“เฮ้อ”
“เป็นอะไรของมึงเนี่ย”
ปลาวาฬ หนึ่งในเพื่อนสนิทของฉันหันมาเอ่ยถามด้วยความสงสัย หลังจากที่มันได้ยินเสียงถอนหายใจของฉันเมื่อกี้
“กูหิว”
ฉันพึมพำตอบกลับไป และคำตอบของฉันทันก็ทำให้อีปลาวาฬมองหน้าฉันมาด้วยสายตาเอือมระอาทันที เพราะฉันเป็นพวกประเภทที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกิน เพราะนอกจากเรื่องกินแล้วในหัวของฉันมันก็ไม่มีเรื่องอื่นให้คิดอีกเลย อ่อ ลืมแนะนำตัวเองไปซะสนิท นารา คือชื่อของฉัน ส่วนชะนีที่ฉันพูดด้วยเมื่อกี้ก็คือเพื่อนสนิทของฉันเอง แต่ตอนนี้นอกจากพวกฉันสองคนยังมีอีกัสตุ๊ดที่ชอบทำตัวน่าหมั่นไส้และอีชีต้าร์ชะนีติดผัวนั่งรวมอยู่ด้วย
ซึ่งตอนนี้พวกฉันกำลังนั่งรอเวลาเลิกเรียนกันอยู่น่ะ เพราะก่อนหน้านี้อาจารย์ประจำวิชาได้สั่งงานให้พวกฉันนั่งทำในคาบเรียนไปพลางๆ ในระหว่างที่อาจารย์ออกไปประชุมด่วน และตอนนี้ฉันก็ทำงานที่ว่านั่นเสร็จแล้วด้วย แต่จะลุกออกไปจากห้องเลยก็ไม่ได้ เพราะต้องรอส่งงานท้ายคาบพร้อมกับรอเช็กชื่อกับอาจารย์อีกที เพราะอย่างนั้นฉันเลยต้องมานั่งถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายอย่างที่เห็นนี่แหละ นอกจากฉันจะเบื่อแล้ว ตอนนี้ฉันก็เริ่มหิวแล้วด้วย เฮ้อ ฉันหิวจนแทบจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วเนี่ย เมื่อไหร่อาจารย์จะประชุมเสร็จเนี่ย
“นอกจากเรื่องกิน มึงเคยคิดถึงเรื่องอื่นบ้างไหมวะอีนารา”
ก็เพราะว่าฉันชอบกินนี่น่า จะให้นึกถึงเรื่องอื่นนอกจากเรื่องอาหารละก็ ฉันนึกไม่ออกหรอก เพราะหัวสมองที่แสนว่าเปล่าของฉันมันได้อุทิศให้กับเรื่องอาหารการกินไปหมดแล้ว อ่อ ฉันบอกไปหรือยังนะว่าตอนนี้พวกฉันเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่แล้ว ใช่ ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่พวกฉันจะอยู่ในชุดนักศึกษากันยังไงล่ะ จะว่าไปเวลามันผ่านไปเร็วเหมือนกันนะเผลอแป๊บเดียวฉันก็จะเรียนจบแล้ว เฮ้อ ฉันรู้สึกว่าฉันยังใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยไม่คุ้มเลย เพราะยังเหลือโรงอาหารอีกตั้งหลายคณะที่ฉันยังไม่มีโอกาสได้ไปบุก สงสัยฉันคงต้องเร่งมือเก็บแต้มแล้วล่ะ
“ไม่อะ”
“เฮ้อ ยอมใจมึงจริงๆ”
“วันนี้แวะไปกินข้าวที่ตึกคณะแพทย์ดีไหม กูได้ยินข่าวว่าที่นั่นมีร้านข้าวแกงอร่อยๆ อยู่ด้วย”
“ทำไมต้องถ่อไปกินไกลถึงคณะแพทย์ด้วยวะ ข้าวมันก็เหมือนๆ กันไม่ใช่เหรอ โรงอาหารใต้ตึกคณะเราก็มีร้านข้าวอร่อยๆ เปิดอยู่ตั้งเยอะ”
“ก็กูเบื่อร้านข้าวแถวนี้แล้วอะ และอีกอย่างกูยังไม่เคยไปลองกินข้าวที่นั่นเลย พากูไปกินสักครั้งเถอะนะ”
เรื่องอื่นฉันยอมได้ แต่เรื่องกินฉันพลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นต่อให้ฉันต้องลงไปนั่งคุกเข่าอ้อนวอนฉันก็จะทำ
“เฮ้อ ให้ตายสิ เออๆ ไปก็ไป”
“เยส”
ฉันอมยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจทันทีหลังจากที่อีปลาวาฬมันรับปากว่าจะพาฉันไปกินข้าวที่ตึกคณะแพทย์ อ่า อยากรู้จังว่ามันจะอร่อยอย่างที่ฉันได้ยืนข่าวลือมาหรือเปล่า อืม ฉันจะเลือกกินอะไรดีนะ แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้วสิ
(สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ เปิดประเด็นข่าวแซ่บ รายการที่จะพาคุณผู้ชมมานั่งเม้าท์ เกี่ยวกับข่าวสารในวงการบันเทิงต่างๆ ด้วยประเด็นสุดฮอต และเผ็ดร้อนในทุกกระแสข่าว และในวันนี้แขกรับเชิญที่ได้มาเยี่ยมชมรายการของเราก็คือวงดนตรีสุดฮอตที่กุมหัวใจหญิงสาวเกือบทั่วทั้งประเทศ ขอต้อนรับสมาชิกวง ไดอาโทนิค (Diatonic) ค่ะ)
แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังนึกถึงเมนูอาหารที่ฉันจะกินหลังจากที่เลิกเรียนอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงพูดของใครคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมา และที่มาของเสียงดังกล่าวมันก็ดังมาจากโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของอีกัสนั่นเอง อีกัสมันกำลังดูอะไรของมันอยู่กันนะ เล่นเปิดซะเสียงดังขนาดนั้นมันจงใจเรียกร้องความสนใจให้ตัวเองอยู่หรือไง และแน่นอนว่ามันได้ผล เพราะตอนนี้มันสามารถดึงความสนใจจากฉันไปได้แล้วหนึ่งคน
(สวัสดีครับพวกเราวงไดอาโทนิคครับ)
“อ๊าย หล่อมากเลยทูลหัวของบ่าว”
เสียงของอีกัสกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นมาเมื่อมีเสียงผู้ชายมากกว่าหนึ่งคนดังออกมาจากโทรศัพท์ของมัน มันเลยทำให้ฉันชะโงกหน้าไปดูที่หน้าจอโทรศัพท์ของอีกัสด้วยความสนใจก็เห็นว่าตอนนี้อีกัสมันกำลังนั่งดูรายการบันเทิงรายการหนึ่งอยู่
“ใครวะ”
ฉันเอ่ยถามมันออกไปด้วยความสงสัยเพราะผู้ชายที่เป็นแขกรับเชิญในรายการที่อีกัสกำลังดูอยู่ตอนนี้มันดูคุ้นหน้าคุ้นตายังไงก็ไม่รู้สิ เหมือนฉันเคยเห็นแต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นจากที่ไหน
“พวกพี่ๆ วงไดอาโทนิคไง”
“อ่อ วงนี้นี่เอง”
วงไดอาโทนิค เป็นวงดนตรีที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นพวกประเภทที่ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องกิน แต่ฉันก็เคยเห็นผลงานของพวกเขาผ่านหูผ่านตามาบ้างเพราะวงนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงมานานแล้ว และอีกัสเพื่อนของฉันคนนี้ก็เป็นแฟนคลับตัวยงของพวกเขาด้วย ฉันจึงได้ยินอีกัสมันพูดถึงบ่อยๆ ก็ว่าทำไมเมื่อกี้ฉันถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาพวกเขา
“มึงอย่าพึ่งมารบกวนเวลาเสพความสุขของกูตอนนี้เด็ดขาด กูกำลังตั้งใจดูสุดหล่อของกูอยู่ เข้าใจไหม”
อีกัสเอ่ยกับฉันเพียงแค่นั้นก่อนที่มันจะหันไปเพ่งความสนใจที่หน้าจอโทรศัพท์ของมันต่อ ส่วนฉันนั้นก็ทำได้แค่มองหน้าอีกัสด้วยสายตาเอือมระอาเพราะเพื่อนของฉันคนนี้ไม่เคยสนใจเรื่องอื่นเลยนอกจากเรื่องผู้ชาย เรียกง่ายๆ ก็คือ อีกัสมันบ้าผู้ชายน่ะ ยิ่งเฉพาะผู้ชายหล่อๆ มันยิ่งบ้าจนแทบคลั่งเลยล่ะ
(ยินดีด้วยนะคะสำหรับเพลงใหม่ที่พึ่งปล่อยออกมา เรียกได้ว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดีกันเลยทีเดียว รู้สึกยังไงบ้างคะกับกระแสตอบรับในครั้งนี้)
(ตอนแรกก็รู้สึกกังวลมากครับ เพราะเพลงที่พวกเราพึ่งปล่อยออกมานั้นถือว่าเป็นแนวเพลงใหม่ที่วงของพวกเราไม่เคยทำมาก่อน แต่กระแสตอบรับออกมาดีกว่าที่คาดไว้แบบนี้ พวกผมดีใจมากเลยครับ)
(เพลงเพราะมากเลยค่ะ ดิฉันเปิดฟังวันละสิบรอบเลย)
(ขอบคุณครับ)
(เอ่อ..จะว่าไปดิฉันได้ยินมาว่าเพลงที่พึ่งปล่อยออกมาครั้งนี้คุณโซ่เป็นคนแต่งเนื้อร้องและทำนองเองใช่ไหมคะ และแนวเพลงก็เป็นเพลงรักแบบนี้ไม่ทราบว่าคุณโซ่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหรอคะ)
(จู่ๆ มันก็ผุดขึ้นมาในหัวครับ)
(ดิฉันนึกว่าคุณโซ่แต่งออกมาจากชีวิตจริงซะอีก เล่นเอาซะดิฉันอินไปกับเพลงเลยค่ะ อ่อ คุณโซ่มีความคิดเห็นยังไงบ้างคะที่น้องพิมนางเอกเอ็มวีเพลงใหม่ของวงไดอาโทนิคให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าคุณโซ่เป็นผู้ชายที่ตรงตามสเปกของเธอ)
(เธอไม่ใช่คนแรกที่บอกแบบนี้ครับ เพราะแฟนคลับผมเกือบครึ่งหนึ่งก็เคยบอกไว้แบบนี้เหมือนกัน)
ฉันถึงกับเบะปากของตัวเองด้วยความรู้สึกหมั่นไส้กับความมั่นใจของคนที่พูดประโยคเมื่อกี้ขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้สนใจกับสิ่งที่อีกัสกำลังดูอยู่ตอนนี้ก็เถอะ แต่มันเล่นซะเปิดเสียงดังแบบนั้นมันเลยเลี่ยงไม่ได้ที่ฉันจะได้ยิน
(แหม่ คุณโซ่เล่นพูดออกมาแบบนี้น้องพิมได้ยินคงเสียใจแย่เลยนะคะ)
(เราเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันครับ เธอคงไม่เสียใจกับเรื่องแค่นี้หรอกครับ)
(ฮ่าๆ ค่ะ เอ่อ..ถ้าอย่างนั้นสุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ ทางบ้านบ้างคะ)
(พวกเราวงไดอาโทนิคขอฝากผลงานเพลงใหม่และคอนเสิร์ตที่กำลังจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ด้วยนะครับ แล้วเจอกันครับ)
(ค่ะ สุดท้ายนี้ขอบคุณวงไดอาโทนิคที่มาเป็นแขกรับเชิญในวันนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่อาทิตย์หน้าค่ะ)
“พี่โซ่โซแบดมากเลย สมน้ำหน้าอีนังน้องพิม โดนแหกหน้ากลางรายการเลยไหมล่ะ”
ฉันไม่เข้าใจอีกัสเลยจริงๆ จากที่ฉันฟังบทสัมภาษณ์เมื่อกี้ฉันว่าผู้ชายที่ชื่อว่าโซ่อะไรนั่นเป็นผู้ชายที่นิสัยเสียเอามากๆ เลยนะ เพราะคนดีๆ ที่ไหนเขาจะให้สัมภาษณ์แบบนั้นกันละ ต่อให้เขาดังมาจากไหนก็เถอะ แต่เขาจะน่าพูดรักษาน้ำใจคนอื่นบ้าง ไม่ใช่พูดไม่ถนอมน้ำใจคนอื่นไปแบบนั้น เฮ้อ ผู้ชายที่มีความมั่นใจแบบผิดๆ แบบนี้ฉันละเกลียดที่สุดเลย
“มึงชอบไปได้ไง ผู้ชายนิสัยแบบนั้น”
“ก็พี่เขาหล่อ”
เออเนอะ ฉันลืมไปซะสนิทว่าเพื่อนฉันมันไม่สนใจอะไรนอกจากความหล่อของผู้ชาย
“ว่าแต่ช่วงนี้มึงว่างไหมอีนารา”
“ถามทำไม”
“กูจะชวนมึงไปดูคอนเสิร์ตวงไดอาโซนิคเป็นเพื่อนกู”
หืม แล้วทำไมมันต้องชวนฉันด้วย
“ทำไมต้องเป็นกู”
“ก็ชะนีคนอื่นติดผัวหมดยกเว้นมึงคนเดียวที่ยังโสดแถมยังทำตัวว่างอีก กูถึงได้เลือกมึงยังไงล่ะ”
อ้าว ฉันโสดฉันว่างแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่ฉันต้องไปคอนเสิร์ตเป็นเพื่อนมันด้วยเนี่ย ไม่เอาหรอก ฉันไม่ไป
“กูไม่ไป มึงไปคนเดียวเถอะ”
ฉันปฏิเสธมันไปแบบไร้เยื่อใยเพราะไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่ไปคอนเสิร์ตบ้าๆ นั่นกับมันเด็ดขาด ให้ตายยังไงก็ไม่ไป
“กูเลี้ยงเค้กหน้ามออาทิตย์หนึ่ง”
หือ เค้กเหรอ
“มึงไม่สนใจข้อเสนอกูสักนิดเหรออีนารา”
“...”
“อาทิตย์หนึ่งเลยนะที่มึงจะได้กินเค้กฟรีๆ แบบไม่เสียตัง”
“วันไหน”
“พรุ่งนี้”
“ดิล”
“ให้มันได้อย่างนี้สิวะ เพื่อนรัก”
โซ่ Talk
“เฉียบ เฮียโซ่แม่งติดเทรนด์ทวิตเตอร์เฉยเลยว่ะ”
“ดูเหมือนว่ารายการที่พวกเราไปอัดเมื่อหลายวันก่อนจะออนแอร์แล้วสินะ”
“คำตอบของเฮียโซ่คงเป็นประเด็นร้อนน่าดู ป่านนี้น้องพิมที่ถูกเฮียเขาแหกหน้ากลางรายการจะเป็นไงบ้างวะ”
“นั่นดิ แล้วเฮียมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงบ้างอะเฮียโซ่”
ประโยคนั่นทำให้ผมที่เป็นเจ้าของชื่อที่กำลังเป็นตกเป็นประเด็นร้อนให้คนพูดถึงเมื่อกี้ถึงกับต้องปรือตาขึ้นมาทันที ก่อนที่ผมจะเลื่อนสายตาไปมองหน้าคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องเดียวกันกับที่ผมกำลังอยู่ในตอนนี้ด้วยสายตาง่วงงุนก็เห็นว่าตอนนี้สายตาของทุกคนกำลังมองมาที่ผมเป็นตาเดียวอยู่
“หืม มองทำไม มีอะไรข้องใจก็ว่ามา”
ผมเอ่ยถามกลับไป ก่อนที่จะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนโซฟาที่ผมใช้แทนเตียงนอนงีบหลับก่อนหน้านี้ แล้วเอื้อมมือไปหยิบเอาขวดน้ำเปล่าขวดหนึ่งมาเปิดแล้วจัดการกรอกน้ำเข้าปากเพื่อดับความกระหายให้ตัวเองทันที
“อ้าว ที่พูดกันเมื่อกี้เฮียไม่ได้ยินเหรอ”
ถ้าหากว่าผมได้ยินที่พวกมันพูด ผมจะถามกลับไปอย่างนั้นเหรอ และอีกอย่างเมื่อกี้ผมก็หลับอยู่ด้วยจะไปได้ยินพวกมันพูดกันได้ยังไง ผมตื่นเพราะผมได้ยินเหมือนมีคนเรียกชื่อผมก็แค่นั้น นอกจากชื่อของตัวเองผมก็ไม่ได้ยินอะไรนอกเหนือจากนี้อีกแล้ว
“กูหลับ”
“ช่างเรื่องนั้นเถอะ ตอนนี้เฮียรู้ไหมว่าชื่อของเฮียติดเทรนด์ทวิตเตอร์อีกแล้ว”
หืม ชื่อของผมติดเทรนด์ทวิตเตอร์อย่างนั้นเหรอ อ่า ครั้งนี้ติดเพราะเรื่องวุ่นวายอะไรอีกวะเนี่ย
“#โซ่สายเบรก ตอนนี้ติดท็อปเทรนด์ทวิตเตอร์เรียบร้อยแล้วว่ะเฮีย”
อ่อ ผมยังไม่ได้บอกไปสินะว่าตอนนี้ผมเป็นใครมาจากไหน โซ่ คือชื่อของผม ตอนนี้ก็อายุยี่สิบหกปีแล้ว ซึ่งผมเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่มักจะชอบเล่นเครื่องดนตรีเป็นงานอดิเรก และตอนนี้ผมก็มีวงเป็นของตัวเอง ชื่อว่าวงไดอาโทนิค ผมทำหน้าที่เป็นมือเบสประจำวง ซึ่งวงของผมได้ถูกก่อตั้งมาร่วมห้าปีแล้ว โดยมีสมาชิกทั้งหมดสี่คน และคนที่เอาแต่เรียกผมว่าเฮียเมื่อกี้มันก็เป็นหนึ่งในสมาชิกในวงของผมเช่นเดียวกัน มันมีชื่อว่าไอ้ภีม เป็นมือกลองประจำวงของผมเอง มันอายุน้อยกว่าผมสี่ปี ตอนนี้มันน่าจะเรียนอยู่ปีสี่แล้วล่ะมั้ง
และนอกจากไอ้ภีมที่กำลังพูดกับผมอยู่ตอนนี้แล้ว ยังมีสมาชิกคนอื่นๆ รวมตัวอยู่ในห้องด้วย ซึ่งก็มี ไอ้แรม ที่ทำหน้าที่เป็นนักร้องประจำวงควบด้วยตำแหน่งเพื่อนสนิทของผม และไอ้โปรดที่เป็นรุ่นน้องที่สนิทกับพวกผมมาตั้งแต่มัธยมและมันก็รับหน้าที่เป็นมือกีตาร์ประจำวง ซึ่งตอนนี้สมาชิกในวงของพวกผมส่วนใหญ่ก็อยู่ในวัยทำงานกันหมดแล้ว จะเหลือก็แค่ไอ้ภีมคนเดียวที่ยังเรียนอยู่ อ่อ ไอ้โปรดมันอายุห่างจากผมแค่หนึ่งปีน่ะ
“แถมชื่อของเฮียยังได้พาดหัวข่าวอีกด้วยนะ เดี๋ยวผมอ่านให้ฟัง ‘นักดนตรีหนุ่มหน้าหล่อลั่นปากกับพิธีกรกลางรายการปัดว่าดาราสาวอย่างน้องพิมที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าหนุ่มโซ่เป็นหนุ่มในดวงใจเบรกเอาไว้เป็นแค่เพื่อนร่วมงาน งานนี้...’ ”
“พอ ไม่ต้องอ่านแล้ว”
ก่อนที่ไอ้ภีมมันจะอ่านข่าวมาทั้งหน้าผมก็ได้เอ่ยปากห้ามมันเอาไว้เพราะเรื่องแบบนี้มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมต้องเจอ เพราะสถานะภาพของผมในตอนนี้เรียกได้ว่าไม่ว่าผมจะเดินไปไหนหรือว่าทำอะไรก็มักจะตกเป็นข่าวให้ชาวบ้านพูดถึงได้ตลอด เพราะผมดันบังเอิญเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่จู่ๆ ก็ดันมีชื่อเสียงขึ้นมาน่ะและชื่อเสียงที่ว่านั่นผมก็ได้มันมาเมื่อห้าปีก่อน ซึ่งตอนนี้พวกผมก็ได้กลายเป็นบุคคลไม่ว่าใครต่างก็รู้จักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่กว่าพวกผมจะเดินทางมาถึงตอนนี้ได้ พวกผมก็ผ่านอะไรมาค่อนข้างมาก เพราะเมื่อก่อนพวกผมเป็นแค่วงดนตรีโนเนมที่เล่นในผับก็แค่นั้น ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือว่าเส้นสายอะไรในแวดวงการบันเทิงเลยสักนิด ทุกอย่างที่พวกผมได้มาล้วนเกิดมาจากความพยายามของพวกผมทั้งนั้น ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยหรือว่าให้การสนับสนุนเลยแม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้นพวกผมจึงค่อนข้างที่จะรู้สึกภูมิใจในตัวของตัวเองและผลงานที่ทำออกมาเป็นอย่างมาก
แต่ที่ทำให้ผมต้องรู้สึกหงุดหงิดแบบนี้มันก็เป็นเพราะว่าผู้คนส่วนใหญ่สนใจกันผิดจุดนี่สิ มันก็ดีที่พวกผมเป็นที่สนใจของคนได้เยอะขนาดนี้ แต่สิ่งที่พวกผมอยากให้คนเหล่าสนใจก็คือผลงานเพลงมากกว่า เรื่องไร้สาระอย่างข่าวซุบซิบที่กำลังเป็นกระแสให้พูดถึงในตอนนี้ อ่า แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมคนนี้รู้สึกเบื่อกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ได้ยังไงกันล่ะ
“เรื่องไร้สาระพวกนั้นกูไม่สนใจหรอก”
“คนอย่างมึงเคยสนใจอะไรอย่างอื่นนอกจากเรื่องทำเพลงบ้างไหมวะ”
ไอ้แรมเอ่ยพูดกับผม เพราะมันคือคนที่น่าจะรู้ตัวตนของผมดีที่สุดว่าผมเป็นคนยังไง เพราะไอ้แรมมันรู้จักกับผมมานานกว่าคนอื่นๆ ในวงน่ะ
“ไม่มี”
ผมตอบไป เพราะความสนใจของผมตอนนี้มันมีแค่เรื่องทำเพลงแค่อย่างเดียวเท่านั้น ตอนนี้ผมอยากจะโฟกัสกับมันมากที่สุดเพราะหลังจากนี้ผมคงทุ่มเวลาให้กับการทำเพลงเหมือนอย่างตอนนี้ไม่ได้แน่ เพราะนอกจากเรื่องวงดนตรีผมยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับอีกหนึ่งอย่างก็คือ ผมต้องสืบทอดกิจการต่อจากพ่อของผม และเวลานั้นมันก็ใกล้จะมาถึงแล้วด้วย ในเมื่อตอนนี้ผมยังทุ่มกับการทำเพลงได้ผมก็ควรสนใจมันให้ถึงที่สุดสิ
“มึงนี่นา เวลาสนใจอะไรมึงก็จะจดจ่ออยู่กับสิ่งสิ่งนั้นแค่อย่างเดียว ถามจริงเถอะ มึงไม่คิดที่จะสนใจอย่างอื่นเลยเหรอ อย่างเช่นเรื่องความรักอะไรแบบเนี่ย”
“ไร้สาระ ของแบบนั้นกูไม่ต้องการหรอก”
“เฮ้อ ชีวิตมึงนี่จืดชืดฉิบหาย แต่แปลกนะ คนจืดชืดอย่างมึงกลับแต่งเพลงออกมาได้ดี”
แปลกตรงไหน ผมว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องของพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวมากกว่า ถ้าหากว่าเราสามารถหามันเจอเราก็จะสามารถประยุกต์ใช้มันได้อย่างสร้างสรรค์เหมือนอย่างที่ผมในตอนนี้ยังไงล่ะ
“แถมสาวๆ ยังตามกรี๊ดมึงอีก สงสัยผู้หญิงสมัยนี้คงชอบของแปลกอย่างไอ้โซ่กันแน่วะ”
มันเป็นเรื่องปกติที่ผมมักจะถูกบรรดาสมาชิกในวงพูดเกี่ยวกับตัวผมแบบนี้ เพราะผมเองก็รู้ตัวดีว่าชีวิตของผมมันค่อนข้างจืดชืดไม่มีสีสันเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ไม่ใช่ว่าผมทำให้ชีวิตตัวเองมีสีสันไม่ได้หรอกนะ ผมทำได้ถ้าผมจะทำ แต่ที่ผมยังทำตัวจืดชืดแบบนี้เป็นเพราะว่าผมชอบที่ผมแบบนี้มากกว่า ผมชอบความสงบผมแปลกตรงไหน
“หนึ่งในนั้นก็มีน้องพิมนางเอกเอ็มวีเพลงใหม่ของเราอยู่ด้วย จะว่าไป ป่านนี้น้องพิมคงวีนแตกไปแล้วแน่ๆ ที่เฮียโซ่ให้สัมภาษณ์ไปแบบนั้น”
น้องพิมอะไรนั่น เธอคือนางเอกที่พึ่งมาแสดงในเอ็มวีเพลงใหม่ล่าสุดที่วงของพวกผมพึ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งในช่วงที่พวกเรากำลังถ่ายทำเอ็มวีเพลงกันอยู่นั้น เธอได้แสดงท่าทีอย่างเปิดเผยว่าเธอสนใจในตัวผมแถมยังเคยเข้ามาให้ท่าผมหลายต่อหลายครั้งอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผมปฏิเสธเธอไปอย่างไร้เยื่อใยทุกครั้งเพราะผมไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด
และนอกจากเรื่องนั้นแล้ว เธอยังไม่ค่อยสนใจทำงานสักเท่าไหร่อีกด้วย ผมคบคิดที่จะหานางเอกคนใหม่มาทำแทนเธอแล้วนะ แต่ดูเหมือนว่าที่เธอมาเป็นนางเอกเอ็มวีได้มันเป็นเพราะทางสปอนเซอร์ฝากฝังมา ไอ้ผมก็ขัดใจอะไรไม่ได้ด้วยสิเลยต้องปล่อยเลยตามเลยอย่างที่เห็น แต่ไม่คิดว่าเจ้าหล่อนจะไปให้สัมภาษณ์กับนักข่าวจนต้องเป็นเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าจะโทษว่าเป็นความผิดของผมก็ที่ตอบพิธีกรอย่างไม่ไว้หน้าเธอไปแบบนั้นก็คงไม่ได้ เพราะที่ผมพูดออกไปทั้งหมดนั้นมันคือความจริงนี่นา
“มึงก็น่าจะพูดไว้หน้าน้องเขาบ้าง อย่างน้อยน้องเขาก็เป็นนางเอกเอ็มวีเพลงใหม่ของเรา”
“กูตอบไปตามความจริง”
ใช่ และในเมื่อผมพูดความจริงมันก็ย่อมไม่ใช่ความผิดของผมสิ และอีกอย่างผมไม่ได้รู้สึกผิดอะไรกับคำตอบที่ผมได้พูดออกไปเลยสักนิด เพราะฉะนั้นอย่าโทษว่าเป็นความผิดของผม
“และอีกอย่าง ได้งานเพราะเส้นสายแบบนั้น กูต้องไว้หน้าอะไรอีกล่ะ”
“เฮ้อ มึงนี่นา ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ”
“กูก็เป็นของกูแบบนี้มานานแล้ว จะให้กูเปลี่ยนไปเพราะคนคนเดียวกูไม่ทำหรอก”
“เออๆ กูเชื่อแล้วว่าไม่มีใครในโลกนี้มาทำให้คนอย่างมึงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้”
แกรก!
“ทุกคน เตรียมตัวกันถึงไหนแล้ว”
ในระหว่างที่พวกผมกำลังคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ ประตูห้องพักที่พวกผมกำลังนั่งอยู่ก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างของพี่ก้อง ผู้จัดการประจำวงของพวกผมเดินหอบเอาข้าวของเต็มมือเข้ามาในห้องพักด้วย
“เฮียโซ่พึ่งตื่นครับพี่ก้อง”
“อ่อ ถ้าอย่างนั้นรีบๆ แต่งหน้ากันเลย ใกล้ถึงเวลาแล้ว”
พี่ก้องเอ่ยเร่ง มันเลยทำให้ผมต้องลุกขึ้นจากโซฟาที่ผมใช้ทั้งนั่งทั้งนอนก่อนหน้านี้แล้วเดินไปนั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้งที่มีเครื่องสำอางมากมายวางอยู่เต็มไปหมดเพื่อที่ผมจะได้แปลงโฉมให้กับตัวเอง อ่อ วันนี้พวกผมมีงานสำคัญรออยู่น่ะ มันเป็นงานที่พวกผมตั้งหน้าตั้งตารอมานานแล้ว นั่นก็คือ คอนเสิร์ตครบรอบห้าปีของวงของพวกผมยังไงล่ะ และตอนนี้พวกผมก็อยู่กันที่ห้องพักด้านหลังเวทีเพื่อที่จะขึ้นไปแสดงดนตรีสดต่อหน้าคนนับหมื่นคนอยู่ อ่า และแล้ววันนี้ก็มาถึงสักที ผมรอวันนี้มานานแล้ว รู้สึกประหม่าเหมือนกันแฮะ
นารา Talk
“โห่”
ฉันถึงกับต้องอุทานออกมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นทันทีหลังจากที่ฉันได้เห็นสิ่งที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าของตัวเองตอนนี้เข้า ซึ่งมันเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกอลังการและละลานตาเวลาที่ได้มองมากจริงๆ ว้าว ที่นี่ที่ไหน มันคือสวรรค์บนดินหรือเปล่า
“รอก่อนนะ นารากำลังไปหาแล้ว”
ฉันพึมพำพูดออกมาด้วยความตื่นเต้นก่อนที่ฉันจะเดินลิ่วเข้าไปหาสิ่งสิ่งนั้นทันทีโดยที่ฉันไม่ลังเลเลยสักนิด อ่อ คงสงสัยกันใช่ไหมล่ะว่าอะไรกันที่ทำให้ฉันคนนี้รู้สึกตื่นเต้นได้มากขนาดนี้ แน่นอนว่ามันมีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นแหละที่ทำให้ฉันมีชีวิตชีวาในวันที่แสนน่าเบื่อแบบนี้ได้นั่นก็คือบรรดาอาหารคาวหวานทั้งหลายยังไงล่ะ และตอนนี้ต่อหน้าฉันมันกำลังมีงานอีเว้นท์สำหรับสายกินอย่างฉันตั้งอยู่ด้วย
อ่า โชคดีชะมัด ฉันนึกว่าวันนี้มันจะเป็นวันที่น่าเบื่อสำหรับฉันแล้วซะอีก แต่พอเห็นบูธขายอาหารเรียงรายอยู่ต่อหน้าฉันแบบนี้แล้ว คำว่าเบื่อที่ฉันคิดก่อนหน้านี้มันก็หายไปหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เอาอันนี้ที่หนึ่งค่ะ”
ทันทีที่ฉันเดินมาถึงบูธขายอาหารร้านหนึ่ง ฉันก็สั่งอาหารกับพนักงานทันที และในระหว่างที่ฉันกำลังรอให้พนักงานทำอาหารให้ฉันอยู่นั้น สายตาของฉันมันก็กวาดมองดูรอบๆ พื้นที่ตัวเองยืนอยู่เพื่อที่จะหาเป้าหมายต่อไป แน่นอนว่าฉันไม่คิดที่จะหยุดอยู่แค่ร้านเดียวแน่ ในเมื่อมีบูธขายอาหารอยู่เยอะขนาดนี้ฉันก็ต้องกินให้คุ้มสิ
“กูว่าแล้วมึงต้องอยู่ที่นี่”
แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังกวาดสายตามองรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นมา พร้อมกับมือของคนคนนั้นเอื้อมมาแตะไหล่ของฉัน พอฉันหันไปมองก็เห็นว่าเป็นอีกัสนั่นเอง
“อ้าว มาแล้วเหรอ”
ฉันเอ่ยทักทายมันไปและมันก็เป็นจังหวะกันที่อาหารที่ฉันสั่งเมื่อกี้ทำเสร็จพอดี ฉันเลยหันไปจ่ายเงินให้กับพนักงานแล้วรับอาหารที่ว่านั่นมาถือแล้วจัดการยัดใส่ปากตัวเองทันทีโดยไม่สนใจเลยสักนิดว่าตอนนี้อีกัสมันกำลังยืนทำหน้ายักษ์ใส่ฉันอยู่หรือเปล่า เพราะสิ่งที่ฉันสนใจตอนนี้มันก็มีแค่เรื่องกินเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นแหละ อ่า ฟินจัง
“กูบอกให้มึงยืนรออยู่ที่ทางเข้าไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมมึงถึงมายืนตรงนี้ รู้ไหมว่ากูเดินหามึงตั้งนาน”
“ก็กูหิว”
ฉันพึมพำพูดกับอีกัสแล้วก็หันมาจดจ่อกับการกินต่อ
“นี่มึงไม่ได้กินข้าวมาเหรอ”
“กินแล้ว”
“กินแล้วแต่ยังหิวอีกเนี่ยนะ”
“มึงจะหงุดหงิดทำไม วันนี้ก็มาเป็นเพื่อนมึงก็ถือเป็นบุญคุณแค่ไหนแล้ว”
“ได้ข่าวว่ากูล่อมึงมาด้วยเค้กฟรีไม่ใช่เหรอ”
เออว่ะ
“รีบๆ กิน คอนเสิร์ตใกล้จะเริ่มแล้ว”
อ่อ ฉันบอกไปหรือยังนะว่าวันนี้ฉันมาทำอะไรกับอีกัสที่นี่ ก็วันนี้มันเป็นวันที่ฉันต้องมาดูคอนเสิร์ตเป็นเพื่อนอีกัสตามที่ฉันได้ตกลงทำสัญญากับมันตั้งแต่เมื่อวานนั่นแหละ จริงๆ แล้วฉันก็อยากจะชิ่งหนีอยู่หรอกนะเพราะฉันมันเป็นพวกประเภทที่ไม่ค่อยชอบมาอยู่ในพื้นที่แออัดและเสียงดังน่ะ แต่ที่ฉันมาวันนี้ก็เพราะว่าถ้าหากฉันเบี้ยวนัดอีกัสล่ะก็ ฉันคงถูกอีกัสมันเล่นงานฉันจนน่วมในวันถัดไปแน่ๆ ฉันเลยต้องจำใจมาอย่างที่เห็นนั่นแหละ ส่วนเรื่องเค้กฟรีมันก็เป็นแค่ของแถมเล็กน้อยๆ ก็แค่นั่นแหละ
“อ้าว กูพึ่งเริ่มเองนะ ยังมีอีกตั้งหลายอย่างที่กูยังไม่ได้ลองกินเลย”
“ไว้ค่อยกลับมาลองที่หลัง ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว รีบไปกันเถอะ”
แล้วอีกัสมันก็ลากฉันเดินออกมาจากบูธขายอาหารทันทีแล้วลากฉันเดินตรงไปยังโซนที่จัดแสดงคอนเสิร์ตแทน ซึ่งพื้นที่ตรงนี้มีบรรยากาศที่ต่างจากบูธขายอาหารที่ฉันยืนอยู่ก่อนหน้านี้มาก เพราะที่นี่ทั้งร้อนทั้งแออัด แถมคนก็เยอะมากจนเบียดเสียดไปหมด นี่ถ้าหากว่าฉันพลัดหลงกับอีกัสตรงนี้ฉันคงไม่มีทางหามันเจอได้แน่ๆ เพราะเหตุนั้นฉันเลยกอดแขนอีกัสไว้แน่นเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้
“กูเปลี่ยนใจตอนนี้ทันไหม”
“ไม่ทันแล้วเพื่อนรัก เพราะมึงมาไกลเกินกว่าที่จะเดินออกไปได้แล้ว”
ใช่ ฉันมาไกลเกินที่จะเดินออกไปได้แล้วจริงๆ เพราะประตูทางเข้ามันอยู่ห่างไปมากเลยล่ะ ถ้าหากฉันเดินกลับไปฉันคงถูกคนเหยียบตายตรงหน้าทางเข้าแน่ๆ ในเมื่อหมดหนทางที่จะกลับไปแบบนี้แล้วฉันคงต้องเดินหน้าต่อสินะ
เฮ้อ ให้ตายสิ นี่ฉันมาทำบ้าอะไรที่นี่เนี่ย ฉันคิดกับตัวเองในใจด้วยความอนาถใจก่อนที่จะยึดเกาะแขนของอีกัสให้แน่นกว่าเดิมแล้วค่อยๆ เดินตามมันเข้าไปในฮอลล์ที่ใช้จัดแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้ด้วยความยากลำบาก แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังเดินเกาะแขนอีกัสอยู่นั้น จู่ๆ ฉันก็เกิดความสงสัยบางอย่างขึ้นมาหลังจากที่ฉันเห็นว่าอีกัสมันกำลังพาฉันเดินผ่านจุดที่เป็นพื้นที่สำหรับคนที่ซื้อบัตรสำหรับการนั่งกูคอนเสิร์ต
“นี่มึงไม่ได้ซื้อบัตรนั่งเหรอ”
“เรื่องอะไรกูจะยอมจ่ายเงินเพื่อมานั่งดูไกลๆ ตรงนี้ด้วยล่ะ”
ห๊ะ นี่มันจะบอกว่ามันไม่ได้ซื้อบัตรนั่งอย่างนั้นเหรอ
“ได้มาดูทั้งทีก็ก็ต้องดูไกลๆ สิ”
หลังจากที่อีกัสพูดกับฉันมาแบบนั้นแล้ว ไม่กี่นาทีต่อมามันก็พาฉันเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าเวที ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ฉันว่ามันให้ความรู้สึกแย่กว่าทางเข้าฮอลล์จัดแสดงอีก เพราะมันทั้งเบียด ทั้งร้อน แถมยังไม่มีที่นั่งอีก นี่อีกัสมันพาฉันมาดูคอนเสิร์ตหรือพาฉันมาทรมานกันแน่เนี่ย อ่า ให้ตายสิ เค้กฟรีอาทิตย์หนึ่งเนี่ยฉันว่ามันเริ่มที่จะไม่คุ้มแล้วล่ะ
“เห็นไหมตรงนี้ดีกว่าตรงนั้นตั้งเยอะ”
อีกัสหันมาพูดกับฉันด้วยความภูมิใจ แต่ตอนนี้มันช่วยดูสีหน้าของฉันตอนนี้ก่อนดีไหม ว่าฉันมีอารมณ์ภูมิใจกับผลงานของมันด้วยหรือเปล่า เฮ้อ ฉันอยากกลับบ้านแล้ว
“ทีนี้แหละกูจะได้เห็นพี่โซ่ชัดๆ สักที”
“สาบานว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่กูจะมาทำอะไรแบบนี้กับมึง”
“เอาน่า เพื่อแต้มบุญของเพื่อน”
เพื่อแต้มบุญของมัน แต่เป็นเวรกรรมของฉัน
ตุ้ม!
“เหี้ย!”
ฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ก็เกิดเสียงดังลั่นสนั่นขึ้นมา และเสียงนั่นมันก็ทำให้ฉันตกใจมาก ตกใจจนฉันทำหน้าเหวอออกมาให้เห็นเลยล่ะให้ตายสิ เมื่อกี้มันคือเสียงอะไรอย่างนั้นเหรอ มีอะไรระเบิดหรือเปล่า
“กรี๊ด!”
แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังตื่นตระหนกกับเสียงดังเมื่อกี้อยู่นั้น จู่ๆ ไฟทุกดวงมันก็มืดสนิทลงจนฉันมองอะไรไม่เห็น แต่นอกจากความมืดสนิทในตอนนี้แล้วยังมีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจนฉันต้องรีบเอามืออุดหูของตัวเองไว้ทันทีเพราะเสียงนั่นมันดังมากจริงๆ อ่า คนพวกนี้จะแหกปากร้องกันทำไมเนี่ย
พรึบ!
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไฟด้านหน้าเวทีสว่างขึ้นมา แต่เสียงกรีดร้องครั้งนี้มันดังกว่าครั้งแรกมาก ดูเหมือนว่าสาเหตุที่ทำให้คนแหกปากร้องดังขึ้นกว่าเดิมมันคงจะมาจากบุคคลที่ยืนอยู่บนเวทีตอนนี้สินะ นี่น่ะเหรอ วงไดอาโทนิคที่อีกัสพูดถึงบ่อยๆ ในช่วงนี้ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นพวกเขาตัวเป็นๆ เพราะที่ผ่านมาฉันจะเห็นพวกเขาได้จากป้ายโฆษณาหรือว่าบนหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น พอได้มาเห็นตัวจริงแบบนี้แล้วก็ยอมรับว่าพวกเขาทั้งสี่คนค่อนข้างโดดเด่นจริงๆ แต่..โดดเด่นไปก็เท่นั่นแหละ เพราะฉันไม่ได้รู้สึกสนใจอะไรพวกเขาเลยสักนิด อ่า อยากออกไปจากที่นี่จัง
ผลัก!
“โอ๊ย”
ในระหว่างคอนเสิร์ตกำลังดำเนินการอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างมากระแทกเข้ากับร่างกายของฉันจนฉันต้องหลุดเสียงร้องออกมาเพราะแรงกระแทกเมื่อกี้มันค่อนข้างแรง และฉันก็รู้สึกเจ็บมากด้วย และแรงที่ว่านั่นมันก็มาจากผู้หญิงที่ยืนอยู่ๆ ข้างๆ ฉันนั่นเอง ซึ่งตอนนี้เธอกำลังกระโดดโลดเต้นไปกับเสียงเพลงอย่างเมามันโดยไม่สนใจเลยสักนิดว่าเมื่อกี้เธอทำให้ฉันเจ็บตัว
“อีกัส ชะนีข้างๆ ชนกู”
ฉันหันไปฟ้องอีกัสเผื่อว่ามันจะช่วยฉันได้
“เรื่องปกติแหละ ทนๆ ไปก่อน กูกำลังมันเลย ว๊าย พี่โซ่ ทางนี้ค่ะทางนี้”
อีเพื่อนเลว ช่วยสนใจฉันสักหน่อยไม่ได้เลยหรือไง
ผลัก!
“โอ๊ย!”
ฉันตวัดสายตาไปมองหน้าคู่กรณีทันทีหลังจากที่ฉันถูกกระแทกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันก็เป็นเหมือนเดิมเพราะชะนีคนนั้นยังคงเมามันกับการเต้นตามจังหวะอยู่เหมือนเดิม
“ให้มันได้อย่างนี้สิ”
ฉันบ่นออกมาด้วยความรู้สึกหัวเสียก่อนที่จะยกแขนขึ้นมากอดอกของตัวเองแล้วพยายามทำใจให้เย็นลง เพราะฉันเข้าใจถึงสถานการณ์ในตอนนี้ดีว่าเรื่องที่ฉันกำลังเจอตอนนี้มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ จริงๆ เพราะที่นี่คนทั้งเยอะ แถมยังเบียดกันอีกมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนมาชนหรือว่ากระแทกฉัน ฉันโทษว่าเป็นความผิดใครไม่ได้หรอก ถ้าหากจะโทษก็คงจะโทษตัวเองนี่แหละที่มาอยู่ผิดที่ผิดทางแบบนี้เอง
แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังยืนควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้เย็นลงอยู่นั้น จู่ๆ สายตาของฉันมันก็ไปสะดุดเข้าอะไรบางอย่างเข้าพอดี อะไรที่ว่านั่นเป็นคน คนที่ว่านั่นตอนนี้ยืนอยู่บนเวที และในมือของเขาก็กำลังถือเบสอยู่ แต่ที่ทำให้ฉันต้องสะดุดตาเมื่อกี้มันไม่ใช่เพราะว่าคนคนนั้นเป็นคนดังหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะสายตาของคนคนนั้นต่างหากล่ะ ตอนนี้สายตาของเขากำลังจ้องมายังจุดที่ฉันยืนอยู่
หืม บังเอิญหรือเปล่า เขาคงไม่ได้มองฉันอยู่หรอกมั้ง เพราะตรงจุดที่ฉันยืนอยู่ตอนนี้มีอีกนับสิบกว่าชีวิตยืนอยู่ด้วย เขาคงแค่มองไปเรื่อยนั่นแหละเพราะจุดที่เขายืนอยู่ตอนนี้มันทำให้เขาสามารถกวาดสายตามองไปตรงไหนก็ได้ และจุดที่ฉันยืนอยู่มันก็อยู่ใกล้เวทีที่เขายืนอยู่ด้วย เขาจะมองมาทางนี้มันก็คงไม่แปลก สงสัยฉันคงจะคิดมากไปเองแหละมั้งที่เมื่อกี้เผลอคิดว่าเขาคนนั้นมองมาที่ฉันอยู่
“อ๊าย พี่โซ่มองมาทางนี้ด้วยแหละ กรี๊ด!”
และเขามีชื่อว่าโซ่ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นมือเบสของวงไดอาโทนิก และเท่าที่ฉันเคยเห็นพวกเขาผ่านตามาบ้างและได้ยืนดูพวกเขาทำการแสดงมาได้สักพักแล้วนั้น ผู้ชายที่ชื่อว่าโซ่คนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีอะไรที่โดดเด่นกว่าสมาชิกคนอื่นในวงมาก ทั้งเรื่องหน้าตาและเสน่ห์ของเขา เพราะแบบนี้สินะ อีกัสมันถึงได้พูดถึงผู้ชายคนนี้กรอกหูฉันแทบทุกวัน
ก็..ยอมรับว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาดีและมีเสน่ห์เหลือล้น แต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะทำให้ฉันรู้สึกสนใจในตัวเขาได้ เพราะฉันค่อนข้างที่จะรู้สึกชินชากับการได้เห็นผู้ชายหน้าตาดีแล้วน่ะ เพราะบรรดาผู้ชายที่อยู่รอบข้างฉันแต่ละคนหน้าตาดีไม่แพ้คนที่ชื่อว่าโซ่นั่นเลยสักนิด อย่างเช่นพี่ชายฉัน เพราะแบบนั้น ฉันเลยรู้สึกต่างจากพวกสาวๆ ที่กำลังส่งเสียงกรีดร้องให้เขาอยู่ข้างล่างเวทีนี้ยังไงล่ะ
“เฮ้อ”
ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วเอียงคอมองไปยังคนที่ยืนอยู่บนเวทีไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะฉันคิดว่าตอนนี้เขาคงไม่ได้มองว่าฉันกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ ฉันถึงได้ถ้าที่จะใช้สายตาแบบนั้นมองไปที่เขา แต่..ผิดคาดแฮะ เพราะหลังจากที่ฉันแสดงสีหน้าแบบนั้นออกไป คนที่ยืนเล่นเบสไปตามทำนองเพลงในตอนนี้ก็ขมวดคิ้วใส่ฉันทันที เอ๊ะ บังเอิญหรือเปล่า หรือว่าเขากำลังจ้องฉันอยู่จริงๆ
“หืม มองอะไรวะ”
ฉันพึมพำพูดกับตัวเอง แล้วคนที่ยืนเล่นเบสอยู่บนเวทีก็ยกคิ้วขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกใจทันที ดูเหมือนว่าเขาจะอ่านปากฉันออกสินะถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนั้น แต่หลังจากที่เขาแสดงสีหน้าแปลกใจให้เห็นแล้ว ต่อจากนั้นเขาก็ส่งยิ้มที่มุมปากมาให้ฉันก่อนที่เขาจะหันไปตั้งใจกับการแสดงต่อ หือ อะไรวะ เมื่อกี้เขาจงใจหว่านเสน่ห์ใส่ฉันอย่างนั้นเหรอ อ่า ให้ตายสิ รู้สึกขนลุกชะมัด
“และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยกันแล้วนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราเองก็รู้สึกลุ้นไม่แพ้กันว่าวันนี้ใครกันนะที่จะเป็นผู้โชคดีที่ได้รับแฟนเซอร์วิสจากพวกเรา”
ฉันก้มหน้าลงไปมองนาฬิกาของตัวเองทันทีเพื่อดูว่าตอนนี้มันใกล้ถึงเวลาที่คอนเสิร์ตจะจบลงหรือยัง เพราะฉันเริ่มที่จะทนไม่ไหวแล้ว
“เอาล่ะครับ คนแรกเริ่มที่น้องเล็กของวงมาจับฉลามเป็นคนแรกเลยดีกว่า”
“ผมได้หมายเลข98 ครับ”
“ผู้โชคดีที่ถือบัตรหมายเลข 98 เชิญขึ้นมาบนเวทีเลยครับ”
“กรี๊ด!”
หืม เขาส่งเสียงกรีดร้องอะไรกัน แล้วนี่เขาไม่เล่นดนตรีต่อกันแล้วเหรอ แล้วทำไมทุกคนถึงได้ดูตื่นเต้นกันขนาดนั้นล่ะ อย่างกับกำลังลุ้นหวยกันอยู่ยังไงยังงั้น
“ต่อไป หมายเลข 378 ครับ”
“ผมได้หมายเลข 642”
แล้วนั่น เขาจับฉลากอะไรกัน
“เอาล่ะครับ และแล้วก็มาถึงคนสุดท้าย โซ่ ออกมาจับเร็ว”
“ขอให้เป็นกูๆ”
ประโยคนั้นทำให้ฉันหันไปมองหน้าอีกัสทันที ซึ่งตอนนี้มันกำลังภาวนาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สิทธ์อยู่ ซึ่งแน่นอนว่าท่าทีแปลกประหลาดของเพื่อนสนิทฉันในตอนนี้ทำให้ฉันต้องมองหน้ามองด้วยสายตาเอือมระอาทันที เพราะไม่คิดว่าการมาดูคอนเสิร์ตในครั้งนี้มันจะทำให้เพื่อนฉันกลายร่างเป็นคนบ้าได้ถึงขนาดนี้ ปกติมันก็บ้าอยู่แล้วน่ะ แต่ฉันไม่เคยเห็นมันบ้าขนาดนี้มาก่อนเลย หืม อีกัสมันโดนของหรือเปล่าวะ ฉันเริ่มจะกลัวมันแล้วสิ
“บุญกุศลที่น้องกัสอุตส่าห์ทำมาน้อยนิด ได้โปรดช่วยลูกด้วย”
“ว่างๆ มึงแวะไปหาหมอหน่อยไหม กูว่ามึงอาการหนักแล้วนะ”
“เงียบก่อนอีนารา กูกำลังทำพิธีอยู่”
อะไรของมันวะ
“และผู้โชคดีของคุณโซ่ก็คือ หมายเลข...”
“ขอให้เป็นกูๆ”
“หมายเลข23 ครับ”
“โห่”
แล้วเสียงโห่ร้องด้วยความผิดหวังก็ดังขึ้นมา ก่อนที่ความเงียบจะค่อยๆ เข้ามาปกคลุม ซึ่งบรรยากาศในตอนนี้มันทำให้ฉันรู้สึกสบายใจเป็นครั้งแรกเลยตั้งแต่ที่เดินเข้ามาอยู่ในนี้ ความเงียบสงบแบบนี้สินะที่ฉันโหยหา อ่า รู้สึกดีจัง
“หมายเลข 23 ครับ อยู่ไหมเอ่ย ช่วยแสดงตัวด้วย”
“นี่เธอ”
ในระหว่างที่ฉันกำลังเสพสุขกับความสงบอยู่นั้น จู่ๆ ไหล่ของฉันก็มีคนมาสะกิด พอฉันหันไปมองก็เห็นว่าคนที่สะกิดฉันเมื่อกี้คือผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันนั่นเอง ใช่ คนเดียวกันกับคนที่กระแทกฉันก่อนหน้านี้นั่นแหละ ว่าแต่เธอพึ่งเห็นเหรอว่าฉันยืนอยู่ตรงนี้ ทั้งๆ ที่เธอกระแทกฉันจนน่วมไปทั่วทั้งร่างแล้วเนี่ยนะ
“หืม มีอะไรเหรอ จะขอโทษเรื่องเมื่อกี้เหรอ ช่างเถอะ ไม่ถือสาอยู่แล้ว”
“พูดเรื่องอะไรของเธอ”
อ้าว ที่สะกิดไม่ใช่จะมาขอโทษฉันหรอกเหรอ
“เธอหมายเลข 23 ไม่ใช่เหรอ”
หือ หมายเลขอะไร
“หมายเลขบัตรเธอไง หมายเลข 23 ใช่ไหม”
ด้วยความสงสัยฉันเลยหยิบเอาบัตรคอนเสิร์ตที่อีกัสให้ฉันก่อนหน้านี้ขึ้นมาดู ซึ่งฉันก็เห็นได้ทันทีว่าบัตรที่ฉันถืออยู่ตอนนี้มันมีหมายเลขที่ว่านั่นติดอยู่จริงๆ
“กรี๊ด อีนารา มึงโชคดีชะมัดเลยอีเพื่อนสาว”
หมับ!
แล้วอีกัสมันก็ดึงร่างฉันไปกอดด้วยความดีใจทันที หือ อะไรวะ มันดีใจอะไร แล้วนี่ทำไมทุกคนถึงมองมาที่ฉัน เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ ใครก็ได้ช่วยอธิบายฉันให้รู้เรื่องทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“หมายเลข 23 อยู่ไหมครับ”
“อยู่ค่ะ ทางนี้ๆ!”
เมื่อกี้มันไม่ใช่เสียงของฉันหรอก แต่เป็นเสียงของอีกัสต่างหาก และนอกจากมันจะตะโกนส่งเสียงเรียกความสนใจของคนที่อยู่บนเวทีแล้ว มันยังถือวิสาสะยกแขนของฉันขึ้นเพื่อบอกตำแหน่งให้ทุกคนรู้ว่าตอนนี้ฉันยืนอยู่ที่ไหนไปด้วย
“สตาฟช่วยพาผู้โชคดีขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ”
“แต้มบุญนี้ มึงช่วยทำเพื่อกูด้วยนะอีนารา”
“มึงพูดเรื่องอะไร กูงงไปหมดแล้วนะอีกัส”
“โชคดีเพื่อนสาว”
อีกัสพูดกับฉันมาได้เพียงแค่นั้น เพราะหลังจากนั้นฉันก็ถูกสตาฟพาตัวไป โดยที่ฉันก็เดินตามแรงชักจูงของพวกเขาไปที่ไหนสักที่ด้วยความมึนงง แต่พอฉันมารู้ตัวอีกที ฉันก็มายืนอยู่บนเวทีต่อสายตานับหมื่นคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เอ๊ะ เดี๋ยวนะ คนพวกนั้นพาฉันขึ้นมาบนนี้ทำไม อ่า ให้ตายสิ ฉันงงไปหมดแล้วนะ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย
“บังเอิญจังเลยนะ”
ประโยคนั้นทำให้ฉันหันไปมองหน้าคนคนนั้นทันทีก็เห็นว่าตอนนี้เขาได้มายืนอยู่ข้างๆ ฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใช่ คนนั้นคือคนเดียวกันกับที่ยืนจ้องหน้าฉันก่อนหน้านี้นั่นแหละ คนที่ชื่อว่าโซ่อะไรนั่นน่ะ
“ไปหัดเรียนวิธีเรียกร้องความสนใจจากนั้นมาจากไหน”
หือ เขากำลังพูดเรื่องอะไรของเขากันเนี่ย
“ถือว่าไม่แย่ อย่างน้อยเธอก็ทำให้ฉันมองเธอได้”
“หมายความว่าไง”
“ก็หมายความว่าที่เธอแกล้งทำเป็นไม่สนใจฉัน มันเป็นเพราะเธอต้องการที่จะเรียกร้องความสนใจจากฉันไม่ใช่เหรอ”
นี่เขากำลังคิดว่าฉันกำลังเรียกร้องความสนใจจากเขาอยู่อย่างนั้นเหรอ ฉันจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้วหรือเปล่า คิดเองเออเองทั้งนั้น
“เป็นวิธีที่ร้ายกาจเหมือนกันนะ”
“พูดอะไรของคุณ ฉันว่าคุณกำลังเข้าใจผิดอะไรบางอย่างอยู่นะ”
“หือ เข้าใจผิดอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ คุณกำลังเข้าใจฉันผิด ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นเพื่อที่จะเรียกร้องความสนใจจากคุณ”
ที่ฉันแสดงท่าทีแบบนั้นก็เพราะว่าฉันไม่คิดว่าเขาจะมองฉันอยู่ และอีกอย่างที่ฉันทำไปทั้งหมดก็เพราะว่าฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ไม่ได้เจตนาที่จะเรียกร้องความสนใจจากใครสักหน่อย และอีกอย่าง เขาเป็นใคร ทำไมฉันต้องทำให้เขาสนใจฉันด้วย หลงตัวเองชะมัด
“อ่อ เหรอ”
หือ น้ำเสียงแบบนี้ นี่เขาไม่เชื่อฉันอย่างนั้นเหรอ อ่า ให้ตายสิ ผู้ชายคนนี้นิสัยเสียอย่างที่เขาร่ำลือกันไม่มีผิด แล้วนี่ทำไมเขาต้องมายืนใกล้ฉันด้วยเนี่ย ยืนห่างไม่ได้หรือไงกัน
“เอาล่ะครับ มาถึงคู่สุดท้ายของเราสักที เอ๊ะ ว่าแต่นี่สองคนนี้แอบกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่หรือเปล่า”
ในระหว่างที่พวกฉันกำลังต่อปากต่อคำกันอยู่นั้น จู่ๆ พิธีกรที่เป็นผู้ดำเนินการในวันนี้ก็ยื่นไมค์มาจ่อปากฉัน
“เปล่าค่ะ”
“อืม ถ้าอย่างนั้นสาวน้อยคนนี้ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยได้ไหมครับ ว่าชื่ออะไร”
หืม สาวน้อย? ฉันไม่ใช่สาวน้อยแล้วนะ ฉันโตแล้ว และอีกอย่างฉันจำเป็นต้องบอกชื่อของตัวเองให้คนพวกนี้รู้ด้วยเหรอ
“ต้องบอกด้วยเหรอคะ”
“เอ่อ ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ”
“ค่ะ ไม่สะดวก”
ฉันตอบไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แล้วพิธีกรคนนั้นก็ทำหน้าเหวอทันที ก็ในเมื่อเขาบอกว่าถ้าหากฉันไม่สะดวกบอกชื่อฉันก็ไม่บอกก็ได้ไม่ใช่เหรอ แล้วจะเหวอเพื่อ?
“ฮ่า ๆ สาวน้อยผู้โชคดีคนนี้รู้จักยิงมุกด้วยนะครับ ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้เรามาสนใจเรื่องนี้กันแทนดีกว่า ว่าสาวน้อยผู้โชคดีคนนี้จะได้รับแฟนเซอร์วิสอะไรจากคุณโซ่”
หืม รู้สึกขัดใจกับคำว่าสาวน้อยจัง ว่าแต่แฟนเซอร์วิสเนี่ย มันคืออะไรอย่างนั้นเหรอ
“เชิญคุณโซ่จับฉลากเลยครับ”
พิธีกรคนนั้นพูดก่อนที่เขาจะยื่นกล่องอะไรบางอย่างส่งไปให้คนที่ยืนอยู่ข้างกายของฉันทันที โซ่จึงยื่นมือล้วงเข้าไปในกล่องก่อนที่เขาจะหยิบเอาอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งมันคือแผ่นกระดาษที่มีข้อความอะไรบางอย่างเขียนอยู่บนนั้น
“ได้คำตอบแล้วนะครับ สาวน้อยผู้โชคดีคนนี้ได้รับแฟนเซอร์วิสจากคุณโซ่คือ....”
ถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เสียงพิธีกรตอนนี้ทำให้ฉันอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ก็เล่นเว้นวรรคคำพูดแบบนั้น ใครบ้างล่ะที่จะไม่ตื่นเต้น เฮ้อ พูดให้จบๆ ในประโยคเดียวเลยไม่ได้หรือไงกัน ให้ตายสิ
“นั่นก็คือ..กอดนั่นเอง ยินดีกับสาวน้อยผู้โชคดีคนนี้ด้วยครับที่จะได้กอดจากคุณโซ่”
หือ กอด?
ขวับ!
ทันทีที่ฉันได้ยินประโยคนั้นจากพิธีกร ฉันก็หันหน้าไปมองคู่กรณีทันทีด้วยความตกใจ ซึ่งตอนนี้คู่กรณีของฉันเขายังคงแสดงสีหน้าเป็นปกติเหมือนเดิมอยู่ ราวกับว่าคำว่ากอดเมื่อกี้มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแปลกใจกับมันเลยสักนิด ซึ่งต่างจากฉันที่ตอนนี้ทั้งงง ทั้งตกใจ และก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมฉันต้องกอดกับคนแปลกหน้าที่โคตรจะหลงตัวเองคนนี้ด้วยเนี่ย อ่า ให้ตายสิ นี่มันวันซวยอะไรของฉันกันเนี่ย
“เชิญคุณโซ่มอบกอดที่แสนอบอุ่นให้แก่สาวน้องผู้โชคดีคนนี้เลยครับ”
เดี๋ยวสิ ช่วยถามฉันสักคำหน่อยไหมว่าฉันอยากจะกอดกับผู้ชายคนนี้หรือเปล่า บ้าชะมัด ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย อ่า จริงสิ อีกัส! อีกัสมันต้องช่วยฉัน
เมื่อคิดได้อย่างนั้นฉันก็กวาดสายตามองหาร่างของเพื่อนสนิทของตัวเองที่อยู่ด้านล่างเวทีทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือจากมัน แต่ทันทีที่ฉันกวาดสายตาไปเจอร่างของอีกัส ฉันก็ถึงกับต้องถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกเอือมระอาทันที เพราะตอนนี้อีกัสมันกำลังยืนชักดิ้นชักงอด้วยความอิจฉาอยู่ที่ด้านล่างเวทีพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนขอส่วนบุญจากฉันอยู่
เฮ้อ ฉันคงหวังพึ่งอีกัสไม่ได้แล้วล่ะ ดูเหมือนว่าฉันจะคาดหวังกับอีกัสมากเกินจนลืมไปซะสนิทว่าเพื่อนของฉันคนนี้มันบ้าผู้ชายมากกว่าห่วงเพื่อน สงสัยงานนี้ฉันคงต้องช่วยเหลือตัวเองสินะ
“โทษนะคะ”
ฉันหันไปกระซิบเรียกพิธีกร เพราะตอนนี้ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องอะไรบางอย่างจากเขานิดหน่อยน่ะ แบบว่าฉันคงทำในสิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้ไม่ได้หรอก ไม่สิ ฉันไม่อยากทำมันเลยต่างหากล่ะ เพราะฉะนั้นฉันเลยอยากจะบอกให้พิธีกรได้รู้ว่าฉันไม่เต็มใจที่จะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ และเขาก็ควรจะรับรู้ถึงความลำบากใจนี้ของฉันและช่วยแก้สถานการณ์ให้ฉันทำอย่างอื่นแทน อย่างอื่นที่ไม่ใช่การกอดน่ะ
“มีอะไรครับ”
พิธีกรหันมากระซิบถามฉันกลับ
“คือ ไม่ทำได้ไหมคะ”
“เอ๊ะ หมายความว่ายังไงครับที่ว่าไม่ทำ”
“กอดนั่นน่ะ ฉันไม่อยากทำ”
“ไม่สะดวกตรงไหนเหรอครับ แค่กอดเอง”
กอดเลยนะ ใช้คำว่าแค่ไม่ได้
“ฉันไม่...”
หมับ!
แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังกระซิบกระซาบกับพิธีกรอยู่นั้น จู่ๆ แขนของฉันก็มีมือของใครบางคนเอื้อมมาจับ แต่มันไม่ใช่แค่จับ เพราะเจ้าของมือนั่นได้ออกแรงดึงร่างของฉัน จนฉันต้องถลาไปตามแรงของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ทันที และคนที่ทำเรื่องแบบนี้กับฉันก็คือโซ่ ผู้ชายหลงตัวเองคนนั้นนั่นแหละ
“นี่ ทำอะไรเนี่ย”
“จะกอด”
“ห๊ะ”
พรึบ!
ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรออกไปได้ ก็มีมือข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นมากดหัวฉันโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า จนทำให้ใบหน้าของฉันพุ่งกระแทกเข้ากับหน้าอกแข็งๆ ของเจ้าของมือนั่นเต็มๆ กลิ่นของน้ำหอมบวกกับกลิ่นของบุรุษเพศลอยมาแตะจมูกของฉันทันทีที่ใบหน้าของฉันกระแทกกับหน้าอกของเขา แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้สนใจกลิ่นพวกนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะสิ่งที่ฉันสนใจก็คือ แรงกระแทกเมื่อกี้มันทำให้จมูกของฉันหักหรือเปล่าเนี่ยสิ
อ่า เจ็บชะมัด ผู้ชายคนนี้ไม่อ่อนโยนเลยสักนิด แบบนี้เขาไม่เรียกว่ากอดแล้ว เขาเรียกว่าจงใจทำร้ายร่างกายกันชัดๆ
“กรี๊ด!”
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ดังสนั่นก้องกังวานจนแสบแก้วหูนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าฉันคนนี้กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดออกจากอ้อมกอดบ้าๆ นี่ด้วยความสิ้นหวังอยู่ เพราะแขนที่กอดรัดร่างของฉันเอาไว้ตอนนี้มันช่างรัดแน่นซะเหลือเกิน แน่นจนดิ้นไม่หลุด
“นี่ ปล่อยได้แล้ว จะฆ่ากันหรือไง”
“อ่อ”
เขาครางตอบฉันมาในลำคอเพียงแค่นั้นก่อนที่เขาจะปล่อยท่อนแขนที่รัดร่างของฉันเอาไว้แน่นเมื่อกี้ออกจนฉันกลับมาเป็นอิสระได้อีกครั้ง และทันทีที่ฉันได้อิสระกลับคืนมาฉันก็ตวัดสายตาไปมองหน้าคู่กรณีด้วยความหงุดหงิดทันที
“หวังว่าจะชอบของขวัญที่ได้เมื่อกี้นะครับ”
แต่สิ่งที่เขาโต้ตอบฉันกลับมานั้นมันทำให้คิ้วของฉันกระตุกขึ้นมาทันทีด้วยความเจ็บใจ เพราะนอกจากคำพูดที่ชวนทำให้ฉันต้องรู้สึกหงุดหงิดนั่นแล้วเขายังส่งยิ้มมาให้ฉันหลังจากที่พูดประโยคอีกด้วย นี่เขากำลังยิ้มเยาะใส่ฉันอยู่เหรอ อ่า ผู้ชายคนนี้เขาจงใจกวนประสาทฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย
ฉันมองเขาตาขวางทันทีก่อนที่จะยกมือขึ้นมาถูจมูกของตัวเองไปด้วยเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บให้กับตัวเอง แต่ในระหว่างที่ฉันถูจมูกตัวเองไปนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนจะได้กลิ่นอะไรบางอย่างโชยมา ไม่สิ กลิ่นนั่นมันติดอยู่จมูกของฉันต่างหากล่ะ และมันก็เป็นกลิ่นเดียวกันกับจุดที่จมูกของฉันกระแทกก่อนหน้านี้ด้วย อ่า นี่กลิ่นของเขาติดจมูกฉันมาด้วยอย่างนั้นเหรอ อี๋ ฉันรีบเช็ดจมูกของตัวเองทันทีด้วยความรู้สึกขยะแขยงที่จมูกของตัวเองมีกลิ่นของคนอื่นติดมาด้วยแบบนี้
“อ่า บรรดาผู้โชคดีของเราคนฟินกันน่าดูที่ได้รับแฟนเซอร์วิสจากหนุ่มๆ วงไดอาโทนิกกันแบบใกล้ชิดแบบนี้นะครับ”
ฟินกับผีน่ะสิ
“และแล้วช่วงเวลาแสนฟินของเราก็ได้หมดลงไป เชิญเหล่าผู้โชคดีกลับที่ได้แล้วครับ เพราะหลังจากนี้พวกเราจะได้สนุกกับวงไดอาโทนิกต่อ ขอมอบเวทีให้กับไดอาโทนิกครับ”
“กรี๊ด!”
“ชิ”
ฉันเดาะลิ้นด้วยความหงุดหงิดแล้วเดินกระแทกเท้าลงไปจากเวทีทันทีโดยไม่ลังเลเลยสักนิด เพราะการได้ลงจากเวทีนี้มันคือความปรารถนาของฉันตั้งแต่แรกแล้ว อ่า ไม่สิ ฉันอยากออกไปจากที่นี่เลยมากกว่า
“อีนาราเป็นไงบ้าง ตัวพี่โซ่หอมไหมมึง กูล่ะอิจฉามึงจริงๆ ไหน ขอกูสูดดมกลิ่นจองพี่โซ่จากตัวมึงที”
ถ้าหากว่าหลังจากนี้ฉันเลิกเป็นเพื่อนกับอีกัสคงไม่ต้องสงสัยกันหรอกนะว่าสาเหตุมันมาจากอะไร ให้ตายสิ มันควรจะดูสีหน้าฉันตอนนี้ก่อนไหมว่าฉันกำลังทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ ไม่ใช่มาจับฉันดมเหมือนหมาแบบนี้
“หือออ กูอยากสิงร่างมึงจัง ทำไมคนที่ได้กอดพี่โซ่ถึงไม่เป็นกู ว่าแต่มึงจะทำหน้าบอกบุญไม่รับแบบนั้นไปถึงตอนไหน มึงควรฟินสิถึงจะถูก
อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ตาบอดสินะ
“ฟินกับผีสิ วันหลังมึงอย่าชวนกูมาทำอะไรแบบนี้อีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นกูเลิกคบกับมึงเป็นเพื่อนแน่”
“ไม่แล้วจ้าเพื่อนรัก วันนี้กูยกคำว่า best friendให้มึงไปครองเลยนาราเพื่อนรักของน้องกัส”
“ไม่ต้องทำเป็นพูดดี ตอนนี้กูกำลังเคืองมึงอยู่รู้ตัวไหม”
“เค้กฟรี 7วันเพิ่มเป็น 10”
ประโยคนั้นทำให้ฉันที่กำลังอยู่ในอาการหงุดหงิดอยู่นั้นถึงกับต้องหูผึ่งทันที
“ถ้ายังเคืองอยู่ 7เท่าเดิม”
หมับ!
ฉันเอื้อมมือไปเกาะแขนอีกัสทันทีพร้อมกับส่งยิ้มขี้อ้อนไปให้มันแล้วพูดกับมันไปว่า
“กัสจังเพื่อนรัก ใครเคืองมึงไม่มี กูไม่เคือง best friendอย่างมึงหรอก เพราะฉะนั้น 10 วันห้ามคืนคำนะ”
“เออ อีคนเห็นแก่กิน”
ใครเห็นแก่กินเหรอ ไม่มี๊ ไม่ใช่ฉันคนนี้หรอก จริงๆ นะ ฮ่าๆ
โซ่ Talk
ท่ามกลางผู้คนนับหมื่นชีวิตที่กำลังปลดปล่อยอารมณ์ไปตามจังหวะเพลง มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับสีหน้าที่แสดงถึงความเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัดนั่นมันทำให้ผมต้องลากสายตาไปมองที่เธอคนนั้นทันทีเพื่อสังเกตดูว่ามันมีอะไรความผิดพลาดตรงไหนเกิดขึ้นหรือเปล่า ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงไม่สนุกเหมือนกับคนอื่นๆ ทำไมเธอถึงแสดงความรู้สึกเบื่อหน่ายออกมาแบบนั้น มีตรงไหนที่เธอไม่ชอบใจกับการแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างนั้นเหรอ
และความสงสัยของผมมันก็ได้รับคำตอบทันที เมื่อผมเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นถูกกระแทกด้วยคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอ มันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่มันหลายครั้งจนเธอคนนั้นต้องแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาให้เห็น นี่สินะ ที่ทำให้เธอไม่สนุกไปกับคอนเสิร์ตในครั้งนี้ ผมเข้าใจว่าเพลงที่พวกผมกำลังบรรเลงอยู่บนเวทีมันเป็นทำนองที่สนุกจนทำให้คนต้องเต้นตาม แต่การกระโดดโลดเต้นจนทำให้คนที่อยู่ข้างๆ ได้รับความเดือดร้อนนั้นมันไม่ใช่มารยาทในการดูคอนเสิร์ต เพราะฉะนั้นการตักเตือนให้คนคนนั้นรู้ตัวว่ากำลังทำผิดกฎอยู่ มันจึงเป็นหน้าที่ของผม
แต่ก่อนที่ผมจะหยุดการแสดงเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามกฎนั้น ผู้หญิงที่ถูกกระแทกคนเมื่อกี้ก็แสดงท่าทีที่น่าสนใจออกมา ถ้าเป็นคนอื่นที่เจอเรื่องเดียวกันกับเธอป่านนี้คงเอาเรื่องคนข้างๆ แน่ แต่เธอคนนั้นไม่ได้ทำเหมือนกับที่ผมคิด เธอไม่พอใจที่ถูกกระแทกก็จริง แต่เธอกลับทำใจยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นและควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ใจเย็นลงแทน หืม แปลกคนเหมือนกันแฮะ
แต่ในระหว่างที่ผมกำลังรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของผู้หญิงคนนั้นอยู่ จู่ๆ เธอคนนั้นก็เลื่อนสายตาขึ้นมามองหน้าผม มันอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ผมจะต้องถูกมองด้วยสายตาของคนที่ยืนอยู่ด้านล่างเวทีอยู่แล้ว เพราะความตั้งใจของผมมันคือการทำให้คนเกือบหมื่นคนที่อยู่ในฮอลล์นี้ให้จดจ่ออยู่กับการแสดงของผม เพราะนอกจากสายตาของเธอคนนั้นที่มองมาที่ผมแล้วยังมีอีกสายตานับร้อยมองมาที่ผมเช่นเดียวกัน ใช่ นั่นมันเป็นเรื่องปกติสำหรับผม แต่ที่มันผิดปกติไปจากเดิมก็คือ ตอนนี้สายตาของผมมันกำลังจดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของเธอต่างหากล่ะ