ลึกลงไปในความมืด หญิงสาวนั่งคุกเข่าและพนมมือตามลำพัง กลีบปากขยับท่องบทสวดที่ถูกลืมตั้งแต่สิบปีก่อน ฉันแหงนหน้ามองรูปปั้นขนาดเท่าคนจริงตั้งตระหง่านตรงหน้า ชายร่างสูงสง่า เรือนผมยาวหยักศกประบ่าสีน้ำตาลอ้าแขนทั้งสองข้าง ท่านคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้เลื่อมใส ส่วนนอกรีตอย่างฉันแค่ต้องการคนรับฟังโดยไม่ตัดสิน ทว่า... การพาตัวเองมายังห้องสารภาพบาปคือการตัดสินตัวเองโดยอัตโนมัติ
ในเวลาตีสามแบบนี้คงไม่มีโบสถ์ไหนเปิดบริการ (หรืออาจจะมี) นอกจากโบสถ์ของผู้โศกเศร้าซึ่งตั้งอยู่กลางอาณาจักรจิตใจหม่นหมองของฉัน โบสถ์ซ่อนในความมืดราวกับป่าลึกลับ น้ำตาหนึ่งหยดคือกุญแจเปิดประตู ฉันในชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อนผลักประตูบานใหญ่เมื่อแว่วได้ยินเสียงพูดจากพวกเขาแหวกอากาศในความเงียบงันเหมือนจิตใต้สำนึก
โบสถ์แห่งนี้เป็นจุดนัดพบของผู้ต้องการที่พึ่ง
ฉันพบเพื่อนรุ่นเดียวกันผู้เคยมีตัวตน ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก บางคนดูเหมือนพวกเรา บางคนใบหน้าและร่างกายบิดเบี้ยว บางครั้งฉันเห็นคู่แฝดบาร์เทนเดอร์ -- จอห์นนี่และเจอาร์ คู่แฝดมีเรือนผมสีเงินและนัยน์ตาสีฟ้า จอห์นนี่ค่อนข้างขี้เล่นและเจ้าชู้เหมือนคอกเทลรสฉูดฉาด ต่างจากเจอาร์ที่เงียบขรึมเป็นผู้ฟังที่ดี พวกเขาเป็นผู้เลื่อมใสมากกว่าฉันแม้พวกเขาเป็นคนชงเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสขมปร่ากับเพลงเศร้าเคล้าน้ำตาคือเซรุ่มความจริงรสชาติดีที่สุดในวันสิ้นหวัง แต่พวกเขามักทำให้ฉันร้องไห้เพราะความจริงที่สามารถระลึกได้ส่วนใหญ่เป็นความทรงจำอันเจ็บปวด ซึ่งนั่นพาลทำให้อาณาจักรมืดมนกว่าเดิมในเช้าวันต่อมา
คืนนี้ฉันพบกับเวโรนิก้า ฉันไม่สนิทกับท่านหรอก แต่ใครๆ ต่างเรียกท่านว่าแม่ชีผู้นิ่งสงบ ท่านฟังคำสารภาพบาปจากอีกฟากอย่างใจเย็น ท่านเป็นหินผาแข็งแกร่งไม่สะท้าน แม้คำสารภาพแต่ละอย่างเหมือนพายุโหมกระหน่ำอย่างคืนนี้ ท่านว่าฉันควรสวดมนต์นับสิบรอบเพื่อขจัดความคิดและความรู้สึกผิดบาปเหล่านั้น
ในยุคสมัยที่การคิดต่างและเห็นโลกอีกด้านเป็นความผิด
การลอบเป็นชู้ในจินตนาการคือบาปมหันต์
ช่วยไม่ได้...
ความรู้สึกระหว่างเราไม่อาจถูกเรียกว่าตกหลุมรักเพราะสิ่งที่ฉันต้องการจากคุณ ไม่ใช่ความรัก นั่นเพราะฉันไม่มีความรักมากพอแบ่งให้ใคร มีเพียงน้ำตาและความโศกเศร้าเท่านั้นสำหรับผู้อยู่ในวงโคจรความสัมพันธ์ระยะยาว อีกอย่าง... มันไม่แฟร์ที่จะเป็นเพียงฝ่ายรับอย่างเดียว ความรักคือการได้ผลประโยชน์ทุกฝ่ายทั้งทางกายและใจ ฉันไม่ได้อยากให้เราเป็นเจ้าของกันและกัน ฉันรู้ตัวดีว่าเราต่างไม่คู่ควร
เพียงแต่ทุกครั้งที่...
คุณยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อเงี่ยหูฟังสิ่งที่ฉันอยากพูด นัยน์ตาสบกันในห้วงวินาทีแสนงุ่นง่าน สัมผัสเผลอไผลจากปลายนิ้วเพียงสะกิด มือใหญ่ของคุณโอบอุ้มนิ้วทั้งสิบ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังตกหน้าผาสูงลงสู่มหาสมุทรดวงดาวในตาของคุณ นับตั้งแต่นั้นฉันโหยหาคุณราวกับสิ้นสติ อยากรู้เสียจริงว่าหากได้กอบกุมมือหนาคู่นั้นจะเป็นอย่างไร ความคิดฟุ้งซ่านก่อตัวรุนแรงขึ้นทุกสัมผัส Because you are my turn on. ฉันปล่อยให้นิ้วมือเล็กของฉันเป็นของคุณอย่างไม่หวงแหน มีแค่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่า ใบหน้าไร้อารมณ์และท่าทีเฉยเมยของฉันเป็นแค่การแสดง ฉันเสพติดสัมผัสจากคุณแล้ว
เมื่อไม่อาจฝืนชะตาที่กีดกันไว้ได้ ท้องทุ่งกระดาษสีขาวนี้จึงเป็นสถานที่นัดพบของเรา ฉันพบคุณในความมืดอันเป็นความลับสัปดาห์ละครั้ง (หรือมากกว่า) เพื่อสัมผัส ปลดเปลื้องและร่วมรัก... แน่นอนว่ามันเป็นเพียงความคิดที่อยากใกล้ชิดขนาดนั้น เป็นเพียงจินตนาการที่สามารถแตะต้องกล้ามแขนและแผงอกแกร่งใต้เสื้อยืดสีดำตัวนั้น
"ยิ่งคุณคิด ผมจะหายไปเร็วขึ้นนะ" คุณกระซิบเตือน กลีบปากล่างแตะใบหูอย่างตั้งใจ
เกือบลืมไปแล้วว่าสิ่งที่ทำลายจินตนาการจนสิ้นคือความจริงโหดร้าย ความจริงที่ว่าฉันไม่อาจครอบครองคุณเป็นของตัวเองได้ ถึงอย่างนั้นคุณยังโน้มกายประกบริมฝีปาก กดย้ำเนิ่นนานจนเกือบลืมหายใจ สัมผัสยั่วยวนและเร่าร้อนทำให้ฉันต้องการคุณเกินกว่าจะมาฟังเสียงฝนสาดข้างนอกนั่น คุณเพิ่มความรุนแรงจนกระทั่งเสียงโอดครางของเราจะดังกว่าฟ้าร้อง พวกเรามีความสุขด้วยกันจนกระทั่งคุณหายไปเมื่อฟ้าสางของโลกความจริงมาเยือน
ฉันเล่าให้เวโรนิก้าฟังแค่นั้นเพราะไม่อยากรู้สึกสมเพชตัวเองมากกว่านี้ แต่ฉันคงไม่สวดมนต์สิบรอบเพื่อลบคุณออกไปจากจินตนาการเป็นแน่ เพราะทุกคืนฝนพรำจำเป็นต้องมีคุณ
.
.
.
เจนสะดุ้งตื่นขึ้นมาเวลาแปดโมงสี่สิบเอ็ดนาที เม็ดเหงื่ออาบท่วมหลังเพราะเหตุการณ์ในฝันเหมือนจริงเสียจนแยกไม่ออก เสียงสนทนากับแม่ชีเวโรนิก้าในห้องสารภาพบาป รอยยิ้มขี้เล่นของสองหนุ่มบาร์เทนเดอร์ อาณาจักรจิตใจหม่นหมองซ่อนอยู่ในโลกจินตนาการแห่งท้องทุ่งกระดาษสีขาว
ไม่มีอะไรเป็นจริงสักอย่างยกเว้นชายหนุ่มในคืนฝนพรำและสัมผัสเร่าร้อนที่ฝากไว้บนร่างกาย
เจนลุกจากเตียงพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ติดมือไปด้วย ถือโทรศัพท์ไว้ที่มือซ้ายและแปรงฟันด้วยมือขวา นิ้วโป้งไถไปตามหน้าจอ เธอมักไล่ตอบแชทที่ดองไว้ระหว่างแปรงฟันประมาณสองนาที นานๆทีครอบครัวของเธอจะติดต่อมาหาเพราะอยู่คนละไทม์โซน ตอนนี้พวกเขาคงหลับกันหมดแล้ว ความจริงเจนก็ไม่ค่อยคิดถึงพวกเขามากเท่าไหร่เพราะมีเรื่องอื่นให้สนใจมากกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นแทนกับกลุ่มห้องเรียนแต่ละวิชามากกว่า
"กูนัดเจอเขาที่ซิตี้เซนเตอร์ตอนบ่ายนี้ มาด้วยกันก็ได้นะที่คาเฟ่เบเกอรี่" แทนส่งข้อความนี้มาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า
"ไม่อะ ไม่อยากไปเป็นก้าง" เจนส่งข้อความตอบ "เดตเสร็จแล้วเจอกันที่หอ"
"Creative Writing Class will start at 11AM. See you guys at Abercromby Square Garden." อาจารย์ทอมป์สันส่งข้อความเข้ากลุ่มวิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาสามสิบคนประกอบด้วยนักศึกษาชาวเอเชียสิบห้าคนและชาวยุโรปอีกสิบห้าคน เจนส่งสติ๊กเกอร์น่ารักๆไปหนึ่งตัวแทนการพิมพ์ตอบว่า รับทราบค่ะ
"เราจะถ่ายรูปเล่นกันตอนไหนดี"
ชเว โดยองทักมาหาเจนทันทีหลังรับรู้ประกาศเริ่มเรียนช้าจากอาจารย์ โดยองเป็นหญิงสาวผมสั้นวัย 25 ปีจากเกาหลีใต้ ทั้งสองสนิทกันเพราะอยากเป็นนักเขียนเหมือนกัน พวกเธอแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เขียนเองและวิจารย์งานเขียนสัปดาห์ละครั้ง โดยองชอบถ่ายรูปมาก เธอเตรียมกล้องฟิล์มใส่กระเป๋าทุกครั้งที่เรียนนอกห้องเรียนเพราะเธอตกหลุมรักท้องฟ้า แสงแดดและพื้นหญ้าสีเขียวของสวนในอะเบอร์ครอมบี้สแควร์
"หลังเลิกเรียนก็ดีนะ แสงตอนเย็นสวยดี"
"โอเค เจอกันจ้า"
เจนส่งสติ๊กเกอร์หนึ่งตัวแทนการตอบรับ เธอเลือกเพลงโปรดจากเพลย์ลิสต์แล้ววางโทรศัพท์ลงบนอ่างล้างหน้าเซรามิคสีขาว เปลื้องชุดนอนและพาร่างกายเปลือยเปล่าเข้าไปเบื้องหลังม่าน เปิดฝักบัวให้น้ำอุ่นกระทบเรือนร่างขาวซีด แทนที่ความคิดในจิตใจสกปรกด้วยเสียงฮัมเพลงของตัวเอง เธอฮัมเพลง Here ของอลิเซีย คาร่า มันเป็น All time favourite ของเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ฟังดนตรีบรรเลงตอนเธออายุ 17 ปี
เสื้อครอปเปิดไหล่แขนเสื้อซีฟองกับกางเกงยีนส์ฟอกสีอ่อนคือชุดที่เจนเลือกสวม เครื่องสำอางค์โทนสีส้มอิฐแต่งเติมใบหน้าให้หายซีดและมีชีวิต เธอเอาสมุดจด ปากกาและไอแพดใส่กระเป๋าเป้ สวมรองเท้าบูทส้นเตี้ยสีดำพร้อมออกจากพื้นที่ความปลอดภัย
ในคาบเรียนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เจนนั่งข้างโดยอง ฟังบรรยายจากอาจารย์ผู้เคยและอยากหวนคืนวงการนักเขียน เจนเอนหลังบนผืนผ้าหอมสะอาด มองท้องฟ้าสดใสและหมู่เมฆอย่างเหม่อลอย เห็นแสงแดดสีทองลอดผ่านนื้วมือ จินตนาการให้ความร้อนของยามสายแผดเผาเธอจนมอดไหม้ ถ้าฉันถูกไฟคลอก สภาพศพของฉันจะเป็นยังไงนะ เจนคิดและทำได้แค่คิด
แชะ
โดยองลั่นชัตเตอร์จากกล้องคอมแพค เจนหันขวับสบตามอง
"คิดอะไรอยู่"
"เปล่า" เธอโกหกหน้าตาย
เรื่องความตายนั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถคุยได้กับทุกคน เจนมักคุยเรื่องนี้กับแทนหลังตื่นจากฝันร้าย ฝันที่เห็นความตายของตัวเอง เห็นงานศพที่ตนเป็นเจ้าภาพและผู้เฝ้ามอง ฝันที่เป็นพยานมองยมทูตร่างดำทะมึนพาวิญญาณตนเองไปยังโลกที่ไม่เคยสัมผัส
เจนหยุดเหม่อเมื่ออาจารย์ทอมป์สันสั่งงาน สร้างตัวละครที่มีภูมิหลังซับซ้อน แสดงให้เห็นถึงบุคลิกและนิสัยที่เปลี่ยนไป เจนคิดถึงแต่ชายหนุ่มในคืนฝนพรำ เธอต้องทำให้เขาดูไม่มีจริงทว่าจับต้องได้ เจนยังคงกักขังตัวเองและเขาในอาณาจักรจิตใจหม่นหมอง พื้นที่อันเป็นความลับที่ไม่มีใครสามารถล่วงล้ำถึง
"เธอจะไปไหนต่อ" โดยองถามเมื่อฟิล์มหมดกลักเวลาสี่โมงยี่สิบนาที
"ไปหาเพื่อน"
"แทนเหรอ?"
"เปล่า เพื่อนเก่าน่ะ"
"โชคดีนะ ไว้เจอกัน"
"จ้ะ ไว้เจอกัน"
นี่เป็นคร้้งแรกในรอบหลายเดือนที่พาตัวเองกลับไปพบความทรงจำเก่า เธอเดินออกจากมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง จุดหมายของเธอคือหมู่บ้านเลียบสวนสาธารณะเอเวอร์ตัน ระหว่างทางมีความทรงจำร่วงหล่นและทิ้งร่องรอย เจนเห็นภาพตัวเองและเขาเดินคุยกันท่ามกลางเม็ดฝนโปรยปราย บทสนทนาคือทุกเรื่องที่นึกออก ท้องถนนในเมืองสงบไม่เงียบเหงาอีกต่อไป
เจนมาถึงบ้านโฮสต์ของไท โฮสต์ของไทคือครอบครัวอบอุ่นชาวอังกฤษ มีลูกสาวหนึ่งคนและสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่หนึ่งตัว เธอหยุดหน้าประตูบ้านสีขาวแหงนมองหน้าต่างชั้นสอง หวังว่าบุคคลที่อยากเจอจะอยู่บ้าน เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไถปลายนิ้วโป้งเลื่อนหาหมายเลขโทรศัพท์ของไท เจนตัดสินใจโทรหาเขาทันทีที่เจอ เธอแนบหูกับโทรศัพท์ ถอยหลังสองสามก้าวเพื่อมองหน้าต่างชั้นสองให้ชัดขึ้น ปลายสายว่างเปล่า... ไม่มีคนรับสาย ทว่ากลับมีเสียงความเคลื่อนไหวภายในบ้าน
"เจน"
ชายหนุ่มผิวเข้มเปิดประตูบ้านอย่างเร่งรีบพร้อมเรียกชื่อของเธอ ทุกครั้งที่เจนโทรหาไทหมายความว่าเธอกำลังเหงา ต้องการเขามากและมาถึงหน้าบ้านแล้ว เมื่ออีกฝ่ายเปิดประตูต้อนรับ เจนโผเข้าไปกอดร่างสูงตรงหน้าอย่างไม่รีรอ ร่างในอ้อมกอดนิ่งงันเพราะความตกใจแต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ผลักไสเช่นกัน "เธอโอเคไหม"
"ไม่"
เจนผละตัวออกจากไท สีหน้ายังไม่สู้ดีและอึดอัด เธอมีหลายเรื่องที่ไม่ได้พูดเก็บไว้ในใจ ทั้งเรื่องของตัวเอง ความโหยหาชีวิตไร้ลมหายใจและไท ความเงียบน่าอึดอัดและงุ่นง่านยึดครองบรรยากาศห้องนั่งเล่น สองหนุ่มสาวนั่งด้วยกันบนโซฟามองเงาสะท้อนสีดำในจอโทรทัศน์ ไม่มีใครเริ่มพูด มีเพียงเสียงถอนหายใจจากเจนเป็นระยะ
"เธอพร้อมแล้วค่อยเล่านะ"
"ตอนแรกตั้งใจจะมาหาเพราะคิดถึงเฉยๆแหละ" เจนพูด เอนหลังพิงโซฟาสบตามองไท "แต่พอได้มาเจอเธอจริงๆ ก็มีเรื่องอยากคุยเต็มไปหมด"
"เราพร้อมคุยกับเธอทุกเรื่องนั่นแหละ"
ถ้างั้นคุยเรื่องของเราได้รึเปล่า?
มาถึงก็ชวนคุยเรื่องจริงจังเลยเหรอ? ไม่ได้เจอกันตั้งนาน
เธอก็รู้จักเราดี ว่าเราคุยเรื่องเบาสมองไม่ค่อยเป็น
รู้สิ
ทั้งสองใช้ความเงียบเป็นสื่อกลางการสนทนา ความสนิทสนมทำให้พวกเขาเข้าใจกันโดยไม่จำเป็นต้องพูด นอกจากแทน ไทคืออีกคนรู้ใจ บางทีการคุยผ่านความเงียบก็เป็นข้ออ้างชั้นดีสำหรับการนัดพบ ทั้งสองกำลังแหวกว่ายในมหาสมุทรดวงดาว มืดมิด สวยงามและเป็นประกาย ระยะห่างถูกตัดทอนจนเหลือเพียงลมหายใจ ปลายจมูกรั้นลากไล้ตามผิวแก้มเนียน กลีบปากสัมผัสกันและกันเพียงห้วงวินาที
"ที่รัก"
เสียงหวานจากชั้นบนตะโกนเรียกชายหนุ่ม เจนถอนริมฝีปากแล้ววิ่งพรวดออกไปจากบ้าน ไม่มองบุคคลที่สามผู้เข้ามาขัดจังหวะ เจ้าโกลเด้นเห่าไล่หลังเสียงดังเพราะเธอเป็นคนนอก เธอสำนึกแล้วว่าไม่อาจครอบครองชายหนุ่มตรงหน้าแม้แต่เสี้ยววินาที ที่รัก... ชื่อเรียกนั้น เจนจะไม่มีวันได้เรียกเพราะความสัมพันธ์ของพวกเขาจะยังเป็นรุ่นพี่-รุ่นน้องตลอดไป ดวงตาสีน้ำตาลแปรเปลี่ยนเป็นบ่อน้ำแห่งความโศกเศร้า อาณาจักรจิตใจหม่นหมองกำลังเกิดพายุฝนฟ้าคะนองไปพร้อมกับยามเย็นในลิเวอร์พูล
ไม่อยากอยู่แล้ว
เอาฉันออกไปจากที่นี่
อยากหายไปสักที
ความคิดฟุ้งซ่านกดทับสมองจนแน่นตึ้บ กล้ามเนื้อกลางอกบีบแน่นจนหายใจไม่ทั่วท้อง ร่างผอมบางหมดเรี่ยวแรงแทบขาดใจ วันนี้เหตุผลการหายไปดูสมจริงและมีตัวตนมากกว่าวันไหนๆ เดินงุดหน้าท่ามกลางสายฝนหนาวเหน็บต่อไปตามทางเท้า อยากกรีดร้องทว่าไร้เสียง หูอื้อจนไม่ได้ยินเสียงตะโกนจากไทซึ่งกำลังวิ่งตามหลังมาติดๆ
"เจน เธอเป็นอะไรไปน่ะ หยุดก่อน"
วินาทีที่ไทกำลังคว้ามือเล็กของหญิงสาวรุ่นพี่ เขากลับสัมผัสได้เพียงสายลมหนาวและเม็ดฝน เจนอันตรธานหายไปแล้ว ทิ้งความสงสัยและไม่เข้าใจให้ชายหนุ่ม เวลานี้คำถามเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาคงไม่สำคัญเท่า เจนหายไปไหน แล้วล่ะ
#จมในห้วงความคิด #ในวันที่ฝนตก
ห้วงสำนึกเหม่อลอยและเปียกชื้น
ยามกลางวันเร่าร้อนแผดเผา ยามกลางคืนเม็ดฝนโหมกระหน่ำจนน้ำท่วมแผ่นดินถึงต้นขา ผู้เลื่อมใสทึกทักว่ามนุษย์ผู้ขลาดเขลายั่วพิโรธเทพเจ้าเบื้องบน แท้จริงแล้วเป็นเพราะถนนต่ำและพายุเข้า ขณะท้องฟ้าสีดำกำลังกรีดร้องและสาดแสงจ้าอย่างเกรี้ยวกราดเวลาสองทุ่มสี่สิบนาที บรรยากาศในห้องทานข้าวเงียบและอึดอัดผิดปกติทั้งที่ตอนนี้กำลังเปิดโทรทัศน์ซึ่งกำลังฉายละครย้อนหลัง คืนนั้นฉันมีปากเสียงกับพ่อแม่เพราะพวกท่านขโมยความเป็นส่วนตัวของฉัน
"อยากให้เจนสอบหมอ ข้อนี้เจนเข้าใจ พ่อแม่จะได้เอาลูกไปอวดได้ว่าลูกสาวคนโตของฉันน่าภูมิใจขนาดไหน แต่ถามจริงเหอะ ติดจีพีเอสในรถของเจนเนี่ยนะ?"
"แล้วทำไมแกไม่ไปสอบ" พ่อโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ใบหน้าและลำคอแดงก่ำ แผดเสียงตะคอกสู้อิสรภาพที่ลูกสาวถามหา เสียงนั้นลั่นก้องในห้องทานอาหาร ทำให้จอยเริ่มเบะปากร้องไห้ เธอกลัวเสียงตะคอกของพ่อที่สุด เจคซึ่งเป็นน้องคนกลางกำลังตกอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัดเพราะพี่สาวของเขากำลังโดนด่าและน้องสาวของเขากำลังร้องไห้ แต่พ่อแม่ไม่สนใจน้องๆด้วยซ้ำ "แกหนีไปทะเล ทั้งที่วันนี้เป็นวันสอบเนี่ยนะ แล้วแกจะทำอะไรกิน ห้ะ? บ้านเราไม่ได้รวยนะที่จะส่งแกเรียนมหาลัยเอกชนแพงๆได้น่ะ" เห็นได้ชัดความเป็นส่วนตัวของลูกไม่เคยอยู่ในความคิดของพวกเขาราวกับลูกสาวคนโตคนนี้เป็นเพียงถ้วยรางวัลไว้อวดแขกผู้เยี่ยมชมบ้านเท่านั้น
"วันนี้เจนไม่มีสอบ เจนไม่ได้สมัครสอบหมอ เจนไม่อยากเป็นหมอ จะต้องให้พูดกี่ครั้งถึงจะฟังกันบ้าง"
"ถ้าไม่เป็นหมอแล้วแกจะเป็นอะไร มนุษย์เงินเดือนเหรอ หรือว่านักเขียนไส้แห้ง เจน...แกเก่ง แกฉลาด อย่าเอาตัวเองจมกับความฝันพรรค์นั้นสิ ทำไมไม่ฝันอะไรที่มันเป็นไปได้หน่อย" แม่พยายามพูดโน้มน้าวอย่างใจเย็น แต่สิ่งที่แม่ไม่เคยรู้เลยก็คือ แม่เป็นคนโน้มน้าวห่วยที่สุดในโลก
"สิ่งที่ทำให้ความฝันของเจนเป็นไปไม่ได้คือพ่อกับแม่นั่นแหละ!"
ฉันวิ่งออกจากบ้านทั้งน้ำตา ร้องไห้จนหูอื้อไม่ได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังของพ่อ ซ้ำร้ายฝนฟ้าคะนองดังกลบความโศกเศร้า ฉันขับรถออกไปไกลแสนไกลจนกระทั่งน้ำมันหมดที่หาดบางแสน เจคส่งข้อความและโทรตามตั้งแต่สี่ทุ่ม ฉันตอบน้องแต่ยืนยันจะไม่กลับไปจนกว่าตัวเองจะใจเย็นและมีสติมากพอที่จะไม่เหวี่ยงใส่พ่อแม่แบบนั้นอีก แน่นอนว่าฉันไม่อยากให้น้องๆที่รองรับอารมณ์ของฉันเช่นกัน
ฉันกลับบ้านในเย็นของวันต่อมา โอบกอดและขอโทษทุกคนแต่บ้านไม่ใช่บ้านนับตั้งแต่นั้น พ่อแม่ยอมฟังเหตุผลของการไม่สอบหมอเพื่อรั้งไม่ให้ฉันหนีออกจากบ้านอีก ท่านยื่นข้อเสนอให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลเพราะครอบครัวชนชั้นกลางมีเงินไม่มากสำหรับส่งเรียน ฉันเข้าเรียนคณะมนุษยศาสตร๋ นานาชาติแล้วอดทนรอจนกระทั่งเวลาของฉันมาถึง -- วันรับปริญญา ฉันโอบกอดและขอโทษทุกคนอีกครั้ง เพื่อเก็บกระเป๋าและหอบหิ้วความฝันของฉันไปยังลิเวอร์พูลด้วยเงินเก็บทั้งหมดกับเพื่อนอีกหนึ่งคน
เดือนแรกที่บ้านหลังใหม่คือความสบายใจ มันคือความรู้สึกดีที่ต้องพยายามเป็นอะไรเพื่อใคร ฉันขอบคุณการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวของตัวเองและแทนที่ทำให้พวกเราได้มาปิกนิกด้วยกันที่สวนสาธารณะเอเวอร์ตัน มันไม่ใช่ภาพถ่ายในกูเกิ้ลและภาพฝันอีกต่อไป พวกเราได้สัมผัสผืนหญ้าและไอชื้นของดินหลังจากฝนตกจริงๆ นั่งมองตะวันหายลับจากขอบฟ้าตอนสามทุ่มสี่สิบสี่นาที จากเอเวอร์ตันถึงหอพักในมหาวิทยาลัยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง บวกอีกสิบนาทีเพราะแวะซื้อเบียร์กระป๋องด้วย
- สายเรียกเข้า : lil jake -
น้องชายคนกลางโทรมาหาพี่สาวตอนห้าทุ่ม เวลาที่ไทยน่าจะประมาณเจ็ดโมงเช้า ฉันกดรับสายอย่างไม่รีรอแล้วเอนหลังบนโซฟานุ่มขณะถือเบียร์กระป๋องที่สามไว้ในมือ
(เจนนนนน เปิดกล้องหน่อยสิ อยากเห็นหน้า)
"โทรมาทำไมเนี่ย"
(พี่ไม่ติดต่อกลับมาเลยตั้งแต่เครื่องลงที่แมนเชสเตอร์อะ อยู่นั่นเป็นไงบ้าง หนาวมั๊ย เอาเสื้อกันหนาวไปพอรึเปล่า หรือว่าต้องใช้เสื้อกันฝน พี่ไม่ได้ทำร่มหายใช่มั๊ย แล้วมีแฟนยังอะพี่) เจครัวคำถามใส่ขณะที่ตัวเองถือโทรศัพท์ข้างหนึ่ง มืออีกข้างพยายามถือแฟ้มเอกสารพะรุงพะรัง เหงื่ออาบท่วมหน้าเพราะแดดประเทศไทยร้อน แทนซึ่งกำลังตั้งกะทะทำสปาเก็ตตี้ผัดน้ำมันหัวเราะลั่นอย่างลืมตัวเพราะคำถามของเจค
"ใจเย็นๆดิ๊ พี่จะตอบทีละคำถามละกันนะ"
(ได้พี่ ไม่ต้องรีบ ผมแค่ตื่นเต้นที่พี่รับสายแล้วก็มาถึงตึกคณะก่อนแม่บ้าน)
"ไอ้เด็กบ้า" เจคเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับฉันและเป็นถึงประธานรุ่น "อยู่ที่นี่ก็ดี มีความสุขดี แม่งโคตรหนาวหลังจากฝนตก ร่มไม่หายแค่หาไม่เจอว่าอยู่ในกระเป๋าไหน อืม... เรื่องแฟน พี่ตอบไม่ได้ว่ะ"
(ฮ่าๆๆ ผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงฉลาดซะด้วย)
"ผูัหญิงก็ไม่ชอบผู้ชายโง่"
(เอ๋ นี่หลอกด่าผมป่ะ)
"เปล่า พูดลอยๆ"
(เจนนนน!!!) จุดอ่อนของฉันคือเสียงอ้อนของน้องๆ ฉันทำท่ายีหัวเจค ส่วนแทนผัดสปาเก็ตตี้เสร็จแล้ว ยื่นส้อมมาให้ฉันแล้วนั่งทานด้วยกันตรงโซฟา ยื่นหน้าเข้าใกล้กล้องและโบกมือทักเจค
"เธอล่ะ เป็นไงบ้าง"
(ทำแต่เอกสารคณะ ไม่มีเวลาจีบใครเลย)
"พี่ก็โสดนะน้องเจค" แทนพูดขณะเอนซบไหล่ของฉัน โปรยจูบให้อย่างยียวน
(กลับมาไทยสิ long distance relationship ไม่ค่อยยั่งยืนนะ)
"พวกมึงไปจีบกันไกลๆเลยนะ"
(ตึกเปิดละ ผมจะวางสายแล้วนะ มาคุยด้วยให้หายคิดถึงแค่นี้แหละ เออพี่ ติดต่อกลับไปหาพ่อแม่บ้างก็ดีนะ พวกท่านเป็นห่วง ส่งขนมไปฝากไอ้จอยด้วย บายยย)
ชีวิตนักศึกษาเมืองกรุงเร่งรีบบีบบังคับให้เจคต้องจำใจวางสายทั้งที่เขายังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้พูด แทนพูดชมว่าน้องชายของฉันโตแล้วหล่อขึ้นเยอะ แอบเป็นหนึ่งความเสียดายที่มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่แต่พวกเรามาไกลเกินกลับไปแล้ว พวกเราม้วนสปาเก็ตตี้เข้าปาก ดื่มเบียร์หมดกระป๋องและถกเถียงปรัชญาศาสนาจนกระทั่งแสงตะวันของเช้าวันต่อมาทักทายเวลาตีห้าครึ่ง
ติดต่อกลับไปหาพ่อแม่บ้างก็ดีนะ พวกท่านเป็นห่วง
งั้นเหรอ?
ฉันยืนนิ่งหน้าร้านขายของฝาก ตัดสินใจซื้อโปสการ์ดหนึ่งฉบับ ส่งตรงไปหาครอบครัวโดยเฉพาะ ฉันไม่ส่งโปสการ์ดให้เพื่อนเพราะฉันสามารถส่งความคิดถึงผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ แต่สำหรับครอบครัว... พวกเขาควรได้รับรู้ความรู้สึกของฉันผ่านลายมือเท่านั้น
แน่นอนว่าฉันเลือกโปสการ์ดรูปสวนสาธารณะเอเวอร์ตัน สถานที่ระหว่างการเดินทางแล้วมีความสุขที่สุด ฉันกลับหอตอนบ่ายแล้วลงมือเขียนข้อความลงในแผ่นกระดาษ ฉันจะไม่ใช้ภาษาสวยงามและยากมากเพราะไม่อยากให้พวกเขาต้องทำความเข้าใจหลายรอบ
เอาล่ะ... จะลงมือเขียนแล้วนะ
ถึง ครอบครัว
ไม่ได้คุยกันนานเลย คิดถึงเหรอ? คิดถึงเหมือนกันค่ะ
นอกจากพวกคุณ จะคิดถึงใครได้อีกล่ะ ใช่ไหม?
เจคบอกว่าพ่อแม่เป็นห่วงเจน ไม่ต้องห่วงนะ
อยู่ที่นี่ก็ดี หนาวบ้าง ฝนตกบ้าง เหงาบ้าง
แต่ภาพรวมแล้วมีความสุขดี ที่แน่ๆ มีความสุขกว่าอยู่ที่นู่นอีก
ตั้งแต่พ่อแม่บุกรุกพื้นที่ส่วนตัว ดูถูกความฝันของเจน
การอยู่บ้านก็มีความสุขน้อยลง
เจนคิดนะว่าอาจจะไม่กลับไทยน่ะ เพราะไม่มีเหตุผลให้กลับ
หวังว่าจะเข้าใจนะ จะพยายามติดต่อหาบ่อยๆเท่าที่ทำได้เพราะเวลาไม่ตรงกัน
ฉันเขียนแค่นั้นแล้วใส่ซองพัสดุ สิ่งที่ฉันนำใส่ซองไปด้วยคือของฝากชิ้นเล็ก -- ที่ห้อยกุญแจรูปดาวสี่อัน พวกคุณไม่เห็นดวงดาวเวลากลางวัน แต่คุณรู้เสมอว่า เมื่อแหงนมองท้องฟ้า ดวงดาวจะอยู่บนนั่นเสมอ แน่นอนว่ามันปรัชญาเกินกว่าพวกเขาจะเข้าใจ ฉันก็เลยเขียนความหมายของที่ห้อยกุญแจไปด้วย
"ร้องไห้เหรอ"
"เปล่า"
แม้บ้านไม่ใช่บ้านอีกต่อไป แต่ฉันกลับนั่งซับน้ำตาตัวเองเมื่อเห็นคำว่าครอบครัว ถ้าวันนั้นที่ฉันขับรถออกมาจากบ้านแล้วปล่อยให้รถชนซะ ฉันก็อาจจะไม่ได้ส่งโปสการ์ดเรียกน้ำตา(ตัวเอง)แบบนี้ ความจริงวันนั้นฉันแค่อยากหายไปให้พ้นหน้า หายไปไกลๆ ฉันไม่อยากอยู่ที่ที่ตัวเองไม่มีตัวตนหรอก แค่ความเป็นส่วนตัวถูกมองข้ามก็น่าสมเพชแย่แล้ว พวกเขายังพยายามดับฝันโดยการบอกว่า การเป็นนักเขียนเป็นไปไม่ได้... พูดแบบนี้ฆ่าฉันเถอะ
ดังนั้นตอนนี้ฉันจึงหายไปจากคุณ หายมาจมอยู่ในความทรงจำการอยากหายไปครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน รู้ตัวอีกที... สถานที่ที่ฉันโผล่มาก็มืดมิดและเปียกชื้น ไม่ใช่แค่บรรยากาศแต่ฉันกำลังตากฝนอยู่ที่ไหนสักแห่ง ถังขยะส่งกลิ่นเหม็นเน่า ฉันโค้งตัวสำรอกเมื่อกลิ่นเตะจมูก ให้ตายเถอะ
"แม่หนู เป็นอะไรรึเปล่า"
เสียงทุ่มต่ำสำเนียงเวลส์พูดกับเจน เขาเขย่าตัวหญิงสาวแปลกหน้า ตัวเปียกโชกน่าสงสาร เขาทันเห็นวินาทีที่เธอปรากฏตัวอย่างปริศนา ทว่าเธอกลับหมดสติไปก่อนจะตอบคำถามของเขา เจนจะเป็นอะไรได้อีกนอกจากราชินีแห่งอาณาจักรจิตใจหม่นหมองซึ่งจะไร้กษัตริย์และโศกเศร้าต่อไป