ตอน 1

เสือกับสิงห์คิดว่าอยู่ถ้ำเดียวกันได้ไหม....???

เขาว่ากันว่า...เสือกับสิงห์อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้

ฉันเป็นพวกไม่เชื่อทฤษฏีหรือคำพังเพยเปรียบเปรยใด ๆ

เป็นพวกชอบพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ท้าทายดีชะมัด เอาล่ะมารอดูกันเถอะ

ว่าฉันกับเขา...เราจะอยู่กันรอดไหม!!

บีสเตอร์คลับ, เฮฟเว่นพาร์ค

ดนตรีบีทหนัก ๆ ที่เปิดโดยดีเจชื่อดังแห่งยุค สร้างอะดรีนาลีนไหลพล่านไปทั่วกาย ฉันโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะอย่างยั่วยวน และรู้สึกพอใจมากที่ได้เห็นสายตาหนุ่ม ๆ พวกนั้นมองเหมือนอยากจะขย้ำฉันในคืนนี้ กระโปรงหนังสีดำขลับที่สั้นอยู่แล้วถูกถลกขึ้นอีกเผยให้เห็นรอยสักเล็ก ๆ รูปกลุ่มนกบิน สวยใช่ไหมล่ะ....ฝีมือเพื่อนฉันเอง ‘น้ำหอม’ เป็นคนสักให้

แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รอยสัก เพราะหนุ่ม ๆ พวกนั้นจ้องต้นขาฉันต่างหาก!

“น้อย ๆ หน่อยอีเนตร เดี๋ยวก็ได้ผู้ชายทั้งคลับเป็นผัวหรอก”

นั่นคือชื่อของฉันเอง ‘เนตรพาฬ’ แปลว่าดวงตาของเสือ แววตาเฉี่ยวคมสุดเซ็กซี่ที่สยบใครมานักต่อนัก อย่าเผลอมาสบตาเชียว บอกเลยว่ารอดยาก ทุกคนที่นี่ต่างรู้ประวัติฉันดี แม้จะโลว์โพรไฟล์ แต่ไฮเพอร์ฟอร์แมนค่ะ! ก็แค่นักศึกษาวิทยาลัยช่างศิลป์ปีสองแผนกจิตรกรรม การวาดภาพเป็นสิ่งที่รักพอ ๆ กับการเต้นรำและดื่มเหล้า

และสาวเที่ยวบินสูงอย่างฉันรักอิสระเป็นที่สุด ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้

“นิด ๆ หน่อย ๆ เอง ไม่เห็นจะเสียหาย” ฉันไหวไหล่ตอบกลับไป ก็จริงนี่นา...มากกว่านี้ก็เคยทำมาแล้วกะอีแค่โชว์ขาอ่อนเอง เบบี๋มากสำหรับเนตรพาฬ

เพื่อนสาวคนสนิทเบ้หน้าอย่างหมั่นไส้ในความมั่นของฉัน เธอคือ ‘สายรุ้ง’ สาวใต้หัวใจแบ๊ว ยัยนี่ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่ามีบ้านเกิดอยู่ทางใต้ เพราะทั้งหน้าตาและผิวพรรณเหมือนอิมพอร์ตมาจากเกาหลี เราเรียนอยู่คนละที่แต่ใจเดียวกัน คุยถูกคอเลยเป็นเพื่อนเที่ยวมาจนถึงบัดนี้

“นิดหน่อยอะไรกันเนตร ถกขึ้นอีกนิดก็เห็นกางเกงในแล้วนะ” น้ำเสียงห่วงใยแกมตำหนินี้ เป็นของแม่ชีประจำกลุ่ม นางชื่อ ‘เอริ’ หญิงสาวผู้แต่งตัวมิดชิดแม้กระทั่งตอนเที่ยวก็ยังใส่เสื้อผ้าเหมือนไปวัด ใครจะเชื่อว่าเธอมีนิสัยชอบเที่ยวกลางคืนและยังมีรสนิยมแปลกประหลาดอีกด้วย

ซึ่งทั้งสายรุ้งและเอริเป็นเพื่อนสนิทที่ฉันรักมากกก

“อย่าบ่นไปเลยน่า เห็นแล้วไงเอาไปไมได้สักหน่อย” ฉันบอกขณะโยกย้ายส่ายสะโพกอย่างยั่วยวน เพื่อเรียกความสนใจจากสายตาใครบางคน

“ย่ะ! เอาไปไม่ได้ แต่โดนทำอย่างอื่นได้ หันไปดูสิ..หนุ่มโต๊ะนู้นน่ะ จ้องเธอไม่กระพริบเลย ดู ๆๆๆ สายตาหื่นกระหายอะไรอย่างนี้” เอริทั้งบ่นทั้งสะกิดให้ฉันหันไปมองโต๊ะด้านหลัง

ซึ่งก็จริงอย่างที่เธอว่า สายตาของแต่ละคนบ่งบอกว่าคืนนี้อยากร่วมเตียงกับฉัน หึ....ยังหรอก ฉันยังไม่ค่อยพอใจนัก ยี่ห้อเนตรพาฬทำ แค่นี้ยังน้อยไป มันต้องแรงกว่านี้.....แรดกว่านี้!

ฉันหันไปส่งจูบให้พวกเขาอย่างยั่วยวน ประจวบกับเป็นช่วงที่ดีเจพูดออกไมค์พอดี ‘อกหักเรื่องเล็ก แต่อกเล็กมันช้ำใจ เอ้า! ขอมือสาวอกใหญ่ไซส์บึ้มหน่อยเร้ววววว’ แค่ยกมือเหมือนคนอื่นน่ะคนอย่างเนตรไม่ทำหรอก มันต้องเป็นอะไรที่น่าจดจำกว่านั้นเยอะ ทุกสายตาต้องรวมอยู่ที่ฉัน...จุดเดียวเท่านั้น

เจ้าของรองเท้าส้นสูงสี่นิ้วสีแดงแปร๊ดก้าวขึ้นบนแท่นเสาอย่างมั่นคง ท่าโพสสุดยั่วยวนเรียกเสียงโห่ร้องจากคนทั้งคลับ ฉันไม่ใช่หน้าตาดีอะไร ก็แค่ระดับท้องนาบ้านไร่ แต่ถ้าพูดถึงหุ่นล่ะเป็นนางแบบเพลย์บอยได้สบาย ๆ ฉันเลยกลายเป็นดาวเด่นของที่นี่ยังไงล่ะ

วิถีของเนตรคือ รักสนุกแต่ไม่ผูกพัน ชอบสังสรรค์และยั่วผู้ชาย เกิดมามีชีวิตเดียวก็ต้องใช้ให้คุ้มสิ...ว่าไหม? มีร่างกายที่ดีเก็บไว้ทำไมให้เสียของ ฉะนั้นฉันเลยวาดลวดลายควงเสาอย่างช่ำชอง ทุกท่วงท่าเรียกเสียงเชียร์ได้ดังกระหึ่ม และเหมือนทุกครั้งที่มีชายหนุ่มผู้กล้าหาญขึ้นมาพัวพันแทนต้นเสาทื่อ ซึ่งฉันก็ชอบนะ...นุ่มกว่ากันเยอะเลย

ปลายเล็บแหลมยาวที่ถูกต่อมาอย่างสวยงามเกี่ยวเข้าที่คอเสื้อเชิ้ตของชายคนแปลกหน้า ฉันเขยิบเข้าไปใกล้จนร่างกายเราเสียดสีกันไปมา บีทดนตรีเล่นจังหวะช้าลงเล็กน้อย ซึ่งก็เหมาะเจาะมากกับการใช้ท่าเต้นยั่วยวนแบบที่ถนัด สองมือแกร่งเลื้อยไปมาตามส่วนโค้งเว้าของเอว รู้สึกได้ถึงความตื่นตัวเมื่อใช้สะโพกบดเบียดลงบนส่วนนั้นของฝ่ายชาย ฉันคงปลุกปั่นอารมณ์เขามากไปหน่อย จนทนไม่ไหวไล่มือขึ้นมาจนเกือบถึงหน้าอก ซึ่งฉันหยุดการเคลื่อนไหวนั้นไว้ได้ทัน

“โอ๊ะโอ่ ใจเย็นสิคะ?” ฉันพลิกตัวกลับมาแล้วกระซิบชิดริมหู แต่สายตากำลังจับจ้องไปที่ใครบางคนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านในสุด ซึ่งใครคนนั้นกำลังมองมาเช่นกัน

“แบบนี้เป็นไง...ดีกว่าไหม?” ฉันยกขาข้างหนึ่งขึ้นเกี่ยวกับสะโพกของผู้ชายตรงหน้า สองมือโอบรัดรอบคอไว้แน่นเลยทำให้หน้าอกขนาดใหญ่ที่แหวกออกจนให้ร่องแนบชิดกับแผงอกแกร่งไปด้วย

คนอย่างเนตรไม่ชอบเดินตามเกม แต่ชอบคุมเกมมากกว่า ฉันไม่ชอบให้ใครแตะตัวเกินจำเป็น แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะเป็นฝ่ายเสนอเข้าหาก่อน ความใกล้ชิดติดพันเริ่มเกินลิมิตขึ้นทุกที แต่ฉันจำเป็นต้องทำเพื่อเหตุผลบางอย่าง ยิ่งโดนสายตาปริศนาจากมุมมืดจ้องมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องเพิ่มความแนบชิดมากขึ้นเท่านั้น

ชายหนุ่มข้างกายช่างเป็นใจเหลือเกิน รู้งานจนฉันแทบไม่ต้องควบคุมอะไร เขาเป็นคู่เต้นที่ดีทีเดียว รู้ในความต้องการทั้งของฉันและของตัวเอง ท้ายทอยของเขาถูกรั้งลงจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นร้อนบริเวณใบหู เสียงครางกระหึ่มดังขึ้นในลำคอเมื่อโดนกระตุ้นด้วยการบดเบียด และอีกนิดเดียวเท่านั้นริมฝีปากหนาก็จะประทับลงบนซอกคอ ถ้าไม่โดนมือของใครบางคนฉุดฉันลงมาเสียก่อน!

“กลับได้แล้ว” ฉันกระตุกยิ้มอย่างพอใจ เมื่อได้ยินเสียงที่รอคอยมานาน

ในที่สุดเจ้าของสายตาคู่นั้นก็ทนไม่ไหวต้องเดินมาลากฉันลงจากแท่น บอกแล้วไงว่าฉันชอบคุมเกม!

”เนตรยังไม่อยากกลับ” ฉันสะบัดมือออกแล้วทำท่าจะก้าวขึ้นไปบนแท่นอีกครั้ง ท่ามกลางความงุนงงของชายหนุ่มคู่เต้น แต่ก้าวขึ้นไปแค่ขาเดียวก็โดนดึงกลับลงมาใหม่

“กลับเดี๋ยวนี้” เขากดเสียงต่ำวางอำนาจแบบที่ฉันเกลียด! มีเหรอที่จะยอมทำตาม น่าจะรู้นะว่ายิ่งห้ามก็ยิ่งอยาก....ไม่ชอบให้ทำก็ยิ่งอยากทำ

“ไม่ ชัดมะ” ฉันเชิดหน้ามองเขาอย่างท้าทายพร้อมกับสะบัดมือออกจากการเกาะกุมไปด้วย แต่คราวนี้ผู้ชายตรงหน้ากำข้อมือเอาไว้แน่นจนเริ่มเจ็บ

“ชัดเต็มสองหูเลยครับ” เขาว่าพลางดึงร่างฉันเข้าไปแนบชิดจนไร้พื้นที่ให้อากาศแทรกผ่าน ฉันไม่ชอบถูกควบคุมเลยยื้อยุดขัดขืนร่างกายเพื่อให้เป็นอิสระ แต่ก็สู้แรงไม่ไหว ผู้ชายบนแท่นเริ่มทำตัวไม่ถูกจะลงก็ไม่ได้เพราะยืนขวางอยู่ ครั้นจะเต้นคนเดียวกับเสาก็ดูแปลก ๆ เลยเก้ ๆ กัง ๆ จนคนข้างตัวดึงฉันออกห่างจากแท่น

“ขอโทษด้วยครับ เธอเมามากไปหน่อย” หึ...ก็พูดไป ยังไม่ได้ดื่มสักแก้วจะเอาที่ไหนมาเมา แม้น้ำเสียงจะบอกถึงความสุภาพ แต่สายตาที่มองไปยังผู้ชายคนนั้นน่ะ แทบจะกินเลือดกินเนื้อ

“จะปล่อยได้รึยัง พี่สิงห์!” นั่นแหละชื่อของเขา ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา ทุกส่วนบนใบหน้างดงามไร้ที่ติ มีรูปร่างสูงโปร่งตามแบบฉบับที่สาว ๆ ชอบ ผิวขาวเรืองแสงที่เรียกสายตาจากผู้พบเห็น ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูโดดเด่นอยู่เสมอ น่าเสียดายที่นิสัยเขาไม่ได้สวยงามเหมือนหน้าตา

‘กาฬสิงห์’ เป็นผู้ชายในแบบที่ผู้หญิงใฝ่ฝันถึง เขาสมบูรณ์แบบในทุก ๆ เรื่อง ในวงการกันดีว่าเขาน่ะเป็น ‘ตัวพ่อ’ จอมเพลย์บอย ไม่มีคืนสักคืนที่จะกลับบ้านตัวเปล่า สิงห์ร้ายอย่างเขาเพียงแค่กระดิกนิ้วหน่อยเดียว สาว ๆ ก็พร้อมยอมพลีกายอย่างไม่ต้องคิดเยอะ

“ถ้าจะ ’แรด’ ก็ให้มันมีขอบเขตบ้างนะครับน้องเนตร” เฮ้อ! แรดงั้นเหรอ...! ถือเป็นคำชมได้ไหม? พี่สิงห์ก็เป็นแบบนี้เสมอ พูดจาดีกับผู้หญิงทั้งโลกยกเว้นฉัน!

“เนตรแรดแล้วทำไมเหรอคะ พี่สิงห์เดือดร้อน?” เริ่มพอใจนิด ๆ เมื่อเห็นเขามีอาการบางอย่าง เพื่อให้แน่ชัดฉันเลยเปลี่ยนจากท่าทีขัดขืนเป็นโอนอ่อนตาม มือข้างที่เคยต่อต้านถูกนำมาวางไว้แนบอกแกร่ง ฉันไล้ข้อนิ้วแหวกไปตามรอยแยกของกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิท ส่วนแขนอีกข้างยกขึ้นพาดไว้ที่ท้ายทอย คนถูกระทำเพียงแค่จ้องมองนิ่ง ๆ ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

ตอน 2

“เปล่าครับ” ไม่คิดว่างั้นนะ ทั้งน้ำเสียงและหน้าตามันตรงกันข้ามกับคำว่า ‘เปล่า’

“แล้วมาห้ามทำไมคะ” ฉันจงใจสอดนิ้วเข้าไปในเรือนผมสีบลอนด์นุ่มลื่น แล้วรั้งต้นคอเขาลงจนจมูกของเราเฉียดกันไปมา “ทีพี่สิงห์ทำเนตรยังไม่เคยเดือดร้อนเลย”

ถ้าให้ไล่วีรกรรมที่เขาเคยทำล่ะก็ พูดทั้งวันก็ไม่หมดมันเยอะจนขี้เกียจจะจดจำ! แต่บอกไว้ก่อนนะว่าคืนนี้ฉันไม่ได้ทำเพราะประชดประชันผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาคนนี้หรอก ก็บอกแล้วว่ามันเป็น ‘วิถีของเนตร’ ที่บังเอิญเขาอยากมีส่วนร่วมในเกมก็เท่านั้น

“มันไม่เหมือนกันหรอก พี่สิงห์เป็นผู้ชายทำเรื่องแบบนี้ถือว่าปกติ แต่น้องเนตรเป็นผู้หญิงทำแบบนี้…เขาเรียกว่าอะไรนะ?” มุมปากผู้พูดกระตุกขึ้นอย่างร้ายกาจ เขาไม่ด่าออกมาตรง ๆ แต่พูดให้ฉันคิดเอง หึ...คิดว่าแคร์?

“เรียกว่า เสมอภาค กันไงคะ” ฉันเหยียดยิ้มใส่อย่างเกลียดชัง ทำไมสิ่งที่ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงจะทำไม่ได้...? ฉันไม่สนหรอกว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมอะไรยังไง ในเมื่อเขาทำได้ฉันก็ทำได้เช่นกัน!

“ไม่จริงหรอกครับ น้องเนตรเป็นคนที่ไม่มีความยุติธรรม” พี่สิงห์ใช้ข้อมือทั้งสองข้างรั้งสะโพกฉันเข้าหาจนแทบชิด แรงมหาศาลที่หน่วงเหนี่ยวไว้ทำให้ไม่สามารถขยับตัวได้เลย ไม่ชอบเลยเวลาที่รู้สึกว่าตัวเองถูกควบคุม ร่างกายเลยมีปฏิกิริยาต่อต้านอัตโนมัติ ฉันขืนตัวไว้สุดฤทธิ์เมื่อรู้สึกถึงริมฝีปากอุ่น ๆ ปัดเฉียดแถวริมใบหู “ง่ายกับทุกคนยกเว้น ‘ผัว’ แบบนี้เรียกเสมอภาคเหรอครับน้องเนตร”

คำกระซิบแผ่วเบาราวมีดที่กรีดแทบเข้าไปในใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนเขาก็ยังเป็นผู้ชายที่หยาบคายและน่ารังเกียจ! บอกแล้วว่าฉันน่ะรักอิสระเป็นที่สุด เขารู้ว่าไม่ชอบให้ใช้สรรพนามที่แสดงว่าเป็นเจ้าของแบบนั้น แต่ก็ยังพูดมันออกมา

นั่นแหละอ่านไม่ผิดหรอก พี่สิงห์เป็นสามีของฉันเอง!

“เฮ้ออ ก็คนที่เรียกตัวเองว่า ‘ผัว’ มันแต่ไม่มุดหัวอยู่รูไหนก็ไม่รู้ เนตรเลยไปง่ายกับอื่นไงคะ”

“น้องเนตร” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากปากผู้ชายตรงหน้าแสดงถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

แต่ใครจะสน ฉันเบื่อที่จะเชือดเฉือนด้วยเต็มที เลยใช้จังหวะที่เขากำลังโกรธผลักอกเบา ๆ เพื่อดันตัวออกจากร่างกายที่แข็งแกร่ง ก็แค่สามีในนาม...พี่สิงห์ไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวฉันเลยสักนิด!

ฉันเดินกลับมาที่โต๊ะด้วยอารมณ์ดีนิด ๆ ที่สามารถปั่นหัวเขาได้สำเร็จ พี่สิงห์ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่น้ำเสียงและการกระทำของเขามันช่างตรงกันข้าม ผู้ชายที่นอนกับผู้หญิงไม่เลือกคนนั้นกำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่กำราบฉันไม่สำเร็จ

ทันทีที่เดินมาถึงยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรกับใคร เสียงทุ้มต่ำจากทางด้านหลังก็ดังขึ้น “รบกวนหยิบกระเป๋าน้องเนตรให้หน่อยครับ ผัวมารับกลับบ้าน”

เพื่อนทั้งสองคนของฉันทำหน้าเหวอเหมือนเห็นผี โถ่เอ้ย! หมดกัน อีพี่สิงห์ประกาศซะดังลั่นแข่งกับเสียงเพลงซะขนาดนั้น ใครจะกล้าเข้ามายุ่งกับฉันอีกเนี่ย เขาแค่สามีในนาม...ไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวฉันเลยสักนิด!

แน่นอนว่ามันเกิดขึ้นจากความไม่เต็มใจ แต่เพราะฉันชอบความท้าทายไงล่ะ เราเกลียดกันแต่ก็ต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน จึงมีข้อตกลงเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องการก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว ความจริงเรื่องมันก็ดำเนินไปด้วยดี ราบเรียบและเฉยเมย จนกระทั้งอีพี่สิงห์มันเกิดบ้าอะไรไม่รู้ ตามเฝ้าตามหวงจนน่ารำคาญนี่มันผิดข้อสัญญาที่เคยบอกไว้เมื่อตอนต้นชัด ๆ

ฉันจะย้อนให้ฟังว่าเรื่องทั้งหมดมันเริ่มจากตรงไหน............

สองเดือนก่อน.....

"ตื่นได้แล้วยัยเนตร"

เสียงเอือม ๆ ของหญิงสูงวัยคนหนึ่งดังเข้ามาในโสตประสาท ช่างไม่ถูกจังหวะเอาเสียเลย เวลานี้ไม่อยากได้ยินอะไรแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเอง เพราะเมื่อคืนกลับเกือบเช้ากว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตีสี่ และตอนนี้ไม่อยากถูกใครรบกวนทั้งนั้นเลยมุดหัวเข้าไปใต้หมอนทั้งที่ยังหลับตาอยู่

"แม่บอกให้ตื่นไง! จะนอนไปถึงไหนนี่มันบ่ายโมงแล้วนะยัยตัวดี" แม้ไม่อยากจะได้ยิน แต่น้ำเสียงที่เกี้ยวกราดนั่น ก็แทรกผ่านหูเข้ามาอยู่

“อย่ากวนน่าแม่ เนตรจะนอนน”

“ไม่ให้นอนแล้ว ตื่นเดี๋ยวนี้ แม่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” หมอนที่ปิดหน้าฉันอยู่ถูกดึงออกอย่างแรง แสงจากหน้าต่างส่องสว่างเข้ามาเนื่องจากแม่มาเปิดผ้าม่านขึ้น มันแยงเข้าตาจนน่ารำคาญ “ลุกขึ้นเร็ว ๆ”

“ไว้ค่อยคุยได้ไม่ได้เหรอ เนตรง่วงง”

“ไม่ได้” หลังจบประโยคนั้น ฉันก็รู้สึกว่าร่างกายถูกดึงขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง แต่เพราะง่วงมากจริง ๆ ตัวเลยง่อนแง่นไปมาไร้เรี่ยวแรงไปหมด แม่เลยนั่งลงแล้วจับฉันไว้ไม่ให้ร่างกายไหลลงไปกองบนเตียงอีกครั้ง

“ฮึ่มม จริง ๆ เลย เราเนี่ย ดูผมดูเผ้าสิ จะเปลี่ยนเจ็ดวันเจ็ดสีเลยหรือไง ทำอะไรให้เหมือนคนอื่นเขาบ้างเถอะลูก”

“…..” เหมือนฉันกำลังโดนบ่นเรื่องสีผม...อ่อ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่แม่ชอบพูด เพราะฉันน่ะเปลี่ยนสีผมทุกวันเลย เดี๋ยวนี้มันมีแว็กซ์เปลี่ยนสี ราคาก็ไม่แพง ฉันเลยชอบซื้อมาเปลี่ยนเล่น

น่าเบื่อออกจะตายไปถ้าทนเห็นสีเดียวบนหัวไปตลอดเจ็ดวัน!

ตอน 3

“ลืมตาขึ้นมาฟัง สิ่งที่แม่จะพูดมันสำคัญนะน้องเนตร” น้ำเสียงที่จริงจังทำให้ฉันไม่อาจดื้อดึงอีกต่อไป จำต้องฝืนลืมตาขึ้นมาอย่างขะมุกขะมัว

“แม่มีเรื่องอะไรรีบ ๆ พูด เนตรจะได้นอนต่อ” คนฟังถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอื้อมกับพฤติกรรมการนอนของฉันเต็มที แต่ประโยคถัดมาที่แม่พูดทำประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวทันที

“แม่จะให้เนตรแต่งงาน”

“หะ! แม่ว่าอะไรนะ?!” ฉันถามทวนอีกครั้งเผื่อหัวฝาด หรือมโนไปเองเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่...

“แม่จะให้เนตรแต่งงาน” คราวนี้แม่พูดช้า ๆ ชัด ๆ เน้นย้ำทุกคน จนฉันเข้าใจแจ่มแจ้ง เดี๋ยว ๆ อยู่ดี ๆ จะให้ลูกสาวแต่งงานกะทันหันเนี่ยนะ มันไม่เกินไปหน่อยหรือคะคุณนายโอบจิต !

“อะไรยังไงเนี่ยแม่ อธิบายมาเลย” ฉันมองผู้หญิงที่ขี้บ่นที่สุดในโลกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เพราะพ่อเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก แม่เลยเลี้ยงฉันมาด้วยตัวคนเดียว อย่างดีท่านก็แค่บ่นว่าเวลาเด็กดื้ออย่างฉันทำตัวมีปัญหา แต่ก็ไม่เคยบังคับ ท่านปล่อยให้ฉันคิดและตัดสินใจเอง ผิดบ้างถูกบ้างก็คอยนำทางกันไป แต่วันนี้มาบอกให้ฉันแต่งงาน...มันไม่ปกติเอาเสียเลย

“น้องเนตรไปเที่ยวกลับดึก ๆ ดื่นทุกคืน ทำตัวสำมะเลเทเมา แม่กลัวสักวันเราจะท้องไม่มีพ่อ” อย่างที่แม่บอกนั่นแหละ ฉันเป็นพวกติดเที่ยว แต่ก็ไม่มีคืนไหนเลยที่ไม่กลับบ้าน! อีกอย่างเรื่องทงเรื่องท้องเนี่ย ฉันรู้วิธีป้องกันตัวเป็นอย่างดี โอกาสที่จะเกิดเรื่องแบบนั้นแทบจะเป็นศูนย์ ฉันพูดเรื่องนี้ไปเป็นร้อย ๆ ครั้งละ แม่ก็ยอมไม่เข้าใจ

“แม่เลยจับลูกใส่ตะกร้าล้างน้ำ ว่างั้น?” เมื่อได้ยินประโยคประชดประชัน คุณนายโอบจิตก็มองดุฉันทางสายตาทันที

คนแถวนี้เขารู้กันทั่วแหละ ว่าลูกสาวบ้านนี้เสเพลขนาดไหน ฉันเที่ยวแทบทุกคืนและมีไม่กี่คืนเท่านั้นที่ไม่เมา มันก็เหมือนกับการติดสมาร์ทโฟน บางคนไม่ได้เล่นแค่ไม่กี่ชั่วโมงแทบขาดใจ ฉันก็เหมือนกัน...ถ้าไม่ได้เที่ยวคงแดดิ้นตายแน่ ๆ ชีวิตคงเหี่ยวเฉาเหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำใกล้ตายมะรอมมะร่อ

“จำน้ารัตน์ได้ไหม?” จำได้สิ น้ารัตน์เป็นเพื่อนสนิทแม่ที่คบกันมาตั้งแต่ยังเป็นสาว เมื่อก่อนน้าก็มาที่บ้านบ่อยนะ แต่ระยะหลัง ๆ เห็นว่าสุขภาพไม่ค่อยดีเลยไม่ค่อยออกจากบ้าน

“ทำไมเหรอแม่”

“วันนี้น้ารัตน์กับลูกชายจะมาทานข้าวเย็นที่บ้านเรา แล้วน้องเนตรก็ต้องไปอาบน้ำเตรียมตัวใส่ชุดเรียบร้อย ๆ มาคอยต้อนรับด้วย” แม้เน้นคำว่า ‘เรียบร้อย’ มาเป็นพิเศษ

ก็ตอนนี้สไตล์การแต่งตัวของฉันมันตรงข้ามกับคำนั้นลิบลับ อย่างเช่นชุดนอนที่ใส่อยู่เนี่ย เป็นเสื้อสายเดี่ยวผ้าซาติสเนื้อบาง กับกางเกงขาสั้นมาก ๆ กึ่งแพนตี้เลยด้วยซ้ำ แล้วในตู้เสื้อผ้าตอนนี้ก็มีแต่แนวเซ็กซี่ทั้งนั้นเลย จะเอาเรียบร้อยได้ที่ไหนคุณนายแม่! แต่เดี๋ยวก่อนนะ นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ควรกังวล การมาของน้ารัตน์ต่างหากที่สำคัญกว่า

“น้าไม่ใช่แค่มาทานข้าวเฉย ๆ ใช่ไหมแม่?” คุณนายหันมายิ้มเมื่อได้ยินคำถาม กะไว้แล้ว ห่างหายไปหลายปีอยู่ดี ๆจะมาทานข้าว คงไม่ได้แค่มาเยี่ยมแน่ ๆ

“ฉลาดมากลูกรัก น้าจะมาคุยเรื่องงานแต่งระหว่างลูกกับพ่อสิงห์” ลมหายใจขาดห้วงไปทันทีเมื่อได้ยินชื่อลูกชายของน้ารัตน์ เมื่อก่อนเขามาที่นี่บ่อยนะ ก็มาพร้อมกับแม่เขานั่นแหละ

แต่มันก็แค่เรื่องในอดีต.....

“ทำไมเร็วนักล่ะแม่ เนตรยังไม่ทันได้เตรียมตัวเลย” อยู่ดี ๆ ก็มาบอกว่าจะให้แต่งงาน อยู่ดี ๆ ก็มานัดทานข้าว แล้วมาบอกเอาตอนนี้ด้วย ! กะไม่ให้เวลาเตรียมใจบ้างเลยเหรอ

“เร็วที่ไหนกัน แม่ปล่อยน้องเนตรเลอะเทอะมาหลายปีแล้วนะ” หลายปีที่ไหนกัน ก็แค่สามปีเองที่เริ่มเที่ยว!

“เลื่อนไปก่อนได้ไหมแม่ บอกว่าเนตรป่วยก็ได้ อาทิตย์หน้าค่อยมาใหม่” ฉันเข้าไปออดอ้อนแม่ด้วยการเข้าไปซุบในอ้อมกอด คือเวลาโดนดุทีไรใช้ไม้นี้มักได้ผลทุกที แต่ครั้งนี้กลับผิดคาดแฮะ

“ไม่ได้ ยิ่งแต่งเท่าไหร่ยิ่งดี จะไม่เลิกเป็นขี้ปากชาวบ้าน” ฉันรู้ว่าแม่อยากให้ใครสักคนมากำราบลูกสาวสุดดื้อให้ทำตัวเรียบร้อย คงคิดว่าหากฉันแต่งงานไปแล้วจะเลิกนิสัยเหลวไหลได้

หึ...แม่คิดผิดแล้วล่ะ

“ก็ได้ ๆ เนตรจะไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วก็เตรียมเก็บเสื้อผ้าย้ายไปอยู่บ้านเขาเลยดีไหมแม่” ฉันหยอก ๆ ออกแนวประชดจนแม่หมั่นไส้มองตาเขียวปั๊ด แล้วก็ใช้นิ้วชี้ดันหน้าผากฉันจนเกือบหงายไปด้านหลัง

“ไม่ต้องมาพูดมาก รีบ ๆ ไปอาบน้ำ อย่าลืมล่ะ แต่งตัวเรียบร้อย ๆ ด้วย”

“ทราบแล้วค่ะ คุณนายแม่” ฉันคลายอ้อมแขนออกเพื่อปล่อยให้แม่ลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง

การแต่งงานสำหรับผู้หญิงถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน มันก็แค่....แค่การมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต แต่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อใครนี่จริงไหม โดยเฉพาะกับการแต่งงานที่เป็นความต้องการของผู้ใหญ่ แน่นอนว่าไม่คัดค้านหรอก แม่ว่าไงก็ว่าตามกัน เพราะฉันมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้แล้ว

เอาล่ะ....เริ่มปฏิบัติการกลายร่างเป็นสาวใส!

ฉันเดินไปหยุดยืนส่องสรีระแสนสวยที่หน้ากระจก ยกสองมือขึ้นขยุ้มผมที่ดัดปลายอ่อน ๆ ขึ้น อืม..สีชมพูพลาสเทลแซมม่วงอ่อนที่ปลายผม ฉันว่าดูเรียบร้อยน่ารักดีนะ แต่คุณน้าคงไม่คิดงั้น เลยต้องเปลี่ยนสีสักหน่อย ฉันลดมือลงข้างหนึ่งเอื้อมเปิดลิ้นชักเพื่อเลือกแว็กซ์เปลี่ยนสีผม ดีที่ซื้อสีน้ำตาลอ่อนติดไว้สองกระปุก จะได้ใช้ก็คราวนี้แหละ!

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED