ฉันวางใบหย่าที่เซ็นชื่อแล้วไว้บนโต๊ะทำงานของฮั่วเจ๋อซู เพื่อจบสิ้นสถานะ "เมียแต่ง" ที่เหมือนคนรับใช้ตลอด 8 ปี
แต่เขากลับพา "โจวโม่โม่" รักแรกของเขาเดินควงแขนเข้ามาในบ้านอย่างเปิดเผย
เธาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งของเขา ประกาศชัยชนะเย้ยหยันฉันที่กำลังยืนจัดโต๊ะอาหารราวกับเป็นส่วนเกิน
ฮั่วเจ๋อซูไม่แม้แต่จะถามไถ่ความรู้สึกฉัน เขากลับตะคอกใส่เมื่อฉันขอตัวลา โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือฟางเส้นสุดท้าย
ในวันที่ฉันลากกระเป๋าออกจากบ้าน อาการวิงเวียนศีรษะรุนแรงทำให้ฉันต้องแวะโรงพยาบาล และผลตรวจก็ตบหน้าฉันอย่างจัง... ฉันตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์
วินาทีที่ฉันกำใบตรวจครรภ์ด้วยมือที่สั่นเทา ฮั่วเจ๋อซูกลับวิ่งผ่านหน้าฉันไปเพื่อประคองชู้รักที่แกล้งเจ็บท้อง โดยไม่ปรายตามองภรรยาที่ยืนตัวสั่นอยู่ตรงนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
ความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นความแค้น ฉันตัดสินใจขีดฆ่าชื่อพ่อออกจากชีวิตลูก เผาแหวนแต่งงานทิ้ง และบินหนีไปอเมริกาโดยไม่ทิ้งร่องรอย
วันที่เขารู้ความจริงว่าฉันท้องและจากไป เขาแทบพลิกแผ่นดินหาอย่างคนบ้าคลั่ง แต่มันสายไปเสียแล้ว
สามปีต่อมา ฉันกลับมาอีกครั้งในฐานะนักวิจัยระดับโลกผู้สง่างาม พร้อมกับเด็กชายตัวน้อยที่ถอดแบบใบหน้าเขามาทุกกระเบียดนิ้ว
ฮั่วเจ๋อซูผู้ยิ่งใหญ่ยอมทิ้งศักดิ์ศรี คุกเข่าตากฝนหน้าโรงพยาบาลเพื่อขอโอกาสเป็นพ่อคน
"ชีวิตของคุณไม่มีค่าพอสำหรับฉันหรอก ฮั่วเจ๋อซู"
ฉันมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า แล้วปิดประตูรถใส่หน้าเขา ทิ้งให้เขาร่ำไห้อย่างน่าสมเพชกับบทเรียนราคาแพงที่ชื่อว่า "สายเกินไป"
บทที่ 1
Siwei Muyu POV
ฉันจรดปลายปากกาลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง เสียงกระทบแผ่วเบานั้นก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงาน ราวกับเสียงลั่นไกปืนที่ปลิดชีพตัวตนเก่าของฉันให้ตายตกไป
เอกสารหย่าที่ลงนามเสร็จสมบูรณ์วางสงบนิ่งอยู่ที่มุมโต๊ะของฮั่วเจ๋อซู มันไม่ใช่แค่กระดาษ แต่มันคือใบเสร็จชำระหนี้งวดสุดท้าย สำหรับพันธนาการที่ฉันต้องชดใช้ด้วยเวลาถึงแปดปีเต็ม
ฉันก้าวลงบันไดมายังห้องครัว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยคลุ้งมาเตะจมูก กลบกลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวต้มที่ฉันตื่นมาเคี่ยวตั้งแต่ตีห้าจนเลือนหายไปจนหมดสิ้น
ภาพที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง
โจวโม่โม่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของฮั่วเจ๋อซู ชายเสื้อยาวคลุมลงมาเพียงต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาเปลือยเปล่า เธอเดินควงแขนเขาลงมาจากชั้นบน ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองฉันที่ยืนจัดโต๊ะอาหารอยู่ ราวกับฉันเป็นเพียงอากาศธาตุหรือคนรับใช้ที่ไร้ตัวตน
ความเจ็บปวดที่เคยกรีดแทงหัวใจฉันทุกครั้งที่เห็นภาพบาดตาเช่นนี้... วันนี้มันกลับด้านชาจนไร้ความรู้สึก
ฮั่วเจ๋อซูนั่งลงที่หัวโต๊ะ เขาบรรจงแกะเปลือกกุ้งอย่างพิถีพิถันก่อนจะวางลงในจานของโจวโม่โม่ การกระทำที่แสนอ่อนโยนนั้นช่างขัดแย้งกับความเย็นชาและห่างเหินที่เขามอบให้ฉันมาตลอดแปดปี
"รายงานงบการเงินที่ฉันต้องการ เสร็จหรือยัง"
เขาเอ่ยถามโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ราวกับกำลังสั่งงานบริกรเพื่อขอน้ำเปล่าสักแก้ว
ฉันรู้สึกจุกแน่นที่อก แต่ร่างกายกลับตอบสนองไปตามความเคยชินที่น่าสมเพช
"วางอยู่บนโต๊ะทำงานค่ะ"
เขาพยักหน้าส่งๆ อย่างขอไปที มือยังคงยุ่งอยู่กับการปรนนิบัติผู้หญิงข้างกาย
โจวโม่โม่เคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย ก่อนจะปรายตามองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
"ท่านประธานฮั่วคะ สมัยนี้ยังมีคนทำตัวเป็นแม่บ้านก้นครัวอยู่อีกเหรอคะ ช่างไม่เจียมตัวจริงๆ"
ปลายนิ้วของฉันสั่นระริก ฉันกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เพื่อเรียกสติและข่มกลั้นไม่ให้กรีดร้องออกมา
ภาพความทรงจำเมื่อแปดปีก่อนย้อนกลับมา... แม่ของฉันป่วยหนักและต้องการเงิน 25 ล้านบาทเพื่อผ่าตัดด่วน ฮั่วเจ๋อซูคือพระเจ้าที่ยื่นมือเข้ามาช่วย พร้อมกับข้อเสนอการแต่งงานตามสัญญา
ฉันเคยหลงคิดว่าความใกล้ชิดจะแปรเปลี่ยนเป็นความรัก ฉันเคยหลงคิดว่าความดีจะสามารถเอาชนะใจเขาได้
แต่ฉันคิดผิด... ผิดมหันต์
สำหรับเขา ฉันเป็นเพียงตุ๊กตาประดับบ้าน เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ และเป็นเพียงเงาของผู้หญิงที่เขารัก
โจวโม่โม่คือเงาสะท้อนของรักแรกที่ตายจากไปของเขา และเธอก็รู้ดีว่าจะใช้ความได้เปรียบนั้นทำลายฉันได้อย่างไร
เมื่อสัปดาห์ก่อน ในงานเลี้ยงครอบครัว เธอแกล้งทำไวน์หกใส่ฉัน ฮั่วเจ๋อซูไม่ถามฉันสักคำว่าเจ็บไหม หรือเลอะเทอะเพียงใด เขากลับรีบคว้ามือของเธอมาดูด้วยความเป็นห่วงว่าเปื้อนหรือเปล่า
วินาทีนั้นเอง... ความหวังสุดท้ายของฉันก็พังทลายลง
ฉันหันหลังให้ภาพบาดตานั้น เดินกลับขึ้นไปบนห้องนอนอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวหนักอึ้งแต่ทว่ามั่นคง
กระเป๋าเดินทางใบเล็กถูกซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า ฉันหยิบมันออกมา พร้อมกับตั๋วเครื่องบินและเอกสารวีซ่าที่เตรียมไว้พร้อมสรรพ
ฉันทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง จินตนาการถึงห้องแล็บวิจัยในอเมริกาที่เพื่อนรักอย่างเฉินเจียหยิงเตรียมไว้ให้
ที่นั่นจะไม่มี 'คุณนายฮั่ว' ผู้ต่ำต้อยอีกต่อไป จะมีเพียง 'สือเว่ย มู่ยวี่' นักวิจัยชีวภาพผู้มีอนาคตอันสดใสรออยู่
"ฮั่วเจ๋อซู นับจากวินาทีนี้ไป ชีวิตของคุณกับฉัน... ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก"
ฉันกระซิบกับเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก แววตาที่เคยหม่นหมองและไร้ชีวิตชีวา วันนี้กลับมีประกายไฟแห่งอิสรภาพลุกโชนขึ้นมาอย่างเจิดจรัส
Siwei Muyu POV
โจวโม่โม่เริ่มทำตัวราวกับเป็นนายหญิงของบ้านหลังนี้มากขึ้นทุกวัน
ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของเธอถูกวางทิ้งไว้อย่างจงใจไปทั่วห้องทำงานของฮั่วเจ๋อซู ลิปสติกสีแดงสดวางเคียงคู่กับปากกาหมึกซึมราคาแพงระยับของเขา ราวกับเป็นการประกาศอาณาเขต ส่วนเสื้อคลุมของเธอก็พาดไว้อย่างลวกๆ บนพนักเก้าอี้ทำงาน... เก้าอี้ที่เคยเป็นที่ของฉัน
ฮั่วเจ๋อซูไม่เคยดุว่าหรือตักเตือน กลับมองว่าความไร้ระเบียบเหล่านั้นเป็นเรื่องน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ
ในห้องฟิตเนส เธอสวมชุดออกกำลังกายรัดรูปอวดทรวดทรง ส่งเสียงหัวเราะคิกคักหยอกล้อกับเทรนเนอร์ส่วนตัว โดยมีเสื้อคลุมอาบน้ำรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของฮั่วเจ๋อซูคลุมทับร่างบางนั้นไว้
ฉันเดินผ่านห้องนั้นไปเงียบๆ ความรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นส่วนเกินในบ้านที่ฉันฟูมฟักดูแลมาเกือบทศวรรษ มันกัดกินหัวใจจนชาหนึบ
มื้อค่ำวันนั้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอึดอัดจนแทบจะสำลัก
"พี่เจ๋อซูคะ จำหนังเรื่องแรกที่เราไปดูด้วยกันได้ไหมคะ... เรื่องที่พระเอกยอมตายเพื่อนางเอกน่ะค่ะ"
โจวโม่โม่จงใจขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตที่ฉันไม่มีส่วนร่วมขึ้นมาพูด เพื่อผลักไสฉันให้ออกไปอยู่นอกวงโคจรของพวกเขาอย่างเลือดเย็น
ฮั่วเจ๋อซูยกยิ้มมุมปาก สายตาคมคู่นั้นจับจ้องไปที่เธอด้วยความอ่อนโยน... สายตาแบบที่เขาเคยใช้มองฉัน
*เคร้ง...*
ฉันวางช้อนลง เสียงโลหะกระทบจานกระเบื้องดังก้อง เรียกความสนใจของพวกเขาให้หันกลับมา
"ฉันขอตัวก่อนนะคะ ยังมีเอกสารต้องเคลียร์"
ฉันลุกขึ้นโดยไม่รอคำอนุญาต เดินหันหลังให้กับสนามรบที่รู้ดีว่าไม่มีวันชนะ
ทว่าขณะที่ฉันกำลังเดินผ่านโถงทางเดิน เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ตามมาติดๆ ฮั่วเจ๋อซูคว้าข้อมือฉันไว้แน่น สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเรียบเฉยของฉัน ราวกับพยายามค้นหาร่องรอยของความหึงหวงที่ควรจะมี
"คุณเป็นอะไรไปช่วงนี้ ดูเงียบผิดปกติ"
"เปล่าค่ะ แค่เหนื่อย" ฉันตอบเสียงเรียบ พยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมที่เริ่มทำให้เจ็บ
เขาปล่อยมือ แต่สายตายังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
ตกดึก คืนนั้นพายุฝนโหมกระหน่ำ เสียงฟ้าคำรามแข่งกับเสียงลมหายใจของฉัน
ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออก ฮั่วเจ๋อซูยืนอยู่ตรงกรอบประตู กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมกับกลิ่นฝนลอยมาแตะจมูก เขาเดินตรงเข้ามาที่เตียง ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ และโน้มตัวลงมาหา
ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารินรดต้นคอ สัมผัสที่ฉันเคยโหยหามาตลอดแปดปี...
แต่ร่างกายของฉันกลับแข็งทื่อราวกับหิน
เมื่อฝ่ามือหนาสัมผัสลงบนผิวไหล่เปลือยเปล่า ความรู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรงก็ตีตื้นขึ้นมาที่คอหอย ราวกับร่างกายกำลังปฏิเสธสัมผัสจากผู้ชายคนนี้อย่างสิ้นเชิง
"อุ๊บ..."
ฉันรีบยกมือปิดปาก ผลักอกเขาออกเต็มแรงแล้ววิ่งถลาไปที่ห้องน้ำ อาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง ความขมปร่าแล่นพล่านไปทั่วปาก
ฮั่วเจ๋อซูมองตามมาด้วยสายตางุนงงระคนขุ่นเคือง เขาไม่ได้ห่วงใย แต่กำลังโมโหที่ถูกปฏิเสธ
*ครืด... ครืด...*
เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาหยิบขึ้นมาดู หน้าจอโชว์ชื่อเลขาฯ เรื่องงานด่วน
"ฉันต้องไปบริษัท"
เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่ถามไถ่อาการของฉันสักคำ ความเย็นชาของเขาตอกย้ำความจริงที่ว่า... สำหรับเขาแล้ว ฉันไม่มีค่าพอให้เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
แต่ก่อนจะก้าวพ้นประตู สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นโบรชัวร์รับสมัครนักวิจัยของมหาวิทยาลัยในอเมริกาที่วางอยู่บนหัวเตียง
"คุณจะไปอเมริกา?" เขาถามเสียงเข้ม คิ้วขมวดเข้าหากัน
"แม่ต้องไปรักษาตัวที่นั่นค่ะ เทคโนโลยีที่นั่นดีกว่า" ฉันโกหกคำโตออกไปอย่างหน้าตาย เพื่อปกป้องแผนการหนีครั้งสุดท้ายของฉัน
จังหวะนั้นเอง โจวโม่โม่ก็โผล่หน้าเข้ามาที่ประตู ราวกับรู้จังหวะเวลา
"พี่เจ๋อซูคะ... ไหนสัญญาว่าจะดูหนังด้วยกันไงคะ" เสียงออดอ้อนของเธอดึงความสนใจของเขาไปทันที
ฮั่วเจ๋อซูละความสนใจจากฉัน เดินตามเธอออกไป ทิ้งให้ฉันนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นห้องน้ำที่เย็นเฉียบเพียงลำพัง
เมื่อแน่ใจว่าเสียงรถยนต์ของพวกเขาแล่นออกไปไกลแล้ว ฉันจึงพยุงร่างตัวเองกลับมาที่ห้อง
มือสั่นเทาหยิบสมุดทะเบียนบ้านออกมาจากลิ้นชัก
ฉันบรรจงใช้ลิควิดเปเปอร์ป้ายทับคำว่า "สมรส" ในช่องสถานะของตัวเองอย่างระมัดระวัง
สีขาวขุ่นค่อยๆ กลบตัวอักษรเหล่านั้นจนมิด... เหมือนกับความรักของฉันที่ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น
กลิ่นสารเคมีฉุนจมูกลอยฟุ้ง... แต่สำหรับฉันในเวลานี้ มันคือกลิ่นของความหลุดพ้น
ฉันเก็บทะเบียนบ้านใส่ซองเอกสาร รวมไว้กับพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินที่จองไว้เรียบร้อยแล้ว
อีกไม่นาน...
อีกไม่นานฉันจะเป็นอิสระจากกรงขังแห่งนี้เสียที
Siwei Muyu POV
แสงสว่างวาบจากหน้าจอโทรศัพท์ในความมืด ดึงฉันให้หลุดออกจากภวังค์ อีเมลตอบรับจากศูนย์วิจัยในอเมริกาปรากฏขึ้นตรงหน้า
"ยินดีต้อนรับสู่ทีมของเรา"
ข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียวนั้น กลับมีน้ำหนักมหาศาล มันคือตั๋วเที่ยวเดียวที่จะพาฉันหนีไปสู่ชีวิตใหม่
ฉันเริ่มเก็บกวาดอดีต อย่างเงียบเชียบ เครื่องประดับราคาแพงที่ฮั่วเจ๋อซูซื้อให้ตามหน้าที่ เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่เขาชอบให้ฉันใส่เพื่อเป็นตุ๊กตาประดับบารมีในงานสังคม ฉันกวาดพวกมันลงกล่องบริจาคโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
ในมือของฉันกำแหวนแต่งงานวงเกลี้ยง สัมผัสของมันเย็นเยียบ บาดลึกเข้าไปในฝ่ามือไม่ต่างจากความรักที่เย็นชาของเขา
ฉันเดินออกไปที่เตาผิงจำลองในสวนหลังบ้าน เปลวไฟกำลังลุกโชนราวกับรอคอยเวลานี้มานาน ฉันโยนแหวนวงนั้นเข้าไปในกองไฟ
โลหะสีเงินสะท้อนแสงไฟวูบหนึ่งก่อนจะถูกเปลวเพลิงสีส้มกลืนกิน มันมอดไหม้ไปพร้อมกับความโง่เขลาและความภักดีตลอดแปดปีของฉัน
"บทละครฉากนี้จบลงแล้ว ตัวประกอบอย่างฉันขอลาโรง"
ฉันใช้เวลาหลายสัปดาห์หลังจากนั้นหมกมุ่นอยู่กับการเตรียมตัวไปอเมริกา ทำตัวให้ยุ่งจนไม่มีเวลาว่างให้คิดฟุ้งซ่าน พยายามลบการมีอยู่ของฮั่วเจ๋อซูออกไปจากสมอง
จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ก่อนวันเดินทางเพียงสองวัน
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำลายความสงบที่ฉันเพิ่งสร้างขึ้น ฮั่วเจ๋อซูโทรมา
"กลับมาที่บ้านเดี๋ยวนี้ ฉันมีเรื่องจะคุย" น้ำเสียงของเขา ยังคงเต็มไปด้วยอำนาจและเผด็จการเหมือนเคย
"มีธุระอะไรคะ" ฉันถามกลับเสียงเรียบ พยายามข่มความรำคาญใจเอาไว้
"อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ"
เขาวางสายไปทันที ทิ้งให้ฉันฟังเสียงสัญญาณที่ว่างเปล่า ฉันถอนหายใจ มองโทรศัพท์ในมืออย่างเหนื่อยหน่าย เขาคงเริ่มระแคะระคายเรื่องที่ฉันเตรียมตัวย้ายออก และเพื่อไม่ให้มีปัญหาในนาทีสุดท้าย ฉันจำใจต้องไปตามคำสั่ง
ฉันนั่งแท็กซี่กลับไปที่คฤหาสน์ ระหว่างทางฉันรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง โลกหมุนคว้างจนต้องหลับตาแน่น
เมื่อลงจากรถ อาการหน้ามืดเล่นงานจนฉันต้องเกาะกำแพงรั้วไว้แน่นเพื่อทรงตัว อาการคลื่นไส้ที่ฉันคิดว่าเป็นเพียงความเครียดสะสม กลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบอาเจียน
ฉันตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมาย แวะโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านก่อนเป็นอันดับแรก
"ยินดีด้วยนะครับ คุณตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์แล้ว"
คำพูดของหมอ เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจจนร่างชาหนึบ
ท้อง? ในเวลาที่ฉันกำลังจะหย่าและหนีไปอยู่อีกซีกโลกเนี่ยนะ?
ฉันเดินออกจากห้องตรวจด้วยความมึนงง สองมือประคองหน้าท้องที่ยังแบนราบ สมองตื้อตันจนคิดอะไรไม่ออก
ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าก็ทำให้ขาของฉันแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ที่สุดทางเดินอีกฝั่ง ฮั่วเจ๋อซูกำลังประคองโจวโม่โม่เดินออกมาจากห้องตรวจแผนกฉุกเฉิน ใบหน้าของโจวโม่โม่ซีดเซียว ดูเปราะบางน่าทะนุถนอม เธอซบหน้าลงกับอกกว้างของเขา ร้องครวญครางเสียงสั่นเครือ
"เจ็บจังเลยค่ะพี่เจ๋อซู ลูกของเราจะเป็นอะไรไหมคะ"
เสียงของเธอดังพอให้ฉันได้ยิน ชัดเจนทุกถ้อยคำ
ลูก?
คำคำนั้นกระแทกเข้าที่หน้าอกฉันอย่างจัง โลกทั้งใบหมุนคว้างยิ่งกว่าเดิม ฉันรีบซ่อนใบตรวจครรภ์ไว้ด้านหลัง มือสั่นเทาจนเกือบทำกระดาษแผ่นบางนั้นร่วงหล่น
จังหวะนั้นเอง ฮั่วเจ๋อซูเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉันพอดี
แววตาของเขามีความตกใจพาดผ่านวูบหนึ่ง ราวกับคนทำความผิดที่ถูกจับได้ แต่เสียงร้องออดอ้อนของโจวโม่โม่ก็ดึงสติเขากลับไปทันที
"พี่คะ... อย่าทิ้งโม่โม่ไปนะ"
วินาทีแห่งการตัดสินใจนั้นสั้นนิดเดียว เขาเลือกที่จะก้มลงปลอบโยนเธอ และหันหลังให้ฉันอย่างสมบูรณ์แบบ
ฉันยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินขวักไขว่ แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวและหนาวเหน็บที่สุดในชีวิต เหมือนถูกทิ้งไว้กลางพายุหิมะเพียงลำพัง
ฝนเริ่มตกพรำๆ เมื่อฉันเดินออกมาหน้าโรงพยาบาล
ความหนาวเย็นของละอองฝนกัดกินผิวกาย แต่เทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บในหัวใจ ที่กำลังร้าวราน
แผนการไปอเมริกา... ลูกในท้องที่เพิ่งรู้ตัว... และภาพบาดตาเมื่อครู่
ทุกอย่างประดังเข้ามาพร้อมกันจนฉันมองไม่เห็นทางข้างหน้า
ฉันยืนตากฝน ปล่อยให้น้ำตาไหลปนไปกับสายฝน เพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตัวเอง
โชคชะตาช่างเล่นตลกกับฉันเหลือเกิน... ส่งของขวัญล้ำค่าที่สุดมาให้ ในวันที่ฉันตัดสินใจจะทิ้งพ่อของเด็กไปตลอดกาล