สุดท้ายเซิ่งหนิงก็ไปโรงพยาบาล พอเห็นผลทดสอบการตั้งครรภ์ที่แพทย์ส่งมา รูม่านตาของเธอก็หดตัวลงทันที
เธอไม่คิดว่าเธอจะท้องจริง ๆ แต่ทุกครั้งที่พวกเขามีอะไรกันนั้นก็มักจะป้องกันตลอด เธอเองก็ไม่รู้ว่าเธอไปท้องตอนไหน
พอนึกถึงฮั่วหลิน เธอก็หลุบตาลงก่อนจะกำหมัดแน่น
นี่คือลูกของเธอ เกี่ยวอะไรกับฮั่วหลินด้วย ไม่ว่ายังไงเธอก็จะคลอดเด็กคนนี้ออกมา
เซิ่งหนิงขยำผลทดสอบการตั้งครรภ์เป็นก้อนกลม ๆ จากนั้นก็ยัดใส่กระเป๋าตัวเอง
ตอนที่เธอหันหลัง และกำลังจะลงบันไดไปนั้น เธอก็อึ้งไปทันที
ฮั่วหลินลงจากรถแล้วเดินไปที่เบาะหลัง เขาเปิดประตูรถอย่างสุภาพ พยุงผู้หญิงคนหนึ่งลงมาจากรถ ท่าทางนั้นดูอ่อนโยนแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
เซิ่งหนิงรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาทันที เธออยู่กับฮั่วหลินมานานขนาดนี้ ยังไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากเขาเลย
ก่อนหน้านี้เธอบ่นว่าฮั่วหลินดูไม่เหมือนแฟน ไม่เอาใจใส่ และไม่อ่อนโยน
ที่แท้ไม่ใช่ว่าเขาทำไม่เป็น แต่เป็นเพราะเธอ เซิ่งหนิงไม่ควรค่าให้เขามาเอาอกเอาใจมากกว่า
ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นทำไมเขาถึงมาอยู่กับเธอ
เธอเงยหน้าขึ้น แต่ครั้งนี้เธอไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้
ใช่สิ คุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋สูงส่งซะขนาดนั้น เธอจะไปเทียบกับครอบครัวที่ร่ำรวยอันดับท็อปของเมืองออร์ลีนส์ได้ยังไงกัน !
เซิ่งหนิงเช็ดน้ำตาของเธอ ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินลงไปชั้นล่าง
ฮั่วหลินรู้สึกว่ามีคนกำลังมองเขาอยู่ แต่พอเขาหันไปมองทางนั้น ที่นั่นกลับไม่มีใครอยู่
“ฮั่วหลิน เป็นอะไรไปคะ?” ไป๋ยวี่มองฮั่วหลินอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ”
...
เซิ่งหนิงกลับไปที่ลาร์ค วิลล่าเพื่อเก็บข้าวของของเธอ เธอมองดูห้องที่เธอตกแต่งอย่างประณีต เมื่อก่อนนั้นรู้สึกว่ามันอบอุ่นมากแค่ไหน ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันน่าตลกมากเท่านั้น
น่าตลกที่ความจริงใจของเธอนั้นไม่มีค่าในสายตาของฮั่วหลิ่นเลย
และในเวลาเดียวกันก็มีข้อความเด้งขึ้นมา แจ้งว่างานแต่งของตระกูลฮั่วกับตระกูลไป๋ใกล้เข้ามาแล้ว
เธอนั้นพอจะจินตนาการได้ว่าเธอกจะโดนเยาะเย้ยยังไง เมื่อก่อนนั้นก็ไม่ได้มองเธอดีอยู่แล้ว เพราะมีฮั่วหลินคอยหนุนหลัง คนพวกนั้นเลยได้แต่เยาะเย้ยเธอลับหลัง
แต่ตอนนี้มันแตกต่างออกไป ฮั่วหลินพูดเองว่าเขาจะแต่งงานแล้ว
เธอเองก็อยากจะแต่งงานเหมือนกัน แต่ทุกอย่างนั้นเป็นแค่ความรักข้างเดียวของเธอ เพราะฮั่วหลินไม่เคยยอมรับว่าเธอเป็นแฟนของเขามาก่อน
เซิ่งหนิงกลืนความอึดอัดลงไปในลำคอ สุดท้ายก็หยิบเสื้อผ้าบาง ๆ ของตัวเองไปสองสามตัว ก่อนจะโทรเรียกบริษัททำความสะอาดมาจัดการให้วิลล่ากลับไปเป็นเหมือนเมื่อสามปีก่อน
เธอมองบ้านของพวกเขาสองคนเป็นครั้งสุดท้าย สุดท้ายก็ตัดสินใจจากไป และไม่หันกลับไปมองอีก
เธอไม่ใช่พวกที่ชอบเกาะแกะไม่เลิก เธอเองก็รู้ตัวดี เธอจะไปเทียบกับคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ได้ยังไงกัน
เซิ่งหนิงถือกระเป๋าเดินทางของเธอกลับมาที่บ้านตระกูลเซิ่ง
เพราะสามปีนี้เธอคอยวิ่งไล่ตามฮั่วหลินมาตลอด ทำเรื่องอับอายไว้ไม่น้อย ทั้งยังทะเลาะกับพ่อแม่ด้วย นอกจากวันหยุดจะกลับไป เธอก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับพวกเขานัก
เธอมองไปยังบ้านหลังเล็ก ๆ ตรงหน้า และรู้สึกแสบที่นัยน์ตาขึ้นมา
เซิ่งหนิงกำลังจะเข้าไป แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงทะเลาะดังขึ้นมาจากข้างใน เลยไม่ได้เดินเข้าไป
มือของเซิ่งหนิงกำแน่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว สามปีมานี้เธอทำเรื่องโง่ ๆ ไว้มากมาย เพราะฮั่วหลินเพียงคนเดียว ทำเอาบ้านไม่สงบสุข
เธอคุกเข่าลงแต่ยังคงรู้สึกเสียใจ
เธอทุ่มเทให้เขาตั้งมากมาย แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาคือการที่เขาบอกว่าจะแต่งงานกับคนอื่น
คำพูดที่เขาพูดออกมา ไม่ได้แย่ไปกว่าการเอามีดแหลม ๆ มาแทงเธอครั้งแล้วครั้งเล่าเลย มันทำให้รู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจ
เซิ่งหนิงสงบสติอารมณ์ก่อนจะเดินเข้าไปข้างในแล้วเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง
“พ่อคะ แม่คะ ฉันกลับมาแล้วค่ะ”
สองคนที่กำลังทะเลาะกันนั้นหยุดทะเลาะกันทันที และต่างก็พากันมองมาที่เซิ่งหนิง
“แกยังรู้ตัวว่าต้องกลับมาอีกเหรอ !”
เซิ่งจี้เถียนพ่อของเธอจ้องด้วยความโกรธ และหันไปดุเธอคำนึง
หลี่หรูชูแม่ของเธอจ้องเขา ก่อนจะเดินเข้าไปจับมือเซิ่งหนิง ตาแดงก่ำขึ้นมาทันที
“หนิงหนิง กลับมาแล้วก็ดี มานั่งก่อนเถอะ”
ทั้งสองคนคอยตามข่าวของฮั่วหลินตลอด เลยรู้เรื่องที่ฮั่วหลินจะแต่งงานเป็นธรรมดา พอเห็นท่าทางของเซิ่งหนิง เซิ่งจี้เถียนก็โมโหขึ้นมาทันที
“ฉันบอกแกแล้วว่าอย่าไปข้องเกี่ยวกับคนแบบนั้น แต่แกดื้อดึงจะไป ตอนนี้พอใจแล้วยังล่ะ!”
“พูดอะไรของคุณน่ะ ! คุณไม่เห็นรึไงว่าหนิงหนิงเสียใจขนาดไหน!”
“ตอนนี้คนนอกพูดถึงตระกูลเซิ่งของเรายังไงบ้าง! หาว่าตระกูลเซิ่งของเราไม่รู้ที่ต่ำที่สูง กล้าคิดจะไปเกาะตระกูลฮั่ว!”
หลี่หรูชูนั้นจะลืมได้ยังไง เธอไม่มีทางลืมแน่นอน แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะไปโทษหนิงหนิง
“พ่อคะ แม่คะ ฉันสำนึกผิดแล้วค่ะ” เซิ่งหนิงก้มหน้าลง เธอสำนึกผิดแล้วจริง ๆ
เซิ่งจี้เถียนสบถเหอะ ต้องการสั่งสอนอีกสองสามคำ แต่โทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาซะก่อน
“ว่าไงนะ !” จู่ ๆ เซิ่งจี้เถียนก็ลุกขึ้นยืน
“เกิดอะไรขึ้นคะ?” หลี่หรูชูกับเซิ่งหนิงมองไปทางเขา
“เกิดเรื่องขึ้นที่บริษัท ตอนแรกก็ร่วมมือกันอยู่ดี ๆ ทางตระกูลจางผิดสัญญา บอกว่าไม่ทำแล้ว”
เวลาบริษัทร่วมมือกันจะมีการลงนามในสัญญา และจะจ่ายค่าเสียหายในกรณีผิดสัญญา แต่เงินทุนของบริษัทนั้นเอาไปซื้อวัสดุหมดแล้ว ตระกูลจางขอถอนเงินทุน งั้นวัสดุพวกนั้นก็ต้องสูญเปล่า
หลี่หรูชูเองก็เริ่มกังวลขึ้นมาเช่นกัน “งั้นทำไงดีล่ะคะ? พวกเขาไม่รู้เหรอว่านี่ถือเป็นการผิดสัญญาน่ะ !”
“ค่าผิดสัญญานั่น ต่อให้ชดใช้แล้วมันก็แค่เล็กน้อย ฉันไปเจรจากับตระกูลจางดูหน่อยล่ะกัน”
ถ้าการเจรจาล้มเหลว ตระกูลเซิ่งนต้องล้มละลายแน่นอน
เซิ่งหนิงมองดูพ่อของเธอโทรศัพท์หลายครั้ง ตั้งแต่ยอมถ่อมตัวไปจนถึงการถอนหายใจครั้งสุดท้าย เธอรู้ว่าตระกูลจางนั้นตัดสินใจที่จะถอนเงินทุนแน่แล้ว
หลี่หรูชูจับมือเธอไว้แน่นมาตลอด มองเซิ่งจี้เถียนอย่างกังวล
“เป็นไงบ้างคะ?”
เซิ่งจี้เถียนส่ายหัวด้วยความสิ้นหวัง
จู่ ๆ บรรยากาศก็เริ่มกดดันขึ้นมา หลี่หรูชูอดไม่ได้ที่จะตาแดงขึ้นมา แต่กลับปลอบเซิ่งหนิง
“หนิงหนิง ไม่ต้องกังวลนะ วิกฤตในครั้งนี้จะต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน”
เซิ่งหนิงไม่อยากให้พ่อแม่ของเธอกังวลเลยพยักหน้า
หลังอาหารเย็น เซิ่งหนิงก็ออกไปข้างนอก
เธอส่งข้อความหาฮั่วหลิน แต่เขาไม่ตอบกลับ ดังนั้นเธอเลยต้องไปหาเขาด้วยตัวเอง
แต่เธอรออยู่นาน ฮั่วหลินก็ไม่กลับมา
ใช่สิ ตอนนี้เขากำลังอยู่กับคู่หมั้นของเขาสินะ เขาจะกลับมาได้ยังไงกัน
เซิ่งหนิงลุกขึ้นยืนและกำลังจะเดินออกไป ตอนที่มือจับที่ลูกปิดประตูนั้น ประตูก็เปิดออก
“ทำไมเธอยังอยู่ที่นี่อยู่อีกล่ะ?”
พอเห็นฮั่วหลินขมวดคิ้วแน่น เซิ่งหนิงก็รู้สึกเหมือนกับจะหายใจไม่ออก เขาไม่อยากเจอเธอขนาดนี้เลยเหรอ?
“ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณ”
“เช็คกับโฉนดที่ดินวางอยู่บนโต๊ะ เธอเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา” ฮั่วหลินเดินผ่านเธอ สีหน้าของเขาเย็นชาเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด
เซิ่งหนิงฝืนยิ้ม “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอเงินจากคุณ”
“งั้นเธอมาที่นี่เพื่ออะไร?”
“บริษัทของบ้านฉันเกิดปัญหาขึ้น ฉันอยากจะขอความช่วยเหลือจากคุณเพื่อไม่ให้ตระกูลจางถอนเงินทุน อย่างน้อยก็ปิดออเดอร์รอบนี้ให้จบก็ยังดีค่ะ”
“เซิ่งหนิง เรื่องนี้ฉันเข้าไปยุ่งด้วยไม่ได้ คนที่อยู่เบื้องหลังตระกูลจางคือไป๋หงป๋อ”
เซิ่งหนิงอึ้งไปทันที ไป๋หงป๋อ? พ่อตาของเขา มิน่าล่ะฮั่วหลินถึงไม่ยอมช่วยเธอ คงเป็นคู่หมั้นของเขาที่คิดจะเล่นงานตระกูลเซิ่งของเธอ แต่ฮั่วหลินนั้นทำได้แค่ดูอยู่เฉย ๆ
เหอะ ๆ
“เซิ่งหนิง แทนที่เธอจะรอให้ตระกูลเซิ่งล้มละลาย สู้รับเงินพวกนี้ และโฉนดที่ดินไปเลี้ยงดูพ่อแม่ของเธอจะดีกว่า”
เซิ่งหนิงรู้สึกเจ็บหน้าอกราวกับโดนฉีกออกเป็นชิ้น ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าฮั่วหลินนั้นราวกับคนแปลกหน้า เหมือนกับครั้งแรกที่เธอรู้จักเขาไม่มีผิด
“เพราะงั้นคุณรู้มานานแล้วใช่ไหม!”
สามปีนี้เธอคิดว่าในใจของฮั่วหลินนั้นเธอคงไม่เหมือนใคร แต่ความจริงนี้กลับตบหน้าเธออย่างแรง
“เซิ่งหนิง นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอควรมายุ่งด้วย รับเงินแล้วไปซะ”
พวกเขาแสดงความรักบนเตียงตลอดทั้งคืนได้ แต่พอไม่ได้อยู่บนเตียงเขากลับเย็นชามาก
เซิ่งหนิงถอยหลังไปสองก้าว ในที่สุดก็ได้ลิ้มรสความหมายของคำว่าเรื่องที่น่าเสียใจที่สุดคือความเห็นแก่ตัว
เธอจะไปคาดหวังที่จะทำให้คนไร้หัวใจ กลายมาเป็นคนเข้าอกเข้าใจได้ยังไง!
“แต่ถ้าฉันท้องล่ะ? คุณก็จะไม่ช่วยงั้นเหรอคะ?” เซิ่งหนิงมองฮั่วหลินพลางพูดขึ้นมาทีละคำ
“เมื่อวานฉันบอกไปแล้วว่าฉันไม่ต้องการลูกนอกสมรส” ฮั่วหลินตอบอย่างอดทน จากนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้เลยพูดว่า “เธอท้องงั้นเหรอ?”
เซิ่งหนิงหัวเราะเยาะขึ้นมาทันที “คุณให้ฉันกินยาตลอดไม่ใช่รึไงกัน ฉันจะไปท้องได้ยังไง”
เธอตัดใจแล้ว ฮั่วหลินนั้นไม่ใช่คนที่เธอควรจะชอบตั้งแต่แรกแล้ว
“ในเมื่อคุณไม่สามารถช่วยฉันได้ งั้นฉันก็จะไป ขอให้คุณมีความสุขกับชีวิตแต่งงานนะคะ ขอให้มีลูกไว ๆ ...”
เธอไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งคำอวยพรจะเจ็บปวดได้ถึงขนาดนี้
คอของเธอรู้สึกเหมือนโดนมีดฟัน แต่เธอยังคงพยายามกลืนความคับข้องใจนั้นลงไป
ฮั่วหลินพูดขึ้นมาเรียบ ๆ “ก็หวังว่าเธอจะได้เจอคนที่ใช่ไว ๆ นะ”
เซิ่งหนิงหันกลับไป และตอนที่กำลังจะออกไปนั้น จู่ ๆ ก็หยุดไป และพูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า “ฮั่วหลิน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันไม่อยากรักคุณอีก”