ในเวลาเช่นนี้นี้ภิญตรัยรอคอยด้วยความกระวนกระวายใจอีกครั้ง แล้วเมื่อไหร่หล่อนจะเลิกงานเสียทีนะ ทำให้เขานั้นอดบ่นไม่ได้ และความเป็นจริงตั้งแต่แรกนั้น เขาไม่อยากให้หล่อนทำงานแบบนี้หรอก เพราะมันเลิกดึกเกินไปและค่อนข้างอันตรายสำหรับตัวผู้หญิงคนเดียว
แต่หล่อนก็ไม่ฟังเขาค่อนข้างดื้อนี่จะรู้ไหมว่าเขายืนรอคอยหล่อนเป็นเวลาเนิ่นนานแล้วนะ จนรู้สึกเมื่อย แต่เขาก็อดทนเพื่อที่จะบอกถึงความสำคัญของวันนี้ คือวันแห่งความรักไง หากเมื่อเหลือบมองดูนาฬิกาที่ข้อมืออีกครั้ง
เขาอยากจะพาเธอไปทานข้าวในวันที่แสนจะโรแมนติกอย่างในวันนี้ ที่ดอกกุหลาบนั้นดูสะพรั่งพรึบเต็มไปทั่วท้องตลาดสดแล้วก็ราคาแพงที่สุดอย่างมากมาย คือ วันนี้
หากเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเกลียวลินินอดที่จะแปลกใจไม่ได้อีกครั้งเพราะเขาโทร.ผ่านมือถือมาหา หล่อนไม่ได้รับหรอกเพราะทำงานอยู่ มาเปิดดูในภายหลังที่ล็อกเกอร์ส่วนตัว
จึงได้รู้ว่าเขาโทร.มารู้ว่าหล่อนและเขาคบหากันมานานแต่เกลียวลินินไม่เคยวาดหวังสูงไปกว่านั้น ได้ยินเขาเอ่ยผ่านโทร.มือถือ หล่อนไม่เคยให้ความหวังเขา
แต่ฝ่ายภิญตรัยต่างหากที่เขาเป็นฝ่ายตามตื้อหล่อน จนกระทั่งว่าเกลียวลินินยินยอมใจอ่อนลงในที่สุด
จึงได้ขยับเลื่อนฐานะของเขามาเป็นแฟนและเรื่องนี้เป็นที่รับรู้กันระหว่างหล่อนกับเขาเพียงสองคนเท่านั้นกับเพื่อนสนิทอีกไม่กี่คน ก็ไม่นึกว่าเขาจะจริงจังและ แสดงผ่านความรู้สึกออกมาให้หล่อนรับรู้ด้วย
ทีแรกหล่อนคิดว่า คงเป็นเพียงคำพูดที่เลื่อนลอยผ่านริมฝีปากของเขาเท่านั้น เมื่อเรียนจบก็คงจบแล้วกันไป เพราะต่างคนต่างเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง
แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น ภิญตรัยติดหนึบหนับเกาะเธอติดแน่นเหมือนตังเม ทั้งที่เขาเป็นรุ่นพี่จบการศึกษาไปแล้วก่อนหล่อน
หากแต่เขายังเทียวไปเทียวมา เพื่อแวะรับและส่งเสมอ มันคือครั้งแรกในความรู้สึกของหนุ่มหล่อตระกูลผู้ดี นั่นเพราะว่าในหัวใจของภิญตรัยนั้นในยามที่ได้พบกับเกลียวลินินในครั้งแรก
เขาก็ตกตะลึงในความสวยน่ารักของหล่อน
ที่มีผิวพรรณขาวผุดผ่องแม้ไม่ได้ขาวจัดแต่ก็ขาวละเอียดนวลเนียน หล่อนวางตัวได้เหมาะสม ทั้งบุคลิกท่าทาง
จนเขานั้นแอบเก็บเธอไว้เทิดทูนบูชาอยู่ในใจด้วยความภักดี ที่เขาหมายมั่นปั้นมือ จะแต่งงานกับเธอให้ได้ในอนาคต
เขาคิดอย่างนี้ ทั้งที่เกลียวลินินไม่เคยรู้สักนิด เขาไม่เคยคาดเดาความรู้สึกของหล่อน รู้แต่ว่า..คนนี้ใช่เลย แบบถูกสเปกต์มากที่สุด เพราะหล่อนมีรูปร่างบอบบางระหงอ่อนหวานทั้งกิริยาคำพูดและการวางตัว
ดังนั้นความรู้สึกที่เรียกว่ารัก นั้นมันเกิดขึ้นตั้งนานนมแล้วในใจของภิญตรัย ตั้งแต่แรกพบเจอผู้หญิงคนนี้
เพราะหลังจากนั้นที่ได้พบเจอหล่อน
ภิญตรัยไม่เคยคบหาผู้หญิงคนไหนอีกเลย ในตำแหน่งแฟน นอกจากคำว่าเพื่อน เพราะถือว่าเขาได้ยกไปให้หล่อนแล้วคนเดียว เขาทำให้หล่อนรู้และวางใจ จนสายสัมพันธ์นั้นผสานแนบแน่น เป็นเกลียวใยรักที่หวานชื่นของทั้งคู่ ที่รับรู้ถึงความรู้สึกของกันและกันตามลำพังเท่านั้น
มีดอกกุหลาบหรูผูกช่อไว้อย่างสวยงามช่อหนึ่ง ที่เขาวางไว้ในเบาะหลังของรถสปอร์ตปอร์เช่คันงามส่วนตัว
และเพราะภิญตรัยนั้นเขาอยากจะส่งดอกกุหลาบนี้ให้ถึงมือหล่อนเพื่อบอกถึงความรักที่แน่นแฟ้นและซาบซึ้งตรึงใจเหมือนวันปีที่ผ่านมา
ที่เขานั้นซื่อสัตย์ต่อหล่อน และภิญตรัยจึงอยากให้หล่อนซื่อสัตย์กับเขาแบบนี้ตลอดไป
ในยามนี้นั้น หากบนท้องถนนนั้นรถค่อนข้างโล่ง..
อีกทั้งภิญตรัย ได้ขอร้องให้หล่อนอยู่คอย หลังขากเลิกงาน เมื่อเขาโทร.ไปอีกครั้ง ที่ใกล้เวลาเลิก หล่อนรับสายของเขาแล้วพูดคุยเพียงไม่กี่คำเป็นการตอบรับ เพื่อไม่ให้เขาน้อยใจ
เขาสักครู่ วันนี้เป็นวันพิเศษ และเขามีของขวัญที่จะมอบให้แก่สาวสาย พร้อมตั้งใจจะบอกคำว่ารักออกจากปากด้วย ถ้าตัวเองไม่เขินอายมากนัก
“รอหน่อยนะเกลียวเรายังไม่อยากให้เกลียวกลับไปตอนนี้..น่าเรามีสิ่งที่จะมาเซอร์ไพรสเป็นพิเศษแป๊บเดียว ขอเวลาสิบนาที คอยอยู่ที่ป้ายรถเมล์ก่อนนะ”
นั่นคือเหตุผลของภิญตรัย เและเกลียวลินินตกลงรับปากตามที่เขาเอ่ย..ด้วยความเกรงใจมากกว่า
แล้วก็พบว่ารถสปอร์ตคันหรูของภิญตรัยนั้นปราดแล่นมาหยุดจอดเยื้องไปจากป้ายรถเมล์ ตรงนั้นไม่กี่ก้าว
เมื่อกวาดตามองเห็นหล่อนแล้วร่างสูงได้กลับไปที่รถคันหรูอีกครั้งพร้อมกับในมือขาวแข็งแรงนั้นถือช่อดอกกุหลาบราคาแสนแพง
เมื่อหล่อนเห็นแล้ว หล่อนถึงกับอึ้งแกมตะลึงไปในทันทีแล้วภิญตรัยก็เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มกระซิบที่ริมกกหูของหล่อน
หลังจากที่เขาถือวิสาสะดึงแขนของเธอพ้นห่างจากป้ายรถเมล์ตรงที่เดิมในบรรยากาศท่ามกลางแสงเงาที่ตะคุ่มของดวงไฟริมทาง และป้ายโฆษณาขนาดมหึมา
“วันวานเลนไทน์ปีนี้ไงจากภิญรับเอาไว้สิครับ เกลียวจ๋า เอ้อ เพราะภิญตรัยอยากมอบให้เกลียวคนเดียวเท่านั้น ถ้ารู้ว่าดอกกุหลาบสื่อความหมายถึงอะไร เกลียวก็คงพอจะเข้าใจความรู้สึกของภิญที่มีต่อเกลียวนะจ้ะ”
เกลียวลินินยิ้มหวาน ทำไมหล่อนจะไม่รู้ ยินยอมรับช่อดอกไม้จากมือเขา ด้วยกิริยาที่แสนขวยเขิน
“ขอบคุณมากค่ะภิญ ขอบคุณกับความรู้สึกที่ภิญคิดอย่างนั้นตลอดมา ไม่เคยเปลี่ยน”
หล่อนเอ่ยตอบเบาหลังจากรับช่อดอกไม้ที่มีความหมายของความรักไว้ในอ้อมแขนของหล่อน
“ก็ภิญชอบ เอ้อ รักเกลียวนี่จ้ะ ภิญอยากได้หัวใจของเกลียวมาครอบครอง” เขาเอ่ยในคำพูดที่หวานหู
“อยากให้เกลียวเอ่ยบอกถึงความรู้สึกสักหน่อย..ว่ารู้สึกอย่างไรกับดอกกุหลาบช่อใหญ่ที่ภิญคนนี้มอบให้”
และเกลียวลินินตอบไปตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ซึ่งแบบนั้นมันช่างผิดไปจากการคาดหวังของเขายิ่งนัก เพราะภิญตรัยอยากให้หล่อนพูดหวานกว่านั้น ทั้งไม่ปฏิเสธเขาเลยยิ่งดี
แต่หากว่าเกลียวลินินเป็นตัวของตัวเองเหลือเกิน หล่อนไม่ได้โอนอ่อนผ่อนตามเขาในทุกอย่าง ถึงแม้จะได้ขึ้นชื่อว่า เป็นคู่รักกันก็ตาม
“ค่ะ ในความคิดของเกลียวนั้น มักจะรู้สึกว่าดอกกุหลาบช่อนี้มันราคาแพงเกินไปค่ะถ้าจะซื้อแบบเล่นๆเหมือนทิ้งขว้าง แต่ถ้าเป็นเกลียวนะคะ จะเก็บสะสมเพื่อเอาไว้ซื้อข้าวของอย่างอื่น ที่จำเป็นมากกว่า ”
เพราะหล่อนเห็นค่าของเงินตราที่หามาได้ยากนั่นไง จึงคิดแบบนี้
ภิญตรัยนิ่งอึ้งกับคำพูดของหล่อน เพราะฐานะของหล่อนและเขาต่างกันราวฟ้ากับดินเขาร่ำรวยหากแต่หล่อนยากจน เป็นลูกสาวของชาวนาจากชนบท
แต่ภิญตรัยไม่เคยคิดว่า สิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคคอยขัดขวางความรักของเขาและหล่อน ตราบใดที่หัวใจทั้งสองดวงเกี่ยวก้อยไปด้วยกัน เห็นพ้องต้องกัน ภิญตรัยแน่วแน่ในสิ่งนี้ต่างหาก
เขาไม่เคยทำอะไรที่นอกใจหล่อน ทำอะไรที่ขัดหูขัดตาหรือในทางเลวร้าย ทำให้เกลียวลินินยินยอมเชื่อมั่นในไมตรีของเขาเช่นเดียวกัน
แต่ก็ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหล่อนไม่กล้าไปรบกวนเขามาก นั่นเพราะความรู้สึกเกรงใจที่มีอยู่ในตัวของหล่อน
แม้ภิญตรัยจะใจป้ำใจกว้างไม่คิดในสิ่งนี้ก็ตาม เนื่องจากเขาเกิดมาเหมือนกับคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดด้วยนั่นเอง จึงคิดแบบนี้
เพราะทุกคนในครอบครัวพากันตามใจเขาทุกอย่าง ในฐานะบุตรชายคนเล็ก ที่บิดาและมารดาห่วงหวงเขา และเอ็นดู ประดุจไข่ในหินมิปานเลยทีเดียว
“โธ่ ..เกลียว อย่าคิดอย่างนั้นสิจ้ะ ภิญแค่อยากให้เกลียวยอมรับ และรับรู้ในความรักของเราทั้งสองคน”
หล่อนก็รับรู้ในความรักของเขาเช่นกัน
“ค่ะเกลียวรับรู้”
“แต่อย่าคิดอะไรมากมายเกินไปจะได้ไหม”
เขาเหมือนตำหนิหล่อนคงหาว่าหล่อนเรื่องมาก ก็ตามแต่ความคิดของเขาแล้วกัน
“เพราะว่าความรักของคุณมันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดกับ ชีวิตของผมมากเลยนะ.. รู้ไหมจ้ะ เกลียวจ๋า และผมไม่รู้สึกเสียดายหรอก กับเงินที่เสียใจ เป็นความพอใจของผมมากกว่า”
ภิญตรัยก็พูดอย่างนั้นได้นี่ เพราะเขามีเงินทองใช้เหลือเฟือ และใช้อย่างมือเติบ ค่อนไปทางสุรุ่ยสุร่ายด้วยก็เห็นจะได้ เพราะหล่อนเองก็เห็นกับตา
ผิดไปจากหล่อนที่ค่อนข้างกระเหม็ดกระเหม่จะใช้เงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ต้องให้คุ้มค่า
แม้หล่อนจะประหยัดในการใช้เงินก็ตาม แต่ค่าครองชีพปัจจุบันใจกลางเมืองหลวงสูงยิ่งนัก บางทีเงินเดือนไม่พอใช้ด้วยซ้ำ
ต้องหาหยิบยืมเอาจากเพื่อนทำงานแบบเดือนชนเดือน แต่หล่อนต้องสู้อุตสาหะเพราะมีเป้าหมายและทิศทางของอนาคต
คือให้เรียนจบในระดับมหาวิทยาลัย จะได้ออกไปทำงานที่เงินเดือนสูง ตามวุฒิการศึกษาระดับปัญญาชน ที่ตลาดแรงงานต้องการ
หล่อนวาดหวังเพียงเท่านี้ ไม่ได้วาดหวังมากมายสูงเกินเอื้อม
แต่นี่คือชีวิตของหล่อนจริงๆ ลูกสาวชาวนาคนหนึ่ง ที่ดิ้นรนใฝ่ฝันในเรื่องการศึกษาเพื่อต่อยอดให้กับอนาคตของตัวเองและครอบครัว กินดีอยู่ดีไม่อดอยากก็เพียงพอ
“จ้ะ เกลียวจ๋า อย่าไปคิดมากเลย เพราะวันนี้คืนนี้เป็นคืนวันที่คนทั้งโลกเขาบอกรักแฟนเค้าทั้งนั้นแหละจ้ะ”
หล่อนเข้าใจในคำพูดของเขา แต่อดแย้งเขาไม่ได้อยู่ดี
“เกลียวเข้าใจค่ะ แต่ก็เสียดายตังค์”
“โธ่ เกลียวจ๋า อย่าพูดแบบนี้สิจะ ภิญไม่อยากให้พูด”
“ทำไมคะ ภิญตรัย เพราะระหว่างเกลียวกับคุณนั้น ฐานะเราแตกต่างกันมาก เกลียวนั้นไม่ใจกว้างพอที่จะใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย ถึงเป็นอย่างนี้ก็ตามเถอะค่ะตอนนี้เกลียวก็แทบจะไม่มีเงินเก็บ”
เขาเข้าใจความรู้สึกของหล่อนจึงนิ่งมากกว่าเถียง หล่อนกำลังเล่าปัญหาส่วนตัวของหล่อนให้เขาฟัง
แม้เกลียวลินินจะไม่ค่อยบอกเรื่องแบบนี้กับเขาเป็นการส่วนตัว หล่อนมักจะเลี่ยงไม่พูดตรงๆ นั่นเพราะคิดว่า ถึงอย่างไรภิญตรัยก็ยังเป็นแค่แฟนหนุ่ม
เขาไม่ได้เป็นอย่างอื่น ในฐานะพิเศษที่หล่อนจะพึ่งพิงเขาได้ เช่นฐานะสามี
แค่คิดเหลียวลินินก็ไม่อยากจะอาจเอื้อม
และภิญตรัยไม่เคยรับรู้เรื่องนี้ ในใจของหล่อน
เพราะว่าเกลียวลินินไม่เคยปริปากบอกเขาในเรื่องนี้ ให้เขาได้ยินๆได้ฟัง และช่วยติดตามแก้ปัญหาให้หล่อน
แม้เขาจะเอ่ยถามเพราะความรักและความเห็น
แต่เกลียวลินินก็ปากแข็ง ดื้อดึงกับเขา
แม้ในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวก็ตาม ถึงแม้จะอัตคัดเพียงใด บางครั้งข้าวไม่ตกลงถึงกระเพาะของหล่อน หล่อนก็ยังฝืนยิ้มทำหน้าชื่นตาบานบอกเขา ว่าหล่อนทานข้าวมาเรียบร้อยแล้ว
นี่คือการอดทนของหล่อน และหล่อนอดทนอย่างมาก ไม่เคยใช้วิธีต่ำทรามเหมือนนักศึกษาบางคนที่เป็นเพื่อนในมหาวิทยาลัย ชักชวนให้หล่อนทำงานกลางคืน
ตามผับบาร์และบาร์ แต่งกายนุ่งน้อยห่มน้อย ให้แขกสัมผัสและแตะต้องตัวได้ แต่เกลียวลินินไม่เคยเลือกอย่างนั้น เพราะหล่อนคิดว่าต่ำทรามในความรู้สึกและศีลธรรม
“คุณพูดได้เสมอค่ะภิญตรัยเพราะคุณไม่เคยรู้จักรสชาติความลำบากว่ามันเป็นยังไงทรมานมากแค่ไหน”
เกลียวลินินเพียงแต่อยากให้เขาเห็นภาพคร่าวๆ
และภิญตรัยก็ยอมรับออกมาจริงๆว่า ภาพและรสชาติแบบนั้นตั้งแต่เกิดมาลืมตาดูโลก เขาไม่เคยสัมผัสเลยจริง
เพราะบิดาและมารดาเลี้ยงดูรักใคร่ประคบประงม เหมือนริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยสักนิด
ภิญตรัยจึงชินกับความสุขสบายตลอดเวลา
เขายอมรับในคำพูดของหล่อน
“ภิญยอมรับว่าภิญไม่เคยรู้จักรสชาติของความลำบาก”
“ไม่แปลกหรอกค่ะภิญตรัยเพราะคุณเกิดมามีความพร้อมทุกอย่างแล้ว แต่อยากให้คุณมองดูโลกนี้บ้าง อีกทางหนึ่งเหลียวแลมองคนอีกฟากที่เขาดิ้นรนต่อสู้ไม่ได้สุขสบายเหมือนคุณ”
หล่อนเพียงต้องการจะบอกกล่าวชีวิตของหล่อนให้เขาฟังเท่านั้น เป็นคำพูดที่ซ่อนแฝง ไม่ได้ระบุชื่อตัวตนออกมา
แต่เขาก็คงสามารถเดาได้ว่า นั่นมันเป็นชีวิตของหล่อนทั้งนั้น
“ชีวิตของเกลียวใช่ไหม”
เขาเดาถูก หล่อนก็เพียงแต่พยักหน้าให้กับเขาเท่านั้น
พากันนิ่งคุยนานมาก หล่อนอยากจะกลับบ้านแล้ว
เพราะสิ่งที่ภิญตรัยต้องการนั้น ถือว่าหล่อนก็ตอบรับเขาไปแล้ว ดอกกุหลาบที่ราคาแสนแพง
แต่มันใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลยในความคิดของหล่อน คงต้องปล่อยทิ้งไว้กับแจกันให้มันเหี่ยวแห้งจนสนิทเหมือนเมื่อปีก่อน
ที่ภิญตรัยซื้อให้หล่อน อย่างไม่รู้สึกเสียดมเสียดายเงินตราสักนิด อย่างว่าล่ะนะ คนเกิดมารวยเขามีพร้อมกับสรรพสิ่งทุกอย่าง ไม่ต้องไขว่คว้าและดิ้นรนเหมือนหล่อน
นึกๆไปแล้วก็อดแอบอิจฉาเขาไม่ได้
แต่หล่อนต้องมามองถึงชีวิตจริงด้วย ที่หล่อนไม่มีแบบนั้น นั่นล่ะเกลียวลินินจึงคิดได้ ไม่อยากใฝ่ฝันและคว้าไขว่กับวิมานกลางอากาศ ที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นตามความจริง
“กลับกันเถอะค่ะ”
หล่อนรบเร้าเขาอีกแล้ว เพราะใช้เวลาไปนานแล้วพอสมควรจน
ภิญตรัยอิ่มเอมใจแต่ว่า มันยังไม่หนำใจเขา เขาต้องการอีก อยากจะพาหล่อนไปท่องเที่ยว ทานอาหาร แต่คำพูดของเกลียวลินิน ทำให้เขานึกเปลี่ยนใจ เพราะเข้าใจว่า หล่อนต้องการพักผ่อน
เพราะทำงานหนักและเพลียแทบจะทั้งวัน
“จ้ะเดี๋ยวผมจะไปส่ง”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เกลียวว่าจะกลับไปเอง”
“นั่งรถเมล์นะเหรอ ไม่เอา ให้ผมไปส่ง อันตรายออกผมไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นนะเกลียว”
ทุกครั้งที่เลิกงานนั้น หากไม่มีเขาอาสามาส่ง หล่อนก็นั่งรถเมล์กลับตามลำพังอยู่แล้ว เป็นปกติ ไม่ยุ่งยากใจอะไร เพราะนี่เป็นกิจวัตรประจำก็ว่าได้
“ขึ้นรถเถอะ ผมจะไปส่งเดี๋ยวนี้ ผมไม่ยอมให้เกลียวนั่งรถเมล์กลับหรอกคืนนี้ นะจ้ะ”
คำพูดที่อ่อนโยนสุภาพของเขา ทำให้หล่อนพยักหน้า
หล่อนปฏิเสธเขาไม่ได้
และภิญตรัยจะไม่ยอม เขาเป็นคนขี้น้อยใจไม่เบาด้วยเช่นกัน
ระหว่างที่นั่งรถกับเขาหล่อนนั่งเงียบ ภิญตรัยพูดขึ้นบ้าง หลายคำ หล่อนก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง
สนุกสนานเพลิดเพลินดีกับเขา ที่ภิญตรัยมีความสุขอย่างมากในสีหน้า
จนกระทั่งว่ารถคันหรูแล่นขับมาหยุดจอดหน้าหอพักสตรีที่หล่อนพักอาศัยอยู่ แล้วเขาหยุดจอดให้หล่อนลง
“เดี๋ยวสิจ้ะเกลียว” เขาบอกเหมือนให้หล่อนรั้งรอเขาก่อน
“ทำไมหรือคะ”
“จู่ๆจะรีบขึ้นไปเลยหรือ ภิญมาถึงนี่แล้ว”
“อ้าว ก็ถึงหอพักแล้วนี่คะ”
“แต่ว่า เกลียวจ๋า ภิญอยากอยู่ใกล้เกลียวให้นานๆที่สุด”
คำพูดของเขาหวานสุภาพอ่อนโยนเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“ไว้โอกาสหน้าเถอะค่ะ”
หล่อนคิดว่า เขาคงจะหมายความว่า ขอขึ้นไปส่งหล่อนถึงข้างบนหอพัก และอาจจะอยู่คุยธุระต่อสักพัก
“เกลียวไม่อนุญาตใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ” หล่อนตอบเขากลับไป
“เห็นว่าดึกแล้วภิญเองก็ควรกลับส่วนเกลียวเหนียวตัวจะแย่แล้วค่ะขอเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะอาบน้ำนอนเลย”
หล่อนบอกกับเขาเสียงใส
ซึ่งเขาเข้าใจพยักหน้า
แต่จะว่าไปในวันนี้เขาได้อยู่กับหล่อนนานหลายชั่วโมง ความรักที่หวานชื่นเติมแต่งให้แก่กันและกันนานพอสมควร
เขาจึงเงยหน้าที่สาดแสงไฟจนเห็นชัดถึงใบหน้าหล่อเหลาผิวขาวจัดคมคายและดูเกลี้ยงเกลา มีโครงใบหน้าเรียวยาว ดูแล้วเป็นผู้ชายที่เจ้าเสน่ห์
ซึ่งในส่วนนี้เกลียวลินินยอมรับอย่างดิบดี ว่ามันใช่
“ราตรีสวัสดิ์นะจ้ะแล้วเวลานอนอย่าลืมนึกถึงใบหน้าของภิญจนนอนหลับล่ะเกลียวจะนอนหลับฝันดีตลอดทั้งคืนเลย”
จากน้ำเสียงของเขาที่ยั่วเย้าตามมา
“ค่า จะหลับฝันถึงภิญตลอดทั้งคืนเลย แบบนี้พอใจไหมคะ”
“พอใจมากที่สุดเลยจ้ะ เกลียวจ๋า”
เขาเดินไปส่งหล่อนแค่ประตูทางขึ้นบันไดของหอพักสตรีแห่งนี้แล้วยกมือโบกบ๊ายๆให้แถมท้ายด้วยการส่งจูบ
เกลียวลินินรับรู้หล่อนเขินอายจนใบหน้าผุดสีระเรื่อแดงจัดอีกครั้งในยามดึกเช่นนี้ กับความรักของภิญตรัยที่มีต่อหล่อน
เมื่อหล่อนก้าวเข้าไปถึงในห้อง ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของภิญตรัยครางกระหึ่มและแล่นไปเรื่อยๆจนน้ำเสียงนั้นกลบหูของหล่อน ไม่ได้ยินอะไร
เพราะเขาไปไกลลับตาแล้ว
แต่หล่อนยังมีความรู้สึกที่เสมอเหมือนยิ่งกว่าความผูกพัน กับช่อดอกกุหลาบหรู ที่เขามอบให้ในวันแห่งความรัก แสดงสัญลักษณ์ถึงความภักดีต่อหัวใจ