ตอน 1

ก่อนวันปิดต้นฉบับมังงะรายสัปดาห์ ‘เรนกิ ซูซูกิ’ จะเหนื่อยมาก นอกจากร่างกายจะเหนื่อยแสนเหนื่อย ในหัวยังปวดตุบๆ ตลอดเวลา

เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะตั้งแต่ย้ายมาประจำแผนก BL ต้องรับมือกับความมืดมนและติสต์แตกของนักเขียนมังงะที่กำลังรับผิดชอบ และไหนจะต้องส่งงานไปแผนกตีพิมพ์ให้ทันเวลาอีก กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบ 23.00 น. ทุกวัน วันหยุดก็แทบไม่มี แล้วจะไม่ให้เหนื่อยสายตัวแทบขาดได้อย่างไร

‘จอมมารกับผู้กล้าเป็นของคู่กันไม่ใช่เหรอ?’ เป็นมังงะ Fantasy Yaoi บทบาทก็ตามชื่อเรื่อง จอมมารนามว่า ‘รีชม่อน ซิกเนอร์’ ชื่นชอบความรุนแรง รักความตื่นเต้น มักจะสร้างสถานการณ์ให้กับตัวเองเพื่อหาความสำราญ แต่ก็ไม่เคยรุกรานโลกมนุษย์ได้สำเร็จสักที เนื่องจากถูกผู้กล้ายับยั้งได้ทุกครั้ง

นอกจากนั้น ฉากจอมมารกับผู้กล้ารวมร่างกันยังมีแทบทุกตอน เป็นฉาก Hentai ที่เห็นไส้เห็นพุงจนหมด ทำเอาชายวัยสามสิบสองที่เป็นชายแท้คนนี้ปวดหัวตุบๆ แถมตอนพิเศษของแต่ละเดือน นักเขียนยังเซอร์วิสนักอ่านด้วยการใส่ฉากฮาเร็มระหว่างจอมมารกับตัวละครอื่นๆ และไม่ได้อยู่ในเนื้อเรื่องหลัก

อันที่จริง ก็อยากจะปฏิเสธงานนี้อยู่หรอก แต่เพราะผู้ใหญ่ให้เหตุผลอย่างสวยหรูว่า...

‘คำปรึกษาจากคนมีประสบการณ์มาสิบปีอย่างซูซูกิซัง และปั้นนักเขียนหลายคนให้ดัง ต้องเป็นประโยชน์กับดาวดวงใหม่ดวงนี้ได้แน่’

‘ยังไงก็ตาม ลองทำงานนี้ก่อนจนกว่าจะหาคนมารับผิดชอบอาจารย์ยูโกะได้ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยยื่นเรื่องขอย้ายกลับมาแผนกเดิม ดีไหม’

‘ฝากด้วยนะ ซูซูกิซัง’

แต่ก็เป็นเวลาสองปีแล้ว ที่ต่อให้เขายื่นใบขอย้ายแผนก หากพวกผู้ใหญ่กลับเลื่อนการพิจารณาออกไป แถมงานเขียนของอาจารย์ยูโกะที่ตัวจริงเป็นผู้ชายยังดังเอาๆ โอกาสที่จะกลับไปแผนกเดิมก็ยิ่งยาก

“ซูซูกิซังครับ อาจารย์ยูโกะส่งต้นฉบับมาแล้วนะครับ”

ระหว่างคิดอย่างเบื่อหน่าย เสียงของรุ่นน้องในแผนกดังขึ้น เรนกิดึงสติกลับมาปัจจุบัน ก่อนจะรีบตอบรับ

“เข้าใจแล้ว ขอบใจมาก”

เรนกิเดินไปหยิบต้นฉบับของอาจารย์ยูโกะมาจากเครื่องปริ้น พลางคิดว่าครั้งนี้ส่งต้นฉบับมาเร็วแหะ

แต่ว่า...

ต้นฉบับของตอนที่ 286 ช่วงต้นจอมมารสู้รบกับผู้กล้า และมีฉาก Hentai เหมือนอย่างเคย แต่ห้าหน้าสุดท้ายกลับไม่ตรงกับสตอรี่บอร์ด เพราะจอมมารดันมาโผล่อยู่ในราชวังกับเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง ทั้งที่เนื้อเรื่องตรงนี้ ควรเป็นฉากที่จอมมารกับผู้กล้าวางแผนการต่อสู้ครั้งต่อไป

...เนื้อเรื่องที่จู่ๆ ก็กระโดดข้ามแบบนี้ หมายความว่าไงกันฟะ!

...หมอนั่นคิดจะเขียนอะไรกันแน่!!

เรนกิสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความโกรธ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ที่บันทึกไว้ เสียง “ตื้ด” ดังอยู่หลายครั้ง แต่ในที่สุด เสียงแหบแห้งเหมือนคนขาดน้ำ ทั้งอิดโรยทั้งขาดความมั่นใจของผู้ชายก็ดังขึ้น

[สะ สวัสดี-ครับ]

เรนกิ “สวัสดีครับอาจารย์ยูโกะ ขอโทษที่โทร.ไปรบกวนนะครับ แต่ต้นฉบับนี้ไม่เหมือนกับที่ส่งสตอรี่บอร์ดมาก่อนหน้านี้เลย หมายความยังไงกันครับ”

[เอ่อ...]

“ครับ?”

[ผะ ผมกลัวว่าจะลืมเนื้อเรื่องที่เพิ่งนึกขึ้นได้ ก็เลย...]

อ้อ เข้าใจแล้ว เป็นฉากที่เพิ่งคิดขึ้นได้สดๆ ร้อนๆ อาจารย์ยูโกะกลัวว่าจะลืม เลยใส่ฉากที่เพิ่งนึกออกลงมาในต้นฉบับที่กำลังจะพิมพ์ขายในวันพรุ่งนี้ ส่วนห้าหน้าสุดท้ายตามสตอรี่บอร์ดยังไม่ได้เขียน

เขาสูดหายใจลึกๆ เพื่อระงับปรอทความโกรธไม่ให้พุ่งจนถึงขีดสุด

“ถ้ากลัวลืมทำไมอาจารย์ไม่จดลงสมุดที่มีไว้สำหรับร่างภาพล่ะครับ เหมือนผมซื้อให้อาจารย์แล้วนี่”

[ผมหา-ไม่เจอ]

คำตอบนั้นทำเอาเรนกิถึงกับยิ้มเย็น โชคดีมากที่เป็นแค่การโทร.คุยกัน ไม่อย่างนั้น รอยยิ้มของเขาคงทำให้อาจารย์สุดติสต์และมืดมนหวาดกลัวจนแก้ไขงานไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นคงแย่

“แต่เราคุยกันแล้วนี่ครับ ว่าจะเขียนตามสตอรี่บอร์ด”

[ขะ ขอโทษ ผมจะรีบแก้]

“แล้ว อีกห้าหน้าอาจารย์จะเขียนเสร็จตอนไหนครับ”

[เอ่อ...นะ น่าจะ...พะ พรุ่งนี้]

อึก!

เสียงเส้นด้ายของความอดทนในหัวขาดผึ่ง

ไอ้หมอนี่เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า พรุ่งนี้เวลา 08.00 น. มังงะรายสัปดาห์ต้องวางขายบนชั้นหนังสือแล้ว ถ้าไม่รีบเขียนให้เสร็จภายในวันนี้ก็ไม่ทันกันพอดี อีกอย่างนะ เพราะรองานจากอาจารย์ยูโกะ แผนกที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวมานานค้างที่บริษัทกันพร้อมแล้ว นี่ยังมาบอกว่างานเสร็จพรุ่งนี้

“อาจารย์ยูโกะครับ กรุณาทำงานให้เสร็จภายในวันนี้ ขีดจำกัดคือห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที รบกวนด้วยครับ”

[ฮึก]

“อาจารย์ยูโกะ?”

[....]

“อาจารย์?”

[....]

ทว่าทั้งๆ ที่อาจารย์ยูโกะยังอยู่ในสาย แต่กลับไม่พูดเอาเฉยๆ ความตีสต์ระดับนี้ สองปีที่เรนกิทำงานร่วมกันมาพอจะมีวิธีรับมืออยู่บ้าง

ล่อด้วยของหวานและก้มหัวขอโทษจนกว่าจะพอใจ

เสียศักดิ์ศรีชะมัด แต่เพื่องานที่ต้องทำออกมาให้ตรงเวลา ต่อให้ก้มหัวให้กับคนอายุน้อยกว่าสิบสองปีก็ต้องทำ

“ขอโทษนะครับ แล้วผมจะเข้าไปหาอาจารย์เดี๋ยวนี้”

[อะ อื้อ]

ยอมตอบเสียที เรนกิบ่นในใจ ก่อนจะกดตัดสาย

เพื่องานที่ต้องออกให้ทันในสัปดาห์นี้ ต่อให้หงุดหงิดหัวใจขนาดไหน เขาก็ต้องยัดข้าวของใส่กระเป๋า แล้วออกจากสำนักพิมพ์

เป็นเที่ยงวันที่สว่างเจิดจ้า ถ้าเส้นทางการทำงานของเขาสว่างสดใสแบบนี้บ้างก็คงดี

ตอนนั้นเอง...

เอี๊ยด โครม!!

“เอ๊ะ ไม่จริงน่า”

“อุบัติเหตุ เรียกรถพยาบาลเร็ว!”

คนยิ่งปวดหัวอยู่ พอได้ยินเสียงดังโหวกเหวกใกล้ๆ ความหงุดหงิดก็ยิ่งจี๊ดขึ้นสมอง

ว่าแต่ว่า ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะ ไหนจะเสียงสัญญาณไซเรนนั่นอีก

ไม่นะ หรือคนที่ประสบอุบัติเหตุจะเป็นคุณลุงคนนี้

ในความคิดของเรนกิ ทุกอย่างรอบตัวเงียบไปสักพักใหญ่ๆ ก่อนเสียงหัวเราะหึๆ จะหลุดจากปากของเขา (ในความคิดน่ะนะ)

ถ้านี่คือการตายของเขาล่ะก็ สิ่งเดียวที่ติดใจก่อนตายก็คงเป็นเรื่องที่ต้นฉบับมังงะตอนที่ 286 ของเรื่อง ‘จอมมารกับผู้กล้าเป็นของคู่กันไม่ใช่เหรอ?’ จะส่งตีพิมพ์ทันหรือเปล่า แล้วใครจะมาแบกรับชะตากรรมต่อจากเขา

แต่ว่า...

ช่างมันเถอะ เพราะในที่สุดก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับตัวปัญหาอีกแล้ว หลุดพ้นได้เสียที

เสียงไร้ที่มา : แน่ใจเหรอ เรนกิ ซูซูกิ อ๊ะ! ไม่ใช่ ต่อไปต้องเรียกคุณว่า รีชม่อน ซิกเนอร์

เอ๊ะ!?

เสียงนี้มัน...แล้วไหนจะชื่อนั่น ทำไมฟังคุ้นหูจัง

เสียงไร้ที่มา : หึหึ

อย่าหัวเราะนะ แน่จริงก็โผล่หัวออกมาเซ่!

เรนกิที่ตกอยู่ในความมืด และต้องทนฟังเสียงน่ารำคาญตั้งแต่เมื่อครู่ หงุดหงิดเสียจนฉุนขาด ถึงจะไม่เข้าใจว่าตนที่ตายไปแล้วกำลังสื่อสารกับใคร แต่ก็พอนึกอะไรบางอย่างออกแล้ว

‘รีชม่อน ซิกเนอร์’ ก็คือจอมมารจากมังงะ BL ที่อาจารย์ยูโกะเขียน แล้วที่บอกว่าต่อไปต้องเรียกเขาอย่างนั้น มันหมายความว่ายังไง

ทันใดนั้น แสงสว่างสีน้ำเงินก็วูบวาบอยู่ตรงหน้า ใครบางคนที่มีกลิ่นของเครื่องปรุงราเมงถ้วยยืนอยู่ตรงนั้น มองเห็นแค่เงาร่างๆ แต่ก็รู้ว่าเป็นผู้ชาย คนคนนั้นยืนหลังงองุ้ม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ทั้งเสื้อและกางเกงหลวมโคร่ง

นั่นอาจารย์ยูโกะเหรอ?

เหมือนว่าเขาจะขยับปากพูด แต่พอคิดดีๆ ปากของเขาไม่ขยับเลยสักนิด ถึงอย่างนั้น คนตรงหน้ากลับเข้าใจและตอบกลับมา

“ยินดีต้อนรับสู่โลกใบใหม่”

อาจารย์ยูโกะ?

เป็นเสียงของนักเขียนที่เขาต้องสู้รบตบตีมาตลอดสองปีจริงๆ เสียด้วย

ทั้งที่อุตส่าห์โล่งใจที่จะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ แค่ได้ยินเสียงก็ปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาเลย

“ขอโทษที่จู่ๆ ก็ชิงดวงวิญญาณของคุณมา แต่ผมไม่อยากให้คุณบก.ที่แสนดีของผมต้องตายไปทั้งๆ อย่างนี้”

จริงๆ ด้วย เป็นฝีมือของอาจารย์ยูโกะจริงๆ ไม่สิ ฉันควรถามว่านายเป็นใครกันแน่

“ผมยังบอกไม่ได้ แต่ว่า โลกที่ผมจะส่งคุณไป คุณเองก็รู้จักเป็นอย่างดี เลยไม่มีอะไรที่คุณบก.ต้องกลัว ผมจะจับตามองคุณ ไม่ใช่สิ เฝ้ามองเพื่อปกป้องคุณ”

ถึงจะแก้คำพูดใหม่ แต่มันก็น่าขนลุกนะเฟ้ย!

แต่ว่า เหมือนนายจะคุยเก่งขึ้นนะ

“ก็ผมไม่ชอบสื่อสารกับใครในชีวิตจริงนี่ เอาเป็นว่า ผมจะส่งคุณไปตอนนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

เอ๊ะ?

“เสียดายที่จะไม่ได้เห็นคุณลุงวัยสามสิบสองนั่งก้มหัวให้ผมอีกแล้ว ถ้าคุณไม่หงุดหงิดและรีบร้อนออกจากบริษัทก็คงไม่ต้องเจอกับอุบัติเหตุหรอก อีกอย่างนะ มันทำให้ผมอดกินของหวานด้วย อุตส่าห์ตั้งตารอว่าวันนี้คุณจะซื้ออะไรมาให้ หึหึ”

เสียงหัวเราะนั้นมันอะไร หรือว่าหมอนี่ รู้อยู่แล้ว

“ขอให้โชคดีกับโลกใบใหม่ แล้วพบกัน คุณบก.ผู้แสนดี”

โชคดีงั้นเหรอ แค่เจอนายฉันก็โชคร้ายไปสิบชาติแล้ว และที่ว่าพบกัน หมายความว่ายังไง เฮ้ย อย่าหายไปดื้อๆ สิ

ไม่มีใครตอบกลับมาสักคน แสงสว่างสีน้ำเงินและเงาร่างของอาจารย์ยูโกะหายไป รอบตัวกลับมามืดมิดอีกครั้ง

ไอ้หมอนั่น เป็นใครกันแน่...!

ตอน 2

‘ดินแดนรกร้าง’ สถานที่แห่งนี้ทั้งเหน็บหนาวและอบอวลด้วยกลิ่นของปีศาจ แม้ว่าเมืองมนุษย์จะเป็นเวลาเที่ยงวัน แต่ทุกพื้นที่ในดินแดนรกร้างกลับถูกปกคลุมด้วยความมืดของรัตติกาล

ทว่าความเข้มข้นของพลังเวทย์ด้านลบจะมากจะน้อยก็ยังขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้ง ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไรก็ยิ่งเป็นพื้นที่ของอสูรและปีศาจระดับสูง ‘ลอร์ด’ นั่นคือตำแหน่งหัวหน้าของพวกมัน

ค่ำคืนนี้สายลมเย็นเฉียบราวกับจะบาดผิว หากแต่ก็ปลุกใครบางคนให้ตื่นจากการหลับลึกอันยาวนาน

‘รีชม่อน ซิกเนอร์’ ลืมตาตื่นขึ้นมาบนบัลลังก์อันยิ่งใหญ่และทรงเกียรติ เขาควรจะดีใจ แต่...

น...นี่คือบัลลังก์ของจอมมาร!

ไม่ๆ ประเด็นคือ หากเรนกิมานั่งอยู่บนบัลลังก์จอมมารที่เคยเห็นแค่ในมังงะของอาจารย์ยูโกะ หมายความว่าเขากลายมาเป็นตัวหลักของมังงะ Yaoi 18+ จากเรื่อง ‘จอมมารกับผู้กล้าเป็นของคู่กันไม่ใช่เหรอ’

ถ้าอย่างนั้น ตอนที่พูดคุยกับเงาของอาจารย์ยูโกะก็ไม่ใช่ภาพหลอนก่อนตาย!?

แต่ก็นั่นละ เมื่อเข้ามาอยู่ในโลกที่อาจารย์ยูโกะสร้างขึ้น แถมยังอยู่ในร่างของจอมมารรีชม่อน เป็นอุเคะ(ฝ่ายรับ)ที่ถูกย่ำยีโดยผู้กล้า แต่นี่ก็ยังไม่ได้นับรวมฉากเซอร์วิสที่เป็นตอนพิเศษและไม่ได้มาจากเนื้อเรื่องหลัก เอาเป็นว่า หลังจากนี้ต่างหากที่ควรคิดว่าจะทำอย่างไร

หนี...?

อาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่จอมมารอย่างเขาจะซ่อนตัวที่ไหน และสามารถทำได้ตลอดรอดฝั่งเหรอ

สร้างคุณงามความดีให้กับคนในโลกนี้ได้จดจำ?

กว่าจะทำสำเร็จคงถูกเพ่งเล็งจากสายตาของใครหลายๆ คน หนึ่งในนั้นก็คือผู้กล้า ไม่ต้องพูดถึงว่ารีชม่อนที่เป็นดาร์คเอลฟ์ชั่วร้ายมาตั้งแต่กำเนิด ชื่นชอบความตื่นเต้น นิยมความเจ็บปวด พูดง่ายๆ ก็คือจอมมารมาโซ นั่นละ ถึงได้รุกรานโลกมนุษย์แม้จะไม่เคยทำสำเร็จเลยก็ตาม ดังนั้นถ้าจู่ๆ ก็กลายมาเป็นคนดี เปอร์เซ็นต์ในการทำให้สำเร็จจริงๆ จึงน้อยกว่า 3%

อยู่เฉยๆ แล้วรอให้เรื่องดำเนินไปเอง?

แต่คนที่เก่งแต่สร้างศัตรู ก่อนจะเลื่อนขั้นกลายมาเป็นจอมมาร อย่างไรก็ต้องมีศัตรูมาหาถึงที่ เพราะอย่างนั้น...โอ๊ย ไม่รู้เลยว่าควรทำยังไงดีแล้ว

ขณะที่รีชม่อนใช้สองมือขยี้ผมสีดำขลับ เสียงของใครบางคนดังขึ้นข้างบัลลังก์

“ในที่สุดก็เลื่อนขั้นเป็นจอมมารได้สำเร็จ ยินดีด้วยครับ ท่านจอมมารลำดับที่ 32”

เสียงพูดนั้นเรียกสติของเขา เมื่อหันใบหน้าไปมองคนพูด สิ่งแรกที่ทำคือเบิกตาโตและอ้าปากค้าง

มาแล้ว บุคคลในฮาเร็มหมายเลข 1 ของฉากเซอร์วิสที่เป็นตอนพิเศษ แต่ไม่ได้มาจากเนื้อเรื่องหลัก

“ธ...ธีโอราส!”

“ครับ ข้าเอง”

ชายที่ยืนข้างบัลลังก์จอมมาร และกำลังก้มศีรษะให้กับรีชม่อนอยู่นี้มีนามว่า ‘ธีโอราส โอมาร์ลิส’ เอลฟ์หนุ่มผมทอง เท่าที่จำได้ คนคนนี้ทำงานรับใช้ในปราสาทจอมมารแห่งนี้อยู่ก่อนแล้ว หากจำไม่ผิด ในมังงะรวมเล่มที่ 15 ที่เป็นเนื้อเรื่องหลักจะมีเฉลยนิดหน่อยว่าทำไมธีโอราสถึงมาอยู่ในปราสาทจอมมาร เพราะพ่อแม่ของธีโอราสติดตามรับใช้ราชาเอลฟ์ ระหว่างนี้เกิดเรื่องมากมาย แต่ในที่สุดพวกเขาก็มาอยู่ที่นี่ ธีโอราสตกหลุมรักเอลฟ์ราชวงศ์นามว่าลีลีสต์ซึ่งเป็นพี่ชายฝาแฝดของรีชม่อน ถึงไม่สมหวังกับแฝดคนพี่ แต่ก็ยังยอมรับใช้แฝดคนน้อง

ซับซ้อนดีนะ แต่ปมของตัวละคร เป็นเขาเองที่แนะนำให้อาจารย์ยูโกะใส่เพิ่ม ก่อนที่เนื้อเรื่องจะเบาหวิวและกลายเป็นแค่มังงะ Hentai Yaoi ดาดๆ

ในตอนนั้น แม้แต่ตัวเรนกิเองยังไม่อยากเชื่อว่า อาจารย์ยูโกะจะใส่ปมของธีโอราสได้สมเหตุสมผลจนทำให้รู้สึกคล้อยตาม

“ตอนนี้ปีศาจใต้อาณัติรับรู้ถึงการลืมตาตื่นของจอมมารลำดับที่ 32 แห่งปราสาทจอมมารซิกเนอร์ พวกเขากำลังมาที่นี่ เพราะอย่างนั้น จอมมารโปรดสำรวมกิริยาด้วย”

พอธีโอราสพูดมาอย่างนั้น รีชม่อนถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ายังใช้สองมือกำเส้นผมของตนอยู่

เขาลดมือลง และนั่งหลังตรง

ในชั่วพริบตาต่อมา ปีศาจระดับสูงตำแหน่งลอร์ดจำนวนสี่ตนที่อยู่ใต้อาณัติของปราสาทจอมมารซิกเนอร์ก็ใช้เวทย์เคลื่อนย้ายมาอยู่ตรงหน้ารีชม่อน พวกเขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น ยกมือทาบหน้าอกและก้มหัวให้

“ท่านจอมมาร!”

“นายท่าน!”

ทั้งสี่พูดออกมาพร้อมกัน คำเรียกใหม่นี้ยิ่งตอกย้ำชะตากรรมที่ต้องเจอในอนาคต และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกปวดหัวตุบๆ

“ข้า ‘แซนโซ เทียร์เคเดส’ พร้อมรับใช้จอมมารลำดับที่ 32 แล้ว”

แซนโซคือมังกรเหมันต์ที่อาศัยในปราสาทอีกหลังหนึ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปอีก พื้นที่ที่แซนโซอาศัยอยู่นั้นมีหิมะปกคลุมหนาแน่น ซึ่งเป็นผลมาจากพลังเวทย์ที่มีมากเกินไปของเขา เห็นอย่างนั้น แซนโซก็มีภรรยาเป็นมนุษย์ภูติ(ผู้ชาย) และยังเป็นฮาเร็มหมายเลข 2 ของฉากเซอร์วิสที่เป็นตอนพิเศษ

บรื้อ...

ตอนอ่านมังงะยังไม่เท่าไร แต่พอกลายมาเป็นจอมมารรีชม่อนตัวเป็นๆ อดจะขนลุกวาบๆ ไม่ได้

ด้วยเหตุนั้น เขาจึงมองแซนโซด้วยสายตาเย็นยะเยือก ต้องรีบเว้นระยะห่างตั้งแต่เนิ่นๆ

แซนโซเอียงศีรษะสงสัย

สายตาของรีชม่อนรีบมองคนถัดไป

“ข้า ‘ฟลินต์ โรดิเกซ’ พร้อมรับใช้นายท่านขอรับ”

ฟลินต์ คือเจ้าชายแวมไพร์จากอาณาจักรเล็กๆ แห่งหนึ่ง เพราะการแย่งชิงบัลลังก์อันดุเดือด เขาที่อ่อนแอกว่าน้องชายจึงพ่ายแพ้และหลบหนีมาที่นี่ ฮาเร็มหมายเลข 3 ของฉากเซอร์วิสที่เป็นตอนพิเศษก็มาอยู่ตรงหน้าเขาเหมือนกัน

หึหึหึ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ หัวเราะเย้ยหยันกับชะตากรรมของตัวเอง พร้อมกับด่าทออาจารย์ยูโกะ

“ข้า ‘ไมอา โคบอลต์เคต’ พร้อมรับใช้ท่านจอมมารแล้วค่ะ”

ไมอา ซัคคิวบัสผู้รักอิสระ และยังเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ ทั้งที่เป็นสตรีหนึ่งเดียว แต่กลับไม่ได้อยู่ในฮาเร็มของรีชม่อน น่าเสียดายจัง แต่ว่า ก็เป็นมังงะ BL นี่เนอะ

“ข้า ‘เดโม่ กัสต์’ พร้อมรับใช้นายท่านแล้ว! รอคอยมานานเหลือเกิน ในที่สุด จอมมารตนใหม่ก็ลืมตาตื่นเสียที ฮ่าๆ”

หมอนี่เสียงดังชะมัด!

เดโม่คือโอเกอร์ นักรบ เลือดร้อนและกระหายอยากแค่ทำสงคราม แต่โชคดีมากที่ไม่ได้เป็นหนึ่งในฮาเร็มของจอมมารรีชม่อน

“ขอบใจที่มาแนะนำตัว แต่พวกเจ้าแยกย้ายกันได้แล้วละ”

รีชม่อนพูดตัดบททุกอย่าง ถึงตรงนี้ เขาได้นั่งพักจนอาการปวดหัวค่อยๆ ทุเลาลงแล้ว

“จอมมาร แต่ในนามสัญญาเลือดของจอมมารทุกรุ่น สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากเลื่อนขั้นเป็นจอมมารคือการรุกรานดินแดนมนุษย์ รวมถึงการทดสอบพลังเวทย์”

ธีโอราสพูดขัดจังหวะก่อนที่รีชม่อนจะเดินออกจากห้องโถง ทั้งยังยื่นสัญญาที่ไม่รู้ว่าหยิบมาจากไหนมาตรงหน้ารีชม่อน

บ้าเอ๊ย คิดว่าจะหนีแบบเนียนๆ แล้วเชียว

นั่นเพราะรู้ว่าภารกิจครั้งนี้จะนำไปสู่การเสียเอกราชครั้งแรก เขาจึงได้แสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่ไอ้เจ้าธีโอราสก็ยัง...

ให้พูดตามเนื้อเรื่องก็คือ หลังจากรีชม่อนเลื่อนขั้นเป็นจอมมาร ได้รับพลังของจอมมารที่สะสมมาจากรุ่นสู่รุ่น สิ่งแรกที่ทำก็คือทดสอบพลังเวทย์ ทำให้มันเข้าที่เข้าทาง และด้วยความอวดดีที่มีมาแต่เดิม รีชม่อนเลือกที่จะรุกรานอาณาจักรกริฟส์ซึ่งเป็นดินแดนของมนุษย์และยังอยู่ใกล้ที่สุด

ทว่าศัตรูโดยธรรมชาติของจอมมารก็คือผู้กล้า นอกจากจอมมารรีชม่อนจะรุกรานโลกมนุษย์ไม่สำเร็จ ยังถูกผู้กล้าจับขังและสำเร็จโทษทั้งวันทั้งคืนจนฟ้าเหลือง...

อึ่ย!

ตอนแรกที่เห็นภาพรวมร่างแบบไม่มีเซ็นเซอร์ของมังงะเรื่อง ‘จอมมารกับผู้กล้าเป็นของคู่กันไม่ใช่เหรอ’ ชายแท้อย่างเรนกิถึงกับขนลุกวาบ ลำไส้บิดเกร็ง แต่เมื่อทำงานร่วมกับอาจารย์ยูโกะมาได้สองปี จะว่าชินชาแล้วก็ได้ แต่เขาก็อ่านมังงะเรื่องนี้ด้วยสายตาเฉยชาสุดๆ แถมยังแนะนำจุดที่ไม่สมเหตุสมผลได้อย่างละเอียด

เอาเป็นว่า จอมมารรีชม่อนติดใจความอหังการของผู้กล้า ครั้งแรกแม้ไม่เต็มใจ แต่ครั้งต่อมาเหตุผลในการรุกรานโลกมนุษย์กลับเป็นผู้กล้า...เฉยเลย!

และเพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตน เขาถึงได้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เหรอ”

“ครับ”

ธีโอราสตอบกลับมา ทั้งยังทำท่ารอคอยคำสั่งต่อไป หากสายตานั้นก็ไม่ได้แสดงออกว่าเคารพสักเท่าไร ธีโอราสเองก็มีความขัดแย้งในตัวเหมือนกัน

“เข้าใจแล้ว ข้าจะไปทดสอบพลังเวทย์ที่ไหนสักแห่ง เร็วๆ นี้ พวกเจ้าแยกย้ายกันได้แล้ว”

“ที่ไหนสักแห่งที่ว่า คือที่ไหนครับ”

เป็นคำถามของเจ้าชายแวมไพร์

“หือ? ก็คง...ลึกเข้าไปในป่าล่ะมั้ง”

รีชม่อนขอเลือกสถานที่เงียบๆ เพื่อทดสอบพลังกับต้นไม้ใบไม้ดีกว่าให้ใครมารับเคราะห์ อีกอย่าง ตัวเขาก็ไม่ต้องถูกผู้กล้ารุกรานกลับด้วย

“แต่ดินแดนมนุษย์เหมาะสมกับการทดสอบพลังเวทย์มากกว่าไม่ใช่เหรอ” ธีโอราสออกความเห็น

“....!”

ไอ้บ้านี่ อุตส่าห์ไม่พูดแล้วเชียว ว่าแต่ นายตั้งใจใช่ไหม ตั้งใจสินะ!

“ใช่แล้วค่ะ ถ้าจะไปดินแดนมนุษย์ ข้าเองก็ขอติดตามท่านไปด้วย ถึงยังไงวิญญาณของมนุษย์ก็อร่อยกว่าปีศาจเยอะเลย”

ไมอา ซัคคิวบัสผู้กระหายวิญญาณเห็นดีเห็นงามกับธีโอราส

“....!!”

หลังจากถลึงตาแล้วถลึงตาอีก ในที่สุดรีชม่อนก็หมดคำจะพูด ยิ่งเห็นทุกคนใจจดใจจ่อรอรับคำสั่ง เส้นเลือดบนหัวก็เหมือนจะปูดโปนขึ้นมาอีกครั้ง

อาการปวดหัวตุบๆ แบบนี้มักจะเป็นตอนที่เจ้านักเขียนตีสต์แตกและมืดมนนั่นทำเรื่องขัดใจ อุตส่าห์คิดว่าถ้าตายแล้วก็คงได้ไปอยู่ในที่สงบๆ นี่อะไร ปวดหัวหนักกว่าเดิมอีก

ยอมแพ้แล้วก็ได้...

“ถ้างั้น ใครสักคนไปทำแทนข้าที”

“ไม่ได้ จอมมารจะต้องนำทัพ ประกาศสมญาด้วยตัวเอง” ธีโอราสยังคงพูดขัดความตั้งใจของรีชม่อนเหมือนอย่างเคย

“ใช่ๆ แบบนั้นสะใจกว่า” เดโม่ตะโกนเสียงดัง

“....!”

โอ๊ย จะบ้าตาย ถึงจะพยายามเลี่ยงแล้ว แต่ก็คงไม่พ้นต้องเดินเรื่องตามพล็อตสินะ

พูดตรงๆ เลย ถึงอายุสามสิบสองแล้ว แต่เรนกิก็ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ด้วยความชะล่าใจ อยากทำงานเก็บเงินเอาไว้มากๆ แล้วค่อยหาผู้หญิงที่เหมาะสมสักคนมาแต่งงาน เผลอแป๊บเดียวก็อายุสามสิบกว่าแล้ว

ถ้ารู้ว่าต้องมาอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเสียประตูหลัง ตอนมีโอกาสในโลกเดิม น่าจะมีครอบครัวตั้งแต่หนุ่มๆ ไปเสียเลย

“ขอเวลาให้ข้าได้คิดสักหน่อย แยกย้ายได้แล้ว”

“ครับ/ค่ะ”

ทว่าหลังจากเหล่าสมุนระดับสูงผู้ซื่อสัตย์แยกย้ายกันไปหมดแล้ว ธีโอราสกลับยังอยู่ที่เดิม ทำหน้าเหมือนอยากพูดบางอย่าง

มาถึงขั้นนี้แล้ว รีชม่อนย่อมเข้าใจดี ต่อให้เลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องเจอกับผู้กล้ามากแค่ไหน แต่ก็คงทำไม่ได้ ดังนั้นจึงกล่าวแทรกหลังจากมองสีหน้าของธีโอราส

“เข้าใจแล้ว ข้าจะไปรุกรานดินแดนมนุษย์ภายในสอง พอใจยัง?”

“ครับ”

“ไปเถอะ ขอข้าคิดอะไรเงียบๆ คนเดียว”

“ได้ ท่านจอมมาร”

ถึงจะใช้คำพูดกริ่งเกรง แต่ธีโอราสก็ไม่ได้แสดงออกถึงการเคารพหมดใจ หนำซ้ำกลับมองรีชม่อนอย่างพิจารณา

เรนกิที่เข้ามาอยู่ในร่างของรีชม่อนนั้นกลับคิดว่า...จะสงสัยหรืออะไรก็ช่างแล้ว!

ตอน 3

ณ อาณาจักรกริฟส์ ในทุกๆ หนึ่งร้อยปีจะมีผู้กล้าถือกำเนิดพร้อมกับพลังเวทย์แห่งแสงซึ่งมีพลังเหนือกว่าเวทย์อื่นๆ

ไม่ว่าจะเกิดในชนชั้นใด คนคนนั้นจะเป็นใคร เมื่อได้รับพรจากพระเจ้า ล้วนถูกเลือกให้เป็นผู้กล้า เด็กคนนั้นจะถูกเลี้ยงดูโดยโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์นามว่า ‘คีรีแห่งแสง’ ถูกฝึกฝนในฐานะวีรบุรุษ และคอยปกป้องอาณาจักรกริฟต์อันยิ่งใหญ่

และแล้ว หนึ่งร้อยปีก็เวียนมาบรรจบ หญิงสาวยากไร้จากหมู่บ้านกันดาร ได้ให้กำเนิดเด็กชายคนหนึ่ง

เด็กชายที่มีสายอื่นเจือปน หากแต่ถูกเลือกโดยพระเจ้า

หลังจากหัวหน้าหมู่บ้านล่วงรู้ ชีวิตของเด็กชายวัยสามขวบก็ได้เปลี่ยนไป เขาถูกซื้อตัวโดยโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากต้องพลัดพรากกับมารดาซึ่งเป็นครอบครัวเพียงหนึ่งเดียว เด็กชายยังถูกตั้งชื่อใหม่ว่า ‘เอลเลียต โอฮาดอล์ก’

สิบเจ็ดปีผ่านไป เด็กที่ถูกเลี้ยงดูจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เติบโตเป็นชายหนุ่มหล่อเหลา แต่ก็ต้องฝึกฝนและถูกทดสอบอย่างหนักทุกวี่วัน พร้อมกับทำหน้าที่ปกป้องราชอาณาจักร ปราบปรามสิ่งชั่วร้าย

ทว่ารางวัลที่ได้รับหาใช่ความภาคภูมิใจ หากเป็นหัวใจที่ค่อยๆ เย็นชืดทีละน้อยพร้อมกับความสงสัย

ไม่มีอะไรกระตุ้นหัวใจที่เย็นชืดนี้ได้เลยเหรอ...

อะไรก็ได้

อะไรก็ได้

เอลเลียตคิดขณะยืนรับลมกลางคืนบนหอคอยสูง

อาจเป็นความคิดที่ไม่เหมาะสมกับคำว่า ‘ผู้กล้า’ ทว่าความตื่นเต้นที่ต้องการก็ไม่ใช่ความรื่นรมย์ที่ได้รับจากอิสตรี ว่ากันตามจริง ถึงเอลเลียตได้รับอนุญาตให้สร้างครอบครัวตั้งแต่สามปีที่แล้ว และมีสตรีมากมายเข้ามาเสนอตัว แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น ไม่ว่าจะกับสตรีหน้าไหนก็ตาม

สิ่งที่รอคอยจริงๆ เหมือนไม่ได้อยู่ที่นี่ ก้นบึ้งในจิตใจบอกเขาเช่นนั้น

ระหว่างนั้นเอง จู่ๆ ท้องฟ้าก็มีสภาพแปรปรวน ก้อนเมฆมืดครึ้มลอยไปรวมตัวกันทางทิศตะวันตก กระแสลมกรรโชกแรงคละเคล้ากับกลิ่นคาวโลหิต

ตลอดหลายปีที่ศึกษาตำราประวัติศาสตร์แห่งผู้กล้า เอลเลียตรู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้คือสัญญาณของการลืมตาตื่นของจอมมาร

เหนืออื่นใด หัวใจที่เย็นชืดของเอลเลียตร้อนผ่าวด้วยความตื่นเต้น

[ท่านเอลเลียต ท่านวิลลอสเรียกพบขอรับ]

เสียงของชายวัยกลางคนแทรกเข้ามาในความคิด นี่คือ [เวทย์สื่อสาร] เป็นพื้นฐานของนักเวทย์

[เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้]

‘วิลลอส โอฮาดอล์ก’ ผู้นำลัทธิคีรีแห่งแสง และเป็นบิดาบุญธรรมของเอลเลียต เรียกพบด่วนอย่างนี้ ฝ่ายนั้นคงเห็นปรากฏการณ์ประหลาดเมื่อสักครู่แล้ว

คิดจบ เอลเลียตใช้ [เวทย์เคลื่อนย้าย] พาตัวเองมาที่โถงส่วนกลางของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ในชั่วพริบตา

“ท่านเอลเลียตมาแล้วขอรับ”

หลังจากหัวหน้านักเวทย์อายุห้าสิบกว่าๆ เดินเข้าไปรายงานวิลลอส ผู้นำลัทธิคีรีแห่งแสง ซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่และกำลังมองออกไปข้างนอกนั้น ชายผู้อยู่ในชุดนักบวชสูงสุดก็ส่งเสียงตอบรับ “อืม” ก่อนหมุนร่างกลับมา แล้วเดินเข้ามาหาเอลเลียต

ทว่าในห้องโถงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาสามคน ข้างหลังของวิลลอสคือ ‘เวโรนิก้า โอฮาดอล์ก’ บุตรสาวที่อยู่ในวัยบานสะพรั่ง

สายตาของเวโรนิก้าตอนมองเอลเลียตบอกความรู้สึกไปถึงไหนต่อไหน ยิ่งตอนนี้เธออายุสิบหกย่างสิบเจ็ด การแสดงออกนับวันยิ่งชัดเจน

ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มยังแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น และไม่สนใจความรู้สึกของเด็กสาว

“เอลเลียต เมื่อครู่เจ้าคงเห็นท้องฟ้าที่แปรปรวนนั่นแล้ว” วิลลอสกล่าวเข้าเรื่องด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท้องฟ้าแปรปรวนผสมกลิ่นของโลหิต ข้าสังหรณ์ใจว่า เหตุการณ์ประหลาดครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่อันตราย”

เอลเลียตบอกสิ่งที่ตนสังหรณ์ แต่ถ้าเทียบกันแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดที่เขาจัดการไมได้

วิลลอสเห็นด้วย “เจ้าคิดไม่ผิด ข้าเองก็สัมผัสถึงไอชั่วร้ายได้ลางๆ ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้เกิดที่หมู่บ้านกันดารก็คงมาจากดินแดนรกร้าง เอลเลียต เจ้าจงไปตรวจสอบ จะพาอัศวินหรือนักเวทย์ไปกี่คนก็ได้ แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นอันตรายต่ออาณาจักรกรีฟส์ เจ้าจงรีบกลับมาเตรียมทัพทันที”

หมู่บ้านกันดารที่ว่าอยู่ใกล้กับดินแดนรกร้าง ดินแดนที่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายมีขนาดกว้างขวางเกือบเท่ากับอาณาจักรหนึ่ง นอกจากนักผจญภัยระดับสูง น้อยนักจะมีมนุษย์สักคนย่างกายเข้าไปใกล้ เนื่องจากสถานที่แห่งนั้นถือเป็นสถานที่ที่อันตราย และอยู่นอกเขตปกครองของราชอาณาจักร

“ท่านพ่อบุญธรรม ให้ข้าไปที่นั่นคนเดียวจะสะดวกกว่า ถ้ามีอันตรายจริงๆ ข้าคนเดียวยังหนีได้ทัน”

“จริงของเจ้า”

“แต่ว่า...”

ขณะที่วิลลอสกับเอลเลียตปรึกษาเรื่องภารกิจ เสียงของเวโรนิก้าแทรกขึ้น ทุกคนในห้องโถงจึงเลื่อนสายตาไปมองเธอ

“มีอะไร เวโรนิก้า” วิลลอสถามบุตรสาว

“ท่านพ่อ จะให้ท่านพี่เอลเลียตไปตรวจสอบสิ่งที่ไม่รู้คนเดียวจริงๆ เหรอคะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น...”

เวโรนิก้าทักท้วง แต่เธอก็พูดไม่จบประโยคดีนัก วิลลอสผู้เป็นบิดาที่รู้จิตใจของบุตรสาวรีบกล่าวแทรกเพราะไม่อยากเสียเวลา

“นี่คือหน้าที่ของผู้กล้าอย่างเอลเลียต แค่ตรวจสอบที่มาของปรากฏการณ์ประหลาดเท่านั้นเอง ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้ไปเพื่อต่อสู้”

“แต่ข้าเป็นห่วงท่านพี่เอลเลียต”

“เวโรนิก้าเอ๋ย อย่าลืมว่าผู้กล้ามีเวทย์เคลื่อนย้ายระดับสูง สามารถไปไหนมาไหนได้ในชั่วพริบตา เดินทางได้รวดเร็วกว่าใครๆ เจ้าไม่ต้องกังวลไป”

“เจ้าค่ะ”

เด็กสาวตอบหลังจากกัดริมฝีปากล่างและครุ่นคิดอยู่สักพักใหญ่ๆ

ต่อให้เป็นคนโง่ที่สุด แต่ด้วยสายตาและคำพูดของเวโรนิก้า ทุกคนจึงรู้ดีว่าเธอมีใจให้กับเอลเลียต ถึงอย่างนั้น ผู้กล้าหนุ่มยังคงแสร้งทำเมินความรู้สึกดีๆ ที่เด็กสาวมีให้

ไม่ใช่ว่าเวโรนิก้าไม่คู่ควร แต่อย่างที่บอก เอลเลียตหาได้สนใจความจำเจ ส่วนลึกในจิตใจของเขามีความคลุ้มคลั่งยิ่งกว่านี้ สิ่งที่จะมาเติมเต็มได้ไม่ใช่เธอ

หัวใจราวกับว่ากำลังรอคอยใครบางอยู่ เอลเลียตคิด

อย่างไรเสีย เอลเลียตเองก็ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ หลังจากรับภารกิจ เขาจึงขอตัวกลับห้องตัวเองในทันที

ค่ำคืนนั้น ทันทีที่เอลเลียตกลับมาถึงห้อง เขาหยิบดาบศักดิ์สิทธิ์ขึ้นสะพายหลัง ก่อนจะใช้เวทย์เคลื่อนย้ายขั้นสูงตัวเองมาที่หมู่บ้านกันดาร สถานที่ที่เคยมาแล้วหลายครั้ง

เดิมที พื้นที่แห่งนี้มีพลังเวทย์ด้านลบเจือจางอันเนื่องจากอยู่ใกล้กับดินแดนรกร้าง สถานที่ซึ่งเผ่าปีศาจอาศัยอยู่ ทว่าการมาดูลาดเลาครั้งนี้ เหมือนไอชั่วร้ายของปีศาจจะเข้มข้นกว่าเดิมมาก

ในดินแดนรกร้าง เกิดอะไรขึ้นกันแน่

หลังจากชั่งใจครู่หนึ่ง เอลเลียตใช้ [เวทย์ไร้ตัวตน] เพื่อลบจิตสังหารและกลิ่นอายของตัวเอง จากนั้นใช้ [เวทย์เคลื่อนที่ความเร็วสูง] เข้าไปในดินแดนรกร้าง หลบใต้เงามืดของต้นไม้ใหญ่บ้าง ซากปรักหักพังบ้าง อย่างไม่รีบไม่ร้อน ในที่สุดก็เข้ามาในเขตที่ลึกที่สุด

“เฮ้อ...ในที่สุดก็ได้เข้าไปที่แดนมนุษย์แล้ว”

เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นไม่ไกล เอลเลียตเลื่อนสายตามอง คนพูดคือโอเกอร์ร่างใหญ่ที่มีดาบใหญ่สะพายข้างหลังสองเล่ม นั่นคือดาบคู่ในตำนาน ผู้นำเผ่าโอเกอร์เท่านั้นจะสามารถครอบครองได้

แต่คำพูดนั้น หมายความว่าอย่างไร

“ถึงจะไม่ใช่สิ่งที่ข้าคาดหวังจริงๆ แต่การรุกรานดินแดนมนุษย์ในรอบหลายร้อยปีครั้งนี้ อาจทำให้ข้าได้ยืดเส้นยืดสายได้บ้าง หรือข้าควรจะขัดเขี้ยวรอไว้เลยดีล่ะ”

คำพูดนี้มาจากบุรุษที่มีเขี้ยวแวมไพร์

“แต่ก็นะ นายท่านยังไม่ได้สรุปว่าจะเลือกใครติดตาม อาจจะเป็นข้าก็ได้”

“หึ ยังเหลือเวลาอีก ถึงตอนนั้นก็ยังไม่แน่เลย บางทีจอมมารอาจเลือกข้า”

เมื่อพวกเขาสนทนามาถึงตรงนี้ เอลเลียตถึงได้เข้าใจอะไรๆ เพิ่มขึ้น

จอมมาร?

ตามคัมภีร์ประวัติศาสตร์ ไม่มีการลืมตาตื่นของจอมมารมาเป็นร้อยๆ ปี แต่ตอนนี้กลับมีจอมมารตนใหม่ และพวกเขากำลังวางแผนรุกรานดินแดนมนุษย์ ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกินสองวันข้างหน้า

เอลเลียตใช้ [เวทย์เคลื่อนย้ายขั้นสูง] พาตัวเองกลับมาที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ รายงานเรื่องนี้ต่อวิลลอสทันที

“สรุปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือจัดเตรียมกองทัพ!”

วิลลอสถามความเห็นของชายหนุ่ม

“ครับ”

“คาดว่าเจ้าคงประเมินสถานการณ์มาดีแล้ว ต้องใช้อัศวินสักกี่นาย จำเป็นต้องให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์ออกโรงด้วยไหม เจ้าสรุปมาได้เลย”

อัศวินและอัศวินศักดิ์สิทธิ์แตกต่างกันนิดหน่อย อัศวินคือทหารรับใช้อาณาจักร แต่อัศวินศักดิ์สิทธิ์จะฟังคำสั่งจากวิลลอสโดยตรง แน่นอน ภาระหน้าที่ย่อมไม่เหมือนกัน

ถึงจะเป็นคำพูดที่สวยหรูและให้เกียรติผู้กล้า แต่ความหมายลึกๆ วิลลอสต้องการผลักภาระทั้งหมดมาให้เอลเลียต

“ข้าต้องการอัศวินหนึ่งพันนายครับ ท่านพ่อบุญธรรม”

อันที่จริง แค่เอลเลียตคนเดียวก็สามารถยับยั้งการรุกรานของจอมมารได้ในระดับหนึ่ง แต่เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด และถูกผู้นำลัทธิคีรีแห่งแสงอย่างวิลลอสซ้ำเติม จึงต้องเตรียมกองทัพหนึ่งพันนายเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

การรุกรานที่จะนำไปสู่สงคราม อยากรู้ว่าจอมมารตนใหม่จะมีความสามารถทำให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่

เบื้องหน้าเอลเลียตยืนสงบนิ่ง คนทั่วไปคงคิดว่าเขาคงกำลังวางแผนรับมือกับจอมมารอยู่ในหัว หากลึกลงไป เอลเลียตกำลังยิ้ม และรอยยิ้มของเขาก็ชั่วร้ายยิ่งกว่าจอมมารตนไหนๆ เสียอีก

ใช่ หลังจากรับรู้การลืมตาตื่นของจอมมาร หัวใจที่เย็นชืด รอคอยอะไรบางอย่างมากระตุ้น ตอนนี้ได้เต้นแรง เป็นความตื่นเต้นที่รอคอยมานาน...

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED