื่ม
“ชื่นใจเสียจริงเลยลูกรักของพ่อ” สุทธิดารับแก้วน้ำที่บิดาดื่มจนหมดให้สาวใช้นำไปเก็บ
หนึ่งธิดาไปยืนอยู่ไม่ไกลกันนัก แต่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน บิดาอุ้มลูกอีกคนและพาเดินกันเข้าบ้าน ในขณะที่เธอโดนทิ้งเอาไว้ตรงนั้น
วันเวลาผ่านไปไม่หวนกลับ หนึ่งธิดาเจริญวัยเป็นสาวน้อยสะพรั่งที่เอาแต่เก็บตัว และทำงานงกๆ ในบ้าน ยิ่งนับวันบิดายิ่งห่างเหินและไม่หลงเหลือความรักความเมตตาอะไรให้แก่เธออีกเลย แต่ยังดีที่เธอได้เรียนหนังสือ แม้กระนั้นเงินที่บิดาส่งเสียให้เล่าเรียนก็อยู่ในกำมือของมารดาเลี้ยงจนหมด
เธอไม่เคยได้เงินไปโรงเรียนเลยแม้แต่บาทเดียว พอไปถึงโรงเรียนจึงไปรับจ้างทำงานแลกข้าวกลางวัน และช่วยคุณครูทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายส่วนตัว
กลับจากโรงเรียนเธอต้องทำงานงกๆ เสื้อผ้าสวยๆ อาหารดีๆ ไม่เคยตกถึงท้อง ความหวังนั้นเลื่อนลอยพอๆ กับการเก็บตัวอยู่คนเดียวเมื่อยามไม่มีใครเรียกใช้งานเยี่ยงทาส
ความรักความอบอุ่นจากบิดาค่อยๆ จางหายไปเหมือนอากาศที่มองไม่เห็น มันบางเบาและเธอคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้รับมันอีกแล้ว
“แม่จ๋า... หนึ่งคิดถึงแม่จังเลย” หนึ่งธิดานำรูปของมารดาที่ใส่กรอบเอาไว้มากอดแนบอกแล้วร้องไห้ มันเก่ามากแล้วแต่ใบหน้ายิ้มแย้มของท่านทำให้เธอมีกำลังใจเหลือล้นในการใช้ชีวิตอยู่ในแต่ละวัน
เธอค่อยๆ เดินไปดูครอบครัวของตัวเองนั่งรับประทานอาหารกันในบ้านหลังใหญ่ แต่ไม่มีเธออยู่ในนั้น มารดาเลี้ยงห้ามไม่ให้เธอไปกินข้าวด้วย ถ้าเธอเสนอหน้าออกไปวันไหน ลับหลังบิดา ตอนท่านไม่อยู่บ้านก็จะโดนมารดาเลี้ยงและน้องสาวกลั่นแกล้งสารพัด บิดาให้คนมาตามไปกินข้าว เธอต้องแกล้งบอกว่าไม่หิว ไม่ไป ท่านก็เลิกสนใจไปเอง
เธอกินเศษอาหารเหลือๆ จากคนในบ้านกินแล้ว เพื่อประทังชีวิต ความหวังเรื่องที่จะออกจากบ้านหลังนี้คือการเรียนหนังสือ หนึ่งธิดาบอกตัวเองเสมอว่าต้องเรียนให้เก่ง เรียนให้จบ จะได้มีงานดีๆ ทำ
หลายครั้งอยากทำตัวเหลวไหล แต่พอได้เห็นรูปมารดา เธอก็มีสติ หากยิ่งทำตัวเช่นนั้นจะยิ่งโดนดูถูกเหยียดหยาม ชีวิตถูกเหยียบย่ำมากขึ้น
การใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ทำให้เธอได้เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี การไม่สู้รบตบมือกับคนร้ายกาจแบบมารดาเลี้ยงและน้องสาวไม่ใช่เพราะเธอกลัว แต่เพราะรอโอกาส... โอกาสที่เธอจะได้หลุดพ้นออกไปจากที่นี่
หนึ่งธิดาได้ยินบิดาและมารดาเลี้ยงคุยกันที่โต๊ะอาหาร เรื่องครอบครัวของคุณภัทรวดีที่กำลังลำบาก เธอยืนตัวแข็งค้าง เพราะนึกเป็นห่วงครอบครัวของป้าวดีขึ้นมา ใจนึกกระหวัดไปถึงหาญ พี่ชายข้างบ้านที่เธอรักสุดหัวใจ
“เราไม่น่าให้ยายสองหมั้นกับลูกชายบ้านนั้นเลยนะคะคุณวิน” ปานดาวพูดขึ้น ตอนนี้ครอบครัวของภัทรวดีกำลังตกที่นั่งลำบาก โดนฟ้องล้มละลาย ยากจนขนาดนั้นใครจะอยากไปเกี่ยวดองด้วย
“พูดแบบนั้นเขาจะหาว่าเราใจดำหรือเปล่าคุณดาว ยามเขามีเราก็ดีด้วย พอเขาไม่มีอะไร เราก็ทิ้งเขาไม่ดูดำดูดี”
“คุณคิดดูสิคะ ล้มละลายแบบนั้นมีหวังมาเกาะเรากินแหงๆ ดาวไม่เอาด้วยหรอกนะคะ”
“มันก็จริงของคุณ แต่ได้ข่าวว่าคุณวดีจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดน่ะ”
“โอ๊ย! ย้ายไปอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนั้น ไม่รู้จะลืมตาอ้าปากได้ตอนไหน ยายสองน่ะเป็นลูกสาวของเรานะคะ จะให้ไปลำบากลำบนแบบนั้นได้ยังไง ต่อไปโตขึ้นก็ต้องมีผู้ชายดีๆ เข้ามาในชีวิต ลูกเราจะแต่งงานกับใครต้องให้สมน้ำสมเนื้อมีฐานะเท่าเทียมกัน จะให้ไปแต่งงานกับพวกผู้ดีตกยาก ล้มละลายแบบนั้นได้ยังไงกัน” ปานดาวเหยียดปาก เพราะนอกจากเป็นแม่บ้านให้กวินแล้ว เธอยังมีงานอย่างอื่นให้ทำอีกด้วย เธอให้บุตรสาวหมั้นหมายกับหาญเพราะบ้านนั้นรวย แต่ตอนนี้ตกยากไปแล้ว ใครจะอยากไปดอง ไปคบค้าสมาคมด้วยกันเล่า
“แต่ยายสองหมั้นกับหาญแล้วนะ”
“หมั้นแค่ลมปากนี่คะ ไม่ได้ทำพิธีอะไรเสียหน่อย คุณเชื่อดาวเถอะค่ะ เดี๋ยวดาวจะจัดการเรื่องนี้เอง”
“แล้วแต่คุณละกัน” กวินไม่อยากขัดใจภรรยา ลึกๆ ก็เห็นด้วยว่าการไปข้องเกี่ยวกับครอบครัวที่ถูกฟ้องล้มละลายแบบนั้นมีแต่จะมาสูบเงินทองไปจากเรา ไม่เกี่ยวข้องด้วยเป็นการดีที่สุด
หนึ่งธิดาแอบมองครอบครัวของหาญกำลังขนของย้ายบ้านด้วยสายตาเศร้าสร้อย เธอได้แต่แอบมองเขา ยามนี้อยากเข้าไปถามไถ่ แต่เขาและมารดาเข้าใจเธอผิด คิดว่าเธอเป็นเด็กไม่ดี เธอเลยไม่กล้าเข้าไปเกะกะ ได้แต่ส่งกำลังใจไปให้คนทั้งสองเท่านั้น
เธอเห็นมารดาเลี้ยงกับน้องสาวเดินเข้าไปในบ้านของหาญด้วยท่าทีดูเห็นอกเห็นใจ เธอรู้ว่าทุกอย่างคือการเสแสร้งแกล้งทำทั้งหมด
“พี่หาญสู้ๆ นะคะ สองจะเป็นกำลังใจให้พี่เสมอค่ะ” สุทธิดาจับมือหาญและเอ่ยให้กำลังใจเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ขอบใจน้องสองมากนะครับ พี่ไปอยู่ที่โน่นจะเขียนจดหมายมาหานะครับ” หาญรู้สึกมีกำลังใจเมื่อคู่หมั้นของตนไม่เคยนึกรังเกียจที่เขายากจนไม่เหลืออะไรเลย
“ค่ะ แล้วสองจะรอนะคะ” สองแม่ลูกยืนส่งครอบครัวของภัทรวดี ในขณะที่ปานดาวบอกว่ากวินติดงานไม่สามารถมาส่งได้
หนึ่งธิดาโบกมือลาพี่ชายที่เธอแอบรักด้วยน้ำตานองหน้า มองท้ายรถที่ขับออกไปอย่างเชื่องช้า เขาหันมาโบกมือแต่ไม่ได้โบกมือให้เธอ เขาโบกมือให้น้องสาวของเธอ แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เธอก็ยังเห็นรอยยิ้มของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีก
“เก่งมากลูก” ปานดาวบอกบุตรสาว เธอให้สุทธิดาแกล้งทำท่าทีสงสารหาญ เพื่อจะได้ให้เขารีบไปเร็วๆ ไม่ต้องมาติดอกติดใจอะไรกันอีก ไปอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนั้น สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี คงไปแล้วไปลับไม่กลับมาให้เห็นหน้าแล้วล่ะ
หาญเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี อีกฝ่ายสัญญาว่าถ้าสร้างเนื้อสร้างตัวไม่ได้จะไม่กลับมา เนื่องด้วยไม่อยากให้สุทธิดาอับอายมีสามียากจน ดังนั้นปานดาวจึงไม่ได้คิดให้ถอนหมั้นกันเพราะหากวันหนึ่งได้ดีขึ้นมาก็ค่อยว่ากันอีกที แต่ถ้ายังจนอยู่เหมือนเดิม ค่อยถอนหมั้นกันก็ยังไม่สาย ไหนๆ ก็แค่สัญญาปากเปล่าเท่านั้น ว่าโตขึ้นจะให้แต่งงานกัน
หาญกับมารดาเดินทางมาถึงบ้านของคุณตาภัทรพลในช่วงเย็น ท่านมีศักดิ์เป็นคุณตาของหาญ เป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
ภัทรพลนั้นเป็นอาของภัทรวดี ท่านไม่มีลูกหลานที่ไหน และแก่ชรามากแล้ว จึงยินดีต้อนรับคนทั้งสองมาอยู่ด้วยกัน
ที่ดินผืนใหญ่แต่ไกลปืนเที่ยงเหลือเกินในความรู้สึกของหาญ มันอุดมสมบูรณ์แต่ไร้ซึ่งความศิวิไลซ์ และห่างไกลความเจริญค่อนข้างมาก ถนนหนทางก็ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร มันยังเป็นถนนลูกรังอยู่เลย
เขาตัดสินใจไม่เรียนต่อ แม้มารดาจะคะยั้นคะยอเพียงใดก็ตาม เนื่องด้วยที่บ้านของเขาล้มละลาย เป็นที่อับอายขายหน้า จากคนที่เคยร่ำรวยก็ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย เรียนได้แค่มหาวิทยาลัยปีสองเขาก็ตัดสินใจจะไม่เรียนต่อที่เดิม
หาญคิดว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยเปิดแทน ก่อนหน้านี้เขาเล็งมหาวิทยาลัยที่สามารถเรียนทางไกลได้เอาไว้แล้ว ที่นี่สงบ ทำให้มีสมาธิในการอ่านหนังสือค่อนข้างมาก
หาญมั่นใจเรื่องการเรียนของตัวเอง เขาเป็นคนหัวดีและชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่ได้กังวลที่จะมาเริ่มต้นเรียนใหม่ จากสาขาการบริหารธุรกิจไปเป็นสาขาเกษตรศาสตร์แทน
“ที่ดินของตาเยอะแยะ แต่ตาไม่ได้พัฒนาอะไรเพราะตาแก่แล้วทำไม่ไหว ถ้าหาญมาอยู่ ตายกให้เลย อยากทำอะไรกับที่ดินผืนนี้ก็ได้ ตายกให้ทั้งหมดนั่นแหละ” ภัทรพลบอกหลานชายอย่างยินดี
“นั่นเจ้าภูผาเด็กที่ตาเก็บมาเลี้ยง เรียกใช้ได้เลย”
“ครับคุณตา” หาญรับคำอย่างมีความหวัง เขาจะต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้จงได้ สุทธิดาจะได้ไม่น้อยหน้าใคร
หลังจากพูดคุยกับคุณตาเรียบร้อยแล้ว หาญก็ไปนั่งเขียนจดหมายถึงคู่หมั้น ชายหนุ่มวัยยี่สิบหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาจากลิ้นชักของโต๊ะไม้ในห้องนอน โต๊ะตัวนี้ทำจากไม้เนื้อดี เป็นของเก่าแก่ที่คุณตายกให้เพราะมารดาบอกว่าเขาชอบเขียนหนังสือและอ่านหนังสือ ที่อยู่ของสุทธิดานั้นเขาจำมันได้ดี อยากโทร.ไปคุยแต่ต้องเข้าเมืองไปไกล ที่นี่มีไปรษณีย์มารับจดหมาย จะสะดวกมากกว่าการใช้โทรศัพท์ เพราะสัญญาณโทรศัพท์ไม่มี เขาเคยโทร.ไปแต่สุทธิดาไม่อยู่ จึงไม่ได้คุยกัน เลยคิดว่าการเขียนจดหมายมันดีกว่า
หาญเขียนบรรยายอะไรหลายๆ อย่างให้คนที่รักฟัง และหาญเองก็คิดว่าการเขียนจดหมายเป็นการทดสอบอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าสุทธิดายังมั่นคงต่อเขา จะต้องตอบจดหมายของเขาทุกฉบับ เขาคาดหวังว่าสุทธิดาจะเป็นภรรยาที่ดี เป็นผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดในชีวิตนอกจากมารดา เขาไม่มีวันทำให้ผู้หญิงที่รักต้องผิดหวังอย่างแน่นอน เป้าหมายที่แน่วแน่ของชายหนุ่มมันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความมุ่งมั่น
ถึงน้องสองที่รักของพี่
พี่มาถึงหนองบัวไผ่เรียบร้อยแล้ว ที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก แต่ค่อนข้างอยู่ห่างไกลความเจริญ การเขียนจดหมายน่าจะเป็นทางออกเดียวที่ทำให้เราได้ติดต่อกัน แถมยังมีสิ่งแทนใจเอาไว้ดูต่างหน้ายามคิดถึง เวลาที่พี่ไม่สามารถออกไปโทรศัพท์หาสองได้ จะได้เอาจดหมายของเราขึ้นมาอ่านให้หายคิดถึง เพราะสัญญาณโทรศัพท์ที่นี่ย่ำแย่มาก อีกทั้งยังไกลเป็นร้อยกิโลกว่าจะเข้าเมืองไปโทรศัพท์ได้ คุณตาของพี่ใจดีมาก ท่านยกที่ดินให้พี่ทำกิน พี่จะพลิกฟื้นที่ดินผืนนี้ให้เจริญรุ่งเรือง จะทำงานให้หนักเพื่อสองจะได้สุขสบายไม่ต้องอายใครในวันข้างหน้า อยากเขียนอะไรอีกมากมาย แต่พี่ต้องไปทำงานแล้วครับ น้องสองตอบจดหมายพี่ด้วยนะครับ พี่จะรอนะคนดี เอาไว้พี่จะเขียนไปเล่าเรื่องที่นี่ไปให้ฟังอีก
พี่หาญ
“จดหมายจากพี่หาญจ้ะสอง” หนึ่งธิดายื่นจดหมายให้น้องสาวต่างมารดา ในขณะที่อีกฝ่ายมองเมิน ทำหน้าเมื่อยและรำคาญอย่างชัดเจน
“แล้วไง” สุทธิดาเลิกคิ้วขึ้นมอง ท่าทีเบื่อหน่าย
“ถามออกมาได้ว่าแล้วไง พี่หาญเขียนจดหมายมาหาเธอนะสอง”
“เขียนมาหาฉัน แต่ฉันไม่อยากอ่าน พี่จะทำไมเหรอ จะตบฉันหรือไง” คนถามเลิกคิ้วขึ้นทำท่ายียวนกวนประสาท
“เธอนี่มัน!” หนึ่งธิดาไม่คิดเลยว่าน้องสาวจะเป็นคนแบบนี้ไปได้
“ชอบพี่หาญไม่ใช่เหรอ อยากอ่านจดหมายของเขาก็อ่านไปสิ ฉันทำทานให้ แต่อ่านแล้วทำใจหน่อยนะ เขาเขียนถึงฉัน เขารักฉัน ไม่ใช่พี่ พี่ก็คงเป็นได้แค่อะไรดีนะ พวกที่ชอบแอบมองคนที่เขาไม่รักไม่สนใจตัวเอง พวกมีปมด้อยในชีวิต ไม่มีใครเอา” สุทธิดาเหยียดปาก นั่งตะไบเล็บไปมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน เหลือบสายตาขึ้นมองอย่างดูถูกดูแคลน
“สอง!”
“นั่นแกขึ้นเสียงกับลูกสาวฉันรึนังหนึ่ง” ปานดาวตรงเข้ามาผลักลูกเลี้ยงออกห่างจากลูกสาวด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด
“มีอะไรกันลูก” นางหันไปถามลูกสาวสุดที่รัก กอดเอาไว้อย่างปกป้อง ตวัดสายตาไปมองลูกเลี้ยงอย่างเกลียดชัง หนึ่งธิดาเม้มปากเล็กน้อย เธอยังเด็กนัก ถึงจะไม่ชอบปานดาวแค่ไหน แต่ยังไม่มีปัญญาจะไปสู้รบตบมือกับอีกฝ่าย
“พี่หนึ่งน่ะสิคะคุณแม่ จะให้สองอ่านจดหมายพี่หาญท่าเดียว คนอะไรก็ไม่รู้ตื๊อเสียจริง ไปอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนโทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ ต้องเขียนจดหมายแบบนี้ โบร๊าณโบราณจริงๆ แค่คิดก็ขนลุกแล้วค่ะคุณแม่”
สุทธิดาทำท่าขนลุกขนพองขยะแขยงความยากจนของคู่หมั้นหนุ่มในยามนี้หนักหนา วันนั้นถ้าเธอบอกมารดาไปว่าถอนหมั้นกับหาญก็คงดี ต้องมามีสัมพันธ์กันอยู่แบบนี้เหมือนมีบ่วงผูกคอ ต้องรักษาคำมั่นสัญญากับอีกฝ่ายเอาไว้
แม้มารดาจะบอกว่าเผื่อหาญรวยขึ้นมาในอนาคตจะได้เกาะเขาได้ แต่เธอคิดว่าไม่มีทางเสียหรอก หาญไม่เคยลำบากมาก่อน เกิดมาร่ำรวยคาบช้อนเงินช้อนทองออกมาจากท้องแม่ แล้วให้ไปทำไร่ไถนา แค่คิดก็เหนื่อยแทน ดีไม่ดีท้อตั้งแต่ยังไม่ได้ทำเสียด้วยซ้ำ
“ลูกฉันไม่ตอบจดหมายและไม่อ่านด้วย เดี๋ยวมันก็เลิกส่งมาเองนั่นแหละ แกไสหัวไปเลยนะนังหนึ่ง จะไปไหนก็ไป รำคาญจริงเชียว”
ท่าทีรำคาญของมารดาเลี้ยงและคำไล่ส่งทำให้หนึ่งธิดาเดินหนีออกมา ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนสองแม่ลูกรังแกเอาได้ เธอมองจดหมายของหาญอย่างชั่งใจ รู้สึกสงสารเขาจับใจ
จากที่เธออ่านจดหมายของเขา หาญต้องการกำลังใจในการที่จะดำเนินชีวิตครั้งนี้เป็นที่สุด ถ้าเขาไม่ได้รับจดหมายก็คงจะท้อแท้สิ้นหวัง หาญคงรอคอยจดหมายจากคู่หมั้นของตนแบบใจจดใจจ่อ
หนึ่งธิดากลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกฝืดเคืองสุทธิดาพูดดีต่อหน้า แต่ลับหลังกลับทำอีกอย่าง
น้องสาวของเธอแสบสันต์ พูดจาหวานหูจ๊ะจ๋าแต่เนื้อแท้นั้นร้ายกาจ หาญจะรู้ไหมว่าคนบางคนหน้าไหว้หลังหลอกขนาดไหน
ถึงพี่หาญที่รัก
ตอนนี้น้องสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ห่วงแต่พี่หาญไปอยู่ห่างไกลในป่าในเขาแบบนั้นจะลำบากสักแค่ไหนกัน น้องขอเป็นกำลังใจให้พี่หาญประสบความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ด้านนะคะ ขอให้พี่ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้ บุกเบิกไร่ของตัวเองได้เป็นผลสำเร็จ น้องเชื่อเสมอว่าพี่หาญจะต้องทำได้อย่างแน่นอนค่ะ ไม่ต้องกลัวเรื่องสัญญาณโทรศัพท์นะคะ เพราะน้องจะตอบจดหมายของพี่ทุกฉบับ น้องขอสัญญา
รักพี่หาญเสมอ
หนึ่งธิดาแทนตัวเองว่าน้องแทนที่จะแทนตัวเองว่าสอง เพราะเธอทำใจไม่ได้ที่ต้องแอบอ้างชื่อคนอื่น แค่แอบตอบจดหมายของน้องสาวก็คิดว่าตัวเองแย่มากพอแล้ว แต่ถ้าไม่ตอบเธอก็สงสารหาญ เขาอาจจะท้อถอยคิดว่าคู่หมั้น คู่หมายของตัวเองรังเกียจ และคำลงท้ายเธอก็เลือกที่จะลงท้ายเช่นนี้ เพราะเธอรักหาญเสมอไม่เคยแปรเปลี่ยน แม้ว่าใจของเขาจะไปรักคนอื่นแล้วก็ตาม
หาญได้อ่านจดหมายของคู่หมั้นสาวแล้วมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เขาเป็นคนแสวงหาความรู้และชอบอ่านหนังสือ เลยลองผิดลองถูก วาดแปลนขึ้นมาจากพื้นที่นับพันไร่ หาข้อมูลต่างๆ มากมายว่าจะทำการเกษตรแบบไหนดี ที่จะทำให้เขามีรายได้ตลอดปีและยั่งยืน
ภูผาเป็นเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับหาญ ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เป็นคนขยัน อีกฝ่ายเข้ากับหาญได้ดี เรียกว่าตามติดเป็นลูกไล่ในเวลาไม่นาน ภูผาชื่นชมหาญเป็นอันมากเพราะเป็นคนที่มีแนวคิดทันสมัย หัวก้าวหน้า แถมยังมีความรู้รอบด้านไม่ถือตัวและเป็นกันเอง
คุณตาเป็นคนแก่ที่สุขภาพแข็งแรงเพราะอยู่ในที่ที่อากาศดี ชอบบริโภคผักผลไม้ปลอดสารพิษและปลาเป็นอาหาร ท่านออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเป็นคนจิตใจผ่องใส
“ค่อยๆ ทำไปนะหาญ ตายกที่ดินผืนนี้ให้หาญแล้ว เชื่อมั่นว่าหาญจะต้องทำมันได้ดี ตาแก่แล้ว ทำไม่ไหวแล้วละ หาญเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง คงมีแนวคิดก้าวไกลกว่าตา การทำเกษตรน่ะ เราได้อยู่กับธรรมชาติ อาหารน่ะ คนต้องบริโภคอยู่ตลอด มันมีจุดขายตรงนี้แหละ” คุณตานั้นถึงจะเป็นคนชนบท แต่ก็พอมีความรู้อยู่บ้าง หาญชอบคุยกับท่านเพราะหลายอย่างท่านก็แนะนำมาอย่างดี ทำให้เขาได้ไอเดียใหม่ๆ มากมาย
ภูผามีเพื่อนวัยไล่เลี่ยกันที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีงานทำ เลยชวนกันมาช่วยหาญบุกเบิกไร่ เด็กหนุ่มพวกนี้ใช้แรงงานเก่ง คุณตามีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง จึงให้หลานไปลงทุน ท่านเป็นคนไม่หวงสมบัติ เพราะชรามากแล้ว กิจวัตรประจำวันคือการนั่งสมาธิ ไปทำบุญที่วัดป่า และออกกำลังกายเบาๆ ตามประสาคนสูงอายุ