ตอน 1

มิไป๋เพิ่งจะตื่นนอนตอนเช้า เธอกลับไม่ได้รู้สึกสดชื่นอย่างที่คิดไว้หลังจากที่ได้นอนหลับอย่างเต็มที่เมื่อคืน ไม่รู้ทำไมเธอรู้สึกกระสับกระส่ายราวกับว่ากำลังจะมีเรื่องและสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น มันทำให้เธอใจคอไม่ดีอย่างมาก และก็ตามที่เธอคาดการณ์เอาไว้จริง ๆ เธอได้รับโทรศัพท์จากเซียวยู ก่อนที่นาฬิกาจะมาประจวบเหมาะที่เลขเก้าทันที เขาบอกให้เธอรีบไปที่ตระกูล หรง กรุ๊ป ก่อนสิบโมงเช้า

เธอไม่รู้เลยว่าทำไมจู่ ๆ เขาถึงต้องการอยากจะพบเธอในทันที แต่เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่า มันต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน หลังจากวางสายไม่นาน เธอก็รีบแต่งตัว และเดินเท้าไปยังตระกูล หรง กรุ๊ป โดยใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเดินเข้ามาในตัวตึกนี้ ทุกอย่างมันก็เป็นไปปกติ ยกเว้นเสียแต่ว่า ในคราวนี้ เธอได้รับคำสั่งจากสามีของเธอซึ่งเป็นถึงลูกชายของเจ้าของบริษัทตระกูล หรงให้ไปที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทในเมืองปีนังเพื่อลงนามในข้อตกลงการหย่าร้าง!

ขณะนี้ มิไป๋ซึ่งกำลังนั่งเงียบ ๆ ในห้องทำงานของเซียวยู จับปากกาในมือของเธอเอาไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด เธอก้มหน้าจ้องมองลงไปที่ใบหย่าบนโต๊ะ พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการสบสายตากับดวงตาที่เย็นชาและไม่แยแสของชายหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ เธอไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเขาจำเป็นต้องใจแข็งจนถึงขั้นที่ต้องการหย่ากับเธอเลยด้วย พวกเขาเองก็แต่งงานกันมาได้ประมาณหนึ่งปีกว่าแล้ว เธอได้ทำอะไรผิดหรือเปล่า? หรือว่ามันจะมีเหตุผลอื่น?

แต่ถึงแม้ว่าเขาต้องการหย่ากับเธอจริง ๆ เขาก็คงไม่จำเป็นให้เธอมานั่งในสำนักงานของเขาเป็นการส่วนตัวแบบนี้ พวกเขาสามารถพูดคุยเรื่องแบบนี้ที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องมาถึงที่นี่ แต่อย่างไรก็ตาม เธอเกือบลืมไปเลยว่าเขาไม่ได้กลับบ้านมาเกินสองเดือนแล้ว ถึงจะเป็นสองเดือนก่อน เขาก็แค่นาน ๆ กลับมาที อย่าว่าเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคน ไม่เคยมีอะไรกันแม้แต่ครั้ง

มิไป๋รู้ดีว่าเหตุผลที่เขาเลือกแต่งงานกับเธอตั้งแต่แรกเพราะว่าเธอมาจากครอบครัวซือ ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีสถานะที่สูงและมีชื่อเสียงที่น่ายกย่อง หนึ่งปีผ่านไปหลังจากที่พวกเขาได้แต่งงานกัน และเซียวยูก็ได้ขึ้นสู่อำนาจอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเขามีสถานะสูงพอจนได้รับการยกย่องว่าเขาเป็นกระดูกสันหลังของตระกูล หรง และในตอนนี้เขาก็เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากในเมืองปีนัง แต่ในทางกลับกัน มิไป๋ก็ยังคงเป็นแค่มิไป๋เช่นเคย ผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้จัก ทั้งนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้เลยอีกด้วย ว่าเธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเซียวยู เรื่องนี้มันเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการแต่งงานระหว่างเขากับตระกูล ซือ ซึ่งการแต่งงานของพวกเขาทั้งสองจะต้องถูกเก็บเป็นความลับเอาไว้

และเพื่อที่จะได้เอาชนะความจงรักภักดีของตระกูล หรง ครอบครัว ซือ ถึงขนาดตัดสินใจบังคับให้มิไป๋ต้องแต่งงานกับเขาโดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่จะตามมาในภายหลังเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้ว เธอก็เป็นเหมือนแค่เพียงทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นเท่านั้นที่อยู่ภายในตระกูลหรง สถานภาพของเธอยังต่ำกว่าคนรับใช้ในบ้านด้วยซ้ำ มิไป๋อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าเซียวยูจะเป็นคนฉลาดจริง ๆ เขารู้ดีว่าสถานะของเธอนั้นต่ำแค่ไหนในตระกูลซือ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะแต่งงานกับเธอแทนที่จะเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ เห็นได้ชัดว่าเขาคิดว่าตระกูลซือไม่ได้เห็นความสำคัญกับเธอ และพวกเขาก็คงจะไม่เปิดปากว่าอะไรเมื่อเขาเลือกที่จะหย่ากับเธอในอนาคต

รอยยิ้มบนใบหน้าอันงดงามของเธอก็ยิ้มกว้างขึ้นเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าตระกูลซือ จะได้ลิ้มรสกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำกับคนอื่นไว้แล้วในครั้งนี้ พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นพันธมิตรกับตระกูล หรงได้เท่านั้น แต่พวกเขายังประสบความสูญเสียจากการหย่าในครั้งนี้อีกด้วย แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นอีก ถ้าหากตระกูล ซือพบว่าเซียวยูตัดสินใจฟ้องหย่าในที่สุด? ดูเหมือนว่าเหตุการณ์เรื่องหย่าร้างกันในครั้งนี้จะสนุกมากเลยทีเดียว

“เซ็นชื่อซะ!” เซียวยูอุทานอย่างเฉยเมย

“ก็ได้” ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้าเพื่อเงยหน้าขึ้นและมองเขาเข้าไปในดวงตา มันรู้สึกเหนือธรรมชาติมากสำหรับเธอ เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่าชายคนนี้ในนามสามีของเธอมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานบนใบหน้าของเธอ เธอก็หยิบปากกาขึ้นมาและเซ็นชื่ออย่างระมัดระวังราวกับว่าเธอกำลังพยายามจะเอาชนะการแข่งขันคัดลายมือในช่วงปีการศึกษาของเธอเลยทีเดียว เธอรู้สึกจริงจังกับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่มาก ทุกขีดทุกเส้นที่เธอเขียนลงไป เธอก็รู้สึกได้ว่าหัวใจของเธอค่อย ๆ จมลงไปทีละนิด แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอรู้สึกเศร้าไม่ใช่การที่การแต่งงานของพวกเขาต้องจบลง แต่ก็คือการที่เธอได้ตระหนักว่าเธอไม่ได้มีความสำคัญในตระกูลซือเลย และแม้แต่ในใจของสามีของเธอเองก็ตาม

“นี่มิไป๋” เซียวยูไม่ได้คิดไว้เลยว่าเธอจะดูสงบได้ขนาดนี้ ทันใดนั้น เซียวยูกลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี หลังจากที่เธอได้ลงนามในเอกสาร มิไป๋ก็มองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น รอให้เขาพูดออกมาเพื่อทำลายความเงียบ เขากระแอมในลำคออย่างงุ่มง่ามและพูดออกมาว่า “มิไป๋ ผมจะให้ทนายของผมโอนเงินที่คุณสมควรได้จากเรื่องนี้ เข้าไปยังบัญชีของคุณภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง คุณจะยังคงเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้น เพราะว่ามันเป็นของคุณตั้งแต่แรก คุณสามารถที่จะอยู่ที่นั่นต่อไปได้ ถ้าหากคุณต้องการ และในส่วนข้าวของของผม”

ตอน 2

“คุณเซียวยู เดี๋ยวฉันจะจัดการกับสิ่งของพวกนั้นทั้งหมดเองค่ะ ” มิไป๋พูดขึ้นในขณะที่เธอเหลือบมองไปยังชายที่เป็นตำนานในสายตาคนอื่นอย่างเฉยเมย เธอไม่เคยสนใจในสิ่งอื่นใดเลย นับตั้งแต่ที่พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่น่าเศร้า “อ่อ อีกอย่างหนึ่ง ฉันเชื่อว่าคุณคงไม่ได้มีความสนใจที่จะเก็บ ‘พวกชุดเครื่องตกแต่งบ้าน’ พวกนั้นเอาไว้ด้วยใช่ไหมคะ?”

มิไป๋แต่งงานกับเขามานานกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่เซียวยูแทบไม่ค่อยกลับบ้านมาหาเธอเลย เธอสามารถนับนิ้วได้เลยด้วยซํ้าว่าสามีกลับมาบ้านกี่ครั้งบ้าง แล้วถ้าหากสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของประดับตกแต่ง แล้วมันมีเอาไว้เพื่ออะไร? การทำให้ทัศนียภาพภายในบ้านดูดียิ่งขึ้น อย่างงั้นเหรอ?

“ก็ตามใจคุณ” เซียวยูกล่าว เขาดูจะไม่สนใจกับการเสียดสีของมิไป๋เลย แต่ดวงตาของเขาก็จับจ้องมาที่เธอ ราวกับว่ามันคือกล้องส่องทางไกล เขารู้ดีอยู่เสมอว่ามิไป๋สวย แต่เขาก็ไม่เคยสังเกตมองเธออย่างเต็มที่แบบนี้ และในวันนี้ เธอก็ยิ่งดูสวยมากขึ้นไปอีกในชุดเดรสสีชมพูของเธอที่ช่างประจวบเหมาะและเข้ากันกับฤดูกาลนี้มาก ดวงตาที่เป็นผลึกอันงดงามของเธอก็เปล่งประกายราวกับน้ำพุเมื่อเธอจ้องมองมาที่เขาอย่างใกล้ชิด และแก้มสีดอกกุหลาบระเรื่อของเธอก็ไม่ได้ปกปิดลักยิ้มที่น่ารักที่มันเปล่งประกายออกมาทุกครั้งที่เธอยิ้มเลย แต่หญิงสาวซึ่งมีอายุเพียงแค่ยี่สิบต้น ๆ คนนี้กำลังจะต้องมายุติการแต่งงานในระยะเวลาอันสั้นกับเซียวยูและกลายเป็นผู้หญิงที่หย่าร้างไปแล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อนึกถึงสิ่งนี้เขาก็เริ่มสงสัยว่าการตัดสินของตนในครั้งนี้มันจะผิดไปหรือเปล่า?

เซียวยูรีบดึงสติและความรู้สึกของเขากลับมา ให้หยุดคิดมากในเรื่องนี้ เพื่อที่ตัวเขาเองจะได้ไม่เปลี่ยนใจ เขารู้ดีถึงเหตุผลที่เขาเลือกที่จะแต่งงานกับมิไป๋ และมันก็ยังชัดเจนมากในความทรงจำราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ได้ทำตามความปรารถนาของเธอที่เธอต้องการมาโดยตลอด เพราะว่าในตอนนี้ เธอก็ได้รับอิสระภาพและความมั่นคงในชีวิตสำหรับตัวเธอเองแล้ว! เรื่องราวของพวกเขาก็เป็นเหมือนเส้นด้ายสองเส้นที่มาบรรจบกันที่จุดจุดหนึ่ง ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายและเดินต่อไปตามเส้นทางของพวกเขา

“หลึนลาน ส่งคุณมิไป๋กลับบ้าน” เซียวยูสั่ง

“ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณค่ะ ดิฉันกลับบ้านด้วยตัวเองได้ คุณเซียวยู เอาจริง ๆ แล้ว ฉันวางแผนที่จะซื้อรถหรูสักคันเอาไว้แล้วแหละ เพราะค่าเลี้ยงดูที่คุณให้ฉันไว้ มันก็เป็นจำนวนเงินก้อนโตเลยเชียวล่ะ และถึงฉันเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยมันก็ยังเพียงพอไปตราบจนสิ้นลมหายใจของฉันนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป!” มิไป๋โบกมือตามข้อตกลงการหย่าร้างในมือ ราวกับธงแห่งชัยชนะของเธอ จากนั้นก็หันหลังให้กับเซียวยูและเดินออกจากสำนักงานไปในอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่เธอเดินออกจากห้อง มิไป๋ก็รีบไปนั่งบนโซฟาที่ใกล้ที่สุดในเลานจ์ ในมือของเธอนั้นกำใบหย่าเอาไว้แน่น เธอกระซิบเบา ๆ กับตัวเองว่า ‘ฉันจะแสดงให้คุณเห็น เซียวยู คอยดูเถอะ ถึงแม้จะไม่มีตระกูลหรงและตระกูล ซือ แต่ฉันก็ยังสามารถใช่ชีวิตอย่างมีความสุขได้แน่นอน! ในที่สุดฉันก็จะสามารถมีชีวิตที่เป็นของตัวเองและมีอิสระตามที่ฉันต้องการจนได้’

หลังจากที่ได้สงบอารมณ์ของเธอแล้ว เธอก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากบริษัทไปในทันที และในตอนนั้นเอง หลึนลานก็เดินกลับเข้ามาที่ห้องสำนักงานของเซียวยูเพื่อรายงานสิ่งที่เขาได้สังเกตเห็นให้เขาฟัง

“ท่านครับ เธอออกจากอาคารไปแล้วเมื่อครู่นี้ครับ สังเกตดูจากสีหน้าของเธอแล้ว เธอจะดูขวัญเสียเล็กน้อย แต่มันก็จางหายไปในทันทีที่เธอสงบลงครับ” หลึนลานกล่าว เขาได้ทำงานให้กับเซียวยูมานานมากกว่าห้าปีแล้ว เขารู้เรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับการแต่งงานของพวกเขา แต่สำหรับวันนี้ มันถือเป็นครั้งแรกของเขาเลยที่เขาได้สัมผัสกับมิไป๋อย่างใกล้ชิดขนาดนี้ สำหรับเขาแล้ว มิไป๋ก็เป็นคนดูไม่ธรรมดา

“อืม ถ้างั้นก็เร่งให้ทนายจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด” เซียวยูกล่าว เขาสั่งคนของเขาโดยไม่ได้สบตาเลย ในขณะที่เขาเองก็กำลังพลิกดูเอกสารที่อยู่ตรงหน้าไปด้วย

“ได้เลยครับท่าน” หลึนลานพูดในขณะที่เขากำลังเดินออกจากห้องทำงานของเซียวยูทันที

ฤดูใบไม้ผลิมาถึงช้าในปีนี้ มิไป๋กำลังเดินไปรอบ ๆ ถนนที่พลุกพล่านที่สุดในเมืองปีนังพร้อมกระเป๋าสุดหรูของเธอโดยไม่ได้สังเกตสายตาที่จ้องมองมาที่เธอจากรอบตัวเธอเลยสักนิด นับตั้งแต่ที่เซียวยูหย่ากับเธอ เธอก็กลายเป็นอิสระที่เหมือนนกพิราบ ที่จะโบยบินไปไหนก็ได้ตามที่เธออยากจะไป ในเวลานั้นเธอกำลังหลงอยู่ในโลกของเธอเองซะแล้ว

ไม่มีคู่รักคู่ใดในโลกเลยที่จะมีชีวิตแบบพวกเขา พวกเขาเป็นคนแปลกหน้าต่อกันมากกว่า ราวกับว่าพวกเขามาจากสองจักรวาลที่เข้ากันไม่ได้ และในตอนนี้ที่พวกเขาได้แยกทางกันแล้ว เธอก็รู้สึกโล่งอกอย่างมาก มันถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่จะหย่ากับเขา เธอสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ใจเธอต้องการนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป! และโดยที่ไม่มีโซ่ตรวนของครอบครัวตระกูล ซือ รั้งขาเธอเอาไว้อีกต่อไป ในที่สุดเธอก็รู้สึกเหมือนกับว่าเธอได้หลุดออกจากกรงขังที่มืดหม่นนั้นไปแล้ว เธอจะได้เป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอได้อีกครั้ง

มันเป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่เธอแต่งงานกับเซียวยู แต่พวกเขาก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเลย เขาไม่เคยชวนเธอเป็นคู่ควงในงานเลี้ยงหรือในโอกาสต่าง ๆ เลยที่เขาได้เข้าร่วม ก็เพราะว่าเขามีผู้หญิงคนอื่นเคียงคู่ไปด้วยเสมอ วันนี้อาจเป็นกุลสตรีที่มาจากครอบครัวที่รำรวย พรุ่งนี้ก็อาจเป็นดาราดัง และวันต่อมา ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างเขาก็อาจจะเป็นนางแบบแฟชั่นรุ่นเยาว์ที่สวยสะดุดตา แต่สำหรับมิไป๋แล้ว เธอไม่เคยปรากฏตัวในงานสังสรรค์ใด ๆ เลยสักครั้ง ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นถึงภรรยาถูกต้องตามกฏหมายของเขาก็ตาม! มันช่างน่าตลกขบขันเสียนี่จริง ๆ

ตอน 3

ในความเป็นจริงแล้ว เซียวยูได้ใช้ประโยชน์จากการแต่งงานกับเธอเพื่อที่จะได้ใช้มันในการอนุมัติสำหรับโครงการต่าง ๆ ของเขาจากตระกูล ซือ ในขณะที่เธอเองก็เลือกที่จะใช้เขาเพื่อหนีออกจากจากตระกูล ซือ เช่นกัน บางทีแล้ว การแต่งงานระหว่างพวกเขาทั้งสองนั้นจะว่าไปแล้ว ก็แค่เพื่อสนองความต้องการซึ่งกันละกันก็เท่านั้น

ในขณะที่มิไป๋กำลังตกอยู่ในภวังค์โดยไม่ได้สังเกตเห็นว่ากำลังมีร่างของชายคนหนึ่งวิ่งพุ่งเข้ามาหาเธอและกระโจนเข้าใส่เธอพร้อมกับกระชากเอากระเป๋าของเธอไป เธอจึงรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที เธอตกตะลึงกับหัวขโมยที่เพิ่งกระชากเอากระเป๋าเธอไปต่อหน้าต่อตาเธอ แต่เธอก็รีบตอบสนองอย่างรวดเร็วในขณะที่เธอวิ่งไล่ตามโจรนั่นผ่านถนนที่พลุกพล่าน!

“หยุดไอ้ผู้ชายคนนั้นเอาไว้ด้วยค่ะ! มันขโมยเอากระเป๋าของฉันไป!” มิไป๋อุทานขึ้นในขณะที่เธอตะโกนไปด้วยความหวังว่าจะมีคนเข้ามาช่วยเธอ ไม่ว่าเธอจะสวมใส่ชุดหรือใส่อะไรก็ตาม มิไป๋ก็ดูเหมือนว่าเธอจะดึงดูดพวกเหล่าหัวขโมยได้เป็นอย่างดี แต่โชคร้าย ที่เธอลืมถึงลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งในสถานที่นี้ ผู้คนที่อยู่ละแวกนี้นั้นไม่ชอบยุ่งกับเรื่องของใคร ไม่สุงสิงและยังใจดำอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจที่จะเข้ามาช่วยเธอ บางคนถึงกับใช้คำพูดที่ส่อไปในทางล่วงละเมิดทางเพศกับเธอ

“เฮ้ย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! มิไป๋ตะโกนเรียก เธอหอบหายใจเหนื่อยในขณะที่เธอวิ่งมาจนถึงมุมกำแพงที่โจรคนนั้นเพิ่งจะวิ่งผ่านไป ถนนสายนี้นั้นเงียบเปลี่ยวกว่าถนนเส้นก่อนที่ดูพลุกพล่านมาก ซึ่งเป็นถนนที่เธอเพิ่งจะเดินผ่านมาก่อนหน้านี้ และผู้คนที่เดินสัญจรไปมาก็มีน้อยลงเรื่อย ๆ เธอคิดในใจว่า ‘วันนี้คงจะเป็นวันที่ฉันจะต้องเสียของทุกอย่างในกระเป๋าของฉันไปหมดแล้วแน่ ๆ เลย’

แต่ในขณะที่มิไป๋กำลังจะยกธงขาวเพื่อยอมแพ้ รถสปอร์ตสีแดงสุดหรูก็พุ่งผ่านเธอไปด้วยความเร็วและเข้าไปขวางโจรที่กำลังจะวิ่งหนีไปเอาไว้ได้ โจรคนนั้นที่กำลังวิ่งหนีล้มลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง

ขณะนี้ มิไป๋ดูเหมือนม้าที่หมดแรงวิ่งแล้ว เธอไม่ได้สนใจสภาพที่ไม่ค่อยน่าดูของตน รีบถอดรองเท้าส้นสูงออกและวิ่งดิ่งตรงไปยังจุดที่โจรล้มลงด้วยเท้าเปล่าของเธอ เธอรีบคว้าเอากระเป๋าของเธอออกจากมือโจรคนนั้น และโยนออกไปข้าง ๆ จากนั้นเธอก็กระทืบไปที่โจรคนนั้นด้วยความโมโหอย่างแรงในขณะที่เขากำลังนอนร้องเจ็บปวดอยู่ เธอพูดขึ้น “แกกล้าดียังไงมาขโมยกระเป๋าของฉันไป!”

มิไป๋กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ในตอนนี้ เธอคว้าสันของรองเท้าส้นสูงและฟาดไปที่หัวของเขาอย่างแรง เมื่อเธอได้ทุบตีคนร้ายนั้นจนเสร็จแล้ว เธอก็ยืดตัวเองขึ้นและหอบหายใจเหนื่อยออกมา ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้นึกถึงคนขับรถที่ช่วยเธอเอาไว้ในตอนที่เธอกำลังจะยอมแพ้ เธอคิดว่าเธอจำเป็นต้องขอบคุณเขาไว้อย่างมากสำหรับความช่วยเหลือของเขา

เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา และก็ต้องตกใจทันที เมื่อเห็นดวงตาคู่สวยคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมาที่เธอ ชายคนนั้นกำลังยืนพิงรถในขณะที่เขาจ้องมองมาที่เธอด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของเขาดูอ่อนโยนและสุภาพ และกรามของผู้ชายคนนี้ก็มีรูปทรงที่สวยสง่าและสมบูรณ์แบบที่สุด แม้แต่คนที่ดูสวยและน่าสะดุดตาอย่างมิไป๋ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบเสน่ห์อันล้นหลามของผู้ชายคนนี้ได้เลย

“เอ่อ ขอบคุณที่ช่วยฉันเอาไว้นะคะ” มิไป๋พูด เธอยืนนิ่งโดยที่ในมือข้างนึงกำลังใช้นิ้วถือรองเท้าส้นสูงเอาไว้อยู่ และมองไปที่ผู้ชายที่น่าดึงดูดที่อยู่ตรงหน้าโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมานอกจากแสดงความขอบคุณสำหรับนํ้าใจของเขา

“ยินดีครับ คนสวย ผมถือว่าผมไม่ได้ช่วยคุณอะไรไว้หรอกนะ ความไม่ยอมแพ้ของคุณต่างหากล่ะที่เอาชนะโจรคนนี้ไว้ได้” ชายคนนั้นกล่าว เขาหยิบกระเป๋าบนพื้นแล้วยื่นคืนให้กับมิไป๋ เมื่อเขาสังเกตเห็นรองเท้าในมือของเธอ เขาก็ยิ้มเยาะและพูดออกมาว่า “คุณนี่ช่างไม่รู้จักดูแลตัวเองจริง ๆ เนอะ?”

ชายคนนั้นส่ายหัวไปมาในขณะที่เขาดึงร้องเท้าส้นสูงออกจากมือของเธอ เขาคุกเข่าลงด้วยเข่าข้างหนึ่งและใช้มือปัดฝุ่นออกจากพื้นรองเท้าของเธอเบา ๆ ก่อนที่จะสวมใส่มันและเลื่อนรองเท้ากลับไปในเท้าของเธอ เขาทำในแบบเดียวกันกับเท้าอีกข้างหนึ่งของเธอ ดูท่าทางคล่องแคล่วมาก ราวกับว่าเขากำลังตกแต่งตัวเท้าของตัวเองอยู่อย่างปราณีต

มิไป๋รู้สึกแข็งทื่อกับการกระทำที่หุนหันพลันแล่นแบบนี้และเธอก็ไม่รู้ว่าจะตอบสนองออกมาอย่างไร ถ้าต่อหน้าเซียวยู เธอจะเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่ในมือของเขา แต่ชายคนนี้กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่าเธอเป็นเหยื่อ ลึก ๆ ในใจของเธอ เธอกำลังอยู่ในความตื่นตระหนกอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับว่ากำลังมีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเธอเอาไว้ นี่ถือเป็นครั้งแรกเลยที่เธอทำตัวแบบนี้ต่อหน้าคนแปลกหน้า

“นี่คุณ ...” โถ มิไป๋คงต้องยอมจำนนต่ออาการวิตกกังวลของเธอเอาซะแล้ว เธอไม่รู้เลยด้วยซํ้าว่าชายคนนี้เป็นใครและเขากำลังตั้งใจที่จะทำอะไรต่อไป เธอรีบคว้ากระเป๋าของเธอกลับ กัดริมฝีปากล่างที่อวบอิ่มของเธอเอาไว้ และเตรียมตัวที่จะรีบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เธอกลับทำมันไม่ได้ เธอยังคงยืนนิ่งราวกับว่าเธอถูกตรึงไว้กับพื้น และเธอก็ไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อที่ขาของเธอได้เลยแม้แต่นิดเดียว

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED