2
สนามบินลอนดอนฮีทโธรว์ ประเทศอังกฤษ
เดือนดาราตื่นเต้นไม่น้อยยามที่เท้าเล็กเหยียบผืนแผ่นดินประเทศอังกฤษ ประเทศที่เธอใฝ่ฝันมาย่ำเยือนตั้งแต่เด็ก และฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้มาที่นี่ แล้ววันนี้ความฝันของหญิงสาวก็เป็นจริง งานนี้ต้องขอบคุณพี่ชายทั้งสองคนของเธอ ที่ให้ความกรุณาและเมตตา ส่งเสียให้ตนเรียนตามความตั้งใจ
หญิงสาวหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าสะพาย เมื่อเครื่องมือสื่อสารส่งเสียงบอกข้อความเข้า เดือนดาราเปิดดูข่าวความที่ส่งมาจากกวินภพที่ส่งมาย้ำบอกถึงจุดนัดหมายระหว่างเธอกับปกรณ์หรือพีท น้องชายของเพื่อนสนิทที่พำนักอยู่ลอนดอนพร้อมกับภรรยาจะมารับไปยังที่พัก เดือนดารายิ้มกับโทรศัพท์แล้วตั้งใจว่าจะเข้าห้องน้ำก่อน จากนั้นค่อยไปจุดนัดพบ เธอจึงมองหาป้ายบอกทางไปห้องน้ำ พอเห็นสาวไทยได้เดินไปตามทางป้ายบอก
เป็นจังหวะเดียวกันกับบุรุษรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง เดินไปยังทิศทางเดียวกับเดือนดารา ทว่าจุดหมายไม่ได้หวังจะเข้าห้องน้ำ แต่เขาเดินตามใครคนหนึ่งที่ดวงตาคมกล้าดูร้ายกาจจ้องมองไม่วางตา ราวกับว่าเป้าหมายจะหายตัวไป ในขณะที่เขากำลังเดินตามชายคนนั้นอย่างไม่ลดละ และไม่ได้มองทางว่า จุดที่เขากำลังก้าวเดินเป็นหัวมุม ส่งผลให้ร่างใหญ่ชนกับร่างของสตรีคนหนึ่ง ที่ตัวเธอเซไปหลายก้าว ดีที่ว่าเขาคว้าร่างเธอไว้ได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นก้นงามๆ คงลงไปกระแทกพื้น
“ขอโทษค่ะ”
“ขอโทษครับ” ต่างฝ่ายต่างขอโทษกันด้วยน้ำเสียงสุภาพ และวินาทีที่เขาและเธอมองสบตากัน ก็คล้ายกับว่า โลกทั้งโลกหยุดเคลื่อนไหว ทุกสรรพสิ่งรอบกายหยุดนิ่ง เขามองไม่เห็นคนรอบข้างยกเว้นสาวสวยตรงหน้า เช่นเดียวกับเดือนดารา หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบจังจังหวะไม่ได้
ฉับพลันนั้นหางตาของเขาก็เหลือบเห็นว่า ชายที่ตนติดตามหันมามอง เขากลัวว่าชายคนดังกล่าวจะรู้ว่าตนคือใคร เขาจึงแก้ไขสถานการณ์ด้วยการรั้งเดือนดาราเข้ากอด และทำบางอย่างเพื่อตบตา แล้วเป็นเรื่องที่เธอไม่คาดคิด
จุมพิต...
ลีออน สแตนฟอร์ดจุมพิตหญิงสาวในอ้อมกอด คนถูกจูบยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ตกใจและไม่คาดคิดว่า ชายแปลกหน้าคนนี้จะขโมยจูบแรกในชีวิตสาวของตนไปซึ่งๆ หน้า ด้วยอารามตกใจ เดือนดาราจึงทำอะไรไม่ถูก มือไม้อ่อนไปหมด ได้แต่ยืนนิ่งเฉยให้เขาจูบตามอำเภอใจ
อืม...มันยอดมาก
เป็นความรู้สึกที่ลีออนไม่เคยประสบมาก่อน เขาจุมพิตสตรีมานักต่อนัก แทบจะนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ เหมือนกับตัวเองร่างเบาดุจดังขนนกที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ระลอกคลื่นน้อยๆ รายรอบคล้ายเป็นกระแสไฟฟ้า แล่นปราบเข้าสู่หัวใจ สว่างวาบไปทั้งทรวง จนเขาไม่อยากจะถอนปากห่างกลีบปากคู่นี้
แต่มันจำเป็นต้องทำ...
“ปากหวานเหลือเกินสาวน้อย...เจอกันครั้งหน้า ฉันจะจูบเธอทั้งตัว”
พูดจบเขาได้ประทับจูบแผ่วเบาเป็นการส่งท้าย ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าตามชายคนนั้นที่เกือบจะหลุดรอดสายตา ปล่อยให้เดือนดารายืนตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ยี้...ไอ้บ้า...ไอ้ผู้ชายนิสัยไม่ดี..ยี้”
หลังจากที่ตั้งสติได้เดือนดารารีบใช้มือเช็ดและถูริมฝีปากตนเองทันที พร้อมกับสบถว่าชายแปลกหน้ารูปหล่อแต่นิสัยทรามด้วยความโมโห และไม่เข้าใจตัวเองว่า ยืนนิ่งให้เขาจูบได้อย่างไร
คำพูดของเขาทิ้งท้ายก่อนจากไป ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงหนักขึ้น แต่ใจก็คิดว่า โลกคงไม่กลม เขาและเธอคงไม่พบกันอีก เพราะหากพบกัน เดือนอาราจะเรียกตำรวจลากคอเขาเข้าตะราง ไม่ปล่อยให้เขาล่วงเกินตนเป็นครั้งที่สองแน่นอน
หนึ่งปีต่อมา
เดือนดาราอ่านตำราเรียนอย่างตั้งใจ เพราะอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนเธอก็จะสำเร็จการศึกษา เธอจึงตั้งใจเป็นพิเศษ ไม่เที่ยว ไม่ไปสังสรรกับเพื่อน มุ่งอ่านหนังสือหวังจะให้การสอบที่กำลังมาถึง ผ่านไปด้วยดี และคว้าเกียรตินิยมไปให้ครอบครัวของเธอตามความตั้งใจ
“เดือน พี่ว่าเดือนหยุดอ่านหนังสือสักครึ่งชั่วโมงดีกว่าไหม อ่านมาตั้งแต่เที่ยงแล้วนะ พักผ่อนสมองและสายตาบ้าง พี่ทำขนมอร่อยๆ มาให้เดือนกินด้วยนะ ดื่มกับชาสมองจะได้โล่ง” สุภัทราภรรยาของปกรณ์ที่แวะเวียนมาดูแลเดือนดาราเป็นระยะ เดินถือถาดขนมเค้กกลิ่นหอมพร้อมชาร้อนมาวางไว้บนโต๊ะเข้าชุดโซฟา
“อุ้ยพี่แก้ว ไม่ต้องลำบากก็ได้ค่ะ กำลังท้องกำลังไส้ น่าจะพักผ่อน” เดือนดารารีบลุกมาประคองร่างคนตั้งครรภ์เก้าเดือนด้วยความเป็นห่วง
“ถ้าพี่ไม่ทำอะไรบ้าง พี่รู้สึกอึดอัด อีกอย่างทำนู่นทำนี่ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว”
“เดือนรู้ค่ะว่าพี่แก้วไม่ชอบอยู่นิ่งๆ แต่พี่แก้วใกล้คลอดแล้วนะคะ ต้องดูแลตัวเองมากๆ แล้วเดือนก็รู้สึกผิดด้วยที่ทำให้พี่แก้วลำบาก” เดือนดาราเอ่ยเสียงเบา มีความรู้สึกผิดปะปน
“พี่ไม่ลำบากเลย พี่เต็มใจที่จะทำให้เดือนเพราะถ้าพี่คลอดลูก พี่คงไม่มีเวลามาดูแลเดือน ไม่ได้ทำขนมให้เดือนกิน”
สุภัทรารักเดือนดาราไม่ต่างกับน้องสาวของตนเอง ตลอดระยะเวลาหนึ่งปี เธอกับปกรณ์คอยใส่ใจดูแลเดือนดาราตามคำไหว้วานของกรกวินทร์และกวินภพ โดยเฉพาะรายหลังดูเหมือนจะห่วงและหวงเดือนดาราเป็นพิเศษ กำชับปกรณ์ให้ดูแลเรื่องผู้ชายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเดือนดาราอย่างเข้มงวด แต่หารู้ไม่ว่า กรกวินทร์ได้ย้ำกับปกรณ์คนละทิศทางเดียวกัน
“ถ้าทอร์ชสั่งให้นายกันท่าผู้ชายที่มาจีบเดือนล่ะก็ นายไม่ต้องทำนะ ปล่อยๆ ไปเลย ฉันกลัวน้องสาวฉันจะขึ้นคาน”
ปกรณ์ถึงกับคิดหนักเนื่องจากทั้งกรกวินทร์และกวินภพต่างก็เป็นเพื่อนสนิทของเขาทั้งคู่ เขาจึงตัดสินใจทำตามทั้งสองฝ่าย ปกรณ์จะคอยสกรีนผู้ชายที่เข้ามาจีบเดือนดารา และปล่อยให้จีบหญิงสาวตามสบาย แต่ทุกรายก็ต้องกินแห้ว เพราะเดือนดาราไม่ยุ่งเรื่องความรัก เธอมุ่งเรื่องเรียนเพียงอย่างเดียว ตั้งมั่นไว้ว่าจะจบการศึกษาให้ได้ภายในหนึ่งปี
3
“จะคลอดเมื่อไหร่คะพี่แก้ว” เดือนดาราถาม ขณะที่ตักขนมเค้กทาน
“อีกหนึ่งอาทิตย์จ้ะ แต่พี่คิดว่าน่าจะเร็วกว่านั้นเพราะพี่เจ็บท้องเตือนหลายครั้งแล้ว”
“น่าตื่นเต้นจังค่ะ เดือนอยากเห็นหน้าหลานเร็วๆ จัง อยากรู้ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”
“เพราะอยากตื่นเต้นนี่ไงล่ะ พี่ถึงไม่ให้หมออัลตร้าซาวน์ดูเพศของลูกในท้อง สำหรับพี่กับพี่พีท หญิงหรือชายพี่ไม่เกี่ยง” ว่าที่คุณแม่ลูบท้องใหญ่คล้ายผลแตงโมแล้วยิ้ม เสียงไขกุญแจห้องทำให้สองสาวเงยหน้ามองบานประตูที่เปิดออก ก่อนที่สองสาวจะส่งยิ้มให้อีกหนึ่งสตรีที่หอบของเดินเข้ามาในห้อง
“สวัสดีค่ะพี่แก้ว” มยุรีเพื่อนสนิทของเดือนดาราประนมมือไหว้สุภัทรา จากนั้นก็ก้มลงหยิบถุงกระดาษใบหนึ่งแล้วส่งให้ว่าที่คุณแม่ “แมวเห็นเสื้อผ้าน่ารักดีก็เลยซื้อมาฝากเจ้าตัวน้อยค่ะ เลือกสีที่ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง”
“ขอบใจมากจ้ะแมว” สุภัทรารับน้ำใจจากมยุรี พร้อมกับเปิดปากถุงดูชุดเด็กอ่อน “พี่ขอตัวไปทำซุปมักกะโรนีก่อนนะ ตั้งใจจะทำให้เราสองคนก่อนพี่กลับน่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเดือนอาสาเป็นลูกมือนะคะ ไม่ได้เข้าครัวนานแล้ว” เดือนดาราเอ่ยบอก
“แมวไปด้วยค่ะ” มยุรีขันอาสาช่วยอีกคน
“งั้นไปกันเลย” สองสาวเพื่อนสนิทช่วยกันประคองร่างอุ้ยอ้ายไปยังห้องครัว ก่อนจะช่วยกันลงมือทำอาหารตามความตั้งใจ
หนึ่งเดือนต่อมา
เดือนดารากับมยุรีเดินออกจากมหาวิทยาลัยหลังจากสอบวิชาสุดท้ายเสร็จสิ้น ทั้งสองโล่งอกและสบายใจมากที่การสอบผ่านพ้นไปด้วยดี เสมือนปล่อยความหนักอึ้งออกจากอก หลังจากคร่ำเคร่งกับการอ่านตำราเรียนมาตลอดหลายเดือน วันนี้สองสาวเพื่อนซี้ตั้งใจว่าค่ำนี้จะไปเที่ยวผ่อนคลายสมอง
แต่กว่าจะถึงเวลานัดหมายกับกลุ่มเพื่อน ทั้งสองไปแวะไปเยี่ยมเด็กหญิงเบลล่าหรือปนัดดา บุตรสาวของปกรณ์กับสุภัทรา ที่ยังคงอยู่ในตู้อบ เนื่องจากสุขภาพยังไม่แข็งแรง มีอาการตัวเหลือง เด็กน้อยจึงอยู่ในความดูแลของแพทย์ จนกว่าอาการจะสู่ภาวะปกติ
“เบลล่าอาการเป็นยังไงบ้างคะพี่พีท” เดือนดาราถามปกรณ์
“หมอบอกว่าอีกอาทิตย์นึงก็กลับบ้านได้แล้ว” ถือว่าเป็นข่าวดีของคุณพ่อคุณแม่คนใหม่ เพราะทั้งคู่รอเวลาที่จะพาลูกน้อยกลับบ้าน “ช่วงนี้เดือนเป็นไงบ้าง พี่ไม่มีเวลาไปดูแลเดือนเลย”
“เดือนสอบเสร็จวันนี้ค่ะพี่พีท ส่วนเรื่องที่พี่ไม่มีเวลาดูแลเดือน เดือนเข้าใจค่ะ อีกอย่างเดือนโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ค่ะ ที่ผ่านมาก็รวบกวนพี่พีทจะแย่ ต่อไปนี้พี่พีทดูแลพี่แก้วกับเบลล่าเถอะคะ เดือนกะว่าจะเที่ยวต่ออีกสักเดือนสองเดือนแล้วค่อยกลับเมืองไทย”
เดือนดาราเข้าใจสถานการณ์ของปกรณ์ หากเธอเป็นปกรณ์ก็ต้องดูแลครอบครัวของตนก่อน
“แล้วคิดหรือยังว่าจะไปเที่ยวที่ไหน” ปกรณ์ถามถึงโปรแกรมการท่องเที่ยว
“เพียบเลยค่ะพี่พีท เดือนบอกว่าตั้งแต่มาอังกฤษเที่ยวไม่ถึงสามที่ สอบเสร็จแล้วต้องเที่ยวให้ชุ่มปอด ไปเหนือล่องใต้เอาให้คุ้มค่ะ” มยุรีชิงตอบ
“แหม...เรื่องเที่ยว เที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้นี่นา ฉันก็ต้องเอาเรื่องเรียนไว้ก่อน คนที่ส่งเสียฉันเรียนจะได้ไม่ผิดหวัง” เดือนดาราพูดตามความคิดของตน
“พี่เห็นด้วยกับความคิดเดือนนะ เอาเรื่องเรียนไว้ก่อน เรื่องเที่ยวพอเรียนจบค่อยเที่ยวก็ได้ แล้วเดือนบอกพี่ทัชกับทอร์ชหรือยังว่าจะอยู่เที่ยวต่อ” ปกรณ์ถาม
“บอกแล้วค่ะ บอกเมื่อเช้านี้ พี่ทัชไม่ว่าอะไร แต่พี่ทอร์ชมีบ่นนิดหน่อย สุดท้ายก็ยอมให้ไปค่ะ”
“พี่ทัชไม่เท่าไหร่พูดง่ายหน่อย แต่ทอร์ชนี่สิ ห่วงและหวงเดือนมากเลยรู้ไหม”
“รู้ค่ะ เดือนดีใจนะคะที่พี่ทัชกับพี่ทอร์ชรักและเมตตาเดือน เดือนถึงเอาเรื่องเรียนเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง”
“เดือนทำได้แล้วนี่ พี่ทัชกับทอร์ชต้องภูมิใจในตัวเดือนแน่นอน” เดือนดารายิ้มกับความภาคภูมิใจของตนเองที่สามารถทำตามความฝันได้สำเร็จ แม้ว่าผลการจบการศึกษาจะยังไม่ออกมา แต่เธอก็มั่นใจว่า ทุกอย่างต้องผ่านฉลุย เนื่องจากเธอทำคะแนนเก็บได้ดี และการสอบเธอทำได้มากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์
สองสาวอยู่พูดคุยกับปกรณ์และสุภัทราที่เดินทางมาสมทบภายหลังสักพักหนึ่ง พอเห็นว่าถึงเวลาสมควรกลับ สองสาวจึงอำลาสองสามีภรรยา
ระหว่างที่สองเพื่อนรักเดินออกจากประตูโรงพยาบาล รถยนต์หรูคันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าประตูบานนั้นพอดี คนในรถมองสองสาวที่เดินผ่านรถยนต์ของตนตาเป็นมัน เพราะเขาจำหญิงสาวทั้งสองคนได้ดีว่าคือใคร
“ผู้หญิงที่สวมเสื้อสีดำใช่เด็กของแมรี่รึเปล่า”
ลีออนถามโรเบิร์ตที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ
แมรี่คือ เจ้าของผับแมรี่โรส ที่ภายนอกดูเหมือนผับหรูมีระดับ คนที่มาใช้บริการส่วนมากจะเป็นคนมีชื่อเสียงในด้านต่างๆ และคนร่ำรวย เนื่องจากค่าใช้บริการแต่ละครั้งจะพูดได้ว่า เกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือนทั้งเดือนของค่าแรงขั้นต่ำ แต่เบื้องลึกคือสถานบริการทางเพศในสังคมชั้นสูง หญิงสาวในสังกัดค่าตัวสูง สะอาด สุขภาพใจและกายดี ไม่มีโรคใดให้รำคาญใจ อาจจะพูดได้ว่า แมรี่คัดกรองสตรีที่เข้ามาทำงานอย่างเข้มงวด หากหยิงสาวคนใดไม่ผ่านเกณฑ์ ก็จะถูกคัดออก
“ใช่ครับ”
“แล้วนายรู้จักผู้หญิงอีกคนนึงหรือเปล่า” ลีออนถามต่อ “ใช่เด็กของแมรี่ไหม”
โรเบิร์ตหันไปเพ่งมองหญิงสาวอีกคนที่มีความสวยและสดใสกว่ามยุรีมากนัก ก่อนจะหันมาตอบเจ้านาย
“ไม่รู้จักนะครับ แล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่เด็กของแมรี่ด้วย เพราะผมไม่เคยเห็นในแคทตาล็อก”
เขาจำผู้หญิงในสังกัดแมรี่ได้ดี แทบจะทุกคนก็ว่าได้ หากมีเด็กใหม่เข้ามา แมรี่จะต้องบอกเขาเป็นคนแรก เพื่อที่เขาจะได้มาบอกลีออนอีกทีว่า ต้องการหรือไม่
“ไปสืบมาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ฉันอยากได้ผู้หญิงคนนั้น” ลีออนสั่ง “เร็วที่สุดด้วย”
“ครับคุณลีออน” ลีออนไม่เคยลืมหญิงสาวแสนสวย รสจูบหอมหวานสะท้านหัวใจ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาหนึ่งปีเต็ม ทว่าทุกขณะจิตเขาไม่เคยลืมเธอได้เลย หลับก็ฝันถึง ตื่นก็คะนึงนิจ แล้วไม่ใช่ว่าลีออนจะนิ่งเฉย ไม่ตามหาสตรีที่ทำให้รู้สึกคลั่งเพียงแค่จุมพิต
เขาทำ…ทว่าข้อมูลของเธอมีเพียงน้อยนิด ทำให้เขาไม่อาจตามหาตัวเธอได้ตามใจคิด ลีออนทำได้เพียงวาดภาพสาวสวยที่ตราตรึงใจติดอยู่ในห้วงความรู้สึกใส่กรอบรูป แล้วติดไว้บนผนังหัวเตียง มองดูให้หายคิดถึงและคลายความฟุ้งซ่าน โดยมีความหวังว่า สักวันหนึ่งตนจะได้เจอเธอ…วันนี้ความหวังของเขาเป็นจริงแล้ว และไม่มีวันปล่อยเธอหลุดมือไป