อุปรากรองก์สุดท้ายจบลง ขวัญณภัทร จันทร์ฉาย- เกรย์เมอร์ หรือนามที่ใช้ในปัจจุบัน คลารา เคท เกรย์เมอร์ พลันเกิดความรู้สึกอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่เช่นนั้น ด้วยเกรงว่าแสงไฟที่จะสว่างขึ้นในบัดดลจะทำลายความเคลิ้มฝันอันวิจิตร แต่หล่อนก็ไม่อาจหยุดยั้งให้อยู่กับที่ได้
เสียงปรบมือดังกึกก้องบอกถึงความพอใจ ประทับใจของผู้ชม แสงไฟในโรงอุปรากรสว่างจ้า สีหน้าของผู้ตีตั๋วเข้าชมรอบพิเศษเต็มไปด้วยความหรรษาถ้วนหน้า
ขวัญณภัทรยังนั่งสบายในบ๊อกซ์ชั้นบน ไม่รีบเร่งที่จะลุกจากที่นั่งไปเบียดเสียดกับผู้คนที่พากันลุกจากที่นั่งไปยังประตูทางออก ขวัญณภัทรกวาดตามองไปรอบๆ มองเพื่อนผู้ชมที่ยังนั่งอยู่กับที่บ้าง ลุกขึ้นยืนหน้าที่นั่งของตัวเองเตรียมเดินออกบ้าง ก็ได้พบภาพที่คิดว่าจะได้เห็น นั่นคือ ผู้เข้าชมการแสดงรอบพิเศษล้วนแต่งกายงามหรู ผู้หญิงสวมชุดราตรี ประดับเพชรพลอยวูบวาบ ผู้ชายแต่งสูทราตรีสโมสร
ขวัญณภัทรมองคนอื่นๆ ด้วยความสนใจอยู่พักหนึ่งก็ได้สำนึกว่าตัวหล่อนเองก็กำลังถูกลอบมองอยู่เช่นกัน จึงค่อยหันไปดูเพื่อนผู้ชมที่นั่งบ๊อกซ์ติดกับบ๊อกซ์ของหล่อน พบว่าเป็นเด็กหญิงวัยไม่เกินสิบขวบหน้าตาน่ารัก หล่อนยิ้มให้ เด็กหญิงทำตาโตตามด้วยสีหน้ากระดากอายก่อนหันขวับไปทางคนนั่งบ๊อกซ์ข้างๆ ทางซ้ายมือ
ขวัญณภัทรมองตาม พบว่าคนที่เด็กหญิงยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบด้วยนั้นเป็นบุรุษวัยประมาณสามสิบต้นๆ อย่างมากไม่น่าจะเกินสามสิบห้า หน้าตาคมสัน ผมดำสนิทจนออกเลื่อมยามต้องประกายไฟ ลักษณะน่าจะเป็นชาวเอเชียแม้เขาจะตัวสูงใหญ่ ไหล่กว้าง เดินกระทบไหล่ฝรั่งตัวสูงๆ ได้สบาย
ถัดจากชายหนุ่มเป็นหญิงสาวผิวผ่องดวงหน้างามเด่นสะดุดตา ผมยาวสีน้ำตาลเข้มเป็นลอนสวยถูกหยิบยกขึ้นเป็นช่อชั้นอย่างมีศิลป์ เน้นลำคอระหงประดับสร้อยเพชรเส้นงามชิดลำคอ
เด็กหญิงกระซิบกระซาบบุรุษที่นั่งข้างๆ พลางเหลือบมองมาทางขวัญณภัทร จนชายหนุ่มผินหน้ามามองบ้าง พลอยให้หญิงสาวผิวผ่องเจ้าของหน้างามผุดผาดในชุดราตรีสีเขียวไพลชะโงกตัวมาข้างหน้าเพื่อมองขวัญณภัทรอีกคน
ขวัญณภัทรคิดว่าคนทั้งสามคงเป็นพ่อแม่ลูก ก่อนถูกทำลายความเข้าใจด้วยเสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงที่กลับมานั่งตัวตรงพูดขึ้นด้วยระดับเสียงปกติในภาษาที่ขวัญณภัทรได้ยินเข้าก็แทบจะเนื้อเต้น ด้วยไม่คิดว่าจะได้ยินภาษาไทยอันเป็น ‘ภาษาพ่อ’ ในโรงอุปรากรแห่งนิวยอร์ก
“คุณลุงขา เราจะออกไปได้หรือยังคะ ยุงอยากเข้าห้องน้ำ”
ขวัญณภัทรพยายามระงับความตื่นเต้น อุทานในใจว่า “อ้อ เป็นลุง ไม่ใช่พ่อ”
แต่ก่อนจะทันคิดเดาต่อว่าผู้หญิงที่นั่งข้างเขา คงจะเป็นภรรยาของเขา อาจเป็นป้า หรือป้าสะใภ้ของเด็กหญิง ก็พอดีหญิงสาววัยน่าจะไม่เกินยี่สิบปลายผู้งามโฉม ชะโงกหน้ามาพูดกับเด็กหญิงด้วยเสียงอ่อนหวาน
“มา มากับแม่ ให้คุณลุงรออยู่นี่ เข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านข้างเวทีจะใกล้กว่า”
เด็กหญิงไม่ลุกทันที ด้วยการมองหน้าคุณลุงเหมือนจะรอให้อีกฝ่ายอนุญาต หรือพูดอะไรสักอย่าง ตอนนั้นเองขวัญณภัทรได้ยินเสียงห้าวมีกังวานทุ้ม
“ไปกับแม่เขานะ ลุงจะไปรอที่ประตูทางออก”
เด็กหญิงทำท่าจะแย้ง แต่แล้วก็พยักหน้า ขวัญณภัทรรู้สึกแปลกใจที่เด็กหญิงทำท่าเหมือนว่าอยากไปกับคุณลุงมากกว่าแม้จะลุกขึ้นแต่โดยดีเมื่อมารดาพูดขึ้นอีกว่า “มาเร็ว”
เด็กหญิงลุกขึ้น แต่คงจะนั่งนานไป พอเท้ายันพื้นเลยเซ มีทางว่าจะเสียหลักล้มถ้าขวัญณภัทรจะไม่ยื่นมือออกไปจับต้นแขนเล็กข้างหนึ่งไว้อัตโนมัติ เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มผู้เป็นลุงของเด็กหญิงยื่นมืออกมาคว้าตัวหลานสาว มือของเขาจึงวางทับซ้อนลงไปบนมือขวัญณภัทรที่จับตัวหลานเขาไว้โดยไม่ตั้งใจ
“ขอโทษครับ”
เขาพูดอัตโนมัติด้วยภาษาอังกฤษ สำเนียงอังกฤษ ไม่ใช่อเมริกันอย่างหล่อน ขวัญณภัทรอยากบอกเขาว่า พูดภาษาไทยกับหล่อนก็ได้ หล่อนฟังออก และตอนนี้ก็เปรี้ยวปากอยากจะพูดภาษาพ่อที่หล่อน‘แอบ’ร่ำเรียนมา และหาโอกาสฝึกปรือมาหลายปีจนพูดคล่อง แม้บางทีจะฟังแปร่งไปบ้างบางคำ ค่าที่ไม่ค่อยได้พูดบ่อยนัก แต่หล่อนก็ไม่ได้พูดออกไปอย่างใจคิด
ดูเหมือนชั่วขณะหนึ่งความคิดใดๆ ที่มีอยู่ในหัวสมองของหล่อนมีอันลอยคว้างไปในอากาศทันทีที่หล่อนสบเข้ากับดวงตาเข้มคม
“ขอบคุณครับที่ช่วยยายหนูไม่ให้ล้ม”
เขาพูดขึ้นอีกด้วยเสียงห้าวมีกังวานทุ้ม ตาคมจับอยู่ที่ใบหน้าของหล่อนคล้ายจะลืมตัว
“ม... ไม่เป็นไรค่ะ”
หล่อนตอบเป็นภาษาอังกฤษอัตโนมัติ ทั้งที่อยากประกาศตัวแทบตายว่าหล่อนสืบสายเลือดชาติเดียวกับเขา แม้จะแค่ครึ่งหนึ่ง
อาจเป็นสัมผัสของเขานั้นเองทำให้หล่อนลืมหมด
สัมผัสที่ก่อความรู้สึกเหมือนถูกดูดด้วยกระแสไฟอ่อนๆ
ขวัญณภัทรคิดว่าหล่อนอาจจะหน้าแดง เพราะรู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าก่อนลามลงหาลำคอและกระจายออกทั่วทุกปลายเซลล์ประสาท หล่อนขยับมือที่ยังถูกทาบทับ ทำให้เจ้าของมือหนาใหญ่กว่าได้คิดรีบถอนมือกลับ
“จะไปหรือยัง ยุง”
หญิงสาวผู้มีความงามสะดุดตาที่ยืนรอเด็กหญิงผู้เป็นบุตรสาว ทำลายบรรยากาศเหมือนถูกปกคลุมด้วยมนตร์ขลังชั่วครู่ในความรู้สึกของหนุ่มสาว ด้วยการส่งเสียงมายังเด็กหญิงที่ดูจะให้ความสนใจหญิงสาวแปลกหน้าเป็นพิเศษ
ขวัญณภัทรอดรู้สึกไม่ได้ว่า เสียงมารดาผู้งามโฉม และยังสาวมากจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีลูกวัยนี้ คือราวแปดเก้าขวบห้วนขึ้น เด็กหญิงก้าวไปหามารดา แต่ก่อนจะผละไปไม่ลืมหันมายิ้มและพูดกับขวัญณภัทรด้วยภาษาอังกฤษที่ถูกต้องแบบแผนด้วยน้ำเสียงกระดากอายอย่างเด็กพูดภาษาที่สองตามที่เรียนมา
“ขอบคุณค่ะ พี่สาว”
ขวัญณภัทรยิ้มรับ กำลังจะเปิดปากพูดว่า “ไม่เป็นไร” เสียงซึ่งทีแรกก็ฟังหวานดี แต่บัดนี้ติดจะเย็นชาของมารดาเด็กหญิงก็แซงขึ้น
“มาเร็วเข้าเถอะ”
ขวัญณภัทรยิ้มเจื่อนเมื่อดวงตาคมงามของหญิงสาวผู้เป็นมารดาของเด็กหญิงตวัดมามองหล่อนคล้ายไม่ชอบใจ ก็เลยรีบเบือนหน้าเสไปมองรอบๆ พบว่าผู้คนออกไปกันกว่าครึ่งแล้วจึงรีบลุกขึ้นเพื่อเดินตามคนอื่นๆ ไป
ความรู้สึกว่าลุงของเด็กหญิงหน้าตาน่ารักคนนั้น ส่งสายตาเข้มคมตามหลังมา ทำเอาหล่อนเกือบสะดุดเท้าตัวเอง
อยากหันกลับไปมองเขาอีกสักครั้ง แต่ความเขินใจทำให้ไม่กล้า
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกซ่านซ่าจากสัมผัสโดยไม่ตั้งใจของเขา ก็ยังตามติด ถึงกับเกิดความใคร่รู้ขึ้นมารุนแรงว่าเขาเป็นใคร ชื่อเรียงเสียงไร มีคนรัก หรือแต่งงานหรือยัง ถ้าเขายังโสดก็แปลกว่ามาชมอุปรากรกับเด็กและแม่ของเด็กที่อาจเป็นน้องสาว หรือน้องสะใภ้ และถ้าผู้หญิงสวยคนนั้นเป็นน้องสะใภ้ น้องชายเขาไปอยู่เสียที่ไหนจึงไม่มาด้วยกัน แล้วเขามาทำอะไรที่นี่ มาเที่ยว มาทำธุรกิจ หรือเป็นอีกหนึ่งคนไทยพลัดถิ่น?
ความสงสัยใคร่รู้ เกือบจะเป็นติดใจในรูปลักษณ์คมเข้มสะดุดตาของชายหนุ่มแปลกหน้า จะยังคงตามติดขวัญณภัทรไปอีกนานนับเดือน และแน่ละ หล่อนไม่คิดแม้สักขณะจิตว่าจะได้เจอเขาอีก แม้ทฤษฎีโลกกลมจะได้รับการพิสูจน์นานแล้วก็ตาม
วินภวัต เทพฉัตร ยืนมองวิวภายนอกโรงแรมที่พักกลางมหานครนิวยอร์ก ด้วยแววตาบอกความเบื่อหน่าย
ในความรู้สึกของเขา เมืองใหญ่ไม่ว่าลอนดอน นิวยอร์ก โตเกียว แม้กระทั่งกรุงเทพฯ ดูจะเหมือนๆกันทั้งนั้น ทั้งเรื่องการจราจรติดขัด เต็มไปด้วยอาคารสูงๆ ตามด้วยมลพิษทางอากาศ เพราะอย่างนี้เขาถึงชอบอยู่ที่ไร่ต่างจังหวัดมากกว่า ที่นั่นเงียบ ไร้มลพิษทางอากาศ ผู้คนก็ไม่มากมายชวนเวียนหัว
เขานึกถึงบ้านไร่ด้วยความคิดถึงทั้งที่จากมาเพียงสัปดาห์เศษๆ แม้ว่าที่นั่นจะมีเรื่องเลวร้ายแทรกอยู่เป็นยาดำ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ถูกผู้คนบางคนกังขาว่าอาจจะเป็นฆาตกรใจเหี้ยมลงมือสังหารว่าเจ้าสาวของตัวเอง ก่อนจะถึงวันเข้าพิธีวิวาห์เพียงสองวัน
เขารู้สึกเศร้าใจระคนขุ่นแค้นเมื่อนึกถึงเจ้าสาวผู้โชคร้ายที่ต้องมาตายด้วยวัยเพียงยี่สิบสอง แม้ว่าเขาจะไม่ได้หลงรักหล่อน แต่เขาก็มีความเอ็นดูให้หล่อนระดับหนึ่ง เขาเสียใจที่เกิดเหตุร้ายไม่คาดฝันกับหล่อน ยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งทวีความโกรธตัวเองที่จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถหาตัวฆาตกรที่ลงมือฆ่าหล่อนอย่างเหี้ยมโหดมารับโทษได้จนแล้วจนรอด และดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไป เบาะแสที่จะควานหาตัวคนร้ายก็ทำได้ยากยิ่งขึ้น
เขาพยายามนึกถึงใบหน้าว่าที่สาวผู้โชคร้าย แต่กลับมีภาพใบหน้าของหญิงสาวแปลกหน้าโผล่ขึ้นมาแทน
หล่อนเป็นใคร เขาไม่รู้ แต่ก็เห็นด้วยกับหลานสาวตัวน้อยของเขาเมื่อมองหล่อนเต็มตา
“คุณลุงขา ดูผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ยุงสิคะ น่ารักจัง ยังกะตุ๊กตาบาร์บี้”
เสียงกระซิบกระซาบของหลานน้อยทำให้เขาอดที่จะชำเลืองมองนิดหนึ่งไม่ได้ เขาไม่กล้ามองนาน กลัวจะเป็นการเสียมารยาท แต่ถึงจะลอบมองแวบเดียวเขาก็ออกจะเห็นด้วยกับหลานว่าหล่อนเป็นคนน่ารัก และยิ่งได้มองหล่อนเต็มตา ได้สบตากลมโตสีช็อกโกแลตทั้งหวานและนุ่มนวลในกรอบตาเรียวกว้าง แทบลืมไปเลยว่ายังวางมือทับอยู่บนมือหล่อน กระทั่งมือเรียวนุ่มขยับเบาๆ ภายใต้อุ้งมือของเขา นั่นแหละเขาถึงได้รู้ตัวว่าเผลอจ้องตาโตล้อมกรอบด้วยพัดขนตาเล่มจิ๋วราวถูกสะกดด้วยเวทมนต์
เขาถอนใจ เมื่อนึกถึงรอยยิ้มหวานๆ ที่หล่อนยิ้มกับหลานสาวของเขา เมื่อหลานสาวเขาหันมาพูดอย่างเขินๆ ว่า “ขอบคุณค่ะ พี่สาว” ด้วยภาษาอังกฤษที่เรียนมา ก่อนผละไปเข้าห้องน้ำกับมารดา และเขายังทันเห็นอีกว่า รอยยิ้มหวานนั้นดูเจื่อนลงในวินาทีสุดท้ายก่อนหล่อนจะหันไปมองรอบตัว และรีบลุกตามคนอื่นไปที่ประตู ออกจากโรงอุปรากรไป
หล่อนมาคนเดียว... นั่นคือสิ่งที่เขารับรู้หลังจากหล่อนลับจากสายตาเขาแล้ว
ขณะมองตามแผ่นหลังบอบบางตั้งตรง ด้วยความรู้สึกเหมือนจะใจหายวูบขึ้นมา เพียงคิดไปว่าคงไม่ได้พบหล่อนอีก เขาก็นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าหล่อนเป็นชนชาติไหน
หล่อนมีจมูกโด่งเรียวออกลักษณะชาวตะวันตก มีนัยน์ตาสีน้ำตาลนุ่มนวลแทบจะทำให้เขาคิดถึงช็อกโกแลตชงอุ่นๆ ปากบางได้รูปงามอ่อนช้อย ริมฝีปากล่างอวบอิ่มกว่าเรียวปากบน มุมปากหยักยกพร้อมจะคลี่ยิ้มหวานชวนให้ผู้ได้รับรอยยิ้มจากหล่อนตรึงตาตรึงใจ ผมของหล่อนออกสีน้ำตาลปนแดง ซึ่งน่าจะเป็นสีผมจริง ไม่ใช่สีจากน้ำยาเคมี
จะว่าไป หล่อนน่าจะมีสายเลือดผสมตะวันออก เพราะผิวของหล่อนขาวนวลปนน้ำตาลแกมทอง เกือบจะเป็นสีน้ำผึ้งเจือจางยามสะท้อนแสงแดดอ่อนอุ่น
ว่าไม่ได้ หล่อนอาจมีสายเลือดไทยอย่างเขานี้เอง อย่างน้อยก็หนึ่งในสาม หรือสี่
นึกแล้วก็ให้เสียดายนัก เขาน่าจะลองพูดกับหล่อนเป็นภาษาไทย อย่างน้อยก็ลองดู แต่จะมาคิดขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว เขาคงไม่มีโอกาสได้พบหล่อนอีก ต่อให้ที่นี่ไม่ใช่นิวยอร์ก แต่เป็นกรุงเทพฯ การจะได้เจอคนแปลกหน้าที่บังเอิญโคจรมาพบกันเป็นครั้งที่สองโอกาสเป็นไปได้เท่ากับเป็นไปไม่ได้นั่นเลย
มีเสียงเคาะเบาๆ ก่อนประตูจะถูกผลักเข้ามา
“พี่วินเก็บของเสร็จหรือยังคะ ถ้ายัง ศิจะได้ช่วย”
น้องสะใภ้ที่ตกพุ่มม่ายแต่ยังสาวของเขา ถามมาพร้อมร่างโปร่งระหงก้าวเข้าประตูมาช้าๆ แปลกว่าเขารู้สึกอัดอัด เมื่อร่างงามเหมือนจะไม่เคยผ่านทั้งการมีสามีและบุตร เข้ามาอยู่ในห้องเดียวกัน จึงลอบถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเสียงเล็กใสส่งเสียงมาก่อนตัวจะตามมารดาเข้ามา
“คุณลุงขา ไปกันหรือยังคะ ยุงตื่นเต้นจะตายแล้วที่จะได้กลับบ้านเราเสียที ได้มาเที่ยวไกลๆ ในที่แปลกตาก็ดีหรอกค่ะ แต่ยุงก็ยังชอบบ้านเรามากกว่า”
เขานึกรักหลานขึ้นอีกทั้งที่รักมากอยู่แล้ว ทั้งรักทั้งสงสารว่าต้องกำพร้าพ่อตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์
“ไปเดี๋ยวนี้แหละ” เขาตอบ เดินเข้าไปหาหลาน โอบร่างเล็กนั้นเข้ามาชิดตัว
ท่าทีที่ลุงก้มลงพูดกับหลาน ดูอ่อนโยนนักหนาไม่ว่าในสายตาของใครก็ตาม จึงไม่แปลกที่หน่วยตาคมงามของมารดาเด็กหญิงจะฉายแววบางอย่างแวบหนึ่ง
ขณะพลิกดูหนังสือที่เพิ่งหยิบจากชั้นโชว์หนังสือมาใหม่ในร้าน ซึ่งมีหนังสือทุกประเภทจากหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย วางจำหน่าย ขวัญณภัทร จันทร์ฉาย- เกรย์เมอร์ หรือนามที่ใช้ในปัจจุบัน คลารา เคท เกรย์เมอร์ ก็บอกตัวเองว่านี่คือปาฏิหาริย์สำหรับหล่อน
ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือที่หล่อนกำลังจ้องอยู่ด้วยสายตาตื่นตะลึง แต่เป็นชื่อผู้แต่ง เพียงแต่หนังสือเล่มที่หล่อนกำลังพลิกดูมือไม้สั่น ใช้คำว่า ‘ผู้รวบรวม’ แปลว่าไม่ได้เขียนขึ้นเอง เป็นแต่เพียงผู้สรรหาจากสิ่งที่มีอยู่เดิมมาพิมพ์รวมเล่มเอาไว้ อาจจะเพื่ออนุรักษ์ หรือเพื่อความสะดวกในการค้นหาข้อมูลสำหรับอนุชนรุ่นหลัง
ด้านหน้าปกมีชื่อหนังสือ‘ดนตรีและศิลปวัฒนธรรมไทย’
มุมขวาล่างมีระบุเอาไว้ รวบรวมโดย... ‘แสงโสม จันทร์ฉาย’
คำว่า ‘จันทร์ฉาย’ เหมือนจะลอยเด่นขึ้นมาในม่านตาเบิกกว้างของหล่อน เพราะตรงกับนามสกุล ของบิดาที่หล่อนไม่เคยรู้จัก
พ่อ...ซึ่งเคยพูดกับแม่ของหล่อนเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหล่อนเกิด หากมีลูกสาวจะให้ชื่อขวัญนภัทร ในเวลาต่อมาก็กลายเป็นชื่อต้นตามกฎหมายที่หล่อนใช้ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุแปดขวบ
ชีวิตของขวัญณภัทรอาจสะดวกสบาย แต่ไม่น่าสนุกเท่าใดนัก
มารดาของหล่อน เจสสิก้า จันทร์ฉาย- เกรย์เมอร์ หรือ เจน จากไปเพราะอาการปอดติดเชื้อรุนแรง ขณะขวัญณภัทรอายุเจ็ดขวบ ทำให้ขวัญณภัทรต้องอยู่ในปกครองอันเข้มงวดของ มาเรีย เกรย์เมอร์ ผู้เป็นยาย มีเบ็ตติน่าเป็นพี่เลี้ยง
หลังมรณกรรมของมารดา คุณยายให้หล่อนใช้ชื่อ คลารา เคท เกรย์เมอร์ ตัดทิ้งทั้งชื่อไทย และนามสกุลบิดาที่หล่อนเคยใช้ตั้งแต่แรกเกิด ขวัญณภัทร จันทร์ฉาย-เกรย์เมอร์ จึงเป็นเพียง คลารา เคท เกรย์เมอร์ แต่ขวัญณภัทรก็ไม่เคยลืมว่าในตัวหล่อนมีสายเลือดไทยอยู่ครึ่งหนึ่ง
ขวัญณภัทรใจเต้นแรง หลังเปิดดูเนื้อหาด้านในพบว่ามีการลงภาพผู้เขียน ซึ่งในที่นี้เป็นผู้รวบรวมเนื้อหาในหนังสือเล่มที่หล่อนถืออยู่ แทรกเอาไว้ในหน้าที่ห้า นับจากปกหน้า เป็นภาพขาวดำ
ภาพดังกล่าวเกือบเป็นพิมพ์เดียวกับภาพถ่ายในซองพลาสติก ที่หล่อนเก็บเอาไว้อย่างทะนุถนอมมาหลายปี
สมัยยังเด็กใครบอกยังไงหล่อนก็เชื่อ แต่จำได้ว่าเคยถามเบ็ตติน่าเกี่ยวกับพ่อที่ให้กำเนิด ว่าเป็นคนยังไง หน้าตาเป็นอย่างไร ก็ได้รับคำตอบเพียงว่า ตายไปแล้วจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก เป็นคนหน้าตาดี ผมดำ ตาดำแต่เบ็ตติน่าก็กำชับว่าไม่ควรไปถามคุณยาย เพราะจะทำให้คุณยายโกรธเอาได้ ซึ่งหล่อนก็เชื่อมาตลอด
กระทั่งอายุสิบสาม หล่อนพบรูปถ่ายใบหนึ่ง สอดอยู่ในหนังสือที่เป็นของสะสมของมารดาในลังกระดาษแข็ง พิมพ์ด้วยภาษาที่หล่อนอ่านไม่ออก เป็นรูปชายหนุ่มหน้าตาเข้มคมคาย ผมดกดำ คิ้วหนา ดวงตาพร่างยิ้ม
มีลายมือเขียนหวัดๆ ไว้ข้างหลังรูปว่า ‘เจน ดาร์ลิ่ง’ เป็นภาษาอังกฤษ เซ็นชื่ออักษรย่อด้วย ‘PS’ ซึ่งหล่อนคิดว่าคงจะย่อมาจากชื่อ ‘ภูมิ จันทร์ฉาย’ อันเป็นชื่อบิดาที่ให้กำเนิด แต่แปลกว่าเขาใช้ ‘S’ แทนที่จะใช้ ‘J’
บรรทัดถัดลงมาจากชื่อย่อ มีเครื่องหมายขีดเล็กๆ เหมือนตัวเอ็กซ์ ไว้สองสามอัน ซึ่งหล่อนทราบว่าเป็นเครื่องหมายแทนจุมพิต
หล่อนตัดสินใจนำหนังสือเล่มนั้นไปถามผู้ที่หล่อนคิดว่าจะให้คำตอบได้ และก็เลยได้รู้ว่า เป็นหนังสือกาพย์-กลอน ไทย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หล่อนก็พยายามขวนขวายที่จะเรียนรู้ภาษาไทย โดยปิดเป็นความลับ ไม่ให้คุณยายรู้ อีกทั้งไม่บอกใครเรื่องรูปชายหนุ่มที่หล่อนเจอโดยบังเอิญ และได้นำไปสอดใส่ซองพลาสติกเก็บไว้อย่างทะนุถนอม
เวลาผ่านไปหลายปี ความรู้ภาษาไทยของหล่อนแตกฉาน โดยเฉพาะการพูด เพราะมีคนไทยพอสมควรในเมืองที่หล่อนอยู่ ทำให้ได้ฝึกพูดออกเสียงเป็นประจำ และอาจจะเป็นได้ว่า เมื่อหล่อนเริ่มเรียนพูดไทย อายุยังไม่มาก ลิ้นยังไม่แข็งจนเกินไป สำเนียงภาษาจึงใกล้เคียงเจ้าของภาษาแทบจะไม่เพี้ยนถ้าไม่ตั้งใจจับสังเกต
คนไทยที่หล่อนรู้จัก รวมถึงครูที่สอน ซึ่งเป็นนึกศึกษาชาวไทยที่เดินทางมาเรียนต่อในระดับปริญญาโท ด้านการศึกษา เคยชมหล่อนว่าพูดไทยชัดกว่านักเรียนไทยที่มาเรียนต่างประเทศสี่ห้าปีบางคนเสียอีก
ขวัญณภัทรรีบนำหนังสือไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ จากนั้นก็รีบดิ่งกลับบ้าน
ถึงบ้าน ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ขนาดสามห้องนอน มีห้องนั่งเล่น และห้องรับแขกแยกเป็นสัดส่วน ก็ตรงเข้าห้องนอนส่วนตัว มือไม้สั่นขณะเปิดกระเป๋าถือแบบสะพายที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งเมื่อออกไปยังร้านหนังสือ หล่อนหยิบแต่กระเป๋าสตางค์ติดตัวไป เพราะร้านอยู่ไม่ไกลจากบ้าน
ซองพลาสติกที่ใส่ไว้ซอกเล็กถูกดึงออกมาวางเทียบรูปที่ลงแทรกไว้ในหนังสือ
รูปในซองนั้นเป็นรูปขนาดโปสการ์ด เห็นดวงหน้าชัด และเห็นลงมาเพียงอก ขณะรูปที่ลงแทรกไว้ในหนังสือขยายสามในสี่ของขนาดหนังสือ เป็นรูปถ่ายเล่นธรรมดาเต็มตัวของบุรุษ สวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อน ดวงหน้ามีริ้วรอย ขอบหางตาก็มีรอยตีนกา หน้าผากมีรอยย่น รอยจากจมูกลงมามุมปากก็เห็นชัดว่าอายุมากกว่าคนในรูปในซองพลาสติก
ขวัญณภัทรรีบพลิกกลับมาดูหน้าในหลังปกหนังสือ เพื่อดูปีพ.ศ. ที่ตีพิมพ์ พบว่าเป็นเล่มที่ตีพิมพ์ครั้งที่สาม สองปีมาแล้ว
หล่อนเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อติดต่อสืบเสาะหาตัวคนเขียนหนังสือเล่มนี้ ถึงแม้จะใช้ชื่อผู้หญิง แต่ก็อาจจะเป็นแค่นามแฝง เพราะรูปที่ลงแทรกเอาไว้เป็นรูปบุรุษ ซึ่งหล่อนอดคิดไม่ได้ว่า อาจจะเป็นบิดาที่ยังมีชีวิตอยู่
ไม่แน่ ข้อมูลที่ว่าบิดาของหล่อนเสียชีวิตไปแล้ว อาจจะเป็นแค่คำลวงตามบัญชาของคุณยาย ซึ่งหล่อนพอจะทราบว่าคุณยายไม่เคยชอบลูกเขยคนไทย ฉะนั้นก็คงไม่อยากให้หลานสาวเสาะแสวงหาพ่อที่ให้กำเนิด จึงตัดปัญหาด้วยการบอกว่าตายไปแล้ว
ขวัญณภัทรลุกขึ้น ตามหาเบ็ตนิน่า คนเดียวที่น่าจะให้คำตอบแก่หล่อนได้
ตั้งแต่คุณยายเสีย คู่หมั้นของหล่อน สตีฟ เคลเลอร์ ก็แนะนำให้เช่าบ้านหลังใหญ่ของตระกูลเกรย์เมอร์ ซึ่งตั้งอยู่ไกลตัวเมืองออกไปเกือบสามสิบไมล์ ให้ย้ายมาอยู่อพาร์ตเมนต์ใจกลางเมืองชั่วคราว ก่อนจะย้ายไปบ้านเขา เมื่อแต่งงานกันแล้ว เพื่อเขาจะได้ดูแลสะดวก ไปมาหาสู่ก็ง่าย
ขวัญณภัทรทำตาม เพราะรู้สึกอยู่บ้านใหญ่เมื่อไม่มีคุณยายออกจะวังเวง คนรับใช้ทุกคนต้องออกจากงาน โดยที่หล่อนจ่ายเงินเดือนให้คนละหนึ่งปีทุกคน แม้สตีฟค้านว่ามากไป
อันที่จริง เรื่องแต่งงานนี้ ควรจะแต่งานก่อนหน้านี้ ถ้าคุณยายของหล่อนไม่มาเสียซะก่อน ทำให้ต้องเลื่อนเวลาออกไป