“ขอโทษนะคะคุณซู แต่ลูกในท้องของคุณไม่อยู่แล้วค่ะ”
ซูเชียนฉือนั่งอยู่ในห้องทำงานของแพทย์ เธอกำลังฟังแพทย์พูด แล้วก็ดูฟีดข่าวในโทรศัพท์ของเธอไปด้วย
ในข่าว มีภาพคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินออกมาจากสนามบินด้วยกัน
ฝ่ายหญิงคือเวินอวี่โหรว ดาราสาวผู้โด่งดังในวงการบันเทิงที่เพิ่งกลับมาหลังจากไปเรียนต่อต่างประเทศได้สามปี
ส่วนฝ่ายชายคือหลิงเป่ยเชียน ประธานบริษัทหลิงซื่อกรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทอันดับหนึ่งในเมืองโหรง
ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดของเด็กในท้องและสามีของเธอด้วย
คอนเมนต์ใต้ข่าวนี้ ทุกคนต่างก็กำลังชื่นชมชายผู้มีความสามารถและหญิงสาวแสนสวยว่าดูเข้ากันอย่างกับคู่สร้างคู่สม แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่า หลิงเป่ยเชียนได้แอบแต่งงานแบบลับ ๆ ไปตั้งแต่เมื่อสามปีที่แล้วแล้ว
ซูเชียนฉือกดล็อคหน้าจอโทรศัพท์ แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองไปที่หมอ “ลูก...... ไม่อยู่แล้วจริง ๆ เหรอคะ?”
หมอส่ายหน้าไปมา แล้วก็มองไปที่ซูเชียนฉือด้วยแววตาสงสาร “คุณซู คุณน่าจะรู้นะคะว่าคุณตกอยู่ในภาวะเจ็บป่วยระยะท้าย ร่างกายของคุณไม่สามารถให้สารอาหารแก่ลูกของคุณได้มาตั้งนานแล้ว”
หลังจากพูดจบ เธอก็เลื่อนหนังสือแจ้งให้ทราบเรื่องการสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ไปตรงหน้าซูเชียนฉือและพูดว่า “ตอนนี้เด็กในท้องของคุณแท้งไปแล้ว ดังนั้นคุณจำเป็นต้องทำแท้งเพื่อผ่าตัดขูดมดลูกโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของคุณได้ค่ะ”
ซูเชียนฉือเปิดโทรศัพท์อีกครั้งและมองดูคู่รักที่ชาวเน็ตกำลังพูดถึงกันอย่างออกรสออกชาติทางออนไลน์ ทันใดนั้นมุมปากของเธอก็เผยรอยยิ้มที่ขมขื่นออกมา “งั้นก็จัดการเรื่องการผ่าตัดให้ฉันได้เลยค่ะ”
เมื่อก่อนเธอเคยหวังมากกว่าใคร ๆ ว่าเธอจะมีลูกได้
แต่เธอพยายามอย่างเต็มที่แล้ว สุดท้ายก็ยังรักษาเด็กไว้ไม่ได้อยู่ดี
บางที ลูกอาจจะรู้ก็ได้ว่า หลังจากที่เธอตายไปแล้ว หลิงเป่ยเชียนจะไม่มีทางดีต่อเขา ดังนั้นลูกก็เลยปฏิเสธที่จะมายังโลกใบนี้
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้จากไปได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร
ขณะที่กำลังนอนอยู่บนโต๊ะผ่าตัดทำแท้ง แพทย์ก็ถามซูเชียนฉือเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ว่ามีสมาชิกในครอบครัวที่จะสามารถมาอยู่ด้วยได้บ้างไหม แล้วเธอก็ได้ยินเสียงพยาบาลที่อยู่ข้างนอกประตูซุบซิบกัน——
“ฉันล่ะอิจฉาเวินอวี่โหรวจริง ๆ เลย ไม่มีข่าวมาสามปีแล้ว พอกลับประเทศมาท่านประธานของหลิงซื่อกรุ๊ปก็มาให้การอารักขาเธอทันทีเลย”
“นี่เธอไม่รู้ใช่ไหมเนี่ย เวินอวี่โหรวเป็นรักแรกของหลิงเป่ยเชียนเลยนะ ขนาดเธอไปต่างประเทศตั้งสามปี เขาก็ยังรอเธอมาตลอดสามปีเลย เขาคลั่งรักจะตาย!”
“แต่ฉันเห็นมีข่าวลือในโลกโซเชียลว่า เหมือนจะบอกว่าหลิงเป่ยเชียนแต่งงานแล้วน่ะ?”
“ก็แค่ข่าวลือแหละ! หลิงเป่ยเชียนรักเวินอวี่โหรวมากขนาดนั้น เขาจะไปแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาไม่ได้รักได้ยังไงกัน..…”
……
เสียงซุบซิบเหล่านั้น ทุกคำพูดเหมือนเป็นหนามแหลม ๆ ที่แทงทะลุเข้าไปในหัวใจของซูเชียนฉืออย่างแรง
เธอหลับตาลงอย่างขมขื่นและพูดขึ้นว่า “เสียงดังมากเลยค่ะ”
หมอจึงเปิดประตูออกไปและด่าทอคนที่อยู่ตรงทางเดิน
เวลานี้โลกทั้งใบได้เงียบสงบลงแล้ว
เมื่อแพทย์กลับมาอีกครั้ง ซูเชียนฉือก็ลืมตาขึ้นและพูดอย่างใจเย็นว่า “ไม่ต้องดมยาสลบหรอกค่ะ”
เธออยากให้ตัวเองได้ซึบซับถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่ลูกของเธอถูกดึงออกจากร่างกายของเธอไป
นี่คือกรรมที่เธอตกหลุมรักหลิงเป่ยเชียนอย่างโง่เขลามาเป็นเวลาห้าปี แล้วเธอก็สมควรได้รับมัน
การผ่าตัดใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมง
ซูเชียนฉือเจ็บจนเหงื่อออกท่วมตัวไปหมด เปียกจนร่างกายของเธอเหมือนถูกดึงขึ้นมาจากน้ำอย่างไรอย่างนั้น
ความสัมพันธ์ห้าปีของเธอกับหลิงเป่ยเชียนค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับเด็กคนนี้ที่ถูกดึงออกไปจากร่างกายของเธอ
ตอนที่เธอกำลังกุมท้องเอามือยันกำแพงไว้และเดินโซซัดโซเซออกจากห้องผ่าตัด สิ่งที่เธอได้พบเจอก็คือ แววตาที่โกรธแค้นของหลิงเป่ยเชียน
เขารีบเดินปรี่เข้ามาจับไหล่ของเธอไว้แน่น ใบหน้าที่หล่อเหลาองเขาบิดเบี้ยวเพราะความโมโห “ซูเชียนฉือ! คุณมีสิทธิ์อะไรตัดสินใจทำแท้งลูกของผมโดยพลการแบบนี้?”
ซูเชียนฉือเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง ภายใต้เหงื่อที่ติดอยู่บนขนตา เธอมองเห็นหญิงสาวสวมกระโปรงสีขาวที่ยืนห่างออกไปไม่เกินห้าเมตรที่ด้านหลังของหลิงเป่ยเฉียนแบบเลือนลาง
ผู้หญิงคนนี้คือเวินอวี่โหรวนั่นเอง
ซูเชียนฉือกระตุกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มเย้ยหยันตัวเองออกมาและพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าการทำแท้งเด็กคนนี้จะเป็นสิ่งถูกต้องแล้วล่ะ”
แม้แต่มาคิดบัญชีกับเธอในตอนที่เธอทำแท้ง หลิงเป่ยเชียนก็ยังจะพาเวินอวี่โหรวมาด้วย เพื่อจะให้เวินอวี่โหรวได้เห็นกับตาว่าสภาพของเธอดูน่าสมเพชแค่ไหนสินะ
เขาไม่เคยคิดถึงเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
แล้วเธอยังจะมีอะไรให้ต้องอาลัยอาวรณ์อีกล่ะ?
“ซูเชียนฉือ!”
หลิงเป่ยเชียนจ้องเธอเขม็ง ดวงตาที่เย็นชามาตลอดของเขาเวลานี้กลับแสดงออกถึงความรู้สึกโมโหเดือดดาลขึ้นมา “ที่บอกว่าการทำแท้งถูกต้องแล้วมันหมายความว่ายังไง! ?”
“เด็กคนนี้เป็นลูกของเราสองคนนะ!”
“ผมไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาเลยด้วยซ้ำ คุณก็ตัดสินใจเอาเขาออกโดยพลการแบบนี้แล้วเนี่ยนะ!”
“คุณสนใจด้วยเหรอ?”
ซูเฉียนฉือขัดจังหวะเขาขึ้นมา เธอเงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในดวงตาที่แดงก่ำด้วยความโกรธของเขาอย่างเฉยชาและพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่ว่าฉันไม่ได้บอกคุณสักหน่อย”
“เมื่อสองชั่วโมงที่แล้วฉันโทรไปหาคุณ ตอนนั้นคุณทำอะไรอยู่เหรอ?”
“ก่อนการผ่าตัดฉันส่งข้อความไปให้คุณตั้งเยอะ คุณได้อ่านมันบ้างรึเปล่า?”
ใบหน้าที่กำลังโกรธแค้นของหลิงเป่ยเชียนค่อย ๆ ตึงเครียดมากขึ้น
สองชั่วโมงที่แล้ว….. อวี่โหรวเพิ่งมาถึงสนามบิน
เขาขมวดคิ้วและหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา อยากจะเช็คดูว่าเขาไม่ได้รับสายของซูเชียนฉือไปจริงรึเปล่า
ซึ่งภาพที่เห็นตรงหน้า มันได้ทำให้ซูเชียนฉือรู้สึกว่า หัวใจของเธอมันเย็นชาไปหมดแล้ว
หลิงเป่ยเชียนที่กำลังขมวดคิ้วได้ทำการเช็คบันทึกการโทรเสร็จแล้ว จากนั้นเขาก็คลิกไปที่แอปข้อความและวีแชท แต่ทั้งหมดกลับว่างเปล่า
เขาจึงขมวดคิ้วแน่น แล้วก็มองไปที่ซูเชียนฉืออย่างเย็นชา “ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะสนามบินเสียงดังเกินไป ผมก็เลยไม่ได้รับสายคุณ แต่จริง ๆ แล้วคุณก็ไม่เคยโทรหาผมเลยนี่!”
เขาเอาหน้าจอโทรศัพท์มือถือมาโชว์ให้ดู แล้วก็พูดด้วยสีหน้าเหยียดหยามว่า “โทรมาสิบกว่าสาย แล้วก็ส่งข้อความมาด้วยเหรอ?”
“ซูเชียนฉือ ตอนนี้วิธีการโกหกของคุณมันเริ่มจะแย่ลงเรื่อย ๆ แล้วนะ!”
ซูเชียนฉือยกมุมปากขึ้น แล้วก็พูดด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันว่า “ฉันโกหก หรือว่าคุณกันแน่ที่โกหก?”
“คุณลบข้อความและประวัติการโทรออกไป แล้วก็จะมาโทษฉันแบบนี้มันได้ด้วยเหรอ?”
ขณะที่กำลังพูด เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและพูดต่อว่า “หลิงเป่ยเชียน คุณไม่รู้เหรอว่า ที่ฉันก็มีประวัติการทำรายการอยู่ด้วยเหมือนกันน่ะ?”
“โอ๊ย——!”
เวลานี้ เสียงร้องจากอาการเจ็บปวดที่อ่อนหวานของผู้หญิงคนหนึ่งได้ดังมาจากที่ที่ไม่ไกลนัก “ฉันปวดท้อง......”
“อวี่โหรว!”
เกือบจะในทันทีที่เสียงของเวินอวี่โหรวดังขึ้น หลิงเป่ยเชียนก็หันกลับไป แล้วก็รีบสาวเท้าเดินไปหาเธอ “เป็นอะไรเหรอ? ปวดท้องอีกแล้วใช่ไหม?”
เวินอวี่โหรวพยักหน้าทั้งน้ำตา “พี่เป่ยเชียน ฉันปวดมากเลย.....”
“ไป เดี๋ยวผมจะพาคุณไปหาหมอก่อน เอาแบบฟอร์มที่ลงทะเบียนเมื่อกี้นี้มาให้ผมสิ”
เวินอวี่โหรวพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แล้วก็ยื่นของในมือไปให้เขา จากนั้นทั้งสองคนก็หันหลังและเดินจากไปอย่างสนิทสนมกันมาก
ซูเชียนฉือที่เพิ่งจะทำแท้งไปเมื่อกี้นี้ยังคงยืนถือโทรศัพท์มือถืออยู่ที่เดิม เธอได้แต่มองดูสามีของเธอพาผู้หญิงคนอื่นเดินเข้าไปในแผนกสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาอย่างทำอะไรไม่ได้เลย
เธอลดสายตาลง แล้วก็มองไปที่บันทึกการโทรออกสิบกว่าสายในโทรศัพท์ของเธอ ทันใดนั้นที่มุมปากก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยันตัวเองขึ้นมา
แม้จะหาบันทึกการโทรที่พิสูจน์ได้ว่าหลิงเป่ยเชียนกำลังโกหกอยู่ได้แล้ว แต่มันยังจะไปมีประโยชน์อะไรอีกเหรอ?
มีแต่จะทำให้เธอยิ่งเห็นได้ชัดเจนมากกว่าเดิมว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ได้สนใจเธอเลยก็เท่านั้น
เธอคิดว่าที่หลิงเป่ยเชียนมาที่นี่ เพราะเขาเห็นข้อความที่เธอส่งไปให้แล้วก็เลยตั้งใจที่จะมาเป็นพิเศษ
ที่แท้ เขาแค่มาแผนกสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาเป็นเพื่อนเวินอวี่โหรว และถือโอกาสแวะมาดูเธอด้วยก็เท่านั้น
ช่างน่าตลกจริง ๆ เลย
หลังจากรับยาและออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว ตอนที่ซูเชียนฉือเพิ่งจะถึงบ้าน เธอก็รู้สึกปวดแบบบิด ๆ ในท้อง แล้วก็รู้สึกว่ามีคลื่นความร้อนปั่นป่วนอยู่ในท้อง
ซูเชียนฉือจึงดึงทิชชู่มาปิดปากเอาไว้ แล้วก็รีบพุ่งไปเข้าห้องน้ำทันที
ทันใดนั้นชักโครกก็เปื้อนเลือดเต็มไปหมด
เธออาเจียนเป็นเลือดอีกแล้ว
ไม่รู้เลยว่าซูเชียนฉือกอดชักโครกอาเจียนอยู่นานแค่ไหน แล้วสุดท้ายเธอก็เป็นลมหมดสติไป
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา เธอก็ถูกปลุกโดยเจ้าหรงหรงแมวซึ่งเป็นแมวแร็กดอลล์ที่เธอเลี้ยงเอาไว้
เธอลูบหัวแมวไปมา แล้วก็ฝืนเดินออกมาจากห้องน้ำ
เนื่องจากร่างกายของเธออ่อนแอเกินไป หลังจากที่เพิ่งเดินไปได้เพียงสองก้าว เธอก็ล้มลงไปกับพื้นเสียงดัง “ตึง”
ในขณะที่กำลังอยู่ในอาการมึนงง เธอก็เห็นรองเท้าหนังระดับไฮเอนด์แบบแฮนด์เมดคู่หนึ่งอยู่ตรงประตู แล้วมันก็ค่อย ๆ เดินมาหาเธอเรื่อย ๆ แล้วก็หยุดอยู่ตรงหน้าเธอในที่สุด
จากนั้น เสียงอันเยือกเย็นที่มีความเสียดสีของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาอยู่บนหัวเธอ “ซูเชียนฉือ คุณเป็นคนตัดสินใจทำแท้งเด็กเอง แล้วตอนนี้คุณจะมาแกล้งทำตัวน่าสงสารให้ใครดูเหรอ?”
ซูเชียนฉือที่นอนฟุบอยู่บนพื้นกลืนเลือดคาว ๆ ในลำคอลงไป เธอฝืนตัวเองให้ยืนขึ้นมา
“คุณกลับมาทำไม?”
เวลานี้ เขาควรจะต้องอยู่ดูแลเวินอวี่โหรวยอดดวงใจของเขาอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ?
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเธอดูซีดเซียวและเย็นชา หลิงเป่ยเชียนก็หันหลังนั่งพิงโซฟาอย่างสง่างาม เขาเอนหลังมองซูเชียนฉือและพูดขึ้นว่า “หน้าที่การงานในประเทศของอวี่โหรวเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เรื่องที่ไปแผนกสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาในวันนี้ หากรั่วไหลออกไป..…”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วยล่ะ?”
ซูเชียนฉือหรี่ตาลงและยิ้มอย่างเย้ยหยัน เธอพูดด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยว่า “ฉันคือเมียหลวงที่เพิ่งจะแท้งมา ฉันยังต้องมารักษาภาพลักษณ์ของมือที่สามที่คุณเลี้ยงดูไว้ข้างนอกอีกเหรอ?”
ไม่แปลกใจเลยที่หลิงเป่ยเชียนยอมทิ้งคนรักของเขาและกลับมาที่นี่ ที่แท้ก็เพราะเขากลัวว่าเธอจะเอาเรื่องวันนี้ไปพูด แล้วก็จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของคนรักของเขานี่เอง!
คำว่า ‘มือที่สาม’ ที่เธอผู้พูดออกมา ทำให้เสียงของหลิงเป่ยเชียนเย็นชาขึ้นมาทันที “นี่คุณกำลังพูดเรื่องบ้าอะไรอยู่เนี่ยฮะ?”
ซูเชียนฉือจ้องมองไปที่ใบหน้าของหลิงเป่ยเชียน แล้วก็พูดขึ้นมาทีละคำว่า “ฉันบอกว่า ถ้าเวินอวี่โหรวสนใจเรื่องภาพลักษณ์ของเธอจริง ๆ เธอก็อย่ามาเป็นมือที่สาม อย่าป่วยโรคทางนรีเวช แล้วก็อย่าไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐสิ!”
หลิงเป่ยเชียนหรี่ตาลง ความโกรธที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขาทำให้ความกดอากาศในห้องนั่งเล่นลดลงไปหลายองศาเลยทีเดียว “ตอนที่คุณแต่งงานกับผม คุณก็น่าจะรู้นะว่า ในใจของผมมีอวี่โหรวหยูมาโดยตลอด แต่ก็เพราะคุณฉวยโอกาสตอนที่ผมกำลังสลบ ให้คุณปู่จับผมแต่งงานกับคุณไม่ใช่หรอกเหรอ?”
“แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าอวี่โหรวเป็นมือที่สามกัน?”
รอยยิ้มที่มุมปากของซูเชียนฉือดูขมขื่นขึ้นมาทันที “ใช่ ตอนนั้นมันเป็นความผิดของฉันเอง”
เมื่อสามปีที่แล้ว หลิงเป่ยเชียนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้เขาสลบไปนาน
เวินอวี่โหรวจึงแอบออกจากประเทศไปในช่วงนั้น
ซึ่งตอนนั้นเธอคิดว่าเวินอวี่โหรวจะทิ้งเขาไปแล้วจริง ๆ แล้วก็จะไม่กลับมาอีกเลย เธอจึงขอร้องคุณปู่หลิงว่าอยากแต่งงานกับเขา อยากจะดูแลเขาไปตลอดชีวิต
เธอดูแลเขาอย่างเต็มที่มาเป็นเวลาเกือบครึ่งปี หลิงเป่ยเชียนถึงได้ค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ
ซึ่งมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลามในปัจจุบันของเธอ มีความเกี่ยวข้องกับการพักผ่อนที่ไม่สม่ำเสมอเพราะต้องดูแลเขาในตอนแรกอย่างมาก
ในตอนนั้นเธอคิดอย่างโง่เขลาว่าความจริงใจของเธอ จะสามารถทำให้เขาหวั่นไหวได้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ ร่างกายของเธอได้รับผลการะทบอย่างรุนแรง จนเธอต้องจำใจทำแท้งลูกไป
ในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา แม้แต่ประโยคที่เธอบอกว่าเวินอวี่โหรวเป็นมือที่สาม ยังโดนเขาต่อว่ามาขนาดนี้เลย
ที่แท้คนที่ใจแข็งเป็นหินคงไม่มีทางที่จะทำให้หวั่นไหวเลย
เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ซูเชียนฉือก็ยกมุมปากขึ้น เธอยิ้มให้หลิงเป่ยเชียนอย่างขมขื่นและพูดขึ้นว่า “ฉันจะทำให้พวกคุณได้สมหวังเอง”
แล้วก็จะเป็นการได้ปลดปล่อยตัวเองไปด้วย
ชีวิตการแต่งงานครั้งนี้ควรจะต้องจบลงไปตั้งนานแล้ว แต่เธอก็พยายามที่จะคอยยื้อมันอย่างขมขื่นมาโดยตลอด
ความสิ้นหวังและความปลงในส่วนลึกของแววตาเธอ ทำให้หลิงเป่ยเชียนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยอย่างอธิบายไม่ถูก “คุณหมายความว่ายังไง?”
“หลิงเป่ยเชียน”
การไร้ซึ่งความรู้สึกคือสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดแล้ว
ซูเชียนฉือไม่คาดคิดเลยว่า ความสัมพันธ์ห้าปีที่ผ่านมาจะถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้ว เธอสามารถนิ่งได้ถึงขนาดที่ไม่มีน้ำตาไหลลงมาแม้แต่หยดเดียว “เราหย่ากันเถอะ”
“หย่างั้นเหรอ?”
หลิงเป่ยเชียนเงียบไปสักพัก แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “ซูเชียนฉือ คุณจะเล่นลูกไม้อะไรอีกเนี่ย?”
“ก่อนหน้านี้ก็ทำแท้งลูก แล้วก็มาขอหย่าอีก ถ้าผมตอบตกลง คุณก็จะไปฟ้องคุณปู่อีกใช่ไหมล่ะ?”
“แต่ไหนแต่ไรมาฉันไม่เคยไปฟ้องอะไรคุณปู่เลยนะ เมื่อก่อนฉันไม่เคยทำ ต่อไปฉันก็จะไม่ทำด้วยเช่นกัน”
ซูเชียนฉือเผยรอยยิ้มออกมา เธอนั่งยอง ๆ ลง แล้วก็หยิบข้อตกลงการหย่าออกมาจากลิ้นชักโต๊ะกาแฟ
เวลานี้ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นมาพอดี
“อวี่โหรว”
หลิงเป่ยเชียนรีบลุกขึ้นยืนอย่างกังวลทันที “เป็นยังไงบ้าง?”
“โอเค ผมจะรีบกลับเดี๋ยวนี้แหละ!”
หลังจากพูดจบ เขาก็วางสายและหยิบเสื้อคลุมบนโซฟาขึ้นมา จากนั้นก็เดินไปที่ประตูใหญ่
หลังจากมองข้อตกลงการหย่าร้างในมือแล้ว เธอก็ขมวดคิ้วและตะโกนพูดกับเขาว่า “เซ็นข้อตกลงให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปก็ได้หนิ ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีหรอก”
แต่เขากลับทำเหมือนไม่ได้ยินที่เธอพูดอย่างไรอย่างนั้น เขาถือเสื้อคลุมและปิดประตูเสียงดัง “ปัง” แล้วก็ออกไปเลย
ซูเชียนฉือหลับตาลงและเงียบไปนาน ในที่สุดเธอก็หยิบปากกาขึ้นมาและเซ็นชื่อตัวเองในหน้าสุดท้ายของข้อตกลงการหย่าลงไป
หลังจากโยนข้อตกลงการหย่าลงบนโต๊ะกาแฟแล้ว เธอก็อุ้มหรงหรงขึ้นไปชั้นบนเพื่อจัดกระเป๋าเดินทาง แล้วก็โทรหาเหยี้ยนอวิ๋นซูเพื่อนสนิทของเธอที่อาศัยอยู่ในเมืองไห่ให้มารับเธอ
ในที่สุดเธอก็มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนสักที
ในสายตาของหลิงเป่ยเชียน เธอเทียบไม่ได้แม้แต่กับขนสักเส้นของเวินอวี่โหรวเลยด้วยซ้ำ
แค่เวินอวี่โหรวร้องว่าเจ็บ แค่โทรมาสายเดียว หลิงเป่ยเชียนก็จะเป็นกังวลมากจนเมินเฉยเธอไปเลยอย่างสิ้นเชิง
เธอสะบักสะบอมเพราะผู้ชายคนนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เธอเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย ตอนนี้เหลือเวลามีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่สามเดือนเท่านั้นแล้ว
ดังนั้นในช่วงสามเดือนสุดท้ายนี้ เธอไม่อยากจะอยู่กับชีวิตการแต่งงานที่น่าสิ้นหวังนี้ต่ออีกแล้ว