ณัฐนันท์ จิตต์มั่น เดินถือถาดขนมทองหยิบที่เธอตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ ตรงไปยังห้องนอนใหญ่
วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานสามปีของเธอกับณัฐวัฒน์ กิตติโชติ เธออยากให้มันเป็นวันที่พิเศษที่สุด
แต่ยังไม่ทันจะถึงประตูห้อง เสียงครางหวานหูของผู้หญิงคนหนึ่งก็ลอยออกมาจากช่องว่างของประตูที่ปิดไม่สนิท
รอยยิ้มบนใบหน้าของณัฐนันท์แข็งค้างทันที
ในหูของเธอมีแต่เสียงวิ้ง ๆ นิ้วมือที่ประคองถาดอยู่บีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขอบถาดโลหะบาดเข้าไปในเนื้อจนขึ้นรอยแดง
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง แล้วผลักประตูที่แง้มอยู่ให้เปิดออกเต็มที่ บานพับประตูส่งเสียงดังเอี๊ยดเบา ๆ
ใต้แสงไฟสลัว ๆ ร่างสองร่างที่กำลังกอดรัดกันอยู่บนเตียงก็ปรากฏสู่สายตา ภาพนั้นทำให้เธอแทบหยุดหายใจ
เมื่อเห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นชัด ๆ ว่าเป็นชลิตา เจริญพันธ์ เพื่อนสนิทของเธอเอง ท้องของณัฐนันท์ก็ปั่นป่วนขึ้นมาอย่างรุนแรง ความรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียนตีตื้นขึ้นมาจนถึงลำคอ
ณัฐวัฒน์ได้ยินเสียงจึงหันมามอง แววตาของเขาฉายแววตื่นตระหนกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาอย่างรวดเร็ว
"ว้าย!" ชลิตาส่งเสียงร้องอุทานออกมา ดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดร่างกาย แต่ในแววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งการเยาะเย้ยและท้าทาย
ณัฐนันท์ไม่ได้กรีดร้องโวยวาย เธอแค่ยืนนิ่ง ๆ จ้องมองคนทั้งสองด้วยสายตาที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
ณัฐวัฒน์คว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมลวก ๆ แล้วลุกขึ้นเดินมาหาณัฐนันท์ เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่าทำไมไม่รู้จักเคาะประตู
ณัฐนันท์เหวี่ยงถาดในมือลงบนพรมอย่างแรง ขนมทองหยิบสีเหลืองทองกระจายเกลื่อนพื้น ส่งเสียงทุบ ๆ ทึบ ๆ
"เธอทำบ้าอะไร!" ณัฐวัฒน์ตะคอกใส่หน้าเธออย่างเกรี้ยวกราด "ทำตัวเหมือนคนบ้า ไม่มีการศึกษาเหมือนลูกผู้ดีเลยสักนิด!"
ชลิตาแสร้งทำเป็นหวาดกลัว ดึงชายเสื้อคลุมของณัฐวัฒน์ไว้ พลางพูดด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า "พี่วัฒน์คะ อย่าโกรธเลยค่ะ ชลิตากลัว"
ณัฐนันท์มองภาพน่ารังเกียจตรงหน้า มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน ความรักที่เคยมีให้ผู้ชายคนนี้ได้ตายลงไปอย่างสมบูรณ์แล้วในวินาทีนี้
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของณัฐวัฒน์ แล้วพูดออกมาทีละคำอย่างชัดเจน
"เราหย่ากันเถอะ"
น้ำเสียงของเธอสงบนิ่งจนน่าประหลาดใจ ไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่นแห่งความเสียใจ
ณัฐวัฒน์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมา เขาคิดว่าเธอคงกำลังเล่นละครเรียกร้องความสนใจ
"และฉันต้องการสินสมรสครึ่งหนึ่ง" ณัฐนันท์พูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่เปิดโอกาสให้มีการต่อรองใด ๆ
สีหน้าของณัฐวัฒน์เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที เขาชี้หน้าด่าเธอว่าหน้าไม่อาย โลภมาก "ถ้าไม่มีตระกูลกิตติโชติ เธอก็ไม่เหลืออะไรเลย!"
ชลิตาแสร้งทำเป็นหวังดี พูดแทรกขึ้นมาว่า "พี่นันท์คะ อย่าทำอะไรวู่วามเลยค่ะ พี่จะเอาตัวรอดได้ยังไงถ้าไม่มีพี่วัฒน์"
ณัฐนันท์เหลือบมองชลิตาอย่างเย็นชา สายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจกดดันทำให้ชลิตาต้องหุบปากฉับ
เธอเอื้อมมือไปปลดผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่ออก แล้วโยนมันลงที่ปลายเท้าของณัฐวัฒน์ราวกับเป็นขยะชิ้นหนึ่ง
จากนั้นเธอก็หันหลังเดินออกจากห้องนอนใหญ่ แผ่นหลังของเธอตั้งตรง ไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
ณัฐวัฒน์มองตามแผ่นหลังของเธอไป ในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขาเตะถาดขนมที่พื้นระบายอารมณ์
ณัฐนันท์เดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว จากชั้นสองตรงไปยังโถงทางเข้าชั้นหนึ่ง เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ของสุวรรณี งามยิ่ง เพื่อนสนิทของเธอ
เมื่อปลายสายรับ ณัฐนันท์ก็พูดสั้น ๆ ว่า "สุวรรณี มารับฉันหน่อย" น้ำเสียงของเธอเด็ดขาดจนไม่สามารถปฏิเสธได้
สุวรรณีที่อยู่ปลายสายสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในทันที เธอรับคำทันทีและถามตำแหน่ง
ณัฐนันท์ถอดรองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้านออก แล้วสวมรองเท้าส้นสูงสีดำคู่ที่ไม่เคยได้แตะต้องมาตลอดสามปี
เธอผลักประตูคฤหาสน์ให้เปิดออก ไอความร้อนยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ปะทะเข้ากับใบหน้า แต่เธอกลับรู้สึกเป็นอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ณัฐนันท์เดินไปหยุดยืนอยู่ใต้เสาไฟริมถนนหน้าคฤหาสน์ มองดูกระแสรถราที่วิ่งผ่านไปมา แววตาของเธอค่อย ๆ คมกริบขึ้น
รถสปอร์ตสีแดงคันหนึ่งแล่นมาจอดตรงหน้าเธอด้วยความเร็วสูง กระจกรถเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของสุวรรณี
"นันท์! เกิดอะไรขึ้น!"
ณัฐนันท์ไม่ตอบ เธอเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่งอย่างรวดเร็ว
"ไปจากที่นี่"
สุวรรณีพยักหน้า เหยียบคันเร่ง รถสปอร์ตคำรามลั่นแล้วพุ่งทะยานออกไป ทิ้งคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยคำโกหกไว้เบื้องหลัง
เช้าวันรุ่งขึ้น ณัฐนันท์กลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลกิตติโชติอีกครั้ง
เธอผลักประตูใหญ่เข้าไป เดินผ่านโถงทางเข้าไปยังห้องนั่งเล่นที่กว้างขวาง
คุณหญิงนันทิชา แม่สามีของเธอนั่งจิบชาอยู่บนโซฟา พอเหลือบเห็นณัฐนันท์ก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง
ศศิประภา กิตติโชติ น้องสาวของสามี กำลังนั่งทาเล็บอยู่ข้าง ๆ เธอเหลือบมองณัฐนันท์ด้วยหางตาแล้วพูดอย่างเหยียดหยาม "ยังมีหน้ากลับมาอีกเหรอ"
คุณหญิงนันทิชาลุกขึ้นยืน ชี้หน้าณัฐนันท์แล้วด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย "นังแม่ไก่ไม่มีไข่! แค่ผัวคนเดียวยังรักษาไว้ไม่ได้!"
"ใช่แล้วค่ะคุณแม่" ศศิประภาพูดเสริม "พี่ชลิตาท้องแล้ว เธอก็รีบ ๆ ไสหัวออกจากบ้านเราไปได้แล้ว!"
ณัฐนันท์เผชิญหน้ากับการด่าทอ แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ก้มหน้ายอมรับเหมือนเช่นเคย เธอยืดตัวตรง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
เธอเดินตรงไปที่โซฟา ไม่สนใจสายตาที่โกรธเกรี้ยวของคนทั้งสอง แล้วหยิบเอกสารหนาปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
ปึก!
ณัฐนันท์ตบเอกสารลงบนโต๊ะกาแฟอย่างแรง เสียงดังก้องทำให้สองแม่ลูกสะดุ้งโหยง
คุณหญิงนันทิชาตกใจกับท่าทีของเธอ ขมวดคิ้วแล้วหยิบเอกสารขึ้นมาดู
เมื่อเห็นศัพท์ทางการแพทย์บนกระดาษ สีหน้าของคุณหญิงนันทิชาก็ซีดเผือดในทันที มือของเธอสั่นเทาจนควบคุมไม่อยู่
ศศิประภาชะโงกหน้าเข้ามาดูแล้วร้องเสียงหลง บนเอกสารเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าณัฐวัฒน์เป็นหมันขั้นรุนแรงและมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
"เด็กในท้องของชลิตา" ณัฐนันท์มองพวกเธออย่างเย็นชา "ไม่รู้ว่าเป็นลูกของใครกันแน่"
"แก!" คุณหญิงนันทิชาโกรธจนตัวสั่น ง้างมือขึ้นจะตบณัฐนันท์ แต่ถูกณัฐนันท์คว้าข้อมือไว้ได้ทัน
ณัฐนันท์บีบข้อมือของคุณหญิงนันทิชาเบา ๆ แต่ก็แรงพอที่จะทำให้คุณหญิงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและยอมปล่อยมือ
เธอสะบัดมือของคุณหญิงนันทิชาทิ้ง แล้วหยิบใบหย่าที่เธอเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วออกมาวางข้าง ๆ รายงานผลตรวจ
"ถ้าณัฐวัฒน์ไม่ยอมเซ็น ฉันจะส่งรายงานฉบับนี้ให้นักข่าวทั่วกรุงเทพฯ" เธอขู่ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ศศิประภาตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่หลบอยู่หลังแม่ของเธอตัวสั่นงันงก
ณัฐนันท์หันหลังเดินขึ้นบันได เธอจะขึ้นไปเอาของที่สำคัญที่สุดของเธอบนชั้นสอง นั่นก็คือกล่องยาของเธอ
เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง เธอก็หยุดชะงัก หันกลับมามองสองแม่ลูกที่นั่งหมดแรงอยู่บนโซฟา
"ถ้าอยากให้ลูกชายมีทายาท ก็อย่ามาขวางทางฉัน" ณัฐนันท์พูดเสียงดังฟังชัด
เมื่อได้ยินคำขู่ที่มีน้ำหนักนี้ ม่านตาของคุณหญิงนันทิชาก็หดเล็กลงอย่างรุนแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ณัฐนันท์ไม่สนใจท่าทีตกตะลึงของพวกเธอ เธอรีบเดินขึ้นไปบนชั้นสอง เข้าไปในห้องพักแขกที่เธอเคยอยู่ แล้วหยิบกล่องยาเก่า ๆ ใบนั้นออกมา
เธอหิ้วกล่องยาลงมา ไม่แม้แต่จะชายตามองสองแม่ลูก เดินผ่านห้องนั่งเล่นตรงไปยังประตูใหญ่
ปัง!
ประตูใหญ่ปิดลงตามหลังเธอเสียงดังสนั่น
ด้านนอก สุวรรณียืนพิงรถสปอร์ตอยู่ พอเห็นณัฐนันท์ออกมาก็ผิวปากเสียงดัง
ณัฐนันท์เปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างคนขับ วางกล่องยาไว้บนตักอย่างระมัดระวัง
สุวรรณียื่นกาแฟเย็นให้เธอแก้วหนึ่ง "เป็นไงบ้าง"
ณัฐนันท์ดื่มกาแฟไปอึกใหญ่ ของเหลวเย็น ๆ ไหลผ่านลำคอ เธอถอนหายใจยาว "เหมือนได้เกิดใหม่"
สุวรรณีสตาร์ทเครื่องยนต์ รถสปอร์ตคำรามลั่นแล้วเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยคำโกหกหลังนั้น
ในรถ ณัฐนันท์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ล็อกอินเข้าฟอรัมทางการแพทย์ที่เป็นความลับ แล้วโพสต์ข้อความสั้น ๆ ประกาศการกลับมาของเธอ
ณัฐวัฒน์เดินเข้ามาในห้องโถงของคฤหาสน์ด้วยใบหน้าบึ้งตึง เขาเห็นแม่ของเขานั่งร้องไห้เช็ดน้ำตาอยู่บนโซฟา
เขาขมวดคิ้วเดินเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น ศศิประภาตัวสั่นยื่นรายงานผลตรวจบนโต๊ะให้เขา
ทันทีที่ณัฐวัฒน์เห็นข้อความบนกระดาษ ม่านตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เขาคว้าเอกสารมาฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วตะโกนลั่น "ใครทำ!"
"ณัฐนันท์" คุณหญิงนันทิชาร้องไห้สะอึกสะอื้น "มันทิ้งใบหย่าไว้ด้วย มันจะเอาสินสมรสครึ่งหนึ่ง"
ณัฐวัฒน์กัดฟันกรอด เขารู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี เขาให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะทำให้ณัฐนันท์ต้องชดใช้อย่างสาสม
ในขณะนั้นเอง ผู้ช่วยของเขาก็โทรเข้ามาด้วยน้ำเสียงร้อนรน "คุณวัฒน์ครับ! หมอนกกระเรียนประกาศกลับมาในดาร์กเว็บแล้วครับ!"
หัวใจของณัฐวัฒน์กระตุกวูบ เขาสั่งผู้ช่วยทันทีว่าให้ตามหาหมอเทวดาคนนี้ให้เจอไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เขาต้องการรักษาโรคที่น่าอับอายของเขาให้หาย
ภาพตัดมาที่ย่านสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่คึกคักของกรุงเทพฯ ณัฐนันท์เดินตามสุวรรณีเข้าไปในบาร์หรูแห่งหนึ่งที่สาดส่องด้วยแสงไฟนีออนหลากสี
เธอเปลี่ยนมาสวมชุดเดรสรัดรูปสายเดี่ยวสีไวน์แดง ขับเน้นให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบ แตกต่างจากภาพลักษณ์แม่บ้านหัวโบราณของเธอโดยสิ้นเชิง
เธอนั่งลงที่เคาน์เตอร์บาร์ สั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แรง ๆ หนึ่งแก้ว ก้อนน้ำแข็งกระทบแก้วส่งเสียงใสกังวาน
หลังจากดื่มไปไม่กี่อึก อารมณ์ที่ถูกกดทับมานานสามปีก็เริ่มได้รับการปลดปล่อย ณัฐนันท์ลุกจากเคาน์เตอร์บาร์แล้วเดินเข้าไปกลางฟลอร์เต้นรำ
ท่ามกลางจังหวะดนตรีที่เร้าใจ เธอเริ่มขยับร่างกายอย่างเย้ายวนและเต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูด
ผู้ชายรอบ ๆ ต่างพากันหยุดเต้น สายตาของพวกเขามองมาที่ณัฐนันท์อย่างหลงใหลและชื่นชมในความงามของเธอ
บนชั้นสองของบาร์ ประตูห้อง VIP ถูกเปิดออก ณัฐวัฒน์โอบเอวชลิตาเดินออกมาเพื่อต้อนรับแขก
สายตาของเขาเผลอมองลงไปที่ฟลอร์เต้นรำเบื้องล่าง และถูกตรึงไว้กับร่างในชุดสีไวน์แดงนั้นทันที
เขาผลักชลิตาออกจากอ้อมแขนอย่างแรง สองมือยันราวระเบียง ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เมื่อเห็นชัดว่าเป็นณัฐนันท์ ความโกรธแค้นก็พุ่งขึ้นมาจุกอก ความหึงหวงแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนแทบบ้า
เขาคิดมาตลอดว่าณัฐนันท์เป็นผู้หญิงน่าเบื่อเหมือนท่อนไม้ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเธอจะมีด้านที่ร้อนแรงและเย้ายวนเช่นนี้
ชลิตาที่ไม่พอใจเมื่อถูกผลัก มองตามสายตาของเขาไป เมื่อเห็นณัฐนันท์ที่โดดเด่นเป็นสง่า เธอก็กัดฟันด้วยความอิจฉาริษยา
เธอจงใจควงแขนณัฐวัฒน์แล้วพูดเสียงออดอ้อน "ดูสินะคะพี่วัฒน์ พอหย่าปุ๊บก็ออกมาอ่อยผู้ชายเลย ไม่รู้จักยางอาย"
ณัฐวัฒน์สะบัดแขนชลิตาออกอย่างแรง ใบหน้าของเขาบึ้งตึง หันหลังเดินลงบันไดไปชั้นล่างด้วยอารมณ์เดือดดาล
บนฟลอร์เต้นรำ ชายหนุ่มผมทองคนหนึ่งเดินเข้ามาหาณัฐนันท์ด้วยท่าทางลวนลาม พยายามจะโอบเอวเธอ
แววตาของณัฐนันท์เย็นเยียบ เธอเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของชายหนุ่มผมทองอย่างแรง
เพียะ!
เสียงตบดังก้องไปทั่วฟลอร์ในช่วงที่ดนตรีเงียบลงพอดี ทุกคนรอบข้างเงียบกริบไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มผมทองกุมใบหน้าตัวเองด้วยความโกรธ เขาเรียกพรรคพวกให้เข้ามาล้อมณัฐนันท์ไว้ แล้วสบถออกมาว่าจะสั่งสอนเธอ
สุวรรณีเห็นท่าไม่ดีจึงคว้าขวดเหล้าบนเคาน์เตอร์บาร์แล้ววิ่งเข้ามาขวางหน้าณัฐนันท์ไว้
ณัฐวัฒน์ที่เดินมาถึงขอบฟลอร์เต้นรำพอดีเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาหยุดยืนมองอย่างเลือดเย็น อยากจะเห็นณัฐนันท์ร้องขอความช่วยเหลือ
ณัฐนันท์เผชิญหน้ากับการคุกคามโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอถอดรองเท้าส้นสูงในมือออก เตรียมพร้อมที่จะป้องกันตัว
ในจังหวะที่พรรคพวกของชายหนุ่มผมทองกำลังจะพุ่งเข้ามานั้นเอง
ปัง!
ประตูบานใหญ่ของบาร์ก็ถูกใครบางคนถีบจนเปิดออกอย่างแรง
เสียงดังสนั่นพร้อมกับลมเย็น ๆ ที่พัดเข้ามา ทำให้ทุกคนหยุดชะงักและหันไปมองที่ประตูเป็นตาเดียว