ตอน 1

สายตากว่าสิบคู่ของคนในร้านอาหารโรงแรมชื่อดังต่างกำลังถูกดึงดูดไปยังบุรุษวัยยี่สิบหกที่แต่งตัวด้วยชุดสูททันสมัย สมกับเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ทั้งด้วยรูปร่างหน้าตาที่หล่อเข้มอย่างชายไทยแท้ๆ และด้วยโพรไฟล์แสนเริดหรูที่คนในแวดวงไฮโซต่างรู้จักดี ทำให้เขาเป็นที่สะดุดตาของใครหลายคนไปโดยปริยาย หากทว่าความสนใจของเขาไม่ได้มีให้ใครเลยในเวลานี้ นอกจากผู้หญิงที่นั่งอยู่โต๊ะริมหน้าต่าง

เธอผู้นั้นไม่ได้ให้ความสนใจเขาเฉกเช่นคนอื่น นั่นคงเป็นเพราะเจ้าหล่อนกำลังหัวร่อต่อกระซิกสลับกับยิ้มหวานให้ผู้ชายที่นั่งตรงข้ามกระมัง

ให้ตายสิ...รอยยิ้มแบบนั้นมันควรจะเป็นของอาเขาคนเดียวไม่ใช่เหรอ ทำไมหล่อนเที่ยวแจกรอยยิ้มให้ผู้ชายอื่นไปทั่วแบบนี้ หรือว่าต่อหน้าคู่หมั้นทำอีกอย่าง ลับหลังเป็นอีกอย่าง

หัวใจของพิชญะกรุ่นๆ ด้วยความรู้สึกหึงหวงแทนคนเป็นอา ตอนที่พิธานอาของเขาหมั้นกับกนิษฐาเมื่อหลายเดือนก่อน เขาไม่ได้มาร่วมงาน เพราะตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงสอบปริญญาโทที่ต่างประเทศ แต่น้องสาวของเขาก็ส่งรูปว่าที่อาสะใภ้ไปให้ดูตลอด ทำให้เขาคุ้นหน้าค่าตากนิษฐาเป็นอย่างดี

กนิษฐาอายุสามสิบแล้ว แต่ทว่าหน้าตากลับดูเด็กกว่าอายุ แถมตัวก็เล็กอ้อนแอ้น ยิ่งได้มาเห็นตัวจริงก็ยิ่งเห็นว่าเธอผิวใสราวกับเด็กมัธยม จนถ้าบอกว่ายังเรียนอยู่ เขาก็คงจะเชื่อได้ไม่ยาก

ปากอิ่มๆ รูปกระจับที่กำลังขยับขึ้นลงตามจังหวะการเอื้อนเอ่ย คือสิ่งที่เขาคิดว่าสะดุดตามากที่สุดบนใบหน้าของว่าที่อาสะใภ้ มันชวนให้ครุ่นคิดว่าเวลาที่ถูกประทับจูบ คนจูบจะรู้สึกดีเพียงใด 

ก็คงจะรู้สึกดีอยู่มาก ไม่อย่างนั้นไอ้ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้าม คงไม่จ้องตาแทบไม่กะพริบขนาดนั้น 

ผู้หญิงแบบนี้หรือจะมาเป็นอาสะใภ้ของเขา ไหนจะหน้าเด็กจนเชื่อไม่ลงว่าเธออายุเยอะกว่าเขา ไหนจะกิริยาท่าทางที่เธอแสดงกับผู้ชายอื่นซึ่งดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย แม้เธอกับอาของเขาจะไม่ได้หมั้นกันเพราะความรัก หากทว่าก็หมั้นกันแล้ว ผู้หญิงที่ดีควรจะให้เกียรติคู่หมั้นตัวเองมากกว่านี้มิใช่หรือ

“พี่ต้น ก้อยว่าเราขึ้นข้างบนกันเลยมั้ย”

“ก้อยนี่ใจร้อนตลอด”

“แหม ก็ก้อยไม่อยากเสียเวลา หรือว่าพี่ต้นไม่อยากมีเวลาส่วนตัว”

“โอเค ดีเหมือนกัน งั้นไปกันเลย”

บทสนทนาตอนท้ายของทั้งคู่ดังมากระทบโสตประสาท ทำให้พิชญะรีบขยับตาม เมื่อว่าที่อาสะใภ้กับผู้ชายของหล่อนพากันก้าวออกไปจากร้านอาหารของโรงแรม เขาก็อยากจะคิดว่าตัวเองอคติไปเอง แต่พฤติกรรมของกนิษฐามันทำให้คิดแบบนั้นไม่ลงจริงๆ โดยเฉพาะตอนที่เธอกับ ‘ชู้’ ของเธอ พากันมายืนรอลิฟต์ ก่อนจะขึ้นไปด้วยกันโดยตัวเลขที่ปรากฏอยู่หน้าลิฟต์คือชั้นเจ็ด

พิชญะไม่ลังเลที่จะกดลิฟต์อีกตัวตามขึ้นไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง และแม้จะถึงทีหลังแต่เขาก็ทันเห็นว่ากนิษฐากับผู้ชายที่ชื่อต้นเข้าห้องไปด้วยกันจริงๆ

 ขนาดนี้แล้ว ยังจะโลกสวยอะไรได้อีก นี่อาของเขาจะรู้ไหมว่าคู่หมั้นของตัวเองมีพฤติกรรมลับหลังที่น่ารังเกียจอย่างไรบ้าง แล้วผู้หญิงแบบนี้หรือที่พิธานเลือกไปเป็นแม่ของลูก ถึงแม้โลกปัจจุบันเรื่องเซ็กซ์จะเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องซื่อสัตย์มันก็ยังเป็นเรื่องสำคัญไม่ว่ายุคไหน  ผู้หญิงที่ดีก็ควรหยุดพฤติกรรมแบบนั้นหลังจากที่ตัวเองรับหมั้นผู้ชายคนใดคนหนึ่งไปแล้ว

เวลาผ่านไปกว่าสองชั่วโมงแล้ว แต่พิชญะก็ยังนั่งรออยู่แถวๆ หน้าเทอเรสของโรงแรม ราวกับเป็นคนว่างงานที่นั่งไร้สาระได้โดยที่เวลาไม่มีค่าอะไรก็ไม่ปาน ตาสีสนิมเหล็กจดจ้องมองไปยังทางออกอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวตัวเองจะคลาดกับกนิษฐา

และแล้ววินาทีที่เขารอคอยก็มาถึง เมื่อร่างเล็กในชุดเดรสสีกรมท่าลายจุดแบบเรียบๆ ก้าวมายังประตูทางออกตรงไปยังลานจอดรถ 

“แต่งตัวเรียบๆ เพื่อปกปิดความยับเยินของตัวเองหรือเปล่าครับ”

เสียงที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้กนิษฐาต้องชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูรถ แล้วหันกลับไปมองยังต้นเสียง เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนเพ่งสายตาตรงมายังตน หญิงสาวก็มุ่นคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย

“คุณพูดกับฉัน?”

“แล้วมีคนอื่นหรือเปล่าล่ะ”

“เรารู้จักกันเหรอคะ” กนิษฐาถามออกไปตรงๆ พลางมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจ หน้าตาเขาหล่อเหลา รูปร่างสูงน่าจะราวๆ หกฟุต แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง มีความละม้ายคล้ายใครบางคนที่คุ้นเคย แต่เธอมั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกับผู้ชายที่ดูท่าทางไม่เป็นมิตรคนนี้มาก่อนแน่ๆ

“อาพิคงไม่รู้สินะว่าคุณทำตัวลับหลังยังไง”

“คุณเป็นอะไรกับคุณพิธาน”

“ผมเป็นอะไรไม่สำคัญ แต่สำคัญที่คู่หมั้นอย่างคุณทำตัวยังไงมากกว่า”

“ฉันทำอะไร”

“ผมถามจริงๆ เถอะนะคุณกนิษฐา คุณขาดเรื่องอย่างว่าไม่ได้เลยหรือไง ถึงได้แอบมาเอากับผู้ชายอื่นทั้งๆ ที่ตัวเองก็หมั้นแล้ว”

“คุณพูดอะไร แล้วมีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาฉันแบบนี้” กนิษฐาแหวกลับอย่างไม่พอใจทั้งที่ยังตั้งตัวไม่ติด เพราะไม่คิดว่าจู่ๆ ตัวเองจะโดนผู้ชายด่าทอด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบแบบนี้

“ก็สิทธิ์ของหลานชายคู่หมั้นคุณไง จำไว้นะคุณกนิษฐา ผมไม่มีทางยอมให้ผู้หญิงมักง่ายอย่างคุณมาเป็นอาสะใภ้เด็ดขาด ผมจะทำทุกทางเพื่อกีดกันคุณออกจากชีวิตของอาพิ”

คำพูดเขามาดร้าย สายตาก็ฉายแววคุกคามออกมาอย่างชัดเจน ทำเอากนิษฐาทั้งงงทั้งหวาดหวั่น หากว่าเขาเป็นหลานของพิธานจริงๆ เขาก็น่าจะอายุน้อยกว่าเธอและก็ควรจะปฏิบัติกับเธออย่างให้เกียรติ ไม่ใช่มีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์เช่นนี้

“ฉันก็จะทำทุกทางเพื่อให้ได้แต่งงานกับคุณพิธาน และต่อไปในวันข้างหน้า ฉันต้องเป็นอาสะใภ้ของคุณ และมีสิทธิ์ทุกอย่างเหนือคุณ” กนิษฐาท้าทายกลับ ตาคู่สวยสบประสานกับตาคมดุของหนุ่มรุ่นน้องอย่างกล้าหาญ เพื่อกลบเกลื่อนความหวาดหวั่นของตัวเอง ซึ่งทันทีที่เธอพูดจบ ต้นแขนสองข้างก็ถูกมือใหญ่ตะครุบพร้อมกับกระชาก

“อย่าหวังเลย”

“ปล่อยฉันนะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย” กนิษฐาพยายามบิดแขนตัวเองออกและขู่เขา หากทว่าดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลเลยสักนิด

“ไม่ต้องกลัวไปหรอก ผมไม่ได้อยากแตะผู้หญิงสกปรกอย่างคุณสักนิด เลิกทำตัวแบบนี้ซะ ไม่อย่างนั้นผมนี่แหละจะทำให้อาพิเห็นธาตุแท้ของคุณ”

“ธาตุแท้แบบไหนเหรอคะ แบบนี้หรือเปล่า”

“โอ๊ย! ซี้ด” พิชญะร้องด้วยความเจ็บในครั้งแรก แต่ต่อมากลับมีเสียงบางอย่างที่มันไม่ใช่ความเจ็บ และร่างสูงก็ยืนนิ่งให้กัด จนกนิษฐาเป็นฝ่ายละปากออกไป

ตอน 2

แม้จะเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว แต่คฤหาสน์หลังใหญ่ยังเรืองรองไปด้วยไฟประดับสนามที่ส่องสว่างไปทั่วอาณาบริเวณ ร่างสูงลงจากรถแล้วก้าวยาวๆ เข้าไปในบ้านซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบเชียบ นั่นเพราะตอนนี้เป็นเวลานอนของคนเกือบจะทุกคนที่อาศัยอยู่ในเคหะสถานโอ่อ่าหลังนี้แล้ว 

พิชญะเกือบจะเดินขึ้นชั้นบนแล้วเหมือนกัน หากว่าไม่เหลือบไปเห็นคนเป็นอานั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์เครื่องดื่มเพียงลำพัง ร่างสูงจึงก้าวเข้าไปหา และนั่งลงข้างๆ ผู้ชายที่รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายกับตัวเอง จะต่างกันก็เพียงวัยวุฒิและความภูมิฐานที่ดูเหมือนพิธานจะมีเหนือกว่าเขา

“เอาหน่อยมั้ย” คนเป็นอาเอ่ยชวนพร้อมกับยกแก้วที่มีน้ำสีอำพันขึ้น

“ก็ดีครับอา จะได้หลับสบาย” 

พิธานเลื่อนแก้วเปล่ากับขวดคริสตัลให้หลานชายไปจัดการรินเอง จากนั้นบทสนทนาระหว่างสองอาหลานก็เริ่มขึ้น

“เห็นว่าดูคอนโดฯ ไว้ ชอบที่ไหนบ้างหรือยัง เลือกเอาสักห้องในโครงการของเราสิ”

“กำลังจะให้คนมาตกแต่งครับอา”

“คนที่ไหนล่ะ”

“คนนอกน่ะครับ ผมไม่ได้ใช้บริการจากบริษัทคู่หมั้นอาหรอก อาคงไม่ว่าอะไร”

“จะว่าทำไมล่ะ ของแบบนี้มันแล้วแต่รสนิยม”

“ทำไมอาถึงหมั้นกับเธอ” พิชญะไม่ได้ถามเพื่ออยากรู้เหตุผล แต่กำลังหยั่งเชิงเพื่อจะได้ประเมินว่าอาเขารับรู้หรือไม่ว่าลับหลังคู่หมั้นมีพฤติกรรมยังไง

“เหตุผลของการหมั้นหรือแต่งงานของคนเรา ส่วนใหญ่จะมีอยู่แค่สองข้อ หนึ่งรัก สองเหมาะสม”

“เหตุผลของอาคือข้อไหนครับ”

“แกคิดว่าไงล่ะ ถ้าเป็นแก แกจะเลือกผู้หญิงสักคนมาแต่งงานด้วยด้วยเหตุผลอะไร”

“ผมคงเลือกผู้หญิงที่ผมรัก”

“เหตุผลของอาก็อาจจะไม่ต่างจากแก” เพียงแต่ตอนนี้คนที่รักกับคนที่หมั้นเป็นคนละคนกัน พิธานพูดประโยคท้ายแค่ในใจ

“แล้วถ้าผู้หญิงเขาไม่ได้รักล่ะครับ”

“ก็ต้องทำให้รัก หรือถ้าไปกันไม่ได้จริงๆ ก็ต้องเลิก ทำไม ไปเจอผู้หญิงที่ใช่มาหรือไง ถึงได้กลับมาถามอาแบบนี้” คราวนี้พิธานถามกลับหลานชายบ้าง และไม่แค่ถามยังหันมาจ้องหน้าตรงๆ ด้วย

ผู้หญิงที่ใช่งั้นเหรอ ผู้หญิงที่ไม่ใช่ต่างหาก ไม่ใช่สำหรับเขา และไม่น่าจะใช่สำหรับอาเขาด้วย แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อเขายังไม่แน่ใจว่าพิธานคิดยังไงกับกนิษฐา จะว่ารักอาก็ไม่พูดออกมาตรงๆ จะว่าไม่รักก็ไม่เชิงซะทีเดียว

“เปล่าหรอกครับอา ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่สำหรับผมเลยสักนิด”

“แกหมายถึงใคร”

“ไม่มีอะไร แค่พูดไปอย่างนั้น ผมว่าผมไปนอนดีกว่า ฝันดีครับอา” 

ว่าแล้วพิชญะก็จับแก้วยกขึ้นกระดกใส่ปากอึกๆ จากนั้นก็วางแก้วเปล่าลงแล้วเดินขึ้นบันได โดยทิ้งความสงสัยไว้ให้กับคนเป็นอา

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ร่างสูงที่มีผ้าเช็ดตัวพันเอวสอบอยู่เพียงผืนเดียวก็ทรุดตัวนั่งบนขอบเตียง ตาเหลือบมองเห็นรอยแผลบนต้นแขนที่คนกัดทิ้งรอยไว้ บ้าชะมัด ทำไมเขาถึงรู้สึกถึงความเปียกฉ่ำที่มาพร้อมกับคมเขี้ยวของแนวฟัน มันจะสุขสมแค่ไหนหากว่าถูกฟันเล็กๆ และปากอิ่มๆ นั้นสร้างรอยไว้บนทุกแห่งหนของร่างกาย จากนั้นก็กลืนกินเขา กลืนกินส่วนสำคัญเข้าไปในอุ้งปาก แล้วครูดไรฟันขาวสะอาดนั้นไปตามลำเนื้อ

แค่คิดความเร่าร้อนตรงกลางกายชายก็ดีดผึงและแข็งชันขึ้นอย่างน่าโมโห ทำให้มือใหญ่ต้องจัดการปลดปมผ้าเช็ดตัว สะบัดมันทิ้ง ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะเคลื่อนขยับเข้ามาโอบกระชับรอบจุดศูนย์รวมความเป็นชาย แล้วกระทำบางอย่างต่อร่างกายตัวเองราวกับวัยแตกหนุ่มที่ยังไม่รู้ว่าจะระบายความปรารถนาที่อัดแน่นในกายอย่างไร 

“ซี้ด อูววว กนิษฐา” 

ชื่อนั้นถูกเรียกอย่างกระเส่า ภาพในหัวตอนนั้น คือหญิงสาวกำลังขย่มโยกอยู่เหนือร่างเขา ท่อนเนื้อฝังจมมิดเข้าไปในโพรงนุ่มฉ่ำยามร่างเปลือยเปล่าทิ้งตัวลงสวมครอบ เธอยั่วเขาด้วยการยกมือขึ้นบีบขยำสองเต้าทรวงของตัวเอง ในขณะที่สะโพกก็เริงระบำอย่างบ้าคลั่งบนความเป็นชายโดยไม่นึกหวาดหวั่นต่อความใหญ่ของมัน 

ใบหน้าหล่อเหลาแหงนเริดขึ้น สะโพกสอบแอ่นอัดอยู่ภายใต้การกอบกุมของอุ้งมือตัวเอง คล้ายกับกำลังตอบโต้ความสาวที่สวมลึกลงมาครั้งแล้วครั้งเล่าตามจังหวะการควบขี่แบบไม่มีผ่อนปรน และความฉ่ำนุ่มที่ประเดประดังเข้ามาพร้อมๆ กันอย่างร้อนแรง ก็กำลังจะทำให้เขาทะลักทลายคามือตัวเอง

บ้าฉิบ! เขาต้องบ้าแน่ๆ ที่รู้สึกรุนแรงกับผู้หญิงคนนั้น!

เช้าวันนี้กนิษฐามาทำงานด้วยสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานทำให้เธอคิดมากจนพานนอนไม่หลับ ใจร่ำๆ อยากจะโทร.ไปหาพิธาน เพื่อบอกกล่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมคุกคามของหลานชายเขา แต่ก็ไม่อยากขึ้นชื่อว่ากินปูนร้อนท้อง อีกทั้งไม่อยากทำให้ความบาดหมางระหว่างเธอกับผู้ชายคนนั้นเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพราะถึงยังไงในอนาคตหลังจากเธอแต่งงานกับพิธาน เธอกับเขาก็ต้องอยู่ในวงวารว่านเครือเดียวกัน

คิ้วเรียวมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อนึกถึงใบหน้าของคนที่รบกวนจิตใจตัวเองทั้งคืน เธอค้นดูรูปและประวัติแล้ว เขาเป็นหลานชายคนเดียวของพิธานจริงๆ หากแต่ว่าคนที่อยู่ในฐานะว่าที่อาสะใภ้อย่างเธอกลับไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวกับหลานชายคู่หมั้น นั่นคงเป็นเพราะพิชญะใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศและเพิ่งจะกลับมาได้ไม่นาน อีกทั้งเธอกับพิธานก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ เฉกเช่นคู่หมั้นคู่อื่นๆ ซึ่งจะว่าแปลกก็แปลก จะว่าไม่แปลกก็ไม่แปลก ด้วยเพราะการหมั้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความรัก

บอกใครใครจะเชื่อว่าตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาจนกระทั่งอายุสามสิบเธอไม่เคยมีความรักเลย และนั่นก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่เธอยอมตกลงหมั้นกับพิธาน เพราะนอกจากผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว เขายังเป็นผู้ชายที่เธอคิดว่าเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด พิธานสุภาพ เป็นผู้ใหญ่ เคร่งขรึม หล่อ รวย และเก่ง ซึ่งแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วกระมังสำหรับการเลือกผู้ชายสักคนมาเป็นคู่ชีวิต เธอเชื่อว่าสักวันหลังจากแต่งงานกันไปแล้ว เธอคงจะรักพิธานได้ไม่ยาก แล้วพิธานเล่าจะรักเธอตอบได้หรือไม่

Rrrr Rrrr

ยังไม่ทันจะใคร่ครวญคำตอบที่เกิดจากการตั้งคำถามกับตัวเอง เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น ทำให้กนิษฐาหยุดคิดเรื่องส่วนตัว แล้วหลุบตามองหน้าจอที่กำลังสว่างวาบ พอเห็นว่าคนโทร.มาเป็นใคร ก็รีบปรับอารมณ์ให้สดใส ก่อนจะกดปุ่มรับสายแล้วเอ่ยทักทาย

“สวัสดีค่ะพี่ต้น ว่ายังไงคะ”

“ตกลงว่าแฟนพี่ชอบนะก้อย อาทิตย์หน้าแกเริ่มสั่งของได้เลย เดี๋ยวพี่โอนมัดจำให้”

“โอย จริงเหรอพี่ต้น ดีใจชะมัดเลย เมื่อวานตอนที่ก้อยขึ้นไปคุย เห็นแฟนพี่ต้นทำหน้านิ่งๆ ตลอด ก้อยก็กลัวว่าเธอจะไม่ชอบ เอาตรงๆ ลุ้นเป็นบ้า” กนิษฐาเอ่ยอย่างโล่งอก บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง 

“นางก็เป็นแบบนี้ล่ะ หน้านิ่ง อารมณ์เดียว จะมีครางบ้างก็ตอนเข้าด้ายเข้าเข็มนั่นแหละ”

“แหมเก่งนะ กล้าเมาท์เมีย” เสียงหวานเอ่ยสัพยอกอย่างสนิทสนม

“กล้าสิ ก็ตอนนี้นางเข้าห้องน้ำ ใครจะไม่กล้า” 

“เก่งไม่จริงนี่หว่า”

“พี่ยังอยากมีชีวิตนะเว้ย ยังมีสาวๆ สวยๆ รอให้พี่ดูแลในวันข้างหน้าอีกเยอะ” เตชสิทธิ์พูดทีเล่นทีจริงก่อนจะหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ทำให้กนิษฐาอดหมั่นไส้ไม่ได้ แม้จะชินกับคำพูดเฮฮาเหล่านี้อยู่พอสมควรก็ตาม

“จะไม่มีชีวิตก็ตอนพูดแบบนี้แหละ เดี๋ยวก้อยจะแอบอัดเสียงไว้ให้เมียพี่ฟัง”

“แกอย่าทำพี่นะเว้ย เดี๋ยวสายๆ พี่โอนเงินให้”

“ค่าปิดปากเหรอ”

“ค่าของสิวะ ไอ้น้องคนนี้นี่ ไปๆ ไปทำงานต่อเถอะ เมียพี่น่าจะอาบน้ำเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่ไปอาบมั่ง”

“โอเคค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะพี่ต้น ถ้าสั่งของเสร็จแล้วก้อยจะไปภูเก็ตด้วยตัวเอง”

กนิษฐากดวางสายพร้อมกับระบายยิ้มอย่างโล่งใจ งานนี้ค่อนข้างจะท้าทายเธอพอสมควร เพราะเตชสิทธิ์เป็นรุ่นพี่สายรหัสสมัยเรียนสถาปัตย์ซึ่งเก่งพอดู เพียงแต่จบมาแล้วไม่ได้ทำงานตรงสาย เตชสิทธิ์แต่งงานเมื่อหกเดือนก่อนและเพิ่งสร้างเรือนหอที่ภูเก็ตเสร็จใหม่ๆ จึงติดต่อให้เธอช่วยออกแบบตกแต่งภายในให้ เมื่อวานเขากับภรรยาเดินทางมาที่กรุงเทพฯ และนัดเธอไปพรีเซนต์งานให้ฟังที่โรงแรม ซึ่งตอนนั้นก็ยังเดาไม่ถูกว่างานของเธอจะถูกใจคนทั้งสองหรือไม่ โดยเฉพาะภรรยาของเตชสิทธิ์ที่ไม่ค่อยพูด

พอนึกถึงภรรยาของรุ่นพี่ ก็หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานกับคนที่เข้ามาคุกคามทั้งด้วยคำพูดและการกระทำอย่างอุกอาจ ทำให้ต้องรีบสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองหลงเข้าไปในวังวนความคิดอันหมกมุ่นเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นอีก

ตอน 3

ไปทำงานอย่างที่พี่ต้นบอกดีกว่า เรื่องบางเรื่องเก็บมาคิดก็รังแต่จะทำให้รกสมองเปล่าๆ กนิษฐาบอกตัวเองเช่นนั้น ก่อนจะดึงสายตาไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างไว้ กำลังจะเริ่มทำงาน แต่ประตูห้องก็ถูกเคาะและผลักเข้ามาเสียก่อน ซึ่งคนที่เข้ามาก็คือพรชิตาผู้ช่วยคนสนิทของเธอนั่นเอง

“พี่ก้อยคะ งานโพรเจกต์ใหม่ที่จะเอาไปเสนอบริษัทคุณพิธาน ฟางเตรียมให้เรียบร้อยแล้วนะ”

“โครงการใหม่ที่พัทยาใช่มั้ยฟาง”

“ค่ะพี่ก้อย แต่โพรเจกต์นี้คุณพิธานไม่ได้ดูเองแล้วนะคะ เห็นทางโน้นบอกว่าคุณพิชญะหลานชายคุณพิธานเป็นคนดูแลแทน”

ชื่อหลานชายของคู่หมั้นทำให้กนิษฐาเกิดอาการกระตุกวาบในหัวใจขึ้นมาทันที เหมือนยิ่งหนีก็ยิ่งตามติด ยิ่งอยากหลีกเลี่ยงกลับยิ่งต้องได้เจอ เธอก็พอรู้แหละว่ายังไงก็คงต้องได้เจอกันอีกอยู่ดี แต่เธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับพิชญะในเวลานี้

“ฟางไปแทนพี่ก็แล้วกัน พอดีพี่ติดงานของลูกค้าอีกเจ้าหนึ่ง”

“จะดีเหรอคะพี่ก้อย ฟางเกรงว่าทางโน้นจะว่าเอา”

“ไปเถอะ ฟางก็รู้จักกับคนที่นั่นอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ”

“แต่ถ้าพี่ก้อยไปเองน่าจะดีกว่านะคะ ยังไงคุณพิชญะก็ต้องเกรงใจพี่ก้อยอยู่บ้างในฐานะที่พี่ก้อยเป็นคู่หมั้นคุณพิธาน ถ้าเป็นพี่ก้อยงานน่าจะผ่านง่ายกว่า อีกอย่างโพรเจกต์นี้พี่ก้อยก็เป็นเมนไอเดียด้วย” พรชิตาเอ่ยแย้งพร้อมกับบอกเหตุผลที่กนิษฐาควรไปเอง

“ฟางช่วยพี่ตั้งแต่ต้นไม่ใช่เหรอ ฟางก็รู้รายละเอียดพอๆ กับพี่นั่นแหละ ฟางไปเถอะ พี่เชื่อมือฟาง ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทร.หาพี่”

“ถ้าพี่ก้อยเชื่อใจฟาง ฟางก็จะไปให้ค่ะ” พรชิตาได้แต่รับคำแล้วออกจากห้อง โดยที่กนิษฐาได้แต่มองตามอย่างไม่สบายใจนัก ใช่ว่าเธอจะอยากผลักภาระให้ลูกน้อง แต่ครั้งนี้เธอไม่พร้อมจะไปจริงๆ 

กนิษฐานั่งทำงานของตัวเองต่อและรอฟังข่าวจากพรชิตาด้วย แต่จนแล้วจนรอดลูกน้องคนสนิทก็ยังไม่ติดต่อกลับมา กระทั่งสี่โมงเย็นเสียงโทรศัพท์มือถือจึงดังขึ้น

“เรียบร้อยดีมั้ยฟาง” เสียงหวานถามทันทีหลังจากกดรับสาย

“ไม่ค่ะพี่ก้อย”

“ทำไมล่ะก้อย ติดปัญหาตรงไหนหรือเปล่า”

“ไม่ติดตรงไหนหรอกค่ะแต่ฟางโดนแกล้งให้รอตั้งแต่เช้า คุณพิชญะบอกติดประชุม พอประชุมเสร็จก็บอกว่าจะคุยกับเจ้าของไอเดียเท่านั้น ฟางเลยรอเก้อเลย”

“บ้าจริง” กนิษฐาพึมพำพลางนึกสงสารลูกน้องของตัวเอง

“พี่ก้อยจะเอาไงต่อดีคะ”

“ฟางกลับบ้านได้เลย เดี๋ยวเรื่องนี้พี่จัดการเอง”

สนทนาทางโทรศัพท์แค่นั้น อินทีเรียสาวก็กดวางสายแล้วลุกพรวดพราดจากโต๊ะ คว้าเอากระเป๋ากับกุญแจรถ ขับตรงดิ่งไปยังบริษัทของคู่หมั้น โดยใช้ความเร็วค่อนข้างสูง เพราะกลัวว่าคู่กรณีจะกลับบ้านไปก่อนที่เธอจะได้เคลียร์กับเขา

บรรยากาศยามบ่ายแก่ๆ เริ่มคืบคลานเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของเวลาเย็นย่ำ เช่นเดียวกับสภาพการจราจรที่เริ่มจะหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ พนักงานของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่กำลังทยอยกลับบ้าน สวนทางกับว่าที่ภรรยาประธานบริษัทที่ก้าวย่างฉับๆ เข้าไปข้างในอย่างเร่งรีบ ทำให้หลายคนมองอย่างสงสัย แต่ก็ได้แต่เก็บงำความสงสัยนั้นไว้อย่างเงียบๆ 

  “สวัสดีค่ะคุณก้อย มีอะไรให้อรรับใช้หรือเปล่าคะ” อรอุมาซึ่งเป็นผู้ช่วยเลขาฯ ของพิธานเอ่ยทักทาย เมื่อเห็นกนิษฐาเดินตรงดิ่งมาหาตน

“เจ้านายอีกคนของคุณอรกลับหรือยังคะ” กนิษฐาตรงเข้าประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม แต่กลับเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อของพิชญะออกมาตรงๆ 

“คุณพิชยังไม่กลับค่ะ แต่น่าจะใกล้แล้ว ปกติคุณพิชจะกลับช่วงนี้ล่ะค่ะ”

ได้ยินเช่นนั้นกนิษฐายิ่งไม่รอช้า ก้าวดิ่งไปยังห้องทำงานที่มีชื่อของพิชญะติดอยู่หน้าประตูอย่างไม่ต้องถามอรอุมา เพราะเธอเป็นคนตกแต่งห้องนี้ด้วยตัวเอง ก่อนที่พิชญะจะกลับมาจากเมืองนอก

มือเล็กยกขึ้นเคาะประตูตามมารยาท ก่อนจะผลักเข้าไปโดยไม่รอฟังเสียงอนุญาตจากคนข้างใน และการพรวดพราดเข้าไปเช่นนั้นก็ทำให้เธอเกือบจะชนกับร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าประตูพอดี

“นั่นคุณจะไปไหน” กนิษฐาเปิดฉากก่อนด้วยเสียงหอบๆ ทันที

“ผมกำลังจะกลับ” พิชญะตอบกลับมาเรียบๆ คล้ายดั่งว่าการมาของเธอไม่ได้สลักสำคัญอะไร ทำให้กนิษฐาเริ่มเลือดร้อน

“ฉันมีเรื่องต้องคุยกับคุณ”

“ถ้าเป็นเรื่องงานเอาไว้วันหลัง วันนี้หมดเวลาทำงานของผมแล้ว”

“โอเคฉันจะไม่คุยเรื่องงาน แต่ขอถามหน่อยเถอะว่าทำไมคุณแกล้งลูกน้องฉัน ถ้าคุณไม่อยากคุยงานกับฟางทำไมไม่บอกแต่เช้า ปล่อยให้คนของฉันรอทำไมตั้งหลายชั่วโมง สุดท้ายก็บอกว่าไม่อยากคุย” ตอนนั้นกนิษฐาไม่สนว่าเขาจะรีบกลับหรือไม่ เธอเปิดศึกต่อว่าเขาอย่างคนคับข้องใจทันที

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED