ณ เมืองหนานอวิ๋น
ตระกูลจ้าวเหมาโรงแรมเจริญเพื่อที่จะจัดงานเลี้ยง มีรถหรูมากมายหลายคันจอดอยู่เต็มลานจอดรถ เหล่าบรรดาแขกมากมายต่างทยอยกันเข้าไปแสดงความยินดี
ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาตระกูลจ้าวได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากตระกูลเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก ยกระดับตัวเองได้เป็นหนึ่งในสิบตระกูลยักษ์ใหญ่ของเมือง นับได้ว่าเป็นตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวยแล้ว
คืนนี้ พวกเขาจะสร้างพันธมิตรกับตระกูลหลี่ ผนึกกำลังกัน เพื่ออนาคตอันไร้ขีดจำกัด
จ้าวหยิงหยิงใส่ชุดราตรีสีขาว สวมรองเท้าส้นสูงสีแดง เผยให้เห็นเรือนร่างสะสวยอย่างสุดขีด เธอแต่งหน้าอ่อน ๆ ดูสูงส่งและสง่างาม
เมื่อสามปีก่อน ถังเฟิงพบเจอกับจ้าวหยิงหยิงโดยบังเอิญ เนื่องจากความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอบแทนบุญคุณด้วยการแต่งงานกับตระกูลจ้าว และแอบช่วยเหลืออย่างลับ ๆ สิ่งนี้ทำให้ตระกูลจ้าวรุ่งเรืองโชติช่วงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแบบทุกวันนี้ ถังเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเธอในเวลานี้ก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรว่าตระกูลจ้าวกำลังวางแผนจะกินบนเรือนขี้บนหลังคา
เมื่อเห็นเหล่าบรรดาแขกมากันพอสมควรแล้ว จ้าวติงเทียน ผู้นำตระกูลจ้าวก็เชิญให้ทุกคนทยอยกันนั่งลง
ทันทีที่ถังเฟิงนั่งลง สีหน้าของจ้าวติงเทียนก็เคร่งขรึมแล้วก็ตามมาด้วยเสียงตะโกนว่า “ถังเฟิง ไม่อนุญาตให้ลูกเขยที่แต่งเข้าฝ่ายหญิงนั่งร่วม ทำไม ลืมกฎระเบียบไปแล้วเหรอ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ถังเฟิงก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในทันที
คนจำนวนไม่น้อยเริ่มพากันซุบซิบนินทา พวกเขาดูมีสีหน้าเหน็บแหนม บางคนถึงกับหยิบโทรศัพท์ออกมาแอบบันทึกวิดีโอไว้ด้วย ต่างกำลังรอดูอะไรสนุก ๆ
คิ้วของถังเฟิงขยับเขยื้อน
ตลอดสามปีที่ผ่านมา ตระกูลจ้าวพัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน พวกเขาก็เริ่มรังเกียจเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้กฎระเบียบที่แสนอัปยศอดสูนี้จึงถูกตั้งขึ้น
แต่ว่า ถึงแม้ว่าตอนอยู่ที่บ้านก่อนหน้านี้ถังเฟิงจะไม่นั่งร่วมโต๊ะหลักได้ แต่อย่างน้อยตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงสาธารณะข้างนอกก็ไม่ได้เป็นเหมือนตอนนี้
จู่ ๆ วันนี้จ้าวติงเทียนก็สร้างความลำบากใจขึ้นมา ถังเฟิงรู้สึกได้ถึงพิรุธบางอย่างแล้ว
“พ่อ งานในวันนี้พวกเรา...”
ยังพูดไม่ทันจบ จ้าวตง น้องชายแท้ ๆ ของจ้าวหยิงหยิงก็ขัดจังหวะขึ้นมาอย่างหยาบคาย “พี่เองก็รู้ว่านี่มันคืองานอะไร ปกติแล้วตอนอยู่ที่บ้านก็เชื่อฟังว่านอนสอนง่ายเหมือนกับหมาปั๊ก แล้วทำไมวันนี้พอมีคนที่มีหน้ามีตามากันมากมายขนาดนี้ จู่ ๆ ก็อยากจะเสแสร้งขึ้นมาแล้วล่ะ อยากจะอวดให้ตัวเองดูมีสถานภาพที่สูงส่งเหมือนกันงั้นเหรอ หืม”
จ้าวตงเป็นคนนิสัยโอหังอวดดี ปกติแล้วก็ชอบก่อปัญหามากมาย ล้วนแต่เป็นเพราะถังเฟิงแอบช่วยเหลืออย่างลับ ๆ ทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นป่านนี้เขาก็คงจะถูกฆ่าตายไปตั้งนานแล้ว
หลิวซู่อวิ๋น แม่จ้าวชักสีหน้า สบถหึออกมาอย่างเย้ยหยัน พร้อมกับพูดเหน็บแนมว่า “ถังเฟิง ถ้าในตอนนั้นหยิงหยิงไม่ได้รับนายมาเลี้ยงดูเนื่องจากความสงสาร นายจะมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้เหรอ ตอนนี้ตระกูลจ้าวของฉันโดดเด่นอย่างมากในเมืองหนานอวิ๋น นายก็ควรจะวางตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งของตัวเอง หยุดมาทำตัวไร้ยางอายที่นี่ได้แล้ว”
จ้าวตงรีบพยักหน้าพูดขึ้นมาทันที “พูดถูก! แม้แค่เลี้ยงหมา หมายังรู้จักตอบแทนบุญคุณเจ้าของเลย คนไร้ประโยชน์แบบพี่มีแต่จะลากให้ตระกูลจ้าวของพวกเราพลอยเดือดร้อนไปด้วยเท่านั้น ทำไมถึงไร้ยางอายขนาดนี้กันนะ”
โดดเด่นอย่างนั้นเหรอ
วางตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งงั้นเหรอ
ลากให้ตระกูลจ้าวพลอยเดือดร้อนไปด้วยงั้นเหรอ
เหอะ
ถังเฟิงอดขำไม่ไหว
เดิมทีเขาเป็นยอดทหาร ผ่านระดับ A B C D จนถึงระดับ S ที่แทบจะไม่มีใครทำถึงได้มาแล้ว
นี่ก็เป็นเพราะว่าเขานั้นแตกต่างจากคนทั่วไปตั้งแต่กำเนิด มีพลังวิเศษอยู่ในร่างกาย พละกำลังมหาศาล กลไลการทำงานของร่างกายอยู่เหนือหลักวิทยาศาสตร์
ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังก่อตั้งพรรคเทียนเหิง สหภาพทหารรับจ้างที่มีชื่อเสียงอีกด้วย ในอดีต นั่นมันถือเป็นการดำรงอยู่ระดับมหาอำนาจเลยก็ว่าได้ในทั้งใต้หล้า
เพียงแต่เนื่องจากเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่สามารถบรรลุระดับS+ได้ เขาถึงได้ปิดผนึกตัวเองไปเป็นเวลาสามปี แล้วก็เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับพลังวิเศษนั่นในร่างกายของตัวเองให้กระจ่างด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงยุบพรรคเทียนเหิงแล้วกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเพื่อที่จะลงหลักปักฐาน
อีกสามวัน เขาก็จะถูกปลดผนึกแล้ว ถึงตอนนั้นตระกูลจ้าวก็จะรู้ว่าเขาเป็นการดำรงอยู่แบบไหน
แต่จากสถานการณ์ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่มีบุญวาสนานี้แล้ว
เมื่อเห็นท่าทีแบบนี้ของถังเฟิง จ้าวติงเทียนเบิกตากว้างและพูดต่อว่าด้วยความโมโห “ถังเฟิง! นี่มันท่าทีอะไรกัน กำลังหัวเราะพวกเราอยู่งั้นเหรอ”
ถังเฟิงไม่แยแสสนใจต่อคำถามของเขา ถึงขนาดที่ขี้เกียจจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับคนกลุ่มนี้แล้วด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือท่าทีของจ้าวหยิงหยิง แต่เวลานี้พอหันไปหาจ้าวหยิงหยิง เธอกลับไม่พูดอะไรทั้งนั้น ท่าทางแบบนี้มันเทียบเท่ากับการยอมรับไปโดยปริยาย ทำให้ถังเฟิงรู้สึกผิดหวังอย่างมาก
“หยิงหยิง คุณเองก็คิดแบบนี้เหมือนกันเหรอ” ถังเฟิงถามขึ้นมาอย่างไม่ยอมตัดใจ
ใครจะไปรู้ว่าจ้าวหยิงหยิงจะสาธยายออกมาอย่างยาวเฟื้อยด้วยถ้อยคำที่ชอบธรรม
เธอบอกว่านิสัยของถังเฟิงดีมาก ดูแลตะกูลเล็ก ๆ ของพวกเขาได้ไม่เลวเลยจริง ๆ
แต่ว่าเนื่องจากตระกูลจ้าวเติบโตพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างก็ก้าวหน้าไปด้วย มีเพียงแค่ถังเฟิงที่เหยียบย่ำอยู่กับที่ ทำหน้าที่เป็นทำหน้าที่เป็นพ่อบ้านเต็มเวลาตลอด
ถ้าหากจ้าวหยิงหยิงขาดเพียงแค่คนดูแลชีวิตประจำวัน จ้างแม่บ้านมาก็สิ้นเรื่องแล้ว แต่สิ่งที่เธอต้องการคือสามีที่สามารถเติบโตไปด้วยกันกับเธอได้ ไม่ใช่ชายรับใช้ที่ทำเป็นแค่ซักผ้าทำอาหารอย่างเดียวเท่านั้น
สามารถคาดการณ์ได้ว่าหลังจากค่ำคืนนี้ไปตระกูลจ้าวจะยิ่งก้าวขึ้นไปอีกระดับ ถังเฟิงในปัจจุบันนี้ไม่ใช่แค่มีทัศคติที่ไม่ตรงกันกับเธอเท่านั้น แม้แต่วิสัยทัศน์และสถานภาพเองก็ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันตั้งนานแล้วเหมือนกัน คนที่ไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานเดียวกันไม่มีทางอยู่ด้วยกันไปได้นานหรอก
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ถังเฟิงก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด
จ้าวหยิงหยิงเมื่อในตอนแรกเป็นคนจิตใจดีอย่างมาก แถมยังเป็นคนที่อ่อนโยนและซื่อตรงอีกต่างหาก กับแค่รวยขึ้นมาเรื่อย ๆ เธอก็เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเหล่านั้นแล้วงั้นเหรอ?
เขายิ้มอย่างหมดหนทาง ส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะพูดขึ้น “ทำไมก่อนหน้านี้คุณถึงไม่พูดล่ะ มาพูดตอนนี้เป็นเพราะว่าจะสร้างพันธมิตรกับตระกูลหลี่แล้วอย่างนั้นเหรอ”
ทันทีที่พูดจบ ก็มีเสียงของผู้ชายเสียงหนึ่งดังมาจากตรงปะตูของห้องอาหาร “ไอ้หนู นายฉลาดเหมือนกันนี่! คืนนี้พวกเราไม่เพียงแต่จะเป็นพันธมิตรกันแล้ว หยิงหยิงก็จะหย่าร้างกับนาย แล้วไปแต่งงานกับฉัน หลี่อวิ๋นเทียนอีกด้วย!”
ผู้ชายที่รูปร่างผอมสูงคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าเครื่องประดับตามตัวของเขาล้วนแต่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งของเขา มีบอดี้การ์ดประมาณเจ็ดแปดคนตามอยู่ข้างหลัง ต่างคนต่างดูทรงพลังน่าเกรงขาม
เมื่อเห็นหลี่อวิ๋นเทียนมาแล้ว ทุกคนที่อยู่ในงานก็ทยอยกันลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความเคารพทันที
ตระกูลจ้าวกับตระกูลหลี่ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 10 และ 8 ของตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหนานอวิ๋นตามลำดับ ช่วงนี้ตระกูลหลี่ได้ทำการซื้อขายออเดอร์ขนาดใหญ่ คาดว่าจะขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 7 หรืออาจจะสูงกว่านั้นอีกด้วย
แต่ถ้าทั้งสองตระกูลผนึกรวมกันเป็นพันธมิตรล่ะก็ การที่กระโดดขึ้นสู่อันดับที่ 5 มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก หลี่อวิ๋นเทียนหื่นกระหายในความงามของจ้าวหยิงหยิงมาตั้งนานแล้ว เงื่อนไขของการเป็นพันธมิตรกับตระกูลจ้าวก็คือให้จ้าวหยิงหยิงแต่งงานกับเขา
ส่วนตระกูลจ้าวปรารถนาในเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงแอบไปเจรจากับหลี่อวิ๋นเทียนอย่างลับ ๆ เอาให้เรียบร้อยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“หยิงหยิง นี่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า” อันที่จริงภายในใจของถังเฟิงมีคำตอบแล้ว แต่ยังคงอดไม่ได้ที่จะถามออกมา
สีหน้าของจ้าวหยิงหยิงไร้อารมณ์ความรู้สึก เธอพูดขึ้นอย่างเรียบเฉย “ถังเฟิง เมื่อตะกี้นี้ฉันบอกไปแล้วว่าพวกเราไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันแล้ว”
จ้าวตงกัดฟันจ้องตาเขม็ง กำหมัดแน่นพร้อมกับพูดข่มขู่ “ถังเฟิง! นายพูดกับพี่สาวของฉันด้วยน้ำเสียงแบบนี้ ระวังฉันจะอัดนายเข้าให้ดู!”
ถังเฟิงยิ้มมุมปาก “พวกคุณรู้ไหมว่าตัวเองพัฒนาก้าวหน้ามาขนาดนี้ได้ยังไง”
จ้าวตงถลึงตาโตขึ้นมาทันที ก่อนจะตะโกนออกมา “ยังต้องพูดอีกหรือไง! เป็นเพราะว่าพี่สาวของฉันมีความสามารถโดดเด่น เป็นเพราะว่าตระกูลของพวกเราพยายาม...”
ยังพูดไม่ทันจบ ถังเฟิงก็โบกมือ พร้อมกับพูดขึ้นมาอย่างไร้ซึ่งความเมตตาปรานี “ไม่ได้ถามนาย...”
พูดจบ ถังเฟิงก็ชี้นิ้วไปข้างหน้า บ่งบอกให้หลี่อวิ๋นเทียนที่เว้นที่นั่งเป็นคนตอบ “ผมถามคุณ”
หลี่อวิ๋นเทียนสีหน้าเหลือเชื่อ เหมือนกับได้ยินคำพูดที่น่าตลกขบขันที่สุดอย่างไรอย่างนั้น ก่อนจะพูดขึ้นอย่างเยาะเย้ย “ฉันไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม นายจะถามอะไรฉันไม่ทราบ?”
“ผมเป็นคนเตรียมการวางแผนการซื้อขายของตระกูลหลี่ แล้วก็เห็นแก่ที่คุณจะเป็นพันธมิตรกับตระกูลจ้าว แต่คิดไม่ถึงว่าพวกคุณสองตระกูลจะทำกับผมแบบนี้”
ถังเฟิงพูดออกมาอย่างเรียบเฉย
พูดจบ ในงานเลี้ยงก็เงียบสงัดไปชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นก็มีเสียงระเบิดหัวเราะดังขึ้นมายกใหญ่
จ้าวหยิงหยิงมีสีหน้าลำบากใจและอาลัยอาวรณ์ แต่ความคิดภายในใจมันกลับแยกแยะได้ยากมาก
เธอพูดขึ้นอย่างช้า ๆ “ถังเฟิง คุณมาทำเรื่องที่อับอายขายขี้หน้าแบบนี้มันดีจริงเหรอ ฉันรู้ว่าคุณเคารพศักดิ์ศรีของตัวเอง แต่คุณก็ต้องยอมรับความจริงด้วยสิ ตลอดสามปีที่ผ่านมาคุณไม่มีประโยชน์อะไรต่อการพัฒนาก้าวหน้าของตระกูลเลยสักนิด ฉันบอกไปแล้วว่าพวกเราไม่ใช่คนในระดับเดียวกัน จากกันไปด้วยดีไม่ดีเลยเหรอ ช่วยเหลือศักดิ์ศรีไว้ให้ตัวเองหน่อย ได้ไหม”
ทันใดนั้น ก็ได้เสียงดัง “พรึ่บ” จ้าวติงเทียนลุกขึ้น ตะโกนออกมาด้วยความโมโห “ถังเฟิง! ฉันว่าแกจงใจมาก่อปัญหาแล้วล่ะ ฉันขอประกาศตอนนี้เลยว่าไล่ถังเฟิงออกไปจากตระกูลอย่างสมบูรณ์ ไม่ข้องเกี่ยวอะไรกับตระกูลจ้าวของฉันอีก! ฉันจะดูซิว่าแกจะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง!”
พูดจบ จู่ ๆ ก็มีเสียงที่หนักแน่นของผู้หญิงดังขึ้นมาจากท่ามกลางฝูงคน “พวกคุณไม่ต้องการเขา แต่พวกเราต้องการ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ทุกคนก็หันมองไปตามทิศทางของเสียงทันที
คนนั้นเป็นหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาและออร่าไม่ต่างอะไรกับจ้าวหยิงหยิง ถึงขนาดที่ดีกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ
เธอก็คือจางเสวี่ยจิ้ง คุณหนูของตระกูลจางแห่งเมืองหนานอวิ๋นนั่นเอง
ตระกูลจางถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 แน่นนอว่าศักยภาพนั้นอยู่เหนือกว่าตระกูลจ้าว สามารถต่อกรกับตระกูลหลี่ได้ เพียงแต่เนื่องจากความขัดแย้งกันภายในตระกูล ดังนั้นจึงมีพัฒนาการที่เชื่องช้าถึงขนาดที่ถดถอยด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะไต่ขึ้นไปอยู่ใน 5 อันดับแรกไปแล้วก็ได้
ทุกคนต่างก็คิดไม่ถึงว่าจางเสวี่ยจิ้งจะออกหน้ามาช่วยถังเฟิง คนจำนวนไม่น้อยเริ่มพูดคุยซุบซิบกัน
“ทำไมคุณหนูใหญ่ของตระกูลจางถึงออกหน้ามาให้กับผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกินคนนี้กันนะ หรือว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกันอย่างนั้นเหรอ”
“ไร้สาระ จางเสวี่ยจิ้งจะชอบหมอนี่ได้ยังไง ฉันว่านะ บางทีตระกูลจางอาจจะขัดขวางไม่ให้ตระกูลจ้าวกับตระกูลหลี่เป็นพันธมิตรกัน จงใจคิดมิดีมิร้ายก็ได้นะ”
“มีเหตุผล นี่อาจเป็นแผนการของเขาก็ได้ รอดูอะไรสนุก ๆ ได้เลย”
จางเสวี่ยจิ้งเดินไปอยู่ตรงหน้าของถังเฟิง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “คุณถัง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
ถังเฟิงมองดูอย่างละเอียด ถึงจำอีกฝ่ายขึ้นมาได้
พวกเขาเคยพบกันโดยบังเอิญที่โรงพยาบาลเมื่อครึ่งปีก่อน ตอนนั้นถังเฟิงบังเอิญมาเจอพ่อของเธอป่วยหนัก จึงให้คำแนะนำด้วยความเห็นอกเห็นใจไป ซึ่งได้ช่วยชีวิตของพ่อเธเอาไว้
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จางเสวี่ยจิ้งก็เริ่มสังเกตและตรวจสอบถังเฟิง ความรู้สึกสนใจเริ่มแรงกล้ามากขึ้น และมักจะรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ถังเฟิงตอบกลับไปอย่างเรียบเฉย
บทสนทนาสองประโยคนี้เดิมทีก็ปกติทั่วไปไม่ได้แปลกประหลาดอะไร แต่เมื่อตระกูลจ้าวกับตระกูลหลี่ได้ยินแล้วกลับรู้สึกขัดหูเป็นพิเศษ ราวกับทำร้ายความรักในศักดิ์ศรีของพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
จ้าวหยิงหยิงเห็นว่าพวกเขาสองคนสนทนากันราวกับเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาหลายปีเลยทีเดียว สิ่งนี้มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก จึงจี้ถามขึ้นมาว่า “เสวี่ยจิ้ง เธอหมายความว่ายังไง”
จางเสวี่ยจิ้งตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว “ก็หมายความตามที่พูดเลย ถ้าอยู่ที่นี่ไม่เหมาะสม ก็ต้องมีสักที่ที่เหมาะสม พวกเธอไม่ต้องการคุณถัง แต่พวกเราต้องการ!”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา ทุกคนต่างพากันส่งเสียงฮือฮา
โดยเฉพาะคำว่า “ต้องการ” จางเสวี่ยจิ้งไม่ได้อธิบายให้มันชัดเจน ทำให้ทุกคนเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าทั้งสองคนนี้จะต้องมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกันอย่างแน่นอน
จ้าวตงหัวเราะอย่างเหน็บแนม ก่อนจะพูดขึ้นอย่างจิกกัด “จางเสวี่ยจิ้ง รสนิยมของเธอนี่ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริง ๆ เหล่าบรรดาคุณชายในแวดวงคนรวยมีตั้งมากมายไม่ชอบ ดันไปชอบผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกินแบบนี้สินะ”
“เหอะ ๆ จ้าวตง ตอนนี้ตระกูลจ้าวของพวกคุณนี่ไม่รู้จักเจียมตัวบ้างแล้วเลยนะ ถึงจะอวดอ้างไปทั่วว่าเป็นตระกูลที่สูงศักดิ์ร่ำรวย แต่ก็ยังคงหยาบคายดิบเถื่อนอยู่ในกระดูกอยู่ดี” จางเสวี่ยจิ้งพูดตอกกลับไปอย่างไม่รีบไม่ร้อน ซึ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดจนชวนให้คนรู้สึกอึดอัดไปหมด
จ้าวติงเทียนนไอกระแอมออกมาสองที สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทว่าตระกูลจางเป็นตระกูลที่มีอำนาจเหนือกว่า เขาไม่คิดจะมีความขัดแย้งกับตระกูลจางอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบในวันนี้
ในเวลานี้หลี่อวิ๋นเทียนที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จามาโดยตลอดเอ่ยปากพูดขึ้นมาแล้ว “เสวี่ยจิ้ง ไม่ว่าพวกคุณจะมีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่นี่คือเรื่องในตระกูลของตระกูลจ้าว เกรงว่าไม่จำเป็นต้องให้คุณมาคอยชี้นิ้วสั่งการหรอกนะ ต่อให้คุณอยากจะรับเจ้าหมอนี่ไป ก็ต้องรอจนกว่าพวกเขาสองคนหย่ากันก่อนใช่ไหม”
“คุณชายหลี่พูดได้ดี!” จ้าวตงเดินตรงไปหาหลี่อวิ๋นเทียนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สีหน้าท่าทางประจบสอพลอ ถ้าเจ้าหมอนี่มีหาง ตอนนี้ก็คงจะกระดิกริก ๆ ไปมาแล้วแน่ ๆ
“เอาล่ะ” จางเสวี่ยจิ้งหันไปหาถังเฟิง “คุณถังรีบตัดสินใจเร็วเข้าเถอะค่ะ ทำไมถึงต้องมาทนทุกข์ทรมานกับความอัปยศอดสูที่ตระกูลจ้าวด้วย คุณไม่ต้องห่วง ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร ฉันจะสนับสนุนคุณเอง”
หลิวซู่อวิ๋นลดเปลือกตาลง สองตาคู่นั้นหรี่ลงเป็นเส้นตรง สายตาราวกับเข็มโลหะ ความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในนั้นแผ่ซ่านไปทั่วทุกที่ เธอพูดขึ้นอย่างช้า ๆ ว่า “คุณจาง อย่าไปปฏิบัติกับเด็กคนนี้เหมือนกับเป็นสิ่งล้ำค่าเด็ดขาดเลยนะ ฉันเคยไปหาหมอดูมาก่อน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาขัดดวงชะตาของพวกเราตระกูลจ้าวมาโดยตลอด ไม่อย่างนั้นการพัฒนาของตระกูลก็คงจะดีกว่าตอนนี้ไปแล้ว”
“เหอะ ไม่ทราบว่าชั้นล่างของการเริ่มทำธุรกิจของตระกูลจ้าว ใครเป็นคนให้กับพวกคุณเหรอครับ” ท่าทีของถังเฟิงในตอนนี้เปลี่ยนไป สองมือไขว้หลัง ราวกับเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง ไม่ใช่ขยะไร้ประโยชน์ที่อ่อนแอเหมือนกับที่พวกเขาพูด