ตอนที่ 2
“กลับมานานแล้วละ มันเหนื่อยๆ เมื่อยๆ ยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยยังไม่อยากเข้าห้อง มานั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่ในห้องนี้จนเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนกัน” ชายหนุ่มบอก ขณะยกมือบีบนวดลำคอ เพื่อทำให้ศศิกานต์เชื่อว่าเขาเป็นอย่างที่พูดจริงๆ
“ให้พระจันทร์ช่วยไหมคะ พระจันทร์นวดให้ยายบ่อยๆ ” หญิงสาวเสนออย่างอายๆ แต่ก็อยากช่วยชายหนุ่มด้วยใจจริง
ติณภพมองสาวน้อยร่างโปร่งแล้วอมยิ้ม “เอาซิ”
ศศิกานต์วางมือบนลำคอแกร่งอย่างแผ่วเบาด้วยยังมีอาการหวาดหวั่นอยู่ เธอนวดเฟ้นไปตามความกว้างของบ่าที่ทั้งหนาและกว้าง จากต้นคอแกร่งไปจรดแผ่นหลัง นวดคลึงอยู่เช่นนั้นเป็นครู่ใหญ่จึงหยุด
“อืม...พระจันทร์นวดเก่งจังเลยนะ ทำให้ฉันสบายตัวขึ้นเยอะเลยเชียว”
ติณภพเอ่ยชมเสียงนุ่ม ยามที่มือนุ่มขยับไปตามเรือนกายให้ความรู้สึกสบายจนแทบอยากจะหลับไปเลยทีเดียว อีกทั้งกลิ่นแป้งเด็กให้ความรู้สึกดี จนแทบไม่อยากขยับกายไปไหนเลย
“พระจันทร์นวดให้ยายกับคุณผู้หญิงบ่อยนี่คะ สองคนนั้นชอบบ่นว่าเมื่อย พอพระจันทร์นวดให้ก็บอกว่าสบายตัวขึ้น” หญิงสาวคุยโวอย่างมั่นใจในฝีมือของตัวเอง รอยยิ้มเล็กแต่งแต้มบนใบหน้าก่อนจะลามไปจนเกือบจะถึงใบหู คุณอิฐเป็นคนปากหนัก ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็เฉยไว้ก่อน ไม่ค่อยจะชมอะไรใครสักเท่าไหร่
“อืม...นั่นซิ แม่ฉันก็บ่นเรื่องเข็ดเมื่อยอยู่บ่อยๆ นี่เนอะ ยังไงฉันฝากพระจันทร์ช่วยดูแม่ด้วยนะ” ติณภพเอ่ยปากฝากฝังอย่างไว้วางใจ ศศิกานต์จะต้องดูแลมารดาเป็นอย่างดี แล้วก็วกมาในเรื่องที่สงสัย
“ดึกขนาดนี้แล้ว ทำไมพระจันทร์ถึงยังไม่นอนล่ะ ยังทำอะไรอยู่เหรอ” ชายหนุ่มชวนคุย เพราะไม่อยากให้หญิงสาวออกไปจากห้องทำงานนี้เร็วเกินไป
“พระจันทร์ทำรายงานส่งอาจารย์ค่ะ แต่หนังสือขาดไปหนึ่งเล่ม คิดว่าลืมหยิบไป แต่ไปหาแล้วไม่เจอ” หญิงสาวตอบกลับหน้ามุ่ย จมูกยู่ย่นเล็กน้อย เธอสะเพร่าและเลินเล่อ เลยทำหนังสือเล่มสำคัญตกหายที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วรายงานก็จะต้องส่งในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ด้วย ถ้าเกิดหาหนังสือเล่มนั้นกลับมาไม่ได้ มีหวังได้ส่งรายงานล่าช้าแน่ๆ แล้วทีนี้ความหวังจะได้เกรดดีๆ ก็เป็นอันพับไป
“เล่มนี้หรือเปล่า” ร่างหนาใหญ่เอนตัวอิงเบาะหนา พร้อมยื่นมือไปหยิบหนังสือเล่มใหญ่ที่เก็บได้ขึ้นมาชูต่อหน้าหญิงสาว
“ฉันเห็นมันตกอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะทำงาน ฉันเลยเก็บขึ้นมาดู นี่ก็ว่าจะเอาไปเก็บไว้ที่ชั้นเหมือนกัน”
“อุ๊ย!! ใช่เลยค่ะ ขอบคุณนะคะคุณอิฐ”
หญิงสาวเอ่ยอย่างดีใจ ใบหน้าขาวสวยกระจ่างและสดใสขึ้นทันตาเห็น ดวงตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับ มือเรียวยกขึ้นไหว้ชายหนุ่มและยื่นไปหาหนังสือเล่มใหญ่ ที่เพียงแตะถูกติณภพก็รู้สึกเหมือนกับถูกไฟฟ้าช็อตและวิ่งเข้าสู่หัวใจดวงน้อยอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มจับเอามือเรียวที่พยายามจะดึงรั้งออกไปมาเกาะกุมไว้
“ขอบคุณฉันด้วยอย่างอื่นได้ไหมพระจันทร์” ติณภพเอ่ยปากถามเสียงนุ่ม ปลายนิ้วใหญ่ลากไล้วนเวียนบนมือเล็กเรียวและนุ่มนิ่ม ขณะสอดเข้าไปดึงรั้งร่างบอบบางขึ้นมานั่งบนตักกว้าง
“ว้าย! คุณอิฐปล่อยพระจันทร์นะคะ” ศศิกานต์รีบยกมือยันอกกว้างให้ออกห่าง ใบหน้าเห่อร้อนและคิดว่าคงจะมีจุดสีแดงๆ ลามเลียจากปลายจมูกโด่งเป็นสัน พวงแก้มและลามไปถึงใบหูและลำคอระหงอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นแรงเร็วราวกับจะทะลุออกมาจากทรวง
แทนที่ติณภพจะทำตามคำขอ ชายหนุ่มกลับเลือกไล้ปลายนิ้วยาวใหญ่ลากไล้ตามรูปหน้าและหยุดบนเรียวปากนุ่มอิ่มเต็ม ที่เห็นชัดเจนว่าเป็นสีชมพูโดยไม่ต้องแต่งแต้มด้วยลิปสติก
“ว่าไงล่ะพระจันทร์? ฉันขอเปลี่ยนคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นได้ไหม?” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม เว้าวอนและอ่อนหวาน ดวงตาคมมองเข้าไปในดวงตากลมโตอย่างต้องการสะกดจิตให้หลงใหล
“เอ่อ...” ศศิกานต์เขินอายจนไม่รู้จะทำตัวอย่างไรถูก ด้วยพอจะรู้ถึงความต้องการของชายหนุ่ม พวงแก้มอิ่มเต็มร้อนผ่าวตลอดไปถึงใบหูและลำคออย่างเขินอาย พอจะก้มหน้าหลบหนีสายตาคมก็ถูกมือใหญ่จับตรึงปลายคางไว้
ไม่ใช่ว่าตอนที่อยู่มหา’ลัยจะไม่มีใครมาจีบ แต่เพราะต้องการตั้งใจเรียนเลยไม่คิดจะสนใจหนุ่มคนไหนเลย อีกทั้งความรู้สึกบางอย่างที่มันซุกซ่อนอยู่ในหัวใจดวงน้อยตั้งแต่เริ่มแรกที่แตกเนื้อสาว ทำให้เธอรู้สึกเฉยๆ กับผู้ชายที่เข้าไปจีบ แตกต่างกับความรู้สึกที่มีต่อติณภพอย่างชัดเจน แม้ว่าจะได้เห็นเพียงแค่หลังไวๆ ของชายหนุ่ม เธอก็รู้สึกอบอุ่นและอยากที่จะเข้าอยู่ในอ้อมแขนใหญ่และแข็งแกร่งเสมอ
“เอ่อ...”
“เอ่อ...อะไรล่ะ แล้วนี่ตกใจอะไรตัวสั่นเชียว อย่าบอกนะว่าไม่เคยมีคนมาจีบหรือมาจับมือน่ะ” ติณภพถามยิ้มๆ อย่างพอใจ ปลายนิ้วยาวใหญ่ลูบไล้ใบหน้าเรื่อยลงมาตามลำคออย่างเอ็นดูระคนหลงใหล นี่เขาตาบอดมองไม่เห็นเพชรเม็ดงามที่ซุกซ่อนอยู่ได้ยังไงกันนะ หรือเพราะว่ามัวทำแต่งานอย่างที่แม่ว่า
ศีรษะทุยผงกรับและตอบกลับอย่างอายๆ “ไม่ใช่สักหน่อย อย่างพระจันทร์หรือคะ ไม่ได้เป็นลูกคุณหนูเสียหน่อย หน้าตาก็ไม่ได้สวยเลิศเลอ แล้วจะมีคนมามองหรือคะ คุณอิฐอย่าล้อเล่นซิคะ”
“จริงหรือ ฉันไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยนะ สาวสวยและน่ารักอย่างพระจันทร์ยังไม่มีคนมาจีบ” เขาจับปอยผมนุ่มที่ตกลงมาคลอเคลียลำคอระหงไว้หลังใบหู ใบหน้าคมคร้ามแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ดวงตาพราวระยับ
“ว่าไงล่ะพระจันทร์”
“มะ...มีค่ะ แต่พระจันทร์ไม่สนใจ เพราะอยากรีบเรียนให้จบ จะได้ทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูยายให้สุขสบายกว่านี้” หญิงสาวเอ่ยบอก ทั้งที่ความจริงคือเธอมีใครบางคนอยู่ในใจตั้งแต่เริ่มที่จะแตกเนื้อสาวแล้วต่างหาก ความรู้สึกนั้นมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน จนในที่สุดเธอก็มีผู้ชายคนนี้เป็นเจ้าของหัวใจ
ศศิกานต์อยากจะต่อว่าหัวใจตัวเองนัก แค่เคยถูกติณภพช่วยเหลือไม่ให้หกล้มก้นกระแทกพื้นเมื่อตอนเป็นสาวน้อยวัยรุ่น ก็เก็บเอามาฝันเป็นตุเป็นตะ ว่าเขาจะต้องชอบมั่งละ มีใจให้มั่งละ เคยแม้กระทั่งเก็บเอาไปฝันว่าได้เดินเคียงคู่กับชายหนุ่มไปท่องเที่ยวบนหาดทรายท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติก มีพระอาทิตย์ส่องสว่างเพียงแค่อ่อนๆ สายลมพัดแผ่วพลิ้ว มีเสียงคลื่นที่สาดซัดเข้าหาฝั่ง ท้องฟ้าเหนือท้องทะเลเป็นสีฟ้าครามสดใส มีนกนางนวลโผบินอยู่เหนือท้องทะเลสีเขียวปนฟ้า แต่มันก็คงจะเป็นได้เพียงแค่ความคิดเท่านั้นเอง
ใบหน้าขาวสวยเห่อแดงระเรื่อ กายโปร่งบางสั่นสะท้านระรัว ใจสาวเต้นแรงและหวั่นไหวกับสัมผัสบางเบาที่ลากไล้ไปตามสัดส่วนของเรือนกาย ที่ทิ้งความร้อนผ่าวราวกับไฟไว้ทุกหนแห่ง
ดวงตาคมคู่นั้นมีอำนาจยิ่งนัก เพียงแค่ถูกมองมาราวกับจะกลืนกิน เธอก็วาบหวามไปทั้งทรวง อยากจะห้ามหัวใจว่าอย่างคิดเฟ้อฝันและฟุ้งซ่าน ติณภพไม่มีวันที่จะจริงใจกับเธอ อย่างเขาสามารถหาผู้หญิงที่คู่ควรได้ไม่ยากเลย แต่หัวใจมันกลับไม่ฟัง กลับเลือกที่จะอยู่ในอ้อมกอดของคนที่ชอบอย่างไม่กลัวความเจ็บช้ำ ขอเพียงแค่ครั้งหนึ่งได้ทำตามใจปรารถนาก็พอ
“ดีแล้วละ พระจันทร์คิดถูกแล้ว ว่าแต่ตอนนี้พระจันทร์เรียนถึงไหนแล้ว อีกกี่ปีจะจบ” ชายหนุ่มถามอย่างอยากรู้ เพราะจะได้จัดการเรื่องราวให้ถูกต้องและเหมาะสมต่อไปในอนาคต
แม่อยากให้เขามีใครสักคนในชีวิต มีครอบครัวที่ดีและมั่นคง แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าผู้หญิงที่เขาเลือกเป็นศศิกานต์ แม่จะรู้สึกอย่างไร ไม่พอใจและขับไล่ไสส่งออกไปจากบ้านและจากชีวิต ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเขาคงจะทนไม่ได้ เพราะถึงตัวศศิกานต์และยายจะเป็นคนดี แต่ภูมิหลังของสาวน้อยที่มีปมด้อยในชีวิตด้วยถูกทอดทิ้งจากพ่อและแม่แท้ๆ จนต้องมาอาศัยอยู่กับยาย
ตอนที่ 3
หรือว่ายินดีต้อนรับหญิงสาวเข้ามาร่วมครอบครัว แต่ศศิกานต์ยังเรียนไม่จบ ถึงแม้ว่าแม่จะยินดียอมรับหญิงสาวเข้ามาอยู่ร่วมครอบครัว ท่านก็ต้องหาทางกีดกัน เพราะไม่อยากให้หญิงสาวมีจุดหักเหและร่องรอยไม่ดีในชีวิต ซึ่งสำหรับเขาแล้ว เรื่องแบบนี้เมื่อถึงเวลามันก็รอกันไม่ได้ ขืนรอไปเดี๋ยวมีคนมาชิงตัดหน้าไปก่อนก็ได้แต่มานั่งเสียใจน่ะซิ
“เหลืออีกปีเดียวแล้วค่ะ เทอมหน้าพระจันทร์ก็จะไปฝึกงานที่บริษัทของคุณอิฐไงคะ คุณอิฐจำไม่ได้แน่เลย”
หญิงสาวพูดอย่างน้อยใจนิดๆ ที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของชายหนุ่ม วงหน้าขาวสวยหมองลง ดวงตาที่เคยเปล่งประกายระยิบระยับกลับอับแสงด้วยความน้อยใจในโชคชะตา แต่ก็นั่นแหละ จะให้ใครมารักล่ะ ในเมื่อคนเป็นพ่อเป็นแม่ยังทิ้งได้ลงคอ ดีว่ามียายคอยให้ความรักและเลี้ยงดูไม่ทอดทิ้ง
“อ้าว!!...เหรอ ขอโทษนะพระจันทร์ ฉันคงจะลืมไปจริงๆ นั่นแหละ คงเป็นเพราะช่วงนี้งานยุ่งเหลือเกินจนแทบไม่มีเวลากระดิกตัวไปไหนเลย พระจันทร์อย่าน้อยใจนะ เดี๋ยวฉันจะรีบดูให้” ติณภพเอ่ยบอกเสียงนุ่มและยินดี ศีรษะทุยแนบไปกับเนินเนื้ออวบอิ่มเต่งตึงและหอมกรุ่น จนแทบไม่อยากจะห่างจากเรือนกายโปร่งบางและนุ่มนิ่ม จมูกโด่งคมสูดกลิ่นเนื้อนางเข้าปอด
ศศิกานต์เรียนการบริหาร งานที่จะไปฝึกเลยลงได้หลายแผนก แต่เรื่องอะไรเขาจะให้แม่น้องน้อยแสนหวานไปล่อตายั่วใจหนุ่มๆ ในออฟฟิศเล่า สู้เอาหญิงสาวมาเก็บไว้เคียงข้างกายดีกว่า
อืม...ถ้าในห้องเขาจะเพิ่มเลขาเป็นสาวน้อยน่ารักไปสักคนมันก็ไม่แปลกนี่เนอะ เวลาเครียดๆ ก็ให้หญิงสาวนวดให้ ถ้าหากว่ามีเวลาว่างมากสักหน่อยก็ค่อยชวนหญิงสาวไปห้องพักด้านหลังแล้วทำอะไรอย่างที่ใจต้องการ หรือไม่ก็ถ้าเคลียร์งานได้ก็ค่อยชวนศศิกานต์ไปท่องเที่ยวตามประสาคนสนิทสนมคุ้นเคยกัน ใบหน้าคมคร้ามแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มจนดวงตาเป็นประกาย
“พระจันทร์ไม่ได้น้อยใจนะคะ พระจันทร์รู้ว่าคุณอิฐงานยุ่ง” ศศิกานต์รีบเอ่ยอย่างเข้าใจ เพราะคอยเฝ้าแอบมองชายหนุ่มมาตั้งแต่แรกสาว นี่คงจะเป็นเหตุผลหนึ่งด้วยมั้งที่ไม่เคยคิดจะมองผู้ชายคนไหนมาแนบเคียงข้างกายและใจ มือเล็กดันใบหน้าคมคร้ามออกห่างจากสองทรวง
ปลายนิ้วยาวนวดเบาๆ ระหว่างสองคิ้วคมเข้มอย่างต้องการให้ชายหนุ่มรู้สึกสบายตัวที่สุด ยายบอกไว้ว่าถ้าคุณอิฐต้องการอะไร ถ้าเราทำให้ได้โดยที่ไม่ต้องฝืนความรู้สึกและไม่เป็นการกดดันความรู้สึกของตัวเองก็ทำไปเถอะ ที่ทุกคนมีกินอยู่สบายอย่างในทุกวันนี้ เพราะชายหนุ่มนี่แหละที่ทุ่มเททำงานจนไม่มีเวลาหาคู่เคียงกาย
“ฉันดีใจที่พระจันทร์เข้าใจ” ติณภพดีใจอยู่ลึกๆ ศศิกานต์เป็นคนพูดง่ายและน่ารัก มือใหญ่ลูบไล้ลำแขนเรียวยาวอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวล ถ้าชีวิตเขานับจากนี้จะมีหญิงสาวมาเคียงข้างกาย พูดจาเพราะๆ หวานหู ค่อยทำโน่นทำนี่ให้ก็คงจะมีความสุขมาก
ชายหนุ่มจับมือเล็กเรียวมาประทับจุมพิตเบาๆ “ชีวิตฉันล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ อายุก็ปาไปตั้งสามสิบสี่สามสิบห้าปีแล้ว ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีผู้หญิงเคียงข้างกาย แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉันถึงไม่อยากหยุดชีวิตไว้ที่ผู้หญิงคนไหนเลย แล้วพอมาถึงตอนนี้ พระจันทร์คงจะไม่ว่านะ...”
ปลายมือใหญ่จับคางมนให้แหงนมอง ดวงตาคมสบกับดวงตากลมโตอย่างอยากให้เห็นความจริงใจที่ส่องประกายฉายชัดอยู่
“เพราะฉันคิดว่าฉันได้เจอกับผู้หญิงคนนั้นแล้วละ...ผู้หญิงที่ฉันจะหยุดทุกอย่างไว้ อยู่ด้วยกัน เข้านอนพร้อมกันแล้วก็ตื่นตอนเช้าพร้อมๆ กัน”
ศศิกานต์ฟังด้วยหัวใจแห้งเหี่ยว ใบหน้าสวยเศร้าสร้อยและซีดเผือด อีกทั้งดวงตากลมโตก็เหมือนกับมีหยดน้ำคลออยู่ ริมฝีปากอวบอิ่มขบเม้มเพราะต้องการสะกดกลั้นความรู้สึกปวดร้าว เสียใจ น้อยใจที่เอ่อล้นขึ้นมา ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แค่ได้ยินคำพูดจากปากคนที่พึงพอใจอยู่ ทำให้เธอเจ็บแปลบไปทั้งหัวใจและเรือนกาย ลมหายใจเหมือนกับจะหยุดเต้นไปเลย
ชายหนุ่มจับปลายคางมนขึ้นมองสบตา ปลายนิ้วยาวใหญ่ลากไล้ไปตามเรียวปากนุ่ม “พระจันทร์อย่าน้อยใจซิ ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ ตีหน้าเศร้าไปแล้ว นี่ถ้าเกิดว่ามีใครมาบอกว่าเป็นเจ้าของฉัน พระจันทร์จะทำอย่างไรหืม...คนดี” ติณภพอยากที่จะหยอกล้อหญิงสาวต่อ แต่พอเห็นประกายเศร้าในดวงตาแล้วก็รีบบอกให้หญิงสาวดีใจ
มือใหญ่ลูบไล้ลำแขนเล็กเรียวอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน “ไม่เอานะพระจันทร์ ไม่ต้องเศร้าไปหรอกคนดี เพราะว่าผู้หญิงที่ฉันพูดถึงก็คือ...พระจันทร์ไงคนดี”
ชายหนุ่มบอกน้ำเสียงนุ่มทุ้มและอ่อนโยน ใบหน้าคมคร้ามก้มลงประทับไปบนริมฝีปากอวบอิ่มอ้าค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างในสิ่งที่ได้ยินจนไม่ทันได้ระวัง เรียวลิ้นสากร้อนลากไล้ล่วงล้ำเข้าไปหาความหวานจากโพรงปากนุ่มอย่างง่ายดาย
มือใหญ่ที่ลูบไล้ทิ้งความร้อนผ่าวไปทุกหนแห่งที่เดินทางไป สัมผัสที่อ่อนโยนทำให้ศศิกานต์กล้าที่จะยกมือขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง ซุกไซ้ซอกซอนไปตามท้ายทอยและเส้นผมหนานุ่ม ริมฝีปากอวบอิ่มเผยออกให้ลิ้นใหญ่ซอกซอนเกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นเล็กๆ และมอบจุมพิตหวานๆ อย่างชื่นฉ่ำใจ กายโปร่งบางเอนตัวเข้าหาร่างหนาใหญ่อย่างขอความอบอุ่น
ชายหนุ่มลากไล้มือหนาบีบนวดไปตามเรือนกายบอบบาง พลางเกี่ยวเอาขอบเสื้อนอนให้ตกหล่นจากบ่านุ่ม ริมฝีปากอุ่นร้อนประทับไปตามพวงแก้มอิ่มเต็มและหอมกรุ่น ดวงตากลมโตเคลื่อนลงไปบนลำคอระหง คลอเคลียแนบปทุมถันอวบอิ่มที่ยังซ่อนอยู่ในกรวยสีหวาน ที่ความเก่าปกปิดความสวยงามของสองเต้าสวยไว้ไม่ได้
“รูปร่างพระจันทร์สวยมากเลยรู้ไหม สวย...นุ่มนิ่มแล้วก็หวานหอมจนฉันแทบไม่อยากห่างเลยคนดี” ปลายนิ้วยาวลากไล้ตามริมขอบบราตัวเล็กที่โอบอุ้มก้อนเนื้อเต่งตึง ลากไล้วนเวียนแผ่วเบา สลับกดคลึงและหยอกล้อปลายยอดทรวงแข็งๆ ที่เริ่มชูชันเพราะถูกปลุกเร้าอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน
“ยะ...หยุดเถอะค่ะคุณอิฐ พระจันทร์...” ถึงแม้จะชอบกับความอบอุ่นและอ่อนโยนที่ได้รับ แต่ศศิกานต์ก็รู้ดีว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันไม่ถูกไม่ควร เธอจับมือใหญ่ที่ยังไม่หยุดลูบไล้เรือนกายให้หยุดนิ่ง ใบหน้าขาวสวยแดงระเรื่อ ดวงตากลมโตเป็นประกายหวานมองอย่างอ้อนวอน
“ทำไมล่ะ พระจันทร์ไม่ชอบให้ฉันทำแบบนี้หรือคนดี” ติณภพถามน้ำเสียงเว้าวอน อีกทั้งดวงตาคมดุก็มองตอบอย่างน้อยใจ ใบหน้าคมคร้ามมีสีหน้าเศร้าหมองลง เมื่อคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นถูกรังเกียจจากศศิกานต์
“มะ...ไม่ใช่นะคะ แต่...มันไม่ถูกต้อง”
เมื่อได้ยินคำพูดจากปากสาวเจ้า ติณภพก็ยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายพราวระยับ
“ฉันรู้ว่าพระจันทร์กำลังคิดอะไร ไม่ต้องกลัวนะคนดี ฉันยังไม่ทำอะไรพระจันทร์ในตอนนี้ ขอเพียงแค่ชื่นใจนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง”
‘แต่ถ้าแม่ไม่อยู่ ก็ไม่แน่เหมือนกันนะพระจันทร์ ฉันไม่รู้ว่าจะอดใจกลืนกินพระจันทร์ดวงสวยดวงนี้ได้หรือเปล่า’
“พระจันทร์กลัวนี่คะ”
“กลัวอะไรล่ะ กลัวฉันจะไม่จริงใจด้วยใช่ไหม เอาอย่างนี้ไหม...ถึงพระจันทร์ยังเรียนอยู่ก็จริง แต่อายุก็น่าจะเกินยี่สิบแล้ว จดทะเบียนสมรสได้แล้วใช่ไหม เราไปจดทะเบียนกันก่อน เพื่อเป็นการยืนยันว่าฉันจริงใจกับพระจันทร์ ดีไหม” ติณภพให้ทางเลือกแก่ศศิกานต์ แต่ใจตัวเองอยากให้เธอตอบตกลง เพราะจะได้มัดหญิงสาวให้อยู่กับเขาตลอดไป