ในเมืองใหญ่ของกรุงเทพมหานครยามหัวค่ำเป็นเวลาที่ท้องถนนครึกครื้นไปด้วยรถยนต์ ตามข้างถนนหรือร้านค้าร้านอาหารที่เปิดก็ครึกครื้นไปด้วยผู้คนเพราะเป็นเวลาเลิกงานของวันสุดสัปดาห์
สามสาวเพื่อนรักที่เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านชานเมืองกรุงเทพมหานคร พราวจันทร์ เมขลาและล้อมรัก นัดกันมาที่ที่หนึ่งในย่านห้วยขวางเพื่อสักการะเทพที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะต้องการขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนที่จะเริ่มสมัครงานและเข้าสู่วัยทำงานเต็มตัว
สามสาวฝ่าฝูงชนเข้าไปไหว้องค์เทพอยู่พักใหญ่ก็ออกมาหาอะไรรับประทานเพราะตั้งแต่ออกจากบ้านมาก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง หลังจากเดินลัดเลาะริมฟุตบาทอยู่พักใหญ่พวกเธอก็มาหยุดอยู่กันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแฟรนไชส์เจ้าดังที่ตั้งร้านอยู่ในซอยเล็กๆ
“ป้าคะเอาหมี่หมูน้ำตกพิเศษลูกชิ้นสามค่ะ แคปหมูสามถุงนะคะ”
“นั่งเลยลูก อีกสามคิวเดี๋ยวป้าทำให้”
“ค่ะ”เป็นเมขลาหญิงสาวร่างสูงเพรียวเดินเข้าไปสั่งอาหารที่หน้าร้านก่อนจะกลับมานั่งรวมกับเพื่อนทั้งสองที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว
“สั่งแคปหมูมาด้วยเปล่าเม”
“ของโปรดป้าแว่นเพื่อนรักเพื่อนเลิฟจะลืมได้ยังไง”
ที่เมขลาสั่งแคปหมูมาสามถุงไม่ใช่ว่าเธอจะเอามาแบ่งกันคนละถุง แต่เธอสั่งมาให้พราวจันทร์เพียงคนเดียว เพราะรู้ว่าเพื่อนจะรับประทานก๋วยเตี๋ยวมื้อนี้ไม่อร่อยแน่ หากไม่มีแคปหมูมาคอยเคี้ยวไปกับก๋วยเตี๋ยวในทุกๆ คำ
“เออ..พวกแกเห็นหรือเปล่าตรงที่เราไปไหว้องค์เทพเมื่อกี้ ข้างๆ มีคนไปนั่งดูหมอดูกันเต็มเลย ฉันอยากรู้ว่าหมอที่นี่เค้าแม่นจริงไหม” ล้อมรักสาวเจ้าเนื้อเอ่ยขึ้นมาในระหว่างที่นั่งรออาหาร สงสัยพอสมควรว่าทำไมคนถึงแห่กันมาดูดวงที่นี่มากมายนัก
“ก็คงแม่นจริงๆ นั่นแหละ ไม่อย่างงั้นคนจะรอต่อคิวกันเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ” เมขลาเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขา ด้วยเพราะเธอเองก็เป็นคนเชื่อเรื่องที่เหนือธรรมชาติมากพอตัวอยู่แล้ว อีกทั้งหากเป็นหมอดูที่ไม่แม่นคงไม่มีคนมารอต่อคิวกันมากมายอย่างที่เห็น
“อยากรู้ว่าแม่นไม่แม่น แกก็ไม่ลองไปต่อคิวดูล่ะล้อม” พราวจันทร์หันมาสะกิดไหล่ล้อมรัก
“ฉันไม่รู้จะดูเรื่องอะไร” ล้อมรักนั่งบุ้ยปากส่ายหัว เพราะตอนนี้ในหัวของเธอว่างเปล่าเรื่องการอยากรู้อนาคต
“งานไง เราไปถามเค้ากันดีไหมว่ายื่นสมัครงานแถวไหนแล้วจะมีโอกาสได้งานสูง จะได้ไม่ต้องเสี่ยงยื่นไปหลายที่” เมขลาออกความเห็น
“อืม...ก็ดีนะ” ล้อมรักเริ่มคลายสีหน้าฉงนและเริ่มแสยะยิ้มร่าดวงตามีประกายแห่งความหวัง หากเธอรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าคร่าวๆ จะได้ทำให้เธอวางแผนอะไรๆ ได้ง่ายขึ้น
“นี่สาวๆ อยากดูดวงกันเหรอ” แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวร่างท้วมเดินถือถาดที่วางชามก๋วยเตี๋ยวทั้งสามพร้อมแคปหมูมาให้เหล่าสามสาวด้วยตัวเอง
“ค่ะคุณป้า คุณป้าพอจะรู้ไหมคะว่าหมอดูแถวนี้คนไหนแม่น” ล้อมรักเงยหน้ามองคนที่กำลังวางชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าพวกเธอ
“อยู่ตรงหน้าพวกหนูไง”
“คุณป้าดูดวงเป็นเหรอคะ” เมขลาเริ่มมองแม่ค้าร่างท้วมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“คิดว่าป้าดูเป็นไหมล่ะ ป้าว่าป้าก็พอจะรู้เรื่องของพวกเราอยู่นะ”
สายตาของสามสาวจ้องมองกองถุงแคปหมูกันเป็นตาเดียว เมื่อมันกองอยู่ตรงหน้าของพราวจันทร์เพียงแค่คนเดียวโดยที่พวกเธอไม่ได้บอกก่อน
“ระดับจิตสัมผัสเลยนะเนี่ย” เมขลากระซิบกระซาบกับล้อมรัก ตอนนี้สามสาวเริ่มขนลุกซู่ไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนมีพลังงานอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเธอรู้สึกหนาวขั้นมากะทันหัน
“จะกินกันก่อนหรือจะคุยกับป้าก่อนดีล่ะ”
“ขนาดนี้แล้วต้องคุยก่อนแล้วค่ะ” เมขลาไม่ได้สนในชามก๋วยเตี๋ยวที่ส่งกลิ่นหอมเตะจมูกตรงหน้าแล้ว ตอนนี้เธอสนใจมากกว่าว่าแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวคนนี้รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับพวกเธอ
อีกทั้งที่อยากจะคุยตอนนี้ก็เพราะเห็นว่ายังไม่มีลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเธอก็ต้องถามให้แน่ใจก่อนว่าจะถูกเรียกเก็บค่าครูกันเท่าไหร่ หากเป็นจำนวนที่พวกเธอจ่ายไม่ไหวเธอก็จะขอผ่านปฏิเสธไปก่อน
“แล้วป้าจะเก็บค่าครูคนละเท่าไหร่คะ”
“หนูสะดวกเท่าไหร่ก็เอาเงินไปไว้ที่กระถางผ้าป่าตรงนั้นก็พอ”
แม้ค้าร่างท้วมชี้ไปยังกระถางผ้าป่าที่มีเงินแบงค์ยี่สิบแบงค์ร้อยเหน็บอยู่กับไม้ก้านยาวเรียวเล็กที่เสียบเข้าไว้กับต้นผ้าป่าหญ้าคาใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ที่อยู่ข้างร้านก๋วยเตี๋ยว
สามสาวรู้เช่นนั้นก็พอจะเบาใจเรื่องค่าครูในการดูดวง เพราะพวกเธอก็เป็นแค่เด็กที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ไม่ได้อยากใช้เงินฟุ่มเฟือยโดยที่ไม่จำเป็น
“โอเคค่ะ”
หลังจากทั้งสามเอาเงินไปติดที่ถังผ้าป่าคนละหนึ่งร้อยบาท แม่ค้าร่างท้วมก็พาพวกเธอเดินไปที่หลังต้นโพธิ์ บรรยากาศความเงียบงันเย็นยะเยือกที่สามสาวสัมผัสได้ทำเอาพวกเธอขนลุกมาพร้อมๆ กัน เพราะบรรยากาศหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวและหลังต้นโพธิ์ใหญ่นี้เหมือนเป็นคนละโลกกันก็ว่าได้
สามสาวมองหน้ากันด้วยแววตาฉงน เพราะไม่คิดว่าหลังต้นโพธิ์ใหญ่นี้จะมีโต๊ะดูดวงวางตั้งอยู่ข้างหลังด้วย เดาได้เลยนว่าแม่ค้าคนนี้คงทำสองอาชีพในเวลาเดียวกันแน่นอน
และที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นตรงหน้าโต๊ะสีแดงตอนนี้มีเก้าอี้อยู่สามตัวเท่ากับจำนวนของพวกเธอพอดี เหมือนตั้งเอาไว้รอพวกเธออย่างไงอย่างงั้น
“นั่งสิ”
เสียงของป้าขายก๋วยเตี๋ยวเริ่มมีน้ำเสียงที่ต่ำและเชื่องช้าลง นั่นยิ่งเพิ่มความน่าขนลุกให้กับสามสาวเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครกระโตกกระตากพูดถึงความน่ากลัวออกมาได้แต่มองหน้าและใช้สายตาสื่อสารกันเท่านั้น
“อยากยื่นใบสมัครงานอยู่ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ”
พราวจันทร์พยักหน้าหงึกๆ เพราะเธอยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรแม่ค้าร่างท้วมที่กำลังอยู่ในสถานะของหมอดูก็ทักสิ่งที่อยู่ในใจของเธอออกมาแล้ว
“อืมของหนูคนนี้...” แม่ค้าร่างท้วมมองมายังพราวจันทร์
“มันมีบริษัทที่อย่างจากบ้านของหนูไม่ไกลนักนะ เป็นบริษัทที่ค้าพวกเพชรพลอยแล้วก็เครื่องประดับหอยมุกอะไรพวกนี้ หนูลองยื่นใบสมัครไปที่นั่นดูนะ อ่อ...แล้วหลังจากนี้เราก็อาจจะได้เจอคนที่อยากเจอมาทั้งชีวิต แต่ชีวิตของหนูก็จะมีอุปสรรคเข้ามาหนักพอสมควร ป้าอยากให้หนูอดทนหมั่นสร้างแต่ความดี แล้วกรรมที่หนักก็จะทุเลาลงได้ สุดท้ายหนูก็จะเจอกับความสวยงามในชีวิต”
พราวจันทร์ไม่ได้กังวลเรื่องอุปสรรคในชีวิตแม้แต่น้อย เพราะทั้งชีวิตเธอก็เจอมันมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว แต่เรื่องคนที่เธออยากจะเจอมาตลอดชีวิตคือพ่อกับแม่ที่แท้จริง หากสิ่งที่ถูกทักเป็นความจริงเธอก็จะดีใจมากๆ
“ส่วนหนู ให้พ้นเดือนหน้าไปก่อนนะแล้วค่อยสมัครงาน เพราะจะมีคนชวนหนูไปทำงานด้วย” เป็นคิวของเมขลาที่ถูกทักขึ้น
“แล้วจะเป็นบริษัทที่หนูชอบแล้วทำได้ยาวหรือเปล่าคะ”
“ชอบไม่ชอบหนูก็ต้องไปเชื่อป้าสิ รายได้ดีมากด้วยล่ะ แต่ระวังคนอื่นจะนำปัญหามาให้หนูกับพี่ชาย หมั่นชวนพี่ชายหนูทำบุญเอาไว้เยอะๆ ก็แล้วกัน”
“คนอื่น...ใครเหรอคะ หนูจะได้ระวังไว้”
“ป้าพูดได้แค่นี้จริงๆ”
“ค่ะ” ตอนนี้เมขลายังคิดเรื่องว่าใครที่จะนำปัญหามาให้ไม่ออก แต่ก็ดีใจที่อนาคตจะได้มีรายได้ที่เข้าขั้นดีมากแค่นี้เธอก็ดีใจแล้ว
“ถึงตาหนูแล้วนะ”
ล้อมรักนั่งยิ้มแป้น มือทั้งสองเกาะติดขอบโต๊ะเพื่อรอฟังคำทำนายอย่างตั้งใจ
พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า จะมีเปิดรับพนักงานบัญชีที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่หน้าเว็บไซต์หางาน หนูยื่นไปที่นั่น จะได้เพื่อนร่วมงานที่ดี แถมยังมีโอกาสเจอเนื้อคู่อย่างที่ใจหนูคิดด้วยนะ อาจจะมีอายุหน่อยนะ แต่เค้าจะรักหนูจริงๆ”
“เนื้อคู่/เนื้อคู่”
พราวจันทร์และเมขลาต่างก็หันไปมองจ้องล้อมรักที่นั่งก้มหน้างุดกันเป็นตาเดียว เพราะไม่รู้มาก่อนว่าเพื่อนตัวเองนั้นจะคิดอยากเจอเนื้อคู่แล้ว
“มันก็มีแวบๆ เข้ามาในหัวน่ะ” ล้อมรักอมยิ้มแก้เขิน ไม่เคยคิดจะบอกความลับนี้กับเพื่อนๆ แต่วันนี้ความในใจก็ถูกเปิดเผยขึ้นมาดื้อๆ เสียอย่างนั้น หมอดูบทจะแม่นก็แม่นอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนจริงๆ
“วันนี้ป้าบอกพวกหนูได้เท่านี้ เอาไว้หากวันหน้าฟ้าลิขิตอยากให้เรามาเจอกัน เราก็จะได้เจอ” พูดจบแม่ค้าร่างท้วมก็เดินลุกขึ้นหายเข้าไปในความมืด สามสาวเห็นเช่นนั้นจึงลุกขึ้นเดินอ้อมต้นโพธิ์ใหญ่และกลับไปนั่งที่โต๊ะอาหาร ปรากฏว่าบนโต๊ะของพวกเธอว่างเปล่าไม่มีแม้แต่ก๋วยเตี๋ยวสักชาม
“อ้าว ใครมาเก็บไปอะ ยังไม่ได้กินเลย” พราวจันทร์ยืนบุ้ยปาก แววตาของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวังเพราะตอนนี้หิวจนท้องร้อง ยังไม่ทันได้เคี้ยวแคปหมูกรอบๆ กับก๋วยเตี๋ยวของทั้งหมดก็อันตรธานหายไปแล้ว
ไม่กี่วินาทีหลังจากสามสาวทำหน้าผิดหวังเด็กเสริฟผู้ชายก็เดินถือถาดที่มีชามก๋วยเตี๋ยวสามชามมาเสริฟให้พวกเธอ
“อันนี้ทำมาให้ใหม่เหรอคะ” เมขลายิ้มกลายๆ ด้วยพอจะรู้แล้วว่าแม่ค้าคงเห็นว่าก๋วยเตี๋ยวที่ทำท่าจะเย็นชืดเลยทำให้ใหม่
“เปล่าครับ ป้าเพิ่งทำเสร็จเมื่อกี้นี้เอง”
“คะ? ป้าเพิ่งทำ”
คำตอบของเด็กเสริฟที่กำลังวางชามก๋วยเตี๋ยว ทำสามสาวเริ่มมองหน้ากันและกลืนน้ำลายไม่ลงคอ โดยเฉพาะเมขลาพอจะเดาได้อย่างรวดเร็วว่าพวกเธอจะต้องเจออะไรแปลกๆ กันแน่นอน
“ครับ เพิ่งเสร็จจากออเดอร์สามบิลแรก ป้าก็รีบทำให้พวกน้องเลยครับ”
“อ๋อค่ะ”
ให้หลังเด็กเสริฟไปได้ทั้งสามก็มองไปยังแม่ค้าร่างท้วมที่กำลังยืนลวกก๋วยเตี๋ยวมือเป็นระวิง ให้เดาเหตุการณ์จากคำพูดของเด็กเสริฟเท่ากับว่าเมื่อครู่แม่ค้าร่างท้วมที่พวกเธอเห็นตอนนี้ยังไม่ได้เดินออกไปจากหน้าร้านแม้แต่ก้าวเดียว แล้วที่พวกเธอเจอคือใครกัน
“เมื่อกี้อย่าบอกนะว่าเราเจอเรื่องเหนือธรรมชาติอะ” ล้อมรักยื่นมือเขย่าแขนเพื่อนทั้งสองด้วยสีหน้าเหยเก
“รีบกินให้อิ่มแล้วก็รีบกลับดีกว่า อย่าคิดอะไรมากเลย เค้าไม่ได้มาไม่ดีไม่ใช่เหรอ” เมขลารีบเตือนสติไม่ให้เพื่อนทั้งสองรู้สึกกลัวอะไร เพราะเมื่อครู่ที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เหตุการณ์ไม่ดี เธอไม่รู้หรอกว่าที่คุยกับแม่ค้าร่างท้วมที่หลังต้นโพธิ์จะใช่แม่ค้าจริงๆ หรือเปล่า แต่อย่างน้อยเค้าก็มาชวนพวกเธอทำบุญ ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ส่วนคำทำนายที่พวกเธอถูกทักจะจริงหรือไม่จริงก็รอตัดสินกันในอนาคตก็แล้วกัน
พราวจันทร์กลับมาถึงบ้านได้เธอก็มาช่วยสโรชา น้าสาวที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็กๆ เก็บและทำความสะอาดร้านอาหารตามสั่งที่เปิดอยู่หน้าบ้าน
“ท่าจะขายดีใช้ไหมจ๊ะวันนี้ ปิดร้านซะดึกเลย”
“ก็บ้านท้ายซอยญาติเค้ามาเยี่ยมกะทันหัน เลยสั่งกับข้าวหลายอย่างน้าก็เลยเพิ่งจะได้เก็บร้านนี่แหละ แล้วกินอะไรมาหรือยังพราว”
“กินก๋วยเตี๋ยวก่อนกลับมาแล้วจะ”
“ว้า...วันนี้น้าอุตส่าห์ทำไก่ตุ๋นเอาไว้รออยู่ในครัว” ผู้หญิงตัวเล็กผิวขาววัยสี่สิบกว่าเอ่ยหยอกหลานสาวฉายาป้าแว่นหน้าหวานที่กำลังยกเก้าอี้ขึ้นเก็บบนโต๊ะ
“แต่พราวก็ยังกินของอร่อยได้อยู่จะน้าบัว” พราวจันทร์ได้ยินชื่อของโปรดก็หูผึ่ง ไม่ว่าเธอจะอิ่มแค่ไหนก็ขอให้ได้รับประทานของโปรดลิ้มรสมันสักคำสองคำเธอก็พลอยชื่นใจ
“ว่าแล้วเชียว” สโรชาหรี่ตามองหลานสาว เธอส่ายหัวน้อยๆ เดาไม่ผิดว่ายังไงตัวแสบของเธอก็จะต้องไม่ปฏิเสธเมนูที่เธอทำเอาไว้ให้อยู่แล้ว
อ่อ...แล้วไปขอพรมาคนเยอะหรือเปล่า”
“แน่นเลยน้าบัว คนศรัทธาท่านเยอะมาก พราวว่าถ้าได้งานแล้วพราวจะกลับไปหาท่านอีก”
“จะไปเมื่อไหร่ก็บอก น้าว่าจะไปด้วย อยากได้ยอดขายเยอะกว่านี้ อ่อ...เค้าว่าที่ตรงนั้นมีหมอดูแม่นอยู่นี่นา เราได้แอบไปดูกันบ้างหรือเปล่าล่ะ”
คำถามของสโรชาทำคนที่ยิ้มร่าเริ่มหน้าเจื่อน คราแรกเกือบจะทำใจให้ไม่คิดเรื่องที่ไปเจอมาได้แล้ว แต่เมื่อถูกน้าสาวตั้งคำถามพราวจันทร์ก็รู้สึกขนลุกขนชันขึ้นมาอีกรอบ
“ก็...ดูกันมาบ้าง น้าบัวไปอาบน้ำเถอะจะได้พักผ่อนมันดึกแล้ว เดี๋ยวพราวไปกินข้าวสักคำสองคำก็จะเข้าห้องนอนเหมือนกัน” พูดจบก็รีบสาวเท้าเดินไปยังครัวทันที เพราะไม่อยากจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ เอาไว้หากเช้าแล้วหรือวันอื่นที่เธอหายกลัวเธอก็ค่อยเล่าให้น้าของเธอได้ฟังคราวหลัง
“อ้าว...นึกจะรีบก็รีบไปดื้อๆ ซะงั้นหลานคนนี้” สโรชายืนเท้าเอวขมวดคิ้วชะเง้อมองตามหลังพราวจันทร์ ไม่เข้าใจว่าทำไมหลานเธอต้องรีบร้อนอะไรขนาดนั้น
ณ โรงแรมหรูริมทะเลภูเก็ต ชั้นบนห้องสวีทหรูของโรงแรมตอนนี้ค่อนข้างวุ่นวายอยู่พอสมควร เพราะพิมลดาสาวสวยไฮโซทายาทนักธุรกิจหมื่นล้านวัยเกือบสามสิบ พาเหล่าบอดี้การ์ดของตัวเองมาลากผู้หญิงที่สามีของเธอเอามากกออกไปจากโรงแรม
“เมื่อไหร่คุณจะเลิกยุ่งกับผู้หญิงชั้นต่ำนั่นซะที” พิมลดายืนต่อว่าสามีที่นอนสวมชุดคลุมสีขาวสบายใจอยู่ริมสระว่ายน้ำหลังห้องสวีทสุดหรู และยิ่งมีโทสะทวีคูณมากขึ้นเมื่อเขาไม่มีท่าทางสะทกสะท้านต่อคำต่อว่าของเธอ ทั้งยังทำลอยหน้าลอยตาใส่เธออีกต่างหาก
“ทนไม่ไหวก็เลิกกับผมไปซะที ใบหย่าเซ็นซะ” ตะวันวาดไฮโซหนุ่มวัยสามสิบสองเจ้าของธุรกิจการค้าอัญมณีเพชรพลอย และยังเป็นเจ้าของฟาร์มมุกที่มากที่สุดในประเทศ
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งยกแก้วไวน์จิบเบาๆ เปรยสายตามองพิมลดาด้วยแววตาเฉยชาอย่างไม่รู้สึกรู้สาต่อคำต่อว่าของคนเป็นภรรยา เพราะไม่เคยคิดที่จะเกรงใจเธออยู่แล้ว
แถมในใจตอนนี้ยังคิดว่าเธอควรจะเกรงใจเขาด้วยซ้ำ เพราะเขาอุตส่าห์มานอนกกผู้หญิงคนอื่นอยู่ตั้งไกลจากกรุงเทพมหานคร เธอก็ดันมาหาเรื่องขัดความสุขของเขาอีกจนได้
“อย่าคิดว่าลดาจะยอมเซ็นใบหย่าให้คุณง่ายๆ นะคะตะวัน ลดาเป็นคนมือเหนียวยิ่งกว่าอะไร แล้วก็บอกผู้หญิงของคุณระวังตัวเอาไว้ให้ดี” พิมลดาอยากจะกรีดร้องออกมาให้ลั่นแต่ก็ต้องรักษาภาพพจน์ความเป็นผู้ดี เธอกัดฟันถลึงตาแทบจะถลน มือไม้เรียวกำจิกกันแน่น ประกาศกร้าวว่าไม่ว่าตะวันวาดจะหาวิธีขอหย่ากับเธออย่างไร คนอย่างคุณหนูพิมลดาคนนี้ก็จะไม่มีวันยอมหย่าง่ายๆ มีทางเดียวไม่ใครก็ใครที่จะต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ประกาศทุกอย่างจบก็เดินดุ่มออกไปจากห้องสวีทที่เต็มไปด้วยราคีคาว
เมื่อภรรยาคนสวยไปพ้นหน้าได้ตะวันวาดก็ยกแก้วกระดกไวน์จนหมดก่อนจะยกไวน์ทั้งขวดขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ๆ ในเมื่อเขายุ่งผู้หญิงกับคนอื่นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งพิมลดาก็ไม่ยอมเลิกกับเขาเสียที เห็นทีหลังจากนี้ต้องเล่นอะไรที่มันแรงขึ้นหน่อยแล้ว
เช้าวันใหม่ของวันอังคารสาวแว่นหน้าหวานลุกขึ้นมาแต่งตัวตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมสวมทับด้วยกระโปรงสีดำทรงเอยาวคลุมเข่า เธอรวบผมตึงมัดหางม้าต่ำ เตรียมซองเอกสารพร้อมแซนวิชชิ้นใหญ่สองชิ้นที่เพิ่งทำเสร็จและน้ำขวดเล็กลงกระเป๋า
ใช่...วันนี้พราวจันทร์กำลังจะไปสัมภาษณ์งาน เพราะคำทำนายที่หมอดูลึกลับคนที่เธอไปเจอเมื่อคืนวันศุกร์นั้นเป็นจริง เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาเธอเริ่มยื่นเอกสารสมัครงานไปทางเว็บไซต์หางานของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับเครื่องเพชรเครื่องพลอย ตกเย็นก็มีฝ่ายบุคคลโทรมาขอนัดสัมภาษณ์เธอวันนี้ทันที หากวันนี้เธอได้งานที่นั่นก็จะกลับมาเล่าเรื่องลึกลับให้น้าสาวได้ฟัง แต่หากไม่ได้ คำทำนายที่เธอได้ฟังมาก็จะขอเชื่อแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
รถสปอร์ตสีดำคันหรูขับเลี้ยวมาจากถนนใหญ่เข้าไปที่หน้าตึกหกชั้นที่เป็นกระจกล้อมรอบ รปภ.ที่เห็นว่าเป็นรถของเจ้านายก็รีบกดเปิดไม้กั้นอำนวยความสะดวกให้คนเป็นนายโดยที่ไม่ต้องให้เขาหยุดรถก่อนเข้าตึก
เมื่อรถคันหรูขับเข้าไปจอดในที่จอดรถของท่านประธานข้างหลังตึกได้ ชายหนุ่มร่างสูงมาดเข้มก็เปิดประตูก้าวขายาวลงจากรถ เมื่อตะวันวาดได้ยืนเต็มความสูงชุดสูทสีดำพอดีตัวที่เขาใส่ก็ขับให้คนที่สง่าอยู่แล้วดูภูมิฐานเพิ่มความสง่ามากยิ่งขึ้น
สองขายาวก้าวสับไปยังหน้าประตูกระจกบานใหญ่ของบริษัท ยังไม่ทันได้เดินถึงหน้าประตูทางเข้าดี พลันสายตาก็ไปประทะเข้ากับสาวแว่นที่แต่งตัวอย่างกับคุณครูกำลังควานหาอะไรบางอย่างอยู่ในกระเป๋า
“คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ”
เสียงทุ้มกังวาลที่แว่วเข้ามาในหูทำพราวจันทร์ที่กำลังควานหาแซนวิชในกระเป๋าเงยหน้ามองไปยังต้นเสียงกะทันหัน เธอผุดลุกและรีบยืนให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ต่อหน้าชายหนุ่มร่างสูงสง่าและดูดีจนเธอแอบประหม่า
“ฉันมาสัมภาษณ์งานที่นี่ค่ะ เพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อวานนี้ค่ะ คุณล่ะคะมาสมัครงานเหมือนกันเหรอ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันชื่อพราวจันทร์ค่ะ คุณล่ะคะชื่ออะไร” พราวจันทร์ยกมือขยับแว่นเล็กน้อย ทั้งส่งยิ้มแสดงความเป็นมิตรกับอีกฝ่ายก่อนจะแนะนำตัวกับชายหนุ่มผู้มาใหม่มากคำเพราะกำลังประหม่า
“ผมชื่อตะวัน” ตะวันวาดตอบแค่เพียงชื่อของเขาเท่านั้น ว่าจบก็เข้าไปทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างๆ หญิงสาว ท่าทางที่เฉิ่มเชยของพราวจันทร์ทำให้เขาสนใจในตัวของเธอพอสมควร
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณตะวัน พี่ รปภ.บอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงเลยค่ะกว่าบริษัทจะเปิด กินแซนวิชก่อนไหมคะ” พราวจันทร์เห็นชายหนุ่มนั่งลงเธอก็ทิ้งตังลงนั่งที่เดิมโดยนั่งห่างจากชายหนุ่มไปหนึ่งช่วงเก้าอี้ และเริ่มควานหาแซนวิชสองอันในกระเป๋าที่เธอเอามารับประทานรองท้องในระหว่างรอสัมภาษณ์ พอคว้าแซนวิชติดมือมาได้เธอก็ถือเอาไว้หนึ่งชิ้น ส่วนอีกชิ้นก็ส่งให้กับชายหนุ่มที่เธอเข้าใจว่าเขาก็น่าจะมารอสัมภาษณ์งานเหมือนกัน
“ขอบคุณครับ” ริมฝีปากหนาแสยะยิ้มเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือรับของกินจากหญิงสาว ที่ยิ้มไม่ใช่เพราะยินดีกับความมีน้ำใจของเธอ แต่กำลังยิ้มเยาะตัวเองต่างหากที่ดูท่าจะไม่มีสง่ามากพอจะทำให้สาวแว่นคนนี้เข้าใจว่าเขาคือผู้บริหารของที่นี่
“อร่อยไหมคะ พราวทำเองเลยนะคะ” เธอถามหลังจากเห็นชายหนุ่มกัดแซนวิชเช้าไปคำโต
ตะวันวาดไม่ได้เอ่ยตอบเพราะยังเคี้ยวแซนวิชคำโตไม่หมดปาก ได้แต่เพียงยกนิ้วโป้งและพยักหน้าหงึกๆ เป็นสัญญาณบอกความอร่อยเท่านั้น
“แล้วนี่มาสมัครตำแหน่งอะไรเหรอคะ”
“หึ่...ผมเจ้าของที่นี่ครับ” เขาสบถขำก่อนจะหันไปจ้องมองหน้าพราวจันทร์ และบอกกับเธอให้รู้เสียทีว่าเขาเป็นใคร
“เล่นมุกใช่ไหมคะ?”
สิ้นเสียงคำถามที่เต็มไปด้วยความฉงน ตะวันวาดก็เริ่มยิ้มไม่ออก ให้ตายสิ!ขนาดเขาบอกกับเธอตรงๆ เช่นนี้แล้วเธอก็ยังเข้าใจว่าเขานั้นพูดโกหก เห็นทีจะต้องทำให้เธอรู้ความจริงในเวลาอันรวดเร็วนี้แล้ว เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีเวลามานั่งรอให้แม่สาวแว่นมาเข้าใจด้วยตัวเองว่าเขานั้นเป็นใคร
“ตามผมมาครับ”
เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับถือแซนวิชเอาไว้ในมือและเดินไปสแกนใบหน้าที่ด้านขวาสุดของประตู หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีประตูกระจกบานใหญ่ก็เปิดกว้าง ทำเอาพราวจันทร์ได้แต่ยืนหน้าเสีย แซนวิชที่อยู่ในมือยังไม่ทันแกะรับประทานเธอก็ต้องรีบเก็บมันเข้าไปในกระเป๋าอีกรอบ เพราะตอนนี้แค่เพียงน้ำลายเธอก็ยังกลืนไม่ค่อยจะลง อยากจะเขกหัวตัวเองเหลือเกินที่ทำตัวเสียมารยาทกับคนที่ไม่ควรจะเล่นด้วย
“เชิญครับ”
พราวจันทร์เดินตามชายหนุ่มร่างสูงไปห่างๆ เมื่อรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของที่นี่จริงๆ เธอก็ไม่คิดกล้าที่จะเข้าใกล้และรู้สึกประหม่ามากขึ้นจนเหงื่อที่มือเริ่มผุดออกมา