ตอน 1

ร่างบอบบางในชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ยืนตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้ายอยู่ด้านหน้าตึกสูง 25 ชั้น ของบริษัท อัครเดชไพศาล(กรุ๊ป) จำกัด (มหาชน) นางสาวดลลดา ฤทธาภิวัฒน์ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อยู่ 3 ครั้ง ก่อนจะก้าวขาเรียวสวย ภายใต้กระโปรงสีดำ จีบรอบตัว ยาวแค่เข่า เข้าไปด้านใน สาวน้อยตรงไปจุดที่มีป้ายบอกว่าเป็นประชาสัมพันธ์ทันที

“ขอโทษนะคะ ดิฉันมาจากมหาวิทยาลัย... ขอเข้าพบฝ่ายบุคคลค่ะ”

ดลลดา แจ้งให้พนักงานสาวสวยให้ทราบว่าเธอมาจากไหน และต้องการพบใคร

“ไม่ทราบว่าต้องการพบด้วยเรื่องอะไรคะ”

ประชาสัมพันธ์สาวสวยถาม

“คือว่า ดิฉันถูกส่งตัวมาจากมหาวิทยาลัย เรื่องที่บริษัท อัครเดชไพศาล(กรุ๊ป) จำกัด ได้ตอบรับการรับนักศึกษาเข้าฝึกงานค่ะ และดิฉันก็เป็นนักศึกษาคนนั้นค่ะ”

“อ๋อ รอสักครู่นะคะ”

ดลลดา รออยู่สักพัก พนักงานสาวก็บอกทางให้เดินไปห้องฝ่ายบุคคล

“ขอบคุณค่ะ”

สาวน้อยกล่าวขอบคุณพนักงานสาวเบาๆ

ดลลดา เดินไปตามทางที่พนักงานสาวบอก ตลอดทางเดิน สาวน้อยมองสำรวจไปทั่ว ตึกอัครเดชไพศาลนี้กว้างใหญ่นัก ภายในปูพรมมีลวดลายสวยงาม เน้นสีน้ำตาลปนดำตลอดทางเดิน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฐานะทางการเงินของเจ้าของนั้นมั่นคงขนาดไหน ความสะอาดก็เป็นเลิศแม่บ้านคงเช็ดถูทั้งวันแน่ เงาวับจนแทบจะส่องกระจกได้อยู่แล้ว เดินสำรวจโน่นนี่จนเพลิน พอหันหน้ามาอีกทีก็พบห้องหนึ่ง ที่มีป้ายบอกว่าเป็นห้องฝ่ายบุคคล สาวน้อยยกมือเคาะประตูอยู่ 3 ครั้ง และก็ผลักเข้าไปพบหญิงอายุประมาณ 40 ปี ใส่แว่นตาหนาเตอะ มองมาที่หล่อน และมีพนักงานหญิงนั่งทำงานอีก 4 คน

“นั่งสิ”

หญิงวัย 40 บอก

“ชื่ออะไร”

พอดลลดานั่งลงปุ๊บ น้ำเสียงเข้มงวดก็เอ่ยถาม

“ดลลดา ฤทธาภิวัฒน์ ค่ะ”

“อืม… ต้องการฝึกงานด้านเลขานุการรึ”

“ค่ะ”

เมื่อสาวน้อยตอบไปแล้ว สายตาภายใต้แว่นตาอันหนาเตอะ ก็มองจ้องมาที่ใบหน้าหวานนิ่งอยู่พักนึง

“ถ้าจะถามว่าเธอสามารถทนต่อสภาวะความกดดันได้ดีแค่ไหน เธอคงตอบไม่ได้เพราะยังไม่เคยผ่านงาน เอาเป็นว่าตลอดเวลา 3 เดือน ที่เธอต้องทำงานที่นี่ ฉันขอให้เธอพยายามอดทนต่อความกดดันที่เกิดขึ้น งานเลขานุการขึ้นตรงกับเจ้านายใหญ่โดยตรง และคนที่แบกภาระอันหนักอึ้ง มีความรับผิดชอบสูง และเป็นเจ้านาย ก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์บ่อย ฉันหวังว่าเธอคงทนให้ได้จนครบ 3 เดือน แล้วกันนะ”

“ค่ะ” ถึงแม้ ดลลดาจะไม่ค่อยเข้าใจกับคำเตือนนั้น แต่สาวน้อยก็รับคำ

“ฉัน พิจิตรา ยินดีต้อนรับเธอร่วมงานกับเรา เดี๋ยวเธอขึ้นไปชั้น 25 พบกับคุณ อรอนงค์ เขาเป็นเลขาฯ ของคุณชวนนท์ เธอจะต้องเรียนรู้งานจากคุณอรอนงค์ ขอให้โชคดี”

ดลลดาเพิ่งจะรู้ว่าบุคคลที่นั่งคุยและเตือนเธอนั้นชื่อ พิจิตรา แล้วสาวน้อยก็ขึ้นไปชั้น 25 ตามที่คุณพิจิตราบอก

ชั้นที่ 25 นี้ มีเพียงโต๊ะทำงานซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของเลขานุการเพียงตัวเดียว และมีห้องซึ่งน่าจะเป็นห้องผู้บริหารอีก 3 ห้อง เท่านั้น

“น้องที่มาฝึกงานกับพี่ใช่ไหมคะ ดีใจจังเลยค่ะที่พี่จะมีเพื่อนแล้ว ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็เถอะ”

อรอนงค์ ส่งยิ้มต้อนรับอย่างยินดีมาให้สาวน้อย ดลลดายิ้มตอบ เริ่มรู้สึกคลายกังวลไปมาก เมื่อได้คุยกับอรอนงค์

“เดี๋ยวน้องรอสักครู่นะคะ พอดีว่าพี่ป่วยเลยหยุดงานไป 2 วัน โต๊ะของน้องก็เลยยังไม่มีใครยกมาให้ เดี๋ยวพี่จะให้ยามยกขึ้นมาให้นะคะ”

อรอนงค์บอก และเมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัย 2 คน ยกโต๊ะขึ้นมาให้พร้อมเก้าอี้เรียบร้อย อรอนงค์ก็ให้ ดลลดานั่งทำงานที่โต๊ะตัวนั้น ทั้งบอกอีกว่า วันนี้คงไม่ค่อยมีงานอะไรมาก เพราะเจ้านายไม่อยู่ ทั้งสองเลยได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น

ดลลดาพอใจในอัธยาศัยไมตรีของอรอนงค์ ที่เป็นคนร่าเริงและคุยสนุก พอได้เวลาเที่ยงอรอนงค์ก็พาดลลดาลงไปทานอาหารในโรงอาหารที่จัดไว้ให้สำหรับพนักงาน และทราบอีกว่า อาหารกลางวันมีไว้บริการแก่พนักงานทุกคนฟรี ถือเป็นสวัสดิการแก่พนักงาน

“ดีจังเลยนะคะ อิ่มจังตังค์อยู่ครบ” ดลลดาบอก ส่งยิ้มหวานให้อรอนงค์

“พวกเราโชคดีที่ได้ทำงานที่นี่จ้ะ เงินเดือนที่ได้รับก็มากพอสมควร แถมได้กินข้าวฟรีอีกด้วย เอาไว้ถ้าดรีมจบการศึกษาแล้ว ก็เข้ามาทำงานที่นี่ได้นะ เพราะดรีมได้เข้ามาฝึกงานที่นี่แล้ว”

“ดีเลยค่ะ เอ... แต่ว่าไม่รู้ว่าดรีมจะผ่านการทดลองงานรึเปล่าน่ะสิคะ”

“อย่าเพิ่งกังวลเลย เพิ่งเข้ามาวันแรก แต่พรุ่งนี้เจ้านายกลับมา ดรีมกับพี่คงหัวฟูไม่ได้มีโอกาสมานั่งคุยกันสนุกแบบนี้หรอก”

“ค่ะ ดรีมจะตั้งใจทำงาน ช่วยพี่อรให้ดีที่สุดค่ะ”

“จ้ะ”

เช้าวันที่สองของการทำงาน วันนี้ดลลดามาถึงที่ทำงานสาย เพราะรถติดซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกของกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร เท้าบางๆ ในรองเท้าหุ้มส้น วิ่งเข้าบริษัท ตรงไปที่ลิฟต์ซึ่งประตูกำลังจะปิดพอดี

“เดี๋ยวค่ะ รอด้วยค่ะ ขอไปด้วยคน”

เสียงใสๆ บอกผู้ที่อยู่ในลิฟต์ พร้อมกับมือบางที่ยื่นเข้าไปในลิฟต์ เมื่อเห็นว่าประตูจะปิดแล้ว และคนที่อยู่ในลิฟต์ก่อนแล้วคงจะไม่ได้ยินเสียงเธอ ทำให้ข้อมือบาง โดนประตูหนีบก่อนที่ประตูจะดีดตัวออกจากกันเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง

“โอ๊ย!” ดลลดาอุทาน เมื่อรู้สึกเจ็บที่ข้อมือ

ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ข้อมือข้างเดิมก็ถูกมือใหญ่กระชากเข้าไปในลิฟต์ ด้วยความตกใจ ทำให้สาวน้อยเงยหน้าขึ้นมองคนที่ฉุดข้อมือตน ด้วยความฉุนกึก

แต่แล้วคำพูดที่กำลังจะถูกส่งผ่านออกมาจากริมฝีปากอิ่มนั้น ก็ต้องถูกกลืนลงไปในลำคอทันที เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ทำอุกอาจกับตน ดวงตากลมโตสีดำสนิทส่งประกายสดใสราวนิลน้ำดีเบิกกว้างขึ้น ริมฝีปากอิ่มเผยอออกอัตโนมัติ ไม่ใช่ว่าสาวน้อยกำลังเห็นภูตผีปีศาจหรอกนะ แต่เป็น...

ตอน 2

โอ้... พระเจ้า นี่เขาเป็นมนุษย์เดินดิน หรือเทพบุตรบนฟ้ากันเนี่ย หัวสมองน้อยๆ เบลอไปหมด ฝัน… หล่อนต้องกำลังฝันอยู่แน่ ผู้ชายอะไรหล่อเป็นบ้า

“นี่เธอ จะยืนมองหน้าฉันไปอีกนานแค่ไหนไม่ทราบ”

เสียงทุ้มต่ำ แต่ทว่าดุดันดังขึ้น ทำให้ดลลดารู้สึกตัว สาวน้อยมองไปยังประตูที่เปิดออกตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ป้ายบอกชั้นบอกว่าเป็นชั้นที่ 25 แล้ว ดลลดาหันไปมองที่ร่างสูงอีกครั้ง ก่อนกะพริบตาปริบๆ

อย่าบอกนะว่า เทพบุตรคนนี้คือ...

ดลลดากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ อย่างฝืดๆ

“ขอโทษค่ะ”

“จะหลีกทางให้ฉันได้รึยัง”

เสียงทุ้มเมื่อสักครู่ เริ่มเปลี่ยนเป็นกระด้าง ตามอารมณ์ของผู้พูด ดลลดาหลีกทางให้ร่างสูงใหญ่ เป็นสง่างามในชุดสูทสีดำทันที

ชวนนท์ต้องถอนหายใจไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ที่ต้องมาพบกับแม่สาวหน้าใสนี่ แววตาดุดันปรายตามามองดลลดาเพียงแวบเดียวเท่านั้น ก่อนจะก้าวขายาวๆ ผ่านหน้าหล่อนไป

ดลลดาเดินตามชายหนุ่มไปอย่างคนที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวดีนัก เมื่อชวนนท์เข้าห้องไปเรียบร้อยแล้ว อรอนงค์ที่เห็นหญิงสาวเดินมา ก็ถาม

“ดรีมทำไมวันนี้มาสายล่ะจ๊ะ”

แต่คำถามของอรอนงค์กลับเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของดลลดาไป สาวน้อยไม่ได้ยินที่อรอนงค์พูด ทำให้อรอนงค์ต้องเรียกดลลดาซ้ำอีกครั้ง

“ดรีม ดรีมได้ยินที่พี่พูดรึเปล่า” ด้วยเสียงของอรอนงค์ที่ดังขึ้นกว่าเดิม ทำให้ดลลดาสะดุ้งนิดๆ

“คะ พี่อรว่าอะไรนะคะ”

“พี่ถามว่าทำไมวันนี้มาสายล่ะจ๊ะ เป็นอะไรไปไม่สบายรึเปล่า”

“เอ่อ... เปล่าค่ะเปล่าดรีมไม่ได้เป็นอะไรค่ะ เพียงแต่วันนี้รถติดก็เลยมาสายค่ะ สงสัยพรุ่งนี้ต้องเผื่อเวลามากกว่านี้ จะได้ไม่สาย”

“ดีจ้ะ คุณฌอห์น เอ่อ... คุณชวนนท์ไม่ชอบคนมาสาย เมื่อกี้พี่เห็นเราเดินตามหลังคุณฌอห์นมา ขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกันมาเหรอจ๊ะ”

“ใช่ค่ะ ดรีมวิ่งเข้าบริษัทมาเจอเขาในลิฟต์อยู่ก่อนแล้ว”

ดลลดาไม่ได้เล่าเหตุการณ์หลังจากนั้นให้อรอนงค์ฟัง ยังไม่ทันที่สองสาวจะสนทนากันต่อ เสียงอินเตอร์คอมก็ดังขึ้น

“คุณอร เดี๋ยวคุณเข้ามาหาผม พร้อมเด็กฝึกงานคนใหม่ด้วยนะ”

เสียงทุ้มๆ ของชวนนท์ดังขึ้น

“ค่ะเจ้านาย” อรอนงค์ตอบรับ แล้วหันมาบอกให้ดลลดาทราบ ก่อนจะพากันเข้าไปหาชวนนท์ อรอนงค์เคาะประตูห้องที่มีป้ายชื่อบอกไว้ว่าเป็นห้องท่านประธาน และได้ยินเสียงทุ้มตอบอนุญาตให้เข้าไป

“เชิญ”

ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังอย่างดีสีน้ำตาล หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขานั่งพิงพนักเก้าอี้สบายๆ สายตาคมกริบดุจมีดโกนกำลังจ้องมาที่สองสาว

“คุณอร แนะนำเด็กฝึกงานใหม่หน่อยสิ”

ริมฝีปากบางเฉียบ ได้รูปสวยของเขาเรียกร้องให้ดลลดามองตาม

“เจ้านายคะ นี่คือ ดลลดา ฤทธาภิวัฒน์ค่ะ ดรีมเขาจะมาช่อยอร 3 เดือนค่ะ”

“อืม... แล้วคุณได้บอกเขาเกี่ยวกับกฎระเบียบของพนักงานบ้างไหม อยู่ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นเด็กฝึกงานหรือพนักงานชั่วคราว ก็ต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดเหมือนกันทุกคน”

น้ำเสียงที่เข้มงวดนั้น ทำให้อรอนงค์ก้มหน้าลงเล็กน้อย ดลลดาชำเลืองมองที่อรอนงค์ แอบเห็นพี่อรของหล่อนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนตอบ

“อรยังไม่ได้บอกค่ะ ก็ไม่คิดว่าวันนี้น้องเขาจะมาสาย”

“งั้นวันนี้คุณเอากฎระเบียบพนักงานของบริษัทมาให้เขาอ่านด้วย”

“ค่ะเจ้านาย”

“คุณออกไปได้แล้ว และเตรียมรายงานการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องของมิสเตอร์ราฟให้ผมด้วย แล้วผมจะเรียกอีกที ส่วนเธอ ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย”

ชวนนท์บอกกับอรอนงค์ ก่อนจะหันมาบอกดลลดาให้อยู่ต่อ อรอนงค์ตอบรับเบาๆ และเดินออกไป

เมื่อต้องอยู่กับชายหนุ่มสองต่อสอง ใจของดลลดาก็เริ่มเต้นผิดปกติ

“ทำไมถึงมาสาย”

สาวน้อยปรายตามองสบดวงตาคมกริบของชายหนุ่ม

“รถติดค่ะ”

คำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความของเธอ ทำให้คิ้วเข้มๆ ของชวนนท์เลิกขึ้น

“บ้านเธออยู่ไหน กรุงเทพฯ รึเปล่า”

“ใช่ค่ะ”

“แล้วทำไมเธอถึงไม่เผื่อเวลาให้มากกว่านี้ ในเมื่อเธอก็ต้องรู้ว่ากรุงเทพฯ รถติดขนาดไหน” ชวนนท์เสียงดังขึ้นกว่าเดิม

“ดรีมขอโทษค่ะ คราวหลังดรีมจะเผื่อเวลาให้มากกว่านี้ค่ะ” ริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อกล่าวขอโทษเขาเบาๆ

ชวนนท์ ไล่สายตาคมตั้งแต่เส้นผมสีดำเป็นเงางามของเธอ ที่ตอนนี้ถูกรวบไว้เป็นหางม้าอยู่ด้านหลังศีรษะสวยได้รูป ดวงหน้ารูปหัวใจหวานล้ำ แก้มเนียนใสที่ไม่ได้ถูกแต่งเติม ดวงตากลมโต ที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตางอนยาว จมูกโด่งเล็กได้รูป รั้นขึ้นนิดๆ จนมาถึงริมฝีปากอิ่มเต็มสีชมพูระเรื่อ ชวนนท์ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองแอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอได้ลำบากขึ้นกว่าเดิม ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่มาหยุดอยู่หน้าหญิงสาว สายตาคมมองกราดไปที่ชุดนักศึกษาที่ดลลดาสวมอยู่

“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอไม่จำเป็นต้องสวมชุดนักศึกษามาทำงาน เพราะฉันไม่ชอบเห็นเด็กนักเรียนที่ไม่มีประสบการณ์มาทำงานในบริษัทของฉัน”

เมื่อได้ยินดังนั้น สาวน้อยจึงเงยหน้าขึ้นสบตาคมของเขา และได้พบกับสีหน้าบึ้งๆ ของชายหนุ่ม เหมือนเขาไม่พอใจที่เธอมายืนอยู่ตรงนี้ แต่ทำไมล่ะ ในเมื่อเขาเป็นคนเรียกเธอเข้ามาเองนี่นา

“แต่ถ้าบริษัทไม่ให้โอกาสเด็กจบใหม่เข้ามาทำงาน เด็กที่จบใหม่ก็จะไม่มีประสบการณ์ในการทำงานเลยนะคะ แล้วอย่างนี้จะเอาประสบการณ์มาจากไหน” ไม่รู้ว่าทำไมเธอจึงกล้าเอ่ยปากออกไป ทั้งที่ไม่ได้คิดจะพูดเลยสักนิด

ดลลดาสังเกตเห็นมุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเหมือนจะเยาะหยันในคำพูดของหล่อน

“เก่งนี่ กล้าต่อปากต่อคำกับฉัน ซึ่งเป็นถึงท่านประธานบริษัทนี้” นั่นไง เขากำลังเยาะหยันเธอจริงๆ ด้วย

“ดิฉันแค่พูดเรื่องจริงค่ะ”

“แต่หน้าที่เธอ คือฟังคำสั่งของฉัน และต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ให้มาเถียงฉัน หรือเธอไม่อยากฝึกงานที่นี่”

ดลลดาก้มมองมือตัวเอง แล้วนับหนึ่งถึงสิบในใจ

ตอน 3

“ตั้งแต่พรุ่งนี้ดิฉันจะไม่แต่งชุดนักศึกษามาอีก” ดลลดาบอกเขาทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่

เมื่อได้คำตอบที่น่าพอใจแล้ว ชวนนท์ก็มองไปยังมือบางที่ประสานกันอยู่ เห็นรอยแดงที่ข้อมือ เนื่องจากถูกประตูลิฟต์หนีบ ชายหนุ่มหันหลังกลับเดินไปที่ผนังห้องที่เป็นกระจกใสแจ๋ว สามารถมองลงไปเห็นวิวทิวทัศน์เบื้องล่างได้อย่างงดงาม

“คราวหน้าคราวหลังก็ระวังหน่อย อย่าโง่เอาข้อมือมาขวางประตูลิฟต์ที่กำลังจะปิดอีกล่ะ ถึงแม้จะรู้ว่ามันจะกั้นประตูไม่ให้ปิดได้ แต่ก็ไม่ค่อยมีคนฉลาดจะทำให้ตัวเองเจ็บตัวไม่เข้าท่าแบบนี้ ไปได้แล้ว”

ดลลดาตวัดสายตาใส่อีกฝ่ายเมื่อได้ยินเขาเหน็บแนม ค่อนไปทางด่าเธอว่าโง่นั้น ชิ... ผู้ชายปากร้าย เห็นคนเจ็บตัว ไม่ปลอบแล้วยังซ้ำเติมอีก ก่อนหันหลังเดินตัวตรงออกไปจากห้อง สาวน้อยไม่รู้เลยว่า ถึงแม้ชายหนุ่มหันหลังให้ แต่สายตาเขาก็ยังจับจ้องมองเธอตลอดเวลา จากเงาสะท้อนที่กระจก

ชายหนุ่มแอบผ่อนลมหายใจออกมายืดยาว ทันทีที่สาวน้อยเดินออกไปแล้ว

“ดรีม เป็นไงมั่ง เจ้านายว่าอะไรบ้างรึเปล่า”

ดลลดามองสบตาอรอนงค์นิดนึง ก่อนจะมองไปที่เอกสารตรงหน้าที่อรอนงค์นำมาให้เธอพิมพ์

“จะเหลือเหรอคะพี่อร เฮ้อ... มาทำงานวันที่สองก็โดนดุเอาซะแล้ว”

“เอาน่า คราวนี้ช่างมัน ถือซะว่าเป็นบทเรียนแรก เรายังต้องเจออีกนาน 3 เดือนล่ะ”

“ค่ะ ดรีมจะทนค่ะ ต้องทนให้ได้ พี่อรไม่ต้องห่วงค่ะ สู้สู้”

ดลลดา ส่งยิ้มโชว์ฟันสวยเกือบครบ 32 ซี่ ให้อรอนงค์ เป็นการบอกว่าไม่เป็นไรจริงๆ

“หนูจันทร์”

ภา หรือภารินี วิ่งกระหืดกระหอบมาหาร่างอวบอิ่มด้วยวัยสาวของเพื่อนสาวขณะกำลังเดินกอดตำราเรียนอยู่ ดวงตาคู่สวยสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายวาววับ เมื่อหันหน้ามาตามเสียงเรียกของเพื่อนสาว

หนูจันทร์ของครอบครัว และของเพื่อนๆ มีชื่อเต็มๆ ว่า ศศิวิมล วิริยะเจริญ ด้วยความที่เกิดมาในตระกูลที่มีฐานะมั่นคง และได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม เนื่องจากบิดาและมารดานั้นมีบุตรสาวเพียงคนเดียว สาวน้อยอย่างหนูจันทร์ จึงเหมือนเจ้าหญิงองค์น้อยๆ ที่อ่อนหวานน่ารัก หนูจันทร์เป็นสาวสวยเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่น มีผมสีดำสนิทเป็นเงางาม มีดวงตาสีน้ำตาลสวย มีผิวสีขาวอมชมพู และริมฝีปากจิ้มลิ้มน่ารัก จึงเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากมาย ทั้งรุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน หรือแม้แต่รุ่นน้อง แต่หนูจันทร์ไม่เคยยอมใจอ่อนคบหากับชายใดเลย เธอตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียน เพื่อจะจบการศึกษาด้วยคะแนนสูง เป็นความภูมิใจของพ่อแม่ นั่นคือสิ่งที่เพื่อนๆ รู้ แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้ว หัวใจของหนูจันทร์นั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มีเงาของชายหนุ่มผู้หนึ่งซ่อนอยู่ในนั้น เต็มสี่ห้องหัวใจ

สาวน้อยยังจำได้ดีถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนัก หนูจันทร์ที่อยู่ในชุดนักเรียนมัธยมของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง กำลังจะข้ามถนนตรงทางม้าลาย แต่จู่ๆ ก็มีรถที่แล่นมาด้วยความเร็ว ทั้งที่ฝนตกหนักถนนลื่น จึงไม่เห็นร่างบางของเด็กสาวที่กำลังเดินข้ามถนน ครั้นใกล้ตัวเจ้าของรถคนนั้นคงเพิ่งเห็นเด็กสาว ก็เลยเหยียบเบรก แต่... ไม่ทันเสียแล้ว รถคันดังกล่าวได้ชนร่างบางทันที ร่างของหนูจันทร์ลอยลิ่ว เหมือนใบไม้ และตกลงที่พงหญ้าข้างทาง ตอนนั้นสมองของหนูจันทร์เบลอไปหมด ทั้งตัวชาหนึบหนูจันทร์กระดุกกระดิกตัวไม่ได้เลย จนเมื่อมีอ้อมแขนอันอบอุ่น แข็งแรง ช้อนร่างแน่งน้อยเอาไว้อย่างทะนุถนอม เปลือกตาบางใสจึงกระพือขึ้นมองเห็นต้นคอแข็งแกร่ง ปลายจมูกโด่งสวย ปลายขนตายาวไม่แพ้อิสตรี ผมของเขาเปียกลู่แนบเข้ากับศีรษะทุย เขาคงรู้สึกว่ามีคนมองอยู่ จึงก้มหน้ามาสบตาสีสวยของเธอ แววตาที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยเธอนักหนาทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ แล้วสติสัมปชัญญะของศศิวิมลก็ดับวูบลง

เมื่อศศิวิมลรู้สึกตัวอีกครั้ง บุคคลที่ได้พบก็คือบิดาและมารดาของสาวน้อยนั่นเอง อาการของสาวน้อยไม่น่าเป็นห่วงดังที่คิดไว้ คงเป็นเพราะตอนที่เธอตกลงมานั้น มีความนุ่มของพงหญ้าที่รับร่างเอาไว้ ลดการกระแทกลงได้มาก อาการของศศิวิมลก็มีเพียงที่สะโพกซึ่งได้รับการกระแทกจากตัวรถ และรอยฟกช้ำดำเขียวตามร่างกายที่มีไม่มาก หมอลงความเห็นว่าควรจะต้องตรวจดูให้แน่ใจก่อน ในเรื่องของระบบประสาทและสมอง สาวน้อยจึงต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ 4 วัน

และในวันสุดท้ายของการนอนโรงพยาบาล บุคคลที่อยู่ในความทรงจำของสาวน้อยก็ปรากฏตัวขึ้น ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน และกางเกงสแลคสีเทาดำ เขาส่งยิ้มมาให้ศศิวิมลก่อน แล้วจึงยกมือทำความเคารพบิดาและมารดาของเด็กสาว ท่านทั้งสองยกมือขึ้นรับไหว้ และส่งยิ้มยินดีให้ชายหนุ่ม

“พ่อชลาทิศ ไปยังไงมายังไงกันล่ะจ๊ะนี่ ถึงได้มาที่นี่ได้” มารดาของศศิวิมลทักทายชายหนุ่มอย่างสนิทสนม

“ผมผ่านมาแถวนี้น่ะครับ ก็เลยแวะเข้ามาเยี่ยม” รอยยิ้มอ่อนโยนของชลาทิศทำให้สาวน้อยที่อยู่บนเตียงคนไข้ตาลาย

“เหรอจ๊ะ แหมดีจริง น้ายังไม่ได้ขอบใจพ่อชาร์ลเลยตั้งแต่วันนั้น ได้แต่โทรไปคุยกับแม่เรา ถึงวีรกรรมของลูกชายที่น่ายกย่อง”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED