ตอนที่ 1 ชีวิตพลิกผัน
ณ บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่แห่งหนึ่งกลางใจเมืองกรุงเทพฯ
ธานินทร์ผู้บริหารสูงสุดวัยสามสิบต้นๆเขาเป็นลูกชายคนเดียว ได้รับมรดกมาจากผู้เป็นบิดา ซึ่งท่านได้ยกให้ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ต่างประเทศด้วยอายุในวัยเกษียณกับผู้เป็นมารดา
ภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ของผู้บริหารสูงสุด ตอนนี้ธานินทร์กำลังนั่งทำงานอย่างเคร่งเครียด เขาเป็นคนค่อนข้างจริงจังกับทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องงาน
"บอสครับ มีสายจากทางตำรวจโทรเข้ามาหาครับ" ยุทธการหรือยุทธ ลูกน้องคนสนิทอยู่บ้านหลังเดียวกัน มีหน้าที่เป็นทั้งคนขับรถและเลขาในคนๆเดียวกัน ภรรยาของยุทธเป็นแม่บ้านชื่อชบา พักอยู่กับยุทธที่บ้านของคุณธานินทร์
"เรื่องอะไร" ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสารตรงหน้า เอ่ยถามลูกน้องคนสนิทด้วยสีหน้าแปลกใจ
"ไม่ทราบครับบอส" เป็นสายที่โทรเข้ามาในเบอร์ภายในของบริษัท
"โอนสายมาสิ" ยุทธจัดการโอนสายให้กับผู้เป็นเจ้านาย เสียงโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะของธานินทร์ดังขึ้น ฝ่ามือเรียวใหญ่เอื้อมไปจับหูโทรศัพท์แล้วยกขึ้นรับสายทันที
"สวัสดีครับ ผมธานินทร์ พูดอยู่ครับ" เสียงทุ้มกรอกลงไปในสายสนทนาอย่างไม่ได้คิดอะไร ทันใดนั้นเสียงอุทานตกใจก็ดังขึ้น จนยุทธการที่นั่งอยู่ด้วยรีบหันมามองผู้เป็นเจ้านายหนุ่มทันที
"ห๊ะ!! ครับๆผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ"
"เกิดอะไรขึ้นเหรอครับบอส"
"เอารถออกเดี๋ยวนี้! เดี๋ยวไปเล่าบนรถ"
"ครับ" น้ำเสียงหนักแน่นของยุทธการขานรับทันที แล้วรีบวิ่งออกไปเอารถด้วยท่าทางรีบร้อน
ข้อความจากการสนทนากับคุณตำรวจเมื่อสักครู่ได้ใจความว่า พิรัชย์หุ้นส่วนคนสำคัญของบริษัท ตอนนี้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกลางถนนสี่แยกไฟแดงอาการสาหัส เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลางาน พิรัชย์ออกไปพบลูกค้า ช่วงจังหวะหนึ่งกลางไฟแดงมีรถพ่วงคันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วผ่าไฟแดงมาชนเข้ากับรถยนต์คันที่พิรัชย์ขับอยู่พอดี คนขับรถพ่วงคันนั้นไม่ได้หนีไปไหนยังคงอยู่ที่เกิดเหตุ
จากเที่ยงวันจนตะวันลับขอบฟ้าเหตุการณ์ทั้งหมดก็ได้คลี่คลายลง พิรัชย์เสียชีวิตคาที่ตอนนี้ร่างไร้วิญญาณอยู่ที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว
ส่วนคนขับรถพ่วงคันนั้นสาเหตุเกิดจากเบรคแตกเป็นอุบัติเหตุ ทางผู้กระทำความผิดยินดีชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมายทุกอย่าง แต่สิ่งเดียวที่ไม่ได้กลับคืนมาก็คือชีวิตของพ่อคนหนึ่งที่มีลูกสาววัยเพียงสิบสองปีเท่านั้น
ตอนนี้น้ำหนึ่งลูกสาวเพียงคนเดียวของพิรัชย์กำลังร้องไห้โฮอย่างหนักกอดร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นบิดาอยู่อย่างนั้นไม่ยอมออกห่างไปไหน ธานินทร์และคนอื่นๆที่ได้พบเห็นต่างสงสารเด็กหญิงที่กำลังร้องไห้คร่ำคราญอย่างหนัก
"แล้วลูกสาวของผู้ตายจะเอายังไงดีครับ" คุณตำรวจเอ่ยถามธานินทร์เนื่องจากเขารับผิดชอบดูแลเรื่องทั้งหมดให้กับเพื่อนของเขา ธานินทร์กับพิรัชย์เป็นเพื่อนสนิทกันถึงแม้ว่าอายุของพิรัชย์จะมากกว่าธานินทร์นิดหน่อยก็ตาม
"ผมจะอุปการะเลี้ยงดูแกเองครับ" พูดออกไปแล้วเพราะความสงสาร แต่ในใจยังไม่รู้เลยว่าจะเลี้ยงเด็กคนนี้ให้โตขึ้นมาเป็นคนดีได้ยังไง เพราะเขาเองก็ไม่เคยมีเมีย ไม่เคยมีลูก
"ถ้าอย่างนั้น ก็คงหมดหน้าที่ของตำรวจอย่างพวกผมแล้วครับ พวกผมขอตัวกลับก่อนนะครับ"
"ขอบคุณมากครับ" ธานินทร์เอ่ยขอบคุณคุณตำรวจที่เป็นธุระให้ในหลายๆเรื่องของวันนี้ เขาหันมองไปที่เด็กหญิงแล้วเดินเข้าไปหา
"น้ำหนึ่ง..." ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาหันมาตามเสียงเรียก
"ฮึก!"
"จำอาได้มั้ย"
"สวัสดีค่ะ ฮึก! หนึ่งจำคุณอาได้ค่ะ"
"น้ำหนึ่ง ไปอยู่กับอามั้ย อาจะเป็นคนส่งหนูเรียนแทนพ่อของหนูเอง" แน่นอนว่ามรดกทุกอย่างที่พิรัชย์ได้สร้างเอาไว้ จะต้องตกเป็นของลูกสาวแต่เพียงผู้เดียวทั้งหมดอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้น้ำหนึ่งยังเด็กเกินไป อีกทั้งยังไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกด้วย
ในฐานะหุ้นส่วนและยังเป็นเพื่อนกัน ธานินทร์จึงอาสาดูแลลูกสาวและดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของพิรัชย์ให้ก่อนจนกว่าน้ำหนึ่งจะโตเป็นผู้ใหญ่หรือบรรลุนิติภาวะ
"ขอบคุณคุณอามากค่ะ ฮึก!" เสียงเล็กๆสะอึกสะอื้นเอ่ยขอบคุณพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณคุณอา ด้วยดวงตาแดงก่ำ เนื่องจากผ่านการร้องไห้มาหลายต่อหลายชั่วโมง ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ยอมหยุดร้อง
น้ำหนึ่งเคยเจอธานินทร์อยู่หลายครั้ง ช่วงที่ตามคุณพ่อของเธอไปทำงานด้วย นั่นจึงทำให้น้ำหนึ่งเลือกที่จะไว้ใจคุณอาคนนี้พอสมควร
"เสร็จพิธีศพแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม บ้านหลังนั้นคงต้องปิดไปก่อน ส่วนคนในบ้านอาจะช่วยหางานใหม่ให้พวกเขาทำเอง"
"ค่ะ"
ช่วงที่ธานินทร์กำลังจัดการเรื่องต่างๆที่สถานีตำรวจและโรงพยาบาล อีกด้านเขาได้ส่งลูกน้องไปจัดการนิมนต์พระทำพิธีตามศาสนา ทุกอย่างถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นขั้นเป็นตอน
สามวันผ่านไป
น้ำหนึ่งได้ส่งคุณพ่อขึ้นสวรรค์เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ต่อไปเธอจะต้องไปอยู่บ้านหลังใหม่กับคุณอาธานินทร์ ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าบ้านหลังนั้นจะเป็นยังไง คุณอาจะใจดีกับเธอหรือเปล่า ไหนจะคนในบ้านอีก แต่น้ำหนึ่งไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เธอยอมไปอยู่กับคุณอาตามคำชวน
ทุกอย่างถูกจัดการอย่างเรียบร้อยโดยธานินทร์ บ้านหลังใหญ่ของน้ำหนึ่งได้ถูกปิด ส่วนคนในบ้าน ธานินทร์ได้หางานใหม่ให้พวกเขาได้ทำเรียบร้อยแล้ว
"คุณหนู...ดูแลตัวเองด้วยนะคะ"
"ค่ะ...พี่ๆทุกคนดูแลตัวเองด้วยนะคะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา หนึ่งต้องขอบคุณพี่ๆทุกคนมากค่ะ" น้ำหนึ่งยกมือไหว้พี่ๆทุกคน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นแค่คนงานก็ตาม บางคนอยู่มานานตั้งแต่น้ำหนึ่งยังตัวเล็กๆ แน่นอนว่าต้องมีความผูกพันกันบ้างอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คงถึงเวลาต้องจากกัน ทุกคนร่ำลากันเสร็จก็แยกย้าย น้ำหนึ่งเองก็เช่นกัน
ในขณะที่เธอนั่งรถมากับคุณอา เพื่อย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ น้ำตาของเธอยังคงซึมอยู่เงียบๆ ธานินทร์ไม่ได้พูดอะไร เขาทำได้แค่ยกมือลูบศีรษะของน้ำหนึ่งเบาๆเป็นการปลอบ
น้ำหนึ่งคิดถึงคุณพ่อของแกไปตลอดทาง วันนั้นช่วงเย็นเธอชะเง้อคอยาวรอคุณพ่อกลับมาบ้านตามเวลาปกติ แต่วันนั้นรอแล้วรออีก คุณพ่อก็ไม่ยอมกลับมาสักที ผิดเวลาไปหลายชั่วโมง กว่าจะมีโทรศัพท์โทรเข้ามาแจ้งว่าคุณพ่อของเธอเกิดอุบัติเหตุอยู่โรงพยาบาล...
น้ำหนึ่งร้องไห้เงียบๆไปตลอดทางจนแกเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
ตอนที่ 2 อุปการะ
รถเก๋งคันใหญ่สีดำเงาวับ ถูกยุทธการขับเข้ามาจอดสนิทที่ลานจอดรถของบ้านตรงที่เดิม ซึ่งตอนนี้เจ้านายคนใหม่แกกำลังหลับปุ๋ยอยู่ที่เบาะด้านหลังกับคุณธานินทร์เจ้าของบ้าน
"น้ำหนึ่ง ตื่น...ถึงแล้ว" เสียงคุณอาหนุ่มปลุกหลานสาวตัวเล็กด้วยการจับแขนเขย่าเบาๆ ซึ่งตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว เขาไม่อยากให้หลับยาว อาบน้ำอาบท่าทานข้าวเย็นให้เรียบร้อยก่อนเดี๋ยวค่อยนอนใหม่ก็ได้
"ถึงบ้านคุณอาแล้วเหรอคะ" เสียงเล็กๆเอ่ยถามในขณะที่น้ำหนึ่งค่อยๆลืมตาขึ้นท่าทางงัวเงีย
"อือ ลงจากรถได้แล้ว ยุทธ...เดี๋ยวนายยกของที่ท้ายรถเอาขึ้นไปให้คุณหนูด้านบนห้องด้วยนะ"
"ครับบอส" คุณอาหนุ่มเดินนำน้ำหนึ่งเข้าไปด้านในบ้าน ส่วนน้ำหนึ่งเธอก็เดินตามหลังคุณอาไปติดๆ
"ชบา...ไปเรียกทุกคนในบ้านมารวมกันที่ห้องนั่งเล่นตอนนี้เลย" เสียงทุ้มของเจ้าของบ้านเอ่ยบอกชบา ชบาเป็นแม่บ้าน อีกทั้งยังเป็นภรรยาของยุทธ
"ค่ะคุณนิน" ทุกคนในบ้านหลังนี้จะเรียกคุณธานินทร์ว่าคุณนิน ยกเว้นยุทธที่เรียกบอสอยู่คนเดียว เนื่องจากยุทธทำงานที่บริษัทจำเป็นต้องเรียกให้เหมือนกับคนในบริษัทที่เขาเรียกกัน
ไม่นานทุกคนในบ้านก็มารวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่นตามคำสั่งของเจ้าของบ้าน บ้านหลังนี้มีธานินทร์เป็นเจ้าของบ้านแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีใครอื่น ซึ่งต่อจากนี้เป็นต้นไป บ้านหลังนี้จะมีเจ้านายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ในฐานะหลานสาว
"เอาล่ะ ที่ผมเรียกทุกคนมารวมกันวันนี้อยากจะแนะนำน้ำหนึ่งให้ทุกคนรู้จัก ต่อจากนี้ไปน้ำหนึ่งจะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะหลานสาวของผม ขอให้ทุกคนช่วยดูแลเธอแทนผมด้วย"
"ครับ/ค่ะ"
"คนนี้ชื่อป้าแก้ว คนนี้ชื่อชบา คนนั้นชื่อ..." ธานินทร์แนะนำคนในบ้านให้น้ำหนึ่งรู้จักทีละคน ซึ่งเธอก็ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนอย่างนอบน้อม ทำให้ทุกคนเอ็นดูเธอ และสงสารเธอ เนื่องจากทุกคนพอจะรู้มาบ้างแล้วว่าที่น้ำหนึ่งต้องย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้เพราะอะไร
"เรียกแกว่า คุณหนูหนึ่งก็แล้วกัน" ประโยคนี้ธานินทร์เอ่ยบอกคนในบ้านของเขา เนื่องจากคนที่บ้านของเธอเรียกเธอว่าคุณหนูกันทุกคน เขาไม่อยากให้เธอต้องปรับตัวมาก เรียกเหมือนเดิมก็แล้วกัน คนถูกเรียกจะได้รู้สึกชินหูด้วย
"หนึ่ง...ถ้าขาดเหลืออะไรก็ไปบอกพี่ชบากับป้าแก้วได้เลยนะ" ป้าแก้วคือแม่บ้านเก่าแก่ ท่านอยู่มาตั้งแต่ธานินทร์เป็นเด็กหรือจะเรียกว่าเลี้ยงมาก็ย่อมได้ ธานินทร์จะให้ความเคารพป้าแก้วมากเป็นพิเศษ ธานินทร์มองป้าแก้วเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งของบ้าน ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นแค่แม่บ้านก็ตาม
"ค่ะ คุณอา..."
"บ้านหลังนี้อยู่กันหลายคน เพราะฉะนั้นก็ต้องมีกฎของการอยู่ร่วมกัน" ประโยคนี้ธานินทร์หันมาพูดกับน้ำหนึ่ง
"ข้อแรกเรื่องการรับประทานอาหาร มื้อเช้าเจ็ดโมงตรง มื้อเย็นหกโมงตรง ถ้าวันไหนเป็นวันหยุดมื้อเที่ยงก็คือเที่ยงตรง...เข้าใจมั้ย"
"ค่ะ" น้ำหนึ่งขานรับเสียงแผ่ว
"หนึ่งต้องย้ายโรงเรียน อาจะให้ลูกน้องของอาทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้" เนื่องจากโรงเรียนที่เก่าของน้ำหนึ่งอยู่ไกล ส่วนโรงเรียนที่คุณอาหนุ่มอยากให้เรียน เป็นโรงเรียนนานาชาติ น่าจะดีต่อเด็ก ซึ่งทั้งหมดนี้ธานินทร์คิดเอาเอง เขาหวังดีจึงเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้
"ค่ะ" น้ำหนึ่งขานรับเสียงแผ่วอีกครั้ง คุณอาหนุ่มหันไปมองสภาพของเด็กหญิงตรงหน้า อาการเสียใจของแกคงต้องใช้เวลารักษา ซึ่งอีกไม่นานก็คงดีขึ้น
"สี่โมงเย็นถึงห้าโมงเย็นของทุกวัน เจอกันที่ห้องฟิตเนส" ประโยคนี้คุณอาหนุ่มพูดกับหลานสาว เขาแค่ต้องการอยากหากิจกรรมให้เธอทำจะได้ไม่ต้องคิดมาก แต่น้ำเสียงของเขาที่พูดออกไปฟังดูเหมือนคำสั่ง
"ทำอะไรคะ"
"ออกกำลังกายไง"
"คือหนึ่ง..." น้ำหนึ่งกำลังเศร้าโศกเสียใจ คงไม่มีกะจิตกะใจไปเล่นเครื่องเล่นออกกำลังกาย น้ำหนึ่งกำลังจะปฏิเสธ แต่...
"ห้ามปฏิเสธ ไม่ออกกำลังกายแล้วจะมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ยังไง" คนไม่เคยมีลูก ไม่เคยมีหลาน ไม่เคยเลี้ยงเด็ก ไม่รู้วิธีพูดดีๆ เขาเลือกใช้เป็นคำสั่งตามนิสัยที่เคยใช้กับลูกน้อง ในเมื่อมันเป็นคำสั่งน้ำหนึ่งจึงต้องยอมจำใจทำตามคำสั่งของคุณอาเจ้าของบ้าน
"ค่ะ" เด็กอย่างเธอจะไปกล้าขัดผู้ใหญ่อย่างเขาได้ยังไง แค่เขาเมตตาให้ที่อยู่ที่กินก็ดีมากแล้ว
"ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานได้ ชบา...พาคุณหนูหนึ่งไปพักที่ห้องด้วย อาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยหกโมงตรงลงมาทานข้าวพร้อมอา" ประโยคหลังคุณอาหนุ่มพูดกับหลานสาว
"ค่ะ ไปค่ะคุณหนู" น้ำหนึ่งเดินตามหลังชบาขึ้นชั้นบนของบ้านไป
"ห้องของคุณหนู ห้องนี้นะคะ ส่วนห้องนั้นเป็นห้องของคุณนินค่ะ" ห้องของน้ำหนึ่งถึงก่อน ถัดไปทางตะวันออกห้องใหญ่ที่อยู่ติดกันเป็นห้องของธานินทร์
เมื่อเดินเข้ามาถึงด้านในห้อง ภายในห้องเป็นโทนสีฟ้าอ่อนค่อนข้างกว้างขวางเตียงหกฟุตพร้อมกับชุดเครื่องนอนสีชมพูลายการ์ตูนเอาใจเด็กผู้หญิง เฟอร์นิเจอร์ครบชุด โต๊ะเขียนหนังสือลายน่ารัก สายตาของน้ำหนึ่งกวาดมองไปรอบๆห้องด้วยความพอใจ แล้วเอ่ยถามพี่ชบาว่า...
"พี่ชบาคะ...คุณอาใจดีมั้ยคะ" คุณอาใจดีหรือเปล่าน้ำหนึ่งไม่แน่ใจ แต่พี่ชบาคนนี้ใจดีแน่นอน ดูได้จากรอยยิ้ม น้ำหนึ่งรู้สึกแบบนั้น
"คำถามนี้ตอบยากค่ะ...แต่ถ้าถามพี่ พี่จะขอตอบในแบบของพี่นะคะ"
".........." น้ำหนึ่งรอฟัง
"ไม่ค่ะ..." น้ำหนึ่งกำลังคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง ต้องหุบยิ้มลงทันทีที่ได้ยินคำตอบของพี่ชบา
"คุณอาเป็นคนยังไงเหรอคะ ดุมากมั้ย" หลายวันที่ผ่านมา น้ำหนึ่งมองไม่ออกเลย ไม่ค่อยได้คุยกัน ส่วนมากคุณอาจะยุ่งอยู่กับงานศพของคุณพ่อมากกว่า
"อยู่ๆไปเดี๋ยวก็รู้ค่ะ ถึงคุณนินจะไม่ใช่คนใจดี แต่เขาเป็นคนดีแน่นอนค่ะ เขาเป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่น ทุกคนเท่าเทียม ไม่ได้แย่อย่างที่คุณหนูกลัวหรอกค่ะ คุณหนูทำใจให้สบายๆเถอะนะคะ" เป็นจังหวะที่ยุทธยกกระเป๋าขึ้นมาให้น้ำหนึ่งถึงบนห้องพอดี ชบาหันไปช่วยสามีของเธอขนเข้ามาในห้องจนหมด
"พี่ยุทธ หมดหรือยังจ๊ะ"
"หมดแล้วมีแค่นี้แหละ"
"คุณหนู...อาบน้ำอาบท่าเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่ชบาจะช่วยคุณหนูจัดของเก็บให้เอง หกโมงตรงคุณหนูต้องลงไปทานข้าวให้ตรงเวลาที่ห้องอาหารนะคะ"
"ค่ะ"
ตอนที่ 3 แมวน้อยน่าสงสาร
ธานินทร์จัดการเรื่องโรงเรียนที่ใหม่ของน้ำหนึ่งเสร็จอย่างรวดเร็ว เช้าวันนี้น้ำหนึ่งเริ่มไปโรงเรียนที่ใหม่วันแรก บ้านใหม่ โรงเรียนใหม่ คุณครูใหม่ เพื่อนๆที่โรงเรียนก็ใหม่ ชีวิตของเธอพลิกผัน สภาพแวดล้อมรอบตัวของน้ำหนึ่งใหม่ทั้งหมด ทำให้เธอรู้สึกเหงา และโดดเดี่ยวมาก น้ำหนึ่งยังคงต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักพัก และแน่นอนว่าวันนี้เวลานี้เธอยังคงปรับตัวกับสิ่งที่รู้สึกอยู่ตอนนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน
หลังเลิกเรียนน้ำหนึ่งลงจากรถรับส่งนักเรียน เธอกำลังเดินเข้าบ้านบังเอิญสายตาเหลือบไปเห็นลูกแมวตัวเล็กเดินอยู่ตัวเดียว เหมือนมีคนเอามันมาปล่อยทิ้งไว้ จะไม่สนใจก็เป็นห่วงมัน น่าจะโดนรถทับตายวันนี้แน่ น้ำหนึ่งจึงตัดสินใจอุ้มลูกแมวตัวนี้กลับเข้าไปในบ้านด้วย
"คุณหนู...แมวใครคะนั่น" เสียงพี่ชบาเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายกับว่ากลัวใครจะมาได้ยินเข้า
"หนึ่งเจอมันที่ถนนทางเข้าหน้าบ้านเราค่ะ มันน่าสงสารเหมือนหนึ่งเลย" ลูกแมวตัวเล็กไม่มีทั้งพ่อและแม่ เดินเคว้งคว้างอยู่ตัวเดียว
"สงสารยังไงก็เอามาเลี้ยงที่บ้านหลังนี้ไม่ได้นะคะ คุณนินไม่ให้เลี้ยงสัตว์ทุกชนิดค่ะ" น้ำหนึ่งมีสีหน้าเจื่อนไปทันทีอย่างเห็นได้ชัด
"แต่หนึ่งสงสารมัน นะคะป้าแก้ว นะคะพี่ชบา หนึ่งอยากเลี้ยงมันค่ะ" ป้าแก้วกับชบามองหน้ากัน...
"ถ้าอย่างนั้นคุณหนูลองไปขออนุญาตคุณนินก่อนดีกว่ามั้ยคะ" พี่ชบาแนะนำ แต่น้ำหนึ่งกลับไม่กล้า ที่จะเข้าไปขออนุญาต
"หนึ่งขอเลี้ยงมันแค่สามวันก็ได้" น้ำหนึ่งต่อรอง...ขอเก็บลูกแมวตัวนี้ไว้คุยเล่นแก้เหงาสักสามวันก็ยังดี
"คุณหนู...จะดีเหรอคะ"
"นะคะป้า นะคะพี่ชบา" น้ำหนึ่งอ้อน สีหน้าน่าสงสาร
"สามวันแน่นะคะ" เป็นเสียงของป้าแก้ว ทุกคนที่ได้เห็นใบหน้าของน้ำหนึ่งตอนนี้เป็นใครก็ต้องสงสารกันทั้งนั้น ความสุขเล็กๆน้อยๆของเด็กที่เพิ่งจะเสียคุณพ่อไป ทุกคนจึงยอมช่วยคุณหนูปกปิด
"แน่ค่ะ"
"เอาแมวตัวนี้ส่งมาให้พี่ชบาก่อนค่ะ ใกล้จะได้เวลาเข้าห้องฟิตเนสแล้วนะคะ" มาถึงยังไม่ทันไร น้ำหนึ่งก็ต้องเข้าห้องฟิตเนสไปออกกำลังกายตามคำสั่งที่คุณอาได้บอกเอาไว้
"คุณอากลับมาแล้วเหรอคะ" พี่ชบาพยักหน้าให้เป็นคำตอบ ส่วนน้ำหนึ่งกลับคิดในใจว่า...ทำไมกลับมาเร็วจัง!
"เข้าไปออกกำลังกายได้สักพักแล้วค่ะ คุณหนูรีบไปเปลี่ยนชุดเถอะค่ะ"
"หนึ่งฝากเจ้า...เจ้า...เจ้าข้าวกล้องด้วยนะคะ" น้ำหนึ่งตั้งชื่อให้ลูกแมวตัวที่อุ้มอยู่ ก่อนที่จะส่งให้พี่ชบาเอาไปช่วยดูแลให้
"รีบไปค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงแมว" น้ำหนึ่งเดินคอตกขึ้นชั้นบนไปเปลี่ยนชุด เพื่อที่จะไปออกกำลังกายตามคำสั่งของคุณอา
"ป้าจ๊ะ...เจ้าลูกแมวตัวนี้กับคุณหนูหนึ่งจะรอดมั้ยจ๊ะ" ชบาหันไปถามป้าแก้ว
"ข้าก็ไม่รู้ เอาไปเลี้ยงหลังบ้านเลย ห้ามให้เสียงร้องของมันดังเข้าหูคุณนินเด็ดขาด" ชบารีบหาอาหารให้ลูกแมวกินให้อิ่ม อิ่มแล้วจะได้ไม่ส่งเสียงร้อง
@ห้องฟิตเนส
"ให้ไว...เลยเวลาไปห้านาทีแล้ว" เสียงเข้มๆของคุณอาพูดขึ้นทันทีที่น้ำหนึ่งเดินเข้าไปในห้องฟิตเนส ซึ่งตอนนี้คุณอาหนุ่มกำลังยกดัมเบลโชว์กล้ามอยู่ ณ ตอนนี้ เขาสวมเสื้อกล้ามเนื้อตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ
"ทำไมต้องบังคับด้วย" น้ำหนึ่งบ่นมุบมิบเบาๆได้ยินคนเดียว
"อยากเล่นเครื่องไหนตามสบายเลยนะ" เครื่องออกกำลังกายในห้องนี้มีให้เลือกเยอะแยะมากมาย แต่ละเครื่องราคาคงไม่เบาอย่างแน่นอน แต่สำหรับน้ำหนึ่งเธอไม่ได้สนใจเลยสักนิด ที่บ้านของเธอก็มีเยอะแยะแบบนี้ คุณพ่อของเธอชอบออกกำลังกายเป็นประจำเหมือนคุณอาเลย เครื่องเล่นแต่ละชนิดเธอพอได้สัมผัสมันมาบ้าง วิธีเล่นเธอก็พอรู้มาบ้างแต่ไม่ได้ถึงกับเชี่ยวชาญหรอก แค่เคยนั่งดูคุณพ่อเล่น
"ไม่เห็นจะอยากเล่นเครื่องไหนสักอัน เฮ่อ..." ถอนหายใจดังเฮือกแล้วเดินไปที่ลู่วิ่งตัวใหญ่...น่าจะเบาแรงที่สุด เธอคิดเอาเอง
"ก่อนขึ้นเครื่องวอร์มร่างกายก่อนสักห้านาที" เสียงของคุณอาดังเข้าหู น้ำหนึ่งเคยถูกเลี้ยงมาแบบตามใจมาตลอดเริ่มรู้สึกอึดอัดและเบื่อ แต่เธอก็ยอมวอร์มร่างกายตามที่คุณอาบอก โดยไม่ได้หันหน้าไปมองเขาเลยสักนิด
"ขึ้นได้แล้ว" เสียงของคุณอาดังเข้าหูอีกครั้ง เธอเลือกเดินสบายๆ อยู่นานสองนาน จนคุณอาหนุ่มที่กำลังยกดัมเบลอยู่ส่ายหน้าเบาๆแล้วพูดขึ้นว่า...
"ปรับความเร็วอีกหน่อย" น้ำหนึ่งได้ยินดังนั้นก็ยอมปรับให้แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป คิดในใจว่าเมื่อไหร่จะหมดเวลาสักที
"หลังตรง สายตามองไปข้างหน้า" เสียงของคุณอาที่ดังอยู่ข้างหลังทำให้น้ำหนึ่งหน้าบึ้งตึงในแบบเซ็งๆ
หลังจากออกกำลังกายเสร็จ น้ำหนึ่งก็รีบวิ่งขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่แล้วลงมานั่งเล่นกับเจ้าข้าวกล้องที่ฝากให้พี่ชบาดูไว้ให้
"ข้าวกล้อง...แกปลอบใจฉันหน่อยสิ ไปเรียนก็เหนื่อยจะแย่ กลับมายังต้องมาออกกำลังกายอีก คอยดูเถอะเย็นนี้ฉันจะกินข้าวสามจานเลยคอยดู" น้ำหนึ่งนั่งลูบศีรษะข้าวกล้องพลางพูดกับมันไปเรื่อยๆคล้ายกับอยากหาเพื่อนคุย
"พี่ชบาเอาอะไรให้แกกินเนี่ย อิ่มแล้วหลับสบายเลยนะ" ในขณะที่น้ำหนึ่งกำลังนั่งคุยกับเจ้าข้าวกล้องไปเรื่อยๆเสียงพี่ชบาก็ดังขึ้น คล้ายกับส่งสัญญาณ
"คุณหนู...คุณนินมาแล้วค่ะ"
"มาเร็วจังยังไม่ถึงเวลามื้อเย็นเลย"
"ถ้าเขาเสร็จเร็วเขาจะมาก่อนเวลาค่ะ กินอิ่มแล้วป้าแก้วกับพี่จะได้พักผ่อนเร็ว แต่จะไม่มาช้ากว่าเวลาที่ตั้งไว้ค่ะ" สิ่งที่ธานินทร์ทำมันคือการเห็นอกเห็นใจ ถ้าเจ้านายอิ่มเร็ว คนงานในบ้านที่มีหน้าที่เก็บล้างก็จะได้พักผ่อนได้เร็ว ถ้าทิ้งจานชามไว้เก็บล้างตอนเช้า ในบ้านอาจจะมีสัตว์เข้ามาเช่น มด หนู แมลงสาบ ซึ่งธานินทร์ไม่ชอบเอามากๆ ลูกน้องในบ้านจึงต้องดูแลเรื่องความสะอาดในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด
"ไปทำอะไรในครัวมา" น้ำหนึ่งเดินออกมาจากประตูห้องครัวพอดี คำถามของคุณอาทำเอาทุกๆคนที่รู้เห็นเป็นใจหลบหน้าหลบตากันเป็นแถว
"เปล่าค่ะ" น้ำหนึ่งก้มหน้าตอบ
"นั่งลงสิ"
"ค่ะ" อาหารค่อยๆถูกยกทยอยเอาเข้ามาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ พร้อมกับตักข้าวสวยร้อนๆใส่จานให้ทั้งสองคนคุณอากับคุณหลาน ในขณะที่นั่งรับประทานอาหารกันไป คุณอาหนุ่มก็เริ่มชวนหลานสาวคุย
"วันนี้ไปโรงเรียนวันแรกเป็นยังไงบ้าง โอเคมั้ย"
"ไม่ค่อยโอเค...เท่าไหร่ค่ะ" ประโยคหลังน้ำเสียงแผ่วเบามากๆ เสียงที่เปล่งออกมาแทบจะถูกกลืนหายลงคอไป
"ค่อยๆปรับตัวไปก็แล้วกัน อาโอนเงินเข้าบัตรของโรงเรียนให้แล้วนะ ถ้าไม่พอก็มาขอเพิ่มได้ ส่วนเงินสดอาจะให้ต่างหาก" ทางโรงเรียนเวลาซื้อของจะใช้บัตรรูดเอา ส่วนเงินสดเอาไว้ใช้ด้านนอกโรงเรียน เผื่ออยากจะกินน้ำกินขนมหน้าโรงเรียนจะได้มีซื้อ
"ขอบคุณค่ะ" น้ำหนึ่งยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณคุณอา จากนั้นเธอก็นั่งทานข้าวต่อเงียบๆ ถามคำตอบคำ
ปกติแล้วน้ำหนึ่งเป็นเด็กพูดเก่ง คุยเก่ง ร่าเริง แจ่มใส แต่ตอนนี้เธอแค่ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆก็เท่านั้น