ซ่า... ซ่า...
เสียงคลื่นทะเลสาดซัดเข้าหาฝั่งกระทบเข้ากับหาดทรายสีเหลืองนวลเนียนละเอียด ลมทะเลพัดโชยกลิ่นอายท้องทะเลยามเย็นเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนทั่วบริเวณ เสียงธรรมชาติที่เกิดจากคลื่นทะเลสาดซัดคล้ายกับท่วงทำนองเพลง ฟังแล้วช่วยขัดกล่อมจิตใจของผู้คนให้ปลิวละล่องไปกับมัน ไหนจะภาพท้องฟ้าอมส้มที่มองเห็นไกล ๆ ช่วงพระอาทิตย์กำลังตกดิน เป็นภาพที่ใครได้เห็นต้องรู้สึกสวยงามจรรโลงใจ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คงใช้ได้กับสถานการณ์ปกติ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ในตอนนี้ ภาพที่หญิงสาวสองคนยืนเผชิญหน้ากันอยู่และหนึ่งหญิงสาวยืนคั่นกลางหญิงสาวทั้งสองไว้ บวกกับบรรยากาศรอบตัวพวกเธอล้วนอึมครึม ดูอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
‘เอาไงดีวะเนี่ย คนกลางอย่างอีจันทร์เจ้าทำอะไรได้บ้าง นั่นก็เพื่อน นี่ก็เพื่อน โว้ย เครียด!’ จันทร์เจ้า คร่ำครวญกับตัวเองภายในใจ ผินหน้ามองซ้ายทีขวาทีก็ได้แต่ทอดถอนใจ
จันทร์เจ้ามองเพื่อนสนิททั้งสองแล้วก็สงสาร ในฐานะที่เธอเป็นคนกลาง เธอย่อมล่วงรู้ความรู้สึกของแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว
เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากปลาดาวและมารินชอบผู้ชายคนเดียวกัน สกายคือชื่อของผู้ชายคนนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาขวัญใจหญิงสาวหลาย ๆ คน ทว่าผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นเจ้าของหัวใจของชายหนุ่มคือมาริน มารินที่รู้ว่าปลาดาวชอบสกาย ก็ไม่ได้เปิดเผยความสัมพันธ์ของเธอและสกายด้วยเช่นกัน นั่นก็เพราะว่ากลัวปลาดาวจะเจ็บปวดและเสียใจ
ส่วนจันทร์เจ้าที่รู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้วก็ไม่ได้บอกกล่าวเรื่องมารินและสกายให้ปลาดาวรู้เช่นกัน เพราะลึก ๆ แล้วหญิงสาวรู้สึกว่านี่มันไม่ใช่เรื่องของเธอ คนที่สมควรจะจัดการความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงและชัดเจนกับความรู้สึกคือมารินและสกายนั่นเอง ดังนั้นเธอจึงไม่ได้พูด
ทว่าจันทร์เจ้าไม่พูด มารินไม่พูด สกายไม่พูด... ปลาดาวที่แอบชอบสกายอย่างสุดซึ้งก็เริ่มตั้งความหวังคิดอยากได้ชายหนุ่มเป็นแฟน ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาก็เริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งปลาดาวไปเห็นฉากเด็ดเข้าก็รู้สึกเจ็บปวด แล้วใครบ้างล่ะจะไม่เจ็บปวดเมื่อเห็นคนที่ตัวเองชอบจูบอยู่กับผู้หญิงคนอื่น ยิ่งคนคนนั้นเป็นเพื่อนตัวเองด้วยแล้ว คิดดูเถอะว่าจะจี๊ดมากขนาดไหน และนั่นทำให้สถานการณ์ของหญิงสาวทั้งสองเป็นเช่นนี้
“ทำไมแกถึงไม่บอกฉันมาริน ว่าแกกับพี่สกาย...”1(เหตุการณ์ในเรื่องทะเลพรางดาวและเรื่องทะเลหลงฟ้า) ปลาดาวเพื่อนสาวคนสนิทของจันทร์เจ้าเอ่ยถามเพื่อนอีกคนอย่างมารินด้วยความเจ็บปวด สายตาของเธอเต็มไปด้วยความตัดพ้อต่อว่าและผิดหวัง
“ใจเย็นก่อนไอ้ดาว ฟังไอ้รินมันอธิบายก่อน” จันทร์เจ้าที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เลือกที่จะเอ่ยให้คนที่กำลังร้อนให้ใจเย็นขึ้น ทว่ามีหรือที่ปลาดาวจะฟัง ในเมื่อพูดออกมาแล้ว ก็ต้องพูดมันต่อไปให้จบ
เหตุการณ์ระหว่างเพื่อนสนิทสองคนดูเหมือนจะร้อนระอุต่อไปเรื่อย ๆ จันทร์เจ้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าควรทำอย่างไรต่อไป เธอได้แต่มองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างคนอับจนหนทาง เรื่องของเพื่อนสนิทสองคนนี้ ซับซ้อนยุ่งยากกว่าเรื่องของเธอที่โดนผู้จัดการพักงานซะอีก เนื่องจากมันเป็นเรื่องของหัวใจ เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์โดยเฉพาะ อะไร ๆ จึงดูจัดการยากไปเสียหมด
‘ความรักนี่มันดีขนาดนั้นเลยเหรอวะ ดีบ้าอะไรถึงทำให้คนคนหนึ่งต้องเจ็บปวด’ คนที่เคยลอบสาบานกับตัวเอง ว่าจะไม่ยอมให้ตัวเองทุกข์ใจเพราะความรัก ซ้ำยังเป็นคนที่ไม่เคยเชื่อในความรักอย่างจันทร์เจ้า คิดด้วยความไม่เข้าใจในขณะที่สายตาก็ยังจับจ้องไปยังเพื่อนสนิททั้งสองอย่างใกล้ชิด
ในระหว่างที่ปลาดาวและมารินตัดพ้อต่อว่ากันไปมาอยู่นั้น จันทร์เจ้าก็พยายามหาทางห้ามปรามไม่ให้ทั้งสองผิดใจกันไปมากกว่านี้ เพื่อที่คนใดคนหนึ่งจะได้ไม่ต้องตัดความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่มีมาอย่างยาวนานนี้ไป
รู้จักกันมาตั้งหลายปี... จะเลิกคบกันเพราะผู้ชายคนเดียวไม่ได้!
“ไอ้ดาวใจเย็น ๆ นะเว้ย ยังไงแกกับไอ้รินก็เป็นเพื่อนกันนะ แกอย่าลืมสิเราเคยสัญญากันไว้ว่ายังไงสมัยเรียน”
จันทร์เจ้าพยายามห้ามปรามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอารมณ์ของปลาดาวชักจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หญิงสาวไม่อยากให้เพื่อนทั้งสองทะเลาะกัน อยากให้ทั้งคู่พูดคุยกันด้วยเหตุผลและปรับความเข้าใจกันซะ
“เพราะไม่เคยลืมนี่สิ ฉันถึงได้โกรธขนาดนี้ พวกเราสัญญาว่าจะไม่โกหกกัน มีอะไรจะบอกกันตรง ๆ ไม่ปิดบัง แต่ทำไมแกสองคนถึงโกหกฉันได้” เจอคำพูดตรง ๆ ของปลาดาว จันทร์เจ้าก็ชะงักไป ซึ่งในระหว่างที่ปลาดาวเป็นฝ่ายพูด มารินก็แทบจะไม่พูดอะไรไม่ออกเลยด้วยซ้ำ เอาแต่มองไปที่ปลาดาวด้วยความรู้สึกผิดและเจ็บปวดไม่แพ้กัน จันทร์เจ้าก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อไปดี ตอนนี้เธออยากให้เพื่อนทั้งสองพูดคุยกันด้วยเหตุผลและปรับความเข้าใจกันเสียที
ด้วยความไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปจึงได้แค่มองเพื่อนสนิททั้งสองเท่านั้น มองไปยังปลาดาวที่ตอนนี้คนตรงหน้าเธอมีแต่สายตาแห่งความเจ็บปวด เสียใจและผิดหวังเต็มไปหมด ก่อนจะหันไปมองมารินที่มีสายตาของความเศร้าสร้อยและเสียใจออกมาไม่แพ้กัน
สถานการณ์ค่อนข้างอึดอัดจนจันทร์เจ้าอยากจะพูดบางอย่าง ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร ปลาดาวก็เลือกที่จะเดินหันหลังและวิ่งออกไปเสียก่อน จันทร์เจ้าหันมามองหน้ามารินก่อนยกยิ้มบาง ๆ ให้ แล้วสาวเท้าวิ่งตามปลาดาวไป
ระหว่างที่วิ่งก็สวนทางกับกอหญ้าที่อาสาไปซื้อขนมวิ่งกลับมาพอดี หญิงสาวมองห่อขนมในอ้อมกอดของเพื่อนสนิทที่ไปซื้อมาก็ต้องทอดถอนใจ
‘ตั้งใจจะมาปาร์ตี้ สนุกสนานขับไล่ความหมดอาลัยตายอยากจากการถูกพักงาน สุดท้ายกลับต้องมาคอยห้ามเพื่อน ทำไมเป็นงี้ไปได้วะเนี่ย โธ่... ขนมของฉัน’ จันทร์เจ้ามองขนมดวงตาละห้อยก่อนจะโบกมือลา
กอหญ้า แล้วรีบวิ่งตามปลาดาวที่วิ่งออกไปไกลต่อ
“ไอ้ดาวรอฉันด้วยดิวะ ฉันยิ่งขาสั้น ๆ อยู่” จันทร์เจ้ารีบส่งเสียงร้องบอกเมื่อปลาดาวไม่มีทีท่าว่าจะหยุดวิ่ง
นี่เธอออกตัววิ่งมานานแล้วนะยังตามปลาดาวไม่ทันเลย ไม่ได้แข่งวิ่งโอลิมปิกสักหน่อย ทำไมต้องวิ่งเร็วด้วยก็ไม่รู้ ไม่เห็นใจคนขาสั้นที่เร่งวิ่งตามมาเอาซะเลย
“แล้วแกจะตามฉันมาทำไมจันทร์เจ้า ตอนนี้ฉันอยากอยู่คนเดียวสักพัก”
“ฉันก็เป็นห่วงแกนะสิ นี่มันก็มืดแล้วกลับโรงแรมกันเถอะนะ” จันทร์เจ้าที่เห็นว่าเพื่อนหยุดวิ่งแล้วหันมาพูดกับตนแบบนั้น ก็ถอนหายใจก่อนจะบอกออกไป
จะให้เธอปล่อยเพื่อนไว้คนเดียวได้ยังไง ปลาดาวเวลาโกรธหรือเสียใจยิ่งชอบหายตัวไปอยู่เงียบ ๆ คนเดียวอยู่เรื่อย นั่นทำให้เพื่อนในกลุ่มค่อนข้างเป็นห่วงอย่างมาก แล้วยิ่งวันนี้มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจด้วยแล้ว ถ้าเธอไปตามมาแล้วปลาดาวคิดทำอะไรบ้า ๆ ขึ้นมาก็แย่น่ะสิ ด้านมารินยังมีกอหญ้าอยู่ยังไงก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ เธอถึงได้ตัดใจวิ่งมาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนกับปลาดาวแทน ที่ตอนนี้ดูท่าจะบอบช้ำทางใจที่สุด
ปลาดาวได้ยินจันทร์เจ้าพูดออกมาแบบนั้นก็ระบายยิ้มบาง ๆ รู้สึกอบอุ่นในหัวใจที่อย่างน้อยเพื่อนคนนี้ก็อยู่ข้าง ๆ เธอ หญิงสาวจึงได้แต่ตอบจันทร์เจ้ากลับไปว่าไม่ต้องเป็นห่วง ถึงยังไงเธอคงตัดใจได้ไวแน่ จันทร์เจ้าที่ได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยปากตอบว่าจะเลี้ยงเหล้าปลอบใจ สุดท้ายสองสาวจึงไปนั่งอยู่ที่บาร์กันเพียงสองคน
บีชบาร์
บีชบาร์ คือบาร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมที่แก๊งรวมดาวพักอยู่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน ที่เหล่าผีเสื้อราตรีมักออกมาโยกย้ายส่ายสะโพกกัน
หญิงสาวสองคนนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่งของร้านที่ไม่เป็นที่สะดุดตานัก ถึงจะบอกว่าไม่เป็นที่สะดุดตาก็คงไม่ได้ แม้โต๊ะที่หญิงสาวเลือกนั่งจะเป็นมุมอับ แต่หน้าตาและความสวยของคนทั้งสองก็เรียกเหล่าหมู่มวลภมรเข้ามาหาได้ไม่ยาก
จันทร์เจ้าได้แต่ส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้กับผู้ชายเหล่านั้นทั้งยังกล่าวปฏิเสธไปโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูด ด้วยถ้อยคำที่ใครได้ยินก็ต่างคิดเช่นเดียวกันว่าอยากจะสั่งสอนหญิงสาวตรงหน้าให้สิ้นฤทธิ์ ที่พวกเขารู้สึกเช่นนั้นก็คงไม่แปลก แล้วจะไม่ให้พวกเขารู้สึกอย่างนั้นได้อย่างไรในเมื่อเธอพูดว่า
‘มารยาทรู้จักไหม นั่งมุมอับขนาดนี้ยังจะหน้าด้านเข้ามาทักอีก ออกไปเลยนะ ไม่ต้องชวน ไม่ต้องจีบ น่ารำคาญ’
และก็อีกหลายคำที่หลุดออกจากปากสวยของเธอ ด้านคนที่ได้ยินคำพูดนี้ก็ได้แต่ถอยกลับไปคนแล้วคนเล่า ทั้งก่อนจากยังมองใบหน้าของจันทร์เจ้าอีกครั้งก่อนจะหลุดคำพูดที่ทำให้หญิงสาวอดรู้สึกหัวร้อนไม่ได้
‘หน้าตารึก็สวยดี ไม่น่าปากเสียเลย’ หลายครั้งที่ได้ยินคำพูดนี้ จันทร์เจ้าแม่สาวสุดแสบก็แทบถลาไปซัดหน้าคนพูดเข้าให้สักหลายที ติดก็แต่เพื่อนสาวคนสนิทอย่างปลาดาวที่คอยห้ามปรามไว้
“เบา ๆ ก็ได้แก นี่อะไรพอมาถึงก็กระดกเลย” จันทร์เจ้าเอ่ยเตือนเพื่อน ทั้งยังมองด้วยความเป็นห่วง
จะไม่ให้เอ่ยห้ามยังไงไหว ก็แม่เจ้าประคุณเล่นดื่มเอา ๆ ตั้งแต่มาถึงด้วยเครื่องดื่มสุดโปรดอย่าง Long Island ที่เจ้าตัวชื่นชอบ จนตอนนี้ใบหน้าของเพื่อนสนิทคนนี้แดงก่ำบ่งบอกความเมาอย่างเห็นได้ชัด
“จะทำไมล่ะ ก็ฉันอยากจะเมานี่”
‘ฟังซะที่ไหน’ จันทร์เจ้าส่ายหัวไปมาพูดในใจด้วยความปลดปลง ก่อนจะปรายสายตาไปบนโต๊ะของพวกเธออีกครั้ง กวาดสายตามองบรรดาแก้วเหล้าและเครื่องดื่มที่ถูกสั่งมาแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจให้กับตัวเอง
‘เงินฉันทั้งนั้น รถ คอนโดฯ ยังผ่อนไม่หมด ยังจะกล้าพูดว่าเลี้ยงอีกนะ จันทร์เจ้านะจันทร์เจ้า! พูดออกไปได้ยังไงเนี่ย ฮือ... เงินฉัน เงินที่รัก’
ประโยคดังกล่าว เป็นประโยคที่หญิงสาวพูดในใจกับตัวเองเท่านั้น ไม่ได้พูดให้อีกคนได้ยิน ในเมื่อออกปากพูดออกไปแล้วว่าจะเลี้ยงเธอก็จะเลี้ยง คนอย่างจันทร์เจ้าพูดคำไหนคำนั้น ไม่มีวันคืนคำหรอก เพียงแต่ว่าพอมองรายการเครื่องดื่มที่สั่งมาแล้วมันก็อดไม่ได้ที่จะเจ็บปวดและเสียดายเงินที่ต้องถูกควักจ่ายออกไป
“แกนั่งรอฉันอยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่ง ปวดฉี่ว่ะ” หลังจากที่ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในร่างกายหลายแก้ว ผลข้างเคียงของคนดื่มเครื่องดื่มก็เริ่มออกฤทธิ์ ตอนนี้จันทร์เจ้าปวดฉี่มากและต้องการเข้าห้องน้ำที่สุด เท่านั้นยังไม่พอ ใบหน้าของเธอยังเห่อร้อนและรู้สึกตึง ๆ จากแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป หลังจากบอกเพื่อนและเห็นเพื่อนรับปากดีแล้วว่าจะไม่ไปไหน เธอจึงได้ลุกออกจากโต๊ะและตรงไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวทันที
“อืม... คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ไปแค่แป๊บเดียวเท่านั้น ลมทะเลปะทะหน้าสักหน่อยเราน่าจะสดชื่นขึ้น กลับมาไอ้ดาวคงไม่ไปไหน” หลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จ จันทร์เจ้าก็อยากไปเดินรับลมทะเล เพื่อที่ร่างกายจะได้สดชื่นปัดเป่าความร้อนแรงของแอลกอฮอล์ออกไป เธอเดินออกมามองไปยังจุดที่ปลาดาวนั่งอยู่เพียงเล็กน้อย แล้วตัดใจออกไปเดินรับลมที่ชายหาดแทน
ซ่า ซ่า
ท่ามกลางความเงียบสงบยามค่ำคืนของทะเลมีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรและเสียงคลื่นทะเลกระทบชายหาดเท่านั้น จันทร์เจ้าเดินทอดน่องไปตามชายหาดยาวไปเรื่อย ๆ สองตาก็มองปูลมที่วิ่งล้อแสงจันทร์บนชายหาดไปด้วย ลมทะเลพัดพาเส้นผมปลิวไสวทั้งยังปะทะใบหน้าสวยทำให้จันทร์เจ้ารู้สึกสดชื่นขึ้น จนไม่ได้รู้ตัวเลยว่า เธอเดินห่างไกลจากบีชบาร์มามากพอสมควรแล้ว หญิงสาวยังเดินต่อและครุ่นคิดถึงการดำเนินชีวิตของตัวเองนับจากนี้ต่อไปทั้งอย่างนั้น
“จะเอาไงต่อไปดีวะเนี่ย เงินเก็บก็น้อยนิด งานก็ถูกพัก ผู้จัดการบ้านั่นก็ไม่ยอมสืบสาวราวเรื่อง เอะอะพักงาน ๆ วู้ว!” หญิงสาวบ่นพึมพำพร้อมกับสบถออกมาด้วยความไม่พอใจ เมื่อต้องนึกถึงสาเหตุที่ต้องทำให้เธอโดนพักงานแบบนี้
จันทร์เจ้าประกอบอาชีพเป็นไกด์นำเที่ยวของบริษัททัวร์ชื่อดังแห่งหนึ่ง จุดเริ่มต้นของอาชีพนี้มาจากที่รุ่นพี่ที่รู้จักเห็นแววจึงได้ลองพาเธอไปดูการทำงานจริงของอาชีพนี้ โดยตอนแรกให้เธอศึกษาวิธีการการเป็นมัคคุเทศก์เบื้องต้นก่อน จากนั้นรุ่นพี่คนดังกล่าวก็เริ่มชักชวนเธอเก็บประสบการณ์โดยการออกพื้นที่ไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่พี่เขาเป็นไกด์นำเที่ยว เมื่อได้ดูได้เห็นบ่อยขึ้นก็ทำให้เกิดความคุ้นเคย จนกระทั่งได้รับโอกาสจากรุ่นพี่คนเดิมให้ทดลองเป็นไกด์นำเที่ยวที่จังหวัดอยุธยาโดยมีพี่เขาคอยประกบชี้แนะอีกที ผลปรากฏว่าเธอทำได้ดี หลังจากนั้นเรื่อยมาหญิงสาวก็ได้งานพาร์ทไทม์โดยเป็นไกด์นำเที่ยวระหว่างเรียนอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งเรียนจบจันทร์เจ้าจึงได้ยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงดูตนเอง
ที่จันทร์เจ้าเลือกที่จะประกอบอาชีพนี้เป็นหลักนั่นก็เพราะว่า นอกจากเงินจะดีแล้ว ตัวเธอยังได้ท่องเที่ยวระหว่างทำงานด้วย ด้วยความที่เป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบทำงานภายใต้แรงกดดัน ไม่ชอบทำอะไรจำเจซ้ำ ๆ เดิม ๆ เช่นการเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งอาชีพดังกล่าวไม่ตอบโจทย์กับความต้องการและอุปนิสัยเธอเลย ดังนั้นการเป็นไกด์นำเที่ยวคือทางออกที่ดีที่สุดของเธอแล้ว ไว้มีโอกาสมีเงินเก็บมากพอค่อยเริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ เป็นนายตัวเองตอนนั้นก็ยังไม่สาย แต่ตอนนี้ต้องทำงานเก็บเงินไปก่อน
ชีวิตของจันทร์เจ้าดำเนินมาอย่างดีมาโดยตลอด เรียกได้ว่าดวงรุ่งพุ่งกระฉูด มีรถ มีคอนโดฯ มีทรัพย์ ไม่มีอุปสรรคหนัก ๆ เลยสักนิด ตัดภาพมาที่ตอนนี้ ดูเหมือนเธอจะใช้โชคไปหมดแล้วหรืออย่างไรก็ไม่สามารถทราบได้
เพราะต้นเดือนมาก็ถูกพักงานเลยทันที! เหตุเพราะเธอต่อยลูกทัวร์จนตาเขียว!
แล้วจะไม่ให้เธอต่อยนักท่องเที่ยวหรือลูกทัวร์คนนั้นได้อย่างไร ในเมื่อคนคนนั้นจับก้นเธอ! และไม่ได้จับครั้งเดียว สองครั้ง! เขาจับถึงสองครั้ง! เมื่อเตือนแล้วไม่ฟังพอมีครั้งสองมันก็ต้องโต้ตอบกันบ้าง ไม่อย่างนั้นคงขัดกับนิสัยของตัวเองแน่ ๆ
ปกติจันทร์เจ้าเป็นคนใจเย็น อัธยาศัยดีคนหนึ่ง และยิ้มเก่งอีกต่างหาก นี่คือคุณสมบัติอันดับต้น ๆ ของคนที่จะประกอบอาชีพไกด์นำเที่ยวเลยก็ว่าได้ อะไรในตัวของจันทร์เจ้าก็ออกจะดีหมดทุกประการ ไม่ว่าจะการเรียนหรือหน้าตา ติดอย่างเดียว เจ้าตัวค่อนข้างเป็นคนอารมณ์ร้อนและไม่ยอมใคร ฉายา ‘ตัวแสบ’ ประจำแก๊งรวมดาวที่เพื่อนตั้งให้ บอกเลยว่าไม่ใช่ได้มาเฉย ๆ แต่มันมาจากนิสัยหลักของเธอล้วน ๆ
คิดถึงต้นเหตุที่ทำให้เธอถูกพักงานทีไรก็อดจะหัวร้อนไม่ได้ หญิงสาวเดินก้มหน้าฮึดฮัดเตะทรายต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง
ปึก!
“โอ๊ย! เดินประสาอะไรเนี่ย ไม่เห็นคนหรือไง!” เสียงหวานสะบัดถามเสียงห้วน พร้อมกับเงยหน้ามองกำแพงมนุษย์ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
ด้านคนถูกถามเสียงห้วนก็เลิกคิ้วด้วยความไม่พอใจแต่ใบหน้ากลับนิ่งเฉย
“นี่! ไม่ได้ยินคนถามหรือไง หรือว่าเป็นใบ้?” จันทร์เจ้าถามซ้ำอักครั้งทั้งยังมองไล่สายตาไปยังคนตรงหน้าอย่างพิจารณา มองตั้งแต่ปลายเท้าและไล่ต่อไปเรื่อย ๆ หยุดที่แผงอกล่ำสันใต้เสื้อเชิ้ตตัวบาง ก่อนจะไล่สายตาขึ้นไปอีกจวบจนกระทั่งไปถึงสายตาคมกริบเรียบนิ่งคู่นั้น...
จันทร์เจ้าก็หยุดชะงักไป
ใบหน้าหล่อเหลาของคนตรงหน้าพาใจหญิงสาวกระตุก ตั้งแต่เกิดมาเธอก็เจอคนหล่อและหน้าตาดีมาเยอะ ทั้งยังเจอแบบหลากหลายเชื้อชาติ ทว่าก็ไม่มีใครสักคนที่จะทำให้เธอรู้สึกใจเต้นแรงแบบนี้
ใบหน้าคมเข้มได้รูป แววตาคมกริบติดเรียบนิ่ง คิ้วหนารับสันจมูกโด่ง กอรปกับริมฝีปากได้รูปของเขา ช่างลงตัวทั้งสิ้น นี่ยังไม่รวมรูปร่างกำยำของบุรุษที่พึงมีอีกนะ มองยังไงคนตรงหน้าก็เปรียบดั่งเทพบุตรชัด ๆ ไม่สิ ไม่ใช่ คนตรงหน้าไม่ใช่เทพบุตร แต่เป็นซาตาน...
ซาตานที่พร้อมมาพรากหัวใจของผู้หญิงหลาย ๆ คน
“เป็นใบ้สินะ” เมื่อพิจารณาใบหน้าคนตรงหน้าเรียบร้อยและดึงตัวเองออกจากภวังค์แล้ว จันทร์เจ้าก็พูดอีกครั้ง แต่เป็นการพูดคนเดียวซะมากกว่า
“หึ!” คำเดียวที่หลุดออกมาจากลำคอของเขา ทำให้หญิงสาวที่ตั้งท่าจะก้าวขาเดินจากไปต้องหันไปมองอีกครั้ง
‘หน็อยแน่ อีตานี่ พูดได้แล้วไม่พูดใช่ไหม รู้จักจันทร์เจ้าน้อยไป’ หญิงสาวพูดกับตัวเองภายในใจ ก่อนจะเปลี่ยนสายตามองชายหนุ่มด้วยสายตาท้าทาย
“หน้าตาก็ดี รูปร่างก็ดีไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนไร้มารยาท” พูดแล้วก็ก้มหน้ายิ้มกับตัวเอง ก่อนจะยิ้มค้างเมื่อคำพูดของเขาหลุดออกจากปาก
“หึ! แสดงว่าคุณมารยาทดีมากสินะถึงได้วิจารณ์รูปร่างและหน้าตาผมดิบดีขนาดนี้... คนอะไรหน้าตาก็ดีไม่รู้จักมารยาทที่ดีเอาซะเลย”
“ไอ้!”
“อ๊ะ อ๊ะ อย่านะ ผมไม่ผิดนะ คุณเริ่มก่อน”
“แต่คุณชนฉันก่อน!”
“คิดให้ดีสิครับคุณผู้หญิง ว่าใครชนใครกันแน่” ชายหนุ่มพูดพร้อมยกยิ้มมุมปาก มองกลับมาที่เธอด้วยสายตาท้าทายเช่นกัน จันทร์เจ้ากำมือแน่นก่อนจะคิดตามคำพูดของคนตรงหน้า
จะว่าไปจันทร์เจ้าก็พูดไม่ถูกนัก ที่ไปปรักปรำว่าเขาชนเธอ ทั้งที่เป็นเธอเองแท้ ๆ ที่ไม่มองทางทั้งยังเอาแต่เดินก้มหน้า ทบทวนถึงตรงนี้ก็รู้สึกผิดนิดหน่อย ครั้นจะให้เอ่ยขอโทษมันก็ไม่ใช่นิสัยเธออีกนั่นแหละ สำหรับจันทร์เจ้าแล้วหากเธอผิดจริงเธอพร้อมยอมรับผิดเสมอ แต่สำหรับเรื่องนี้แล้ว... เธอมั่นใจว่าผู้ชายตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ปักหลั่นตรงหน้าก็ผิดไม่แพ้กัน
ที่จันทร์เจ้ามั่นใจว่าเขาผิดนั่นก็เพราะว่า ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นมานั้นก็เห็นเขามองมาที่เธออยู่แล้ว แม้ใบหน้าและสายตาจะเรียบนิ่ง แต่มุมปากที่ยกสูงนั้นไม่ได้หลุดรอดไปจากสายตาเธอเลย ก็ในเมื่อเขาต้องมองมาข้างหน้าอยู่แล้วแสดงว่าเขาต้องเห็นว่าเธอกำลังเดินอยู่สิ แล้วในเมื่อเห็นว่าเธอเดินอยู่ทำไมไม่หลบ? เขาจะเอาตัวเองมาขวางทางให้เธอชนเพื่ออะไร เรื่องนี้ไม่ว่าจะคิดอีกกี่ตลบก็แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายจงใจ!
สรุปแล้วก็คือทั้งเขาและเธอต่างผิดกันคนละครึ่ง!