ตอน 1

"เจ้าเห็นหรือไม่เขาเป็นบุรุษแท้ๆ แต่กลับงดงามดุจภาพเขียนเทพเซียนของจิตรกรชื่อดัง"

"ใช่ๆ น่าเสียดายยิ่งนัก ผู้คนต่างร่ำลือกันว่าคุณชายชุนหวงท่านนี้เก่งกาจทั้งศาสตร์และศิลป์ล้วนแต่เป็นที่ต้องการของผู้มีอำนาจเงินทอง"

"ก็แค่คำร่ำลืออย่างไรเสียชุนหวงคนนี้เป็นแค่นายคณิกาอยู่ในหอจันทร์ส่องเท่านั้น อย่าไปให้ราคาเลย"สามคนที่นั่งดื่มเหล้าเคล้าหญิงงามต่างถกเถียงกันเมื่อเห็นบุรุษในสุดขาวสะอาดตาไปทั้งตัว นั่งเล่นฉินอยู่ด้านหน้าเวทีที่ยกสูงขึ้นมาไม่มาก รอบบริเวณเต็มไปด้วยโต๊ะรายรอบเสียงอันไพเราะปนเศร้าบรรเลงเพลงล่องลอยไปทั่ว ไม่ว่าชั้นหนึ่งหรือชั้นสองที่ให้สำหรับพ่อค้าวาณิชและเหล่าผู้มีชื่อเสียงเงินทอง มีเบี้ยสูงลิ่วเพียงพอที่จะจ่ายในสถานที่นี้ได้

"ใยเจ้าถึงให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้เล่า หากไม่ชื่นชอบก็มิจำเป็นจะต้องเข้ามานั่งในสถานที่นี้ ท่านก็รู้ว่าคุณชายชุนหวงมีกำหนดเวลาที่จะออกมาบรรเลงฉินให้พวกเราฟัง"หนึ่งในนั้นถึงกับโมโหจนหน้าแดง ทั้งที่มาร่ำสุราด้วยกันกลับขัดแย้งกันเสียแล้ว เพียงเพราะชายหนุ่มที่งามล่มเมืองดูราวหยกเนื้อดี ใบหน้างดงามหมดจดผมดำขลับยาวสยายไปด้านหลังด้านบนมวยเกล้าเพียงครึ่งผูกด้วยผ้าสีขาว มิได้ใส่กวานเฉกเช่นบุรุษอื่น ทั่วตัวสิ่งที่เห็นมีราคาคงจะเป็นแค่หยกสีเขียวเนื้อดีห้อยข้างด้วยพู่สีครามเท่านั้น หากมีนางงามล่มเมืองในฉางอันนี้บุรุษที่งดงามยิ่งกว่าย่อมเป็นผู้ที่ดีดฉินอยู่เบื้องหน้านี่เอง จู่ๆ เสียงฉินที่บรรเลงก็เงียบหายไป เหล่านักร่ำสุรายามราตรีต้องชะงักจอกเหล้าที่กำลังเทเข้าปากหันมามองหน้ากันเลิกลัก

"หากไม่ชอบเสียงดนตรีที่ข้าบรรเลง เช่นนั้นข้าก็ขอตัว"น้ำเสียงกังวานแว่วหวานเยือกเย็นหลุดออกจากปากกระจับสีเรื่อ ชุนหวงขยับกายลุกขึ้นช้าๆ มือข้างหนึ่งอุ้มฉินขึ้นแนบอกก้มหัวลงเล็กน้อย เพียงให้รู้ว่าเคารพจากนั้นก็ถอยหลังหายลับไปกับฉากพับลายนกกระสา ทิ้งให้ผู้คนต่างถอนหายใจด้วยความเสียดายยิ่งเหล่าผู้คนเริ่มถกเถียงกันเองด้วยความโมโห

"เพราะท่านทีเดียวมีตาแต่ไม่รู้จักภูเขาไท่ ทำให้คุณชายชุนหวงถึงขั้นเลิกบรรเลงเพลง"หนึ่งในนั้นถึงขั้นหัวเสีย

"เฮ๊อะ!! "เขาก่นเสียงขึ้นจมูกแล้ววางเงินจำนวนหนึ่งก้วนลงบนโต๊ะโดยแรงแล้วจากไปปล่อยให้มีเสียงเซ็งแซ่ด้วยความไม่พอใจ แต่กลับไม่ได้ทำให้ผู้ที่มีนาม ‘ชุนหวง’ เดินวกกลับมาบรรเลงฉินต่อเลยแม้สักนิด ร้อนถึงแม่เล้าร่างอวบท้วมในสุดสีสดใสเดินเข้ามาพร้อมกับชายร่างกำยำสามสี่นายเพื่อคุมความสงบในหอจันทร์ส่อง

"ใจเย็นๆ ก่อนเถอะเจ้าค่ะคุณชายทั้งหลายวันนี้คนคงไม่สามารถบรรเลงฉินขับกล่อมได้แล้ว อย่างไรเสียข้ายังมีอี้จีที่งดงามบรรเลงฉินและพิณได้ไพเราะไม่ต่างกับชุนหวงเลยนะเจ้าคะ"ฉีเหนียงกวักมือเรียกสตรีร่างอรชรในชุดสีเขียวงดงามเดินกรีดกรายออกมา นางพยักหน้าให้กับคนรับใช้ยกเอาพิณมาวางไว้ให้จากนั้นก็บรรจงนั่งลงบนเก้าอี้ กรีดนิ้วบรรเลงพิณผู้คนในหอย่อมลดความโกรธเกรี้ยวลงในระดับหนึ่งจากนั้นไม่นานต่างก็เพลิดเพลินกับเสียงพิณและเสียงขับร้องจากผู้มาใหม่ นางถึงกับลูบอกตนเองด้วยเห็นว่าเรื่องเหล่านี้กำลังผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

"เกือบไปแล้วๆ เพราะเจ้าชุนหวงแท้ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ามันเรียกแขกได้ละก็ ข้าจะขับไล่ออกไปเสียนานแล้ว"นางตวัดเสียงบ่นกับคนข้างกาย

"เอาน่ายังไงเราก็ได้จากมันเยอะแยะแล้วนี่นา"คาดว่าบุรุษที่เอ่ยปากท้วงคือสามีของนาง

"อย่างนี้จะคุ้มได้อย่างไรกันชื่อเสียงของหอข้ามิป่นปี้ไปแล้วหรือไร เล่นครึ่งๆ กลางๆ นึกจะหยุดก็หยุดไปเสียดื้อๆ หรือถือว่าตนเองเป็นที่นิยม "นางค้อนควัก

"ถ้าอย่างนั้นก็ไปพูดจากันให้รู้เรื่องเลยดีไหมหากมันยังไม่ทำตามกฎ ก็ขับไล่ไปให้พ้นหอนี่ซะ"ฉีเฮ่อเอ่ยปากดักคอผู้เป็นภรรยา ด้วยรู้ว่าสิ่งที่นางงกที่สุดก็คือเงิน ยิ่งชุนหวงเป็นตัวทำเงินให้กับสถานที่นี้ มีหรือนางจะยอมเสียไปโดยง่าย

"ให้แล้วก็แล้วไปเถอะ หากมีคราหน้ามีหรือข้าจะปล่อยปละให้เป็นเช่นนี้ได้อีก"นางโบกมือไปมา ฉีเฮ่อยิ้มอย่างรู้ทัน ชุนหวงเป็นคนที่เขาเก็บมาเลี้ยง เรื่องราวในกลับอดีตผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

.......................................................................

"นายท่านได้โปรดเถิดเจ้าค่ะมิต้องให้ข้าวให้น้ำอันใดแก่ข้า เพียงแค่รับเด็กคนนี้เอาไว้เลี้ยงดูจะให้เขาเป็นทาสหรือเป็นบ่าวรับใช้ ข้ามิขัดขอเพียงได้ให้เขามีชีวิตรอดเท่านั้น"นางที่อุ้มห่อผ้าแพรเนื้อดีสีเขียวด้านในยังมีเด็กน้อยอายุราวสี่ถึงห้าเดือนร้องอ้อแอ้ดิ้นไปมาอยู่ด้านใน กาลก่อนนั้น ฉีเฮ่อยังรุ่นหนุ่มเขาเองมีอาชีพเป็นเพียงผู้ดูแลความสงบหอจันทร์ส่องนี้ สตรีที่ดูขะมุกขะมอมไปทั้งเนื้อตัวยื่นมือที่เปื้อนดำส่งเด็กในอ้อมแขนส่งให้พร้อมกับห่อผ้าสีแดงหนักอึ้ง เขาตาโตเพราะพอจะเดาว่าสิ่งของด้านในคือสิ่งใด

"สิ่งนี้ข้ามอบให้แก่ท่าน สัญญากับข้าให้เด็กคนนี้จะได้ร่ำเรียนวิชา ทั้งดนตรีและหนังสือหากเขาอยากจะเรียนการต่อสู้ท่านจงสนับสนุน ของในห่อนี้ท่านกินจนวันตายก็ไม่มีวันหมด เจียดให้เขาได้ร่ำเรียนด้วยเถิด ส่วนพู่หยกนี้จงมอบแก่เขายามที่เขาเติบโตอายุสิบห้าแล้วได้หรือไม่"น้ำเสียงสั่นๆ ของสตรีผู้นี้เอื้อนเอ่ยพร้อมกับน้ำนองหน้ามอมแมม ตาบวมปูดจากการร่ำไห้จนแยกไม่ได้ว่าใบหน้าแท้จริงเป็นอย่างไร

"ได้หรือไม่"นางถามย้ำส่ายตาก็สอดส่ายราวกับกลัวผู้ใดพบเจอ ฉีเฮ่อยามนั้นละโมบโลภมากเมื่อเปิดพกห่อดูก็ถึงกับตาโต

"ได้ๆ ข้ารับปาก"เขาละล่ำละลักเอ่ยปาก

"ขอบใจท่านมากถ้าเช่นนั้นขอให้รับนายใบ้ผู้นี้ เขาชื่อหลี่เจี๋ย ให้เขาเป็นคนดูแลชุนหวงเถิด ท่านมิต้องมาดูแลด้วยตนเองปล่อยให้หลี่เจี๋ยเป็นผู้ดูแลได้หรือไม่"นางดันเด็กอายุประมาณสิบขวบหน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลาออกมาด้านหน้า

"ได้ย่อมได้มิใช่เรื่องยาก"ฉีเฮ่อพยักหน้าส่ง

"ท่านอย่าคิดว่ารับปากแล้วจะทอดทิ้งชุนหวงกับหลี่เจี๋ยได้ ข้ายังมีคนคอยตามดูแลเขาอยู่ห่างๆ หากวันใดมีเรื่องเกิดขึ้นกับเด็กสองคนนี้ชีวิตท่านย่อมหามีไม่ เข้าใจหรือเปล่า"นางข่มขู่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

"นี่ๆๆ เจ้า...ข้าช่วยพวกเจ้าเอาไว้แล้วแท้ๆ กลับกล้าทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือคนเนรคุณ"เขาโวยวายเสียงดังยังไม่ทันที่จะเป็นจุดสนใจ จู่ๆ คอเขาก็รู้สึกเย็นเฉียบจากคมดาบที่ปรากฏขึ้นยามใดมิรู้เหงื่อกาฬถึงกับแตก

"รู้แล้วใช่ไหมว่าข้าพูดจริง จงดูแลเด็กสองคนนี้ให้ดีมิเช่นนั้นท่านจะไม่มีโอกาสได้ใช้ของเหล่านั้นอีกเลย"ว่าจบนางและคนที่เอาคมดาบจ่อคอหายไปในพริบตา ปล่อยให้เด็กชายในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลยืนอุ้มเด็กที่นอนอยู่ในห่อผ้า

"นี่ข้าคงมิใช่เรื่องหาเหาใส่ตนเองใช่หรือไม่"เขาบ่นกับตัวเองพลางมองเด็กสองคน

"เอาเถอะเรื่องมาถึงขนาดนี้จะให้ทิ้งไปก็ใช่ที่ มาสิเข้ามาข้าจะไปแจ้งนายหญิงเสียก่อน" ครั้งนั้นฉีเฮ่อยังไม่ได้ตกแต่งกับฉีเหนียง พอเขานำเงินทองเข้าไปให้พร้อมกับเล่าเรื่องราวที่พบเจอมา นางก็ละโมบเอ่ยปากบอกให้ฉีเฮ่อตกแต่งนางเป็นภรรยา แล้วมาดูแลหอจันทร์ส่องนี่พร้อมกัน เขาคิดถ้วนถี่แล้วก็มิเสียหายอันใดจึงตกปากรับคำ ทั้งคู่เลี้ยงดูชุนหวงตามประสามิได้ให้ลำบากตรากตรำ แต่ก็มิได้สะดวกสบายเหมือนลูกหลานคนในตระกูล ทั้งยังส่งเสียเลี้ยงดูพอสมควร หลี่เจี๋ยที่กลายเป็นคนรับใช้และพี่เลี้ยงของชุนหวงเฝ้าทำทุกอย่างให้ไม่น้อย อีกทั้งห่อพกที่จิงฮัวหรือสตรีนางนั้นมอบให้ต่างหากเพื่อเลี้ยงดูชุนหวงก็มากโข หากแต่ที่นี่ย่อมปลอดภัยกว่าที่ใดดังคำที่ว่า 'อยู่ใต้จมูกย่อมปลอดภัยกว่า'

...............................................

"หลี่เจี๋ยข้าจะทนไม่ไหวแล้วนะ"ชุนหวงนั่งหน้าบึ้งกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ดวงตาสวยสดหงิกงอปากคว่ำภายในห้องหับมิดชิดกว้างขวาง นี่เป็นที่ส่วนตัวเฉพาะของชุนหวง คนที่จะเข้ามาในนี้ได้มีเพียงสองคนเท่านั้น แม้กระทั้งฉีเฮ่อและฉีเหนียงยังมิอาจล่วงล้ำโดยมิได้บอกกล่าว กลางห้องมีโต๊ะตั้งฉินเอาไว้มองดูก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่า อีกทั้งยังมีไน่ยไน่ยที่ทำหน้าที่สาวใช้โดยผ่านการคัดเลือกจากหลี่เจี๋ยให้มาดูแลชุนหวง ม่านขาวพลิ้วไหวตามสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างทั้งยังมีระเบียงไม้ด้านนอกให้ชุนหวงได้ออกไปเล่นฉินให้ผู้คนที่สัญจรได้มีโอกาสได้ฟังเป็นบางโอกาสในยามที่เขามีอารมณ์สุนทรี

"ใจเย็นก่อนเถิดขอรับ"

"ข้าอยากออกไปจากที่นี่เต็มทีแล้ว เจ้ารู้หรือไม่เหตุใดพวกเราจึงต้องมาทนอยู่ในสถานที่แบบนี้ทั้งที่เราสามารถออกไปอยู่กันเองได้"น้ำเสียงหงุดหงิดเอ่ยถาม

"มันไม่ปลอดภัย ข้ามิใช่ว่าเล่าเรื่องทุกอย่างให้ท่านฟังแล้วหรือขอรับ"หลี่เจี๋ยปลอบนายของตน

"ข้าทนไม่ไหวแล้วนี่"น้ำเสียงลดอาการเกรี้ยวกราดลงเมื่อได้ฟังคำปลอบ หลี่เจี๋ยถอนใจเฮือกใหญ่ ยามเขาเติบโตมากขึ้นก็มีคนชุดดำมาสอนวิชาการต่อสู้ให้ หลังจากที่นายน้อยชุนหวงหลับสนิทแล้ว พอเขาเอ่ยปากให้ผู้คนเหล่านั้นสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับนายน้อยกลับมิได้รับการตอบสนอง คิดดูเอาเถิดสอนกันมาตั้งแต่เขาอายุสิบเอ็ดจนถึงเขาอายุยี่สิบเจ็ด ครึ่งคำก็มิหลุดออกจากปากคน เขาได้แต่ทำหน้าที่คุ้มกันนายน้อยชุนหวงและเรื่องที่เขาพูดได้ก็ยังคงเป็นความลับอยู่อย่างนั้น

"ข้าอึดอัด"

"ข้าน้อยเข้าใจ แต่เรื่องความปลอดภัยมันสำคัญกว่าเรื่องนี้ ขอท่านจงอดทนเมื่อถึงเวลาพวกเราจะจากไปทันที"

"แต่เรื่องมันผ่านมาสิบเจ็ดปีแล้วทุกอย่างย่อมถูกลืมเลือนใช่หรือไม่"

"กลุ่มคนเหล่านั้นย่อมมิปล่อยให้ท่านผ่านสายตา เห็นแก่พวกเราที่ปกปิดสถานะท่านมาจนถึงป่านนี้ อย่าทำให้มันสูญเปล่าเลยนะขอรับ"

"เฮ้อ! ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าให้ไน่ยไน่ยเตรียมน้ำเถอะ ข้าอยากอาบน้ำแล้ว"ชุนหวงเอ่ยปากลุกขึ้นยืน หลี่เจี๋ยเดินหายไปชั่วครู่ ก็กลับมาตามด้วย สาวใช้ในชุดผ้าฝ้ายสีขาวเดินเข้ามาย่อเข่าคาวรวะ

"นายน้อย"

"ไน่ยไน่ยน้ำร้อนได้ที่หรือยัง"ชุนหวงเอ่ยปากสองมือกางออกกว้าง ให้หลี่เจี๋ยกับไน่ยไน่ยช่วยกันปลดผ้าคลุมและชุดด้านนอกจนเหลือแค่กางเกงสีขาวบางตัวเดียว

"เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะนายน้อย"ไน่ยไน่ยอดหน้าแดงทุกครั้งไม่ได้ที่เตรียมอาบน้ำให้ชุนหวง รูปร่างขาวนวลกระจ่างตามิได้อ่อนช้อยเหมือนเช่นสตรี หากแต่เอวบางคอดเรียวขาขาวเนียนยาวได้ส่วนนิ้วมือเรียวเหมาะแก่การอ่านและเล่นดนดรี งดงามไปเสียทั้งตัว เสียงกระเบื้องบนหลังคาดัง'กร๊อก' หลี่เจี๋ยรีบตวัดผ้าคลุมขาวผืนใหญ่มาห่มให้ชุนหวงเอาไว้ปิดบังเรือนร่าง สบตากับไน่ยไน่ยและกระโจนออกจากระเบียงเพื่อขึ้นไปบนหลังคา น่าเสียดายที่ไม่พบเจอสิ่งผิดปรกติใดๆ ชุนหวงถอนหายใจอีกครา ทำไมเขาถึงไม่มีวรยุทธเฉกเช่นคนอีกสองคนขนาดไน่ยไน่ยเป็นอิสตรียังเก่งกาจกว่าเขาเสียอีก

"นายน้อยท่านปลอดภัยหรือไม่"หลี่เจี๋ยกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมเอ่ยถาม

"จะให้ข้าเป็นอะไรได้พวกเจ้าสองคนออกจะหูไวตาไวปานนี้"

"อย่าได้ประมาทไป เมื่อครู่ย่อมมีคนมาสอดแนมเป็นแน่ แต่ไฉนเราสองคนถึงไม่รู้ตัว ฝีมือช่างเยี่ยมยุทธนักไม่รู้ว่าเป็นคนของฝ่ายไหน"หลี่เจี๋ยยังร้อนใจ

"ข้าจะลองออกไปสืบดูด้านนอก"ไน่ยไน่ยเอ่ยปาก

"ดีเช่นนั้นสืบมาข้าจะดูแลนายน้อยเอง"จากนั้นไน่ยไน่ยก็หายไปจากหน้าต่างอีกครั้ง

"ออกทางประตูกันไม่เป็นใช่หรือไม่"ชุนหวงทั้งแง่งอนทั้งอิจฉา ลองให้มาแข่งกันเรื่องเกี่ยวกับดนตรีสิมีหรือเขาจะสู้ไม่ได้ แต่เรื่องวรยุทธกลับมิเทียบเท่า แม้แต่เรี่ยวแรงปืนป่ายยังไม่ค่อยมีคิดแล้วก็ให้ท้อแท้กับความอ่อนแอของตนเองไม่น้อย

"มีพวกเราท่านจะกลัวอะไรขอรับ การฝึกแบบนี้มิใช่เรื่องน่าสนุกเป็นท่านเองที่จะทานมิไหว"

"นี่เจ้าลืมไปแล้วหรือไรว่าข้าเป็นบุรุษเช่นเดียวกับท่าน"หลี่เจี๋ยกวาดตามองไปทั่วตัวนายน้อยของตนเองพลางนึกในใจ 'เป็นบุรุษแต่กลับงามล่มเมืองยิ่งกว่าสาวงามเสียอีกแล้วอย่างนี้จะให้วางใจได้อย่างไรกันเล่า'

"ขอรับๆ ไม่ลืมขอรับท่านอาบน้ำเถิดน้ำเริ่มจะเย็นแล้ว"

ตอน 2

หลังจากที่ทั้งสองสืบเสาะว่าเป็นผู้ใดแอบขึ้นบนหลังคาเพื่อตามสืบข่าวของชุนหวงหรือไม่ แต่กลับไร้วี่แววว่าจะเป็นผู้ใดกันแน่ คนทั้งคู่กลับมาจัดการแต่งตัวให้นายน้อยชุนหวงให้เรียบร้อยเสียใหม่ ดูเหมือนว่าสีขาวจะกลายเป็นสีประจำตัวของเขาไปเสียแล้ว เลยพลอยทำให้ผู้ติดตามทั้งหลี่เจี๋ยและไน่ยไน่ยต้องใส่สีขาวตามไปด้วยเพียงแต่เนื้อผ้าแตกต่างกันเท่านั้นเอง

"พู่ขอรับ"ชุนหวงรับพู่หยกมาห้อยข้างเอวด้วยท่าทีปรกติ สีหน้าหม่นหมองเขาอยู่ที่นี่ไม่ได้เป็นที่ประจักษ์แน่ชัดว่าตนเองอยู่ในฐานะใด มิใช่บุตรแต่ก็มิใช่คนที่มาทำงานในหอนี้เขาฐานะของเขาจึงดูเหมือนดีแต่ก็ไม่ดี หากเขาได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ผู้ทรงความรู้ ทั้งศิลปะและดนตรีทั้งยังได้ศึกษาตำราเรียนต่างๆ มากมาย หน้าที่ประจำของเขาคือการขับกล่อมบรรเลงเพลงฉินให้ผู้คนที่เข้ามาฟังและคุยกับบรรดาคุณชายทั้งหลายเกี่ยวกับบทกวี เรื่องที่เขาพอใจ ในการดำรงชีวิตอยู่ที่นี้คือคนที่เลี้ยงดูเขาไม่เคยบังคับทางตรงให้ออกมาขับกล่อมดนตรีหรือต้อนรับแขกเหมือนชายคณิกา หอจันทร์ส่องนี้มีทั้งคณิกาหญิงชายและยังมีอี้จีที่มีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกลถึงต่างเมือง โดยเฉพาะเขา เพียงแค่คิดเท่านั้นชุนหวงก็อดทอดถอนใจในโชคชะตาตัวเองไม่ได้ดูคล้ายครึ่งผีครึ่งคนจะดีก็มิใช่จะเลวร้ายก็มิเชิงได้แต่คาบลูกคาบดอกอยู่เช่นนี้

"ได้ตัวคนหรือไม่"เขาเอ่ยถามหลี่เจี๋ย

"ยังไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดนายน้อยโปรดระวังด้วยนะขอรับ"หลี่เจี๋ยเอ่ยปาก

"ข้ามีเจ้าสองคนยังต้องระวังตัวอีกหรือ คนที่มาสอนวรยุทธให้พวกเจ้าใช่น้อยหน้าใครที่ไหนกัน วิชาออกจะแก่กล้าปานนั้น"

"แต่เรายังไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดกันแน่นะเจ้าคะ ระวังตัวไว้บ้างก็ดี"ไน่ยไน่ยหยิบเสื้อคลุมสีขาวขอบประดับขนกระต่ายสีเดียวกันคลุมไหล่ให้ จริงอยู่ช่วงนี้คือฤดูใบไม้ผลิอากาศไม่ได้หนาวเย็นแต่เป็นเพราะความเคยชินเสียมากกว่า

"ข้าจะลงไปข้างล่างวันนี้มีงานชีซีข้าอยากเห็นโคมไฟ"บรรดาโคมไฟงดงามต่างประดับประดาเต็มท้องถนน หญิงสาวต่างถือโคมออกมาเพื่อเซ่นไหว้เทพธิดา "จือหนี่ว์" เทพแห่งการเย็บปักถักร้อย และยังเป็นการแสดงออกถึงความรักของหนุ่มสาว ในตำนานก็คือหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าที่มาเจอกันบนทางช้างเผือกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นหญิงงามจากชนชั้นสูงหรือชาวบ้านต่างแต่งกายงดงามน่าดูชมยิ่งอีกทั้งโคมไฟประดับประดาตามถนนก็งดงามราวกับแดนฝัน

"มันอันตรายนายน้อยอย่าออกไปเลยเจ้าค่ะ"ไน่ยไน่ยทำหน้าหนักใจชุนหวงบ่ายตัวเองหันไปมอง หลี่เจี๋ยด้วยสายตาออดอ้อนริมฝีปากแดงฉ่ำเม้มน้อยๆ คล้ายกำลังจะร้องไห้ด้วยรู้ดีว่าคนผู้นี้มักตามใจเขาเสมอมิกล้าขัดใจ แค่เห็นเขาปากคว่ำก็รีบเอาอกเอาใจแล้ว

"ช่างเถอะ ไน่ยไน่ยให้นายน้อยออกไปชมความงดงามของโคมประดับเถอะ เราสองคนอยู่ด้วยไม่น่าจะมีปัญหาใด"หลี่เจี๋ยยอมแพ้ต่อสายตาคล้ายเด็กทารกอ้อนขอถังหูลู่เช่นใดเช่นนั้น ไน่ยไน่ยได้แต่ค้อนควักมิกล้าขัดกับความเออออของหลี่เจี๋ย

"ก็เป็นเช่นนี้ เพราะมีคนคอยตามใจแบบนี้ นายน้อยเลยมิตระหนักถึงภยันตราย"ไน่ยไน่ยอดบ่นไม่ได้ หลี่เจี๋ยยิ้มน้อยๆ เขาต้องกลายเป็นคนใบ้ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก ร่างสูงใหญ่ร่างกายกำยำเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเป็นคนคุ้มกันให้กับชุนหวง ใบหน้าคมคายทำให้รู้ว่าหาใช่ชาวฉางอันแต่กำเนิด ไม่ต่างกับไน่ยไน่ยที่ร่างกายบอกบางอ้อนแอ้นดวงหน้าถือว่างดงามสะดุดตาไม่น้อยเรียกได้ว่าทั้งนายบ่าวชายหญิงล้วนสะดุดตาผู้คน ไน่ยไน่ยถูกคัดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ทั้งถูกกรำฝึกฝนและถูกสอนสั่งให้เป็นคนดูแลชุนหวงอีกทางหนึ่งเรื่องความซื่อสัตย์ของทั้งคู่มิต้องเอ่ยถึงเรียกได้ว่าหากเกิดเรื่องถึงนายตนต้องผ่านสองคนนี้ไปเสียก่อน

"เช่นนั้นพวกเราจะช้าอยู่ใยไปกันเถอะ"ชุนหวงกล่าวอย่างร่าเริง รีบก้าวเท้าออกจากห้องทางด้านหลังของหอจันทร์ส่อง ซึ่งย่อมมีทางออกอีกทางเพื่อมิให้ปะปนกับแขกเหลื่อที่มาดื่มกินในหอนี้ ทั้งสามรุดออกไปยังท้องถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนหนึ่งหญิงหนึ่งชายทั้งคู่ต่างสอดส่ายสายตาระแวดระวังภัยให้คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้า คนที่ไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเองเลยสักนิดและไม่ตระหนักถึงภัยที่คืบคลานเข้ามาหาตัวเองด้วยซ้ำ

"ถังหูลู่! พวกเจ้าเอาหรือไม่"ชุนหวงออกมาด้านนอกได้นับครั้ง บัดนี้เขาอายุสิบเจ็ดปีย่อมมีอิสระมากขึ้น ถึงแม้ว่าฉีเฮ่อจะไม่อยากให้ออกมาแต่ขัดหลี่เจี๋ยกับไน่ยไน่ยไม่ได้ ทั้งยังมีจดหมายลึกลับส่งมาว่าห้ามกักขังชุนหวงอีกต่อไป สองคนส่ายหน้าชุนหวงจึงเลือกสั่งให้ตัวเองหนึ่งไม้เดินชมโคมไปกินไปตามทาง เพราะผู้คนหนาแน่นทั้งยังมีเด็กน้อยวิ่งไล่กันไปมา ความที่ไม่ทันระวังมีชายหนุ่มท่าทางเมาเดินสะเปะสะปะมาชนเข้ากับชุนหวงจนเซ สองคนจึงปรี่ไปรั้งตัวเอาไว้สีหน้าของหลี่เจี๋ยร้อนรนไน่ยไน่ยเองก็ไม่แตกต่าง ร่างบางในชุดขาวจึงถูกบังจนมิดด้วยคนร่างสูงกับหญิงสาวใบหน้าจัดว่าดีอีกผู้หนึ่ง

"นายน้อยชุนหวงเจ็บหรือไม่เจ้าคะ"

"ไม่เป็นไรแค่คนเมาปล่อยไปเถอะน่า"ชุนหวงส่งเสียง ไน่ยไน่ยจึงจำต้องปล่อยไปตามคำสั่ง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินจู่ๆ ร่างบางก็ซวดเซไปกระแทกเข้ากับแผงขายเครื่องประดับและทรุดตัวลงโดยไม่รู้สาเหตุ ยังโชคดีที่หลี่เจี๋ยปราดเข้าไปประคองร่างเอาไว้ได้ทันท่วงที

"นายน้อย!! "ไน่ยไน่ยอุทานด้วยความตกใจ หลี่เจี่ยคว้าร่างบางขึ้นในอ้อมแขนทันควันมิยอมให้เสียเวลาแม้แต่นิด

"เร็วรีบพานายน้อยกลับหอ"หลี่เจี๋ยกัดฟันพูด ทั้งคู่ใช้กำลังภายในรุดไปที่หออย่างรวดเร็ว ใบหน้างดงามซีดเผือดจนเริ่มเขียวปากได้รูปปรากฏสีม่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาดูเลื่อนลอยไม่ได้สติ

"นายน้อยโดนพิษจากที่ใดกัน เร็วเข้าหาว่าอยู่ตรงไหน"ไน่ยไน่ยรีบถอดเสื้อผ้าของชุนหวงออกเหลือแต่เสื้อกลางชั้นในสีขาว ฝ่ามือหยาบกร้านจากการทำงานและจับกระบี่ลูบไปทั่วตัวตั้งแต่หลังกกหูแผ่นแผ่นหลังแขนขาเพื่อสำรวจว่าโดนพิษตรงส่วนไหนของร่างกาย

"ข้าจะส่งจดหมายเจ้ารีบหาร่องรอยเร็วเข้า"หลี่เจี๋ยโผล่ไปตรงระเบียงนกพิราบสีขาวที่เกาะขอบอยู่ถูกจับมาใส่กระดาษเล็กๆ สีขาวจากนั้นถูกปล่อยตัวให้บินไปในอากาศหายไปในพริบตา

"หลี่เจี๋ยท่านดูนี่"เสียงไน่ยไน่ยร้องเรียกด้านในเขาจึงรีบเข้าไปดูตรงลำคอขาวผ่องของชุนหลีปรากฏรอยแดงเป็นจุดเล็กๆ เลือดที่ซึมออกมาเล็กน้อยกลายเป็นสีดำเขารีบคว้าข้อมือบางขึ้นมาจับชีพจร จังหวะการเต้นเริ่มแผ่วลงไปเรื่อยๆ จนเกือบจะราบเรียบ

"แย่แล้วนายน้อยถูกเข็มพิษของตำหนักมู่ชิง"

"เป็นไปได้อย่างไรกัน การคุ้มกันพวกเราใช่จะบกพร่อง"ไน่ยไน่ยกัดปากยังไม่ทันถึงครึ่งเค่อ ก็มีชายฉกรรจ์สวมชุดดำปกปิดหน้าตาลอยเข้ามาในห้องด้วยท่าทีร้อนรนถึงสามคนหนึ่งในนั้นปราดเข้าไปหยุดที่ตั่งนอนทันทีโดยไม่ได้กล่าวคำใด

"ถอยออกมา"เสียงหนึ่งออกคำสั่งอีกหนึ่งทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียงรีบจับชีพจรของชุนหวงนิ่งฟังจังหวะของการเต้นแววตาที่อยู่ภายใต้ผ้าสีดำดูวิตกกังวลยิ่งนัก

"พิษเหมันต์! ผู้ใดโดนเข้าจะค่อยๆ หนาวเหน็บจากภายใน เส้นเลือดจะจับตัวกันเป็นน้ำแข็งจนตาย"ผู้ที่คุกเข่ารายงาน

"ยาถอดพิษเล่า"ชายชุดดำที่ยืนอยู่อีกผู้หนึ่งร้อนรนถามไถ่

"ไม่มี เราทำได้แค่สกัดพิษไว้ก่อนแล้วให้คนไปเอามา"

"ช้าอยู่ไยรีบสิ"คนชุดดำทั้งคู่ร้อนรน ดูท่าคนที่คุกเข่าจะเป็นหมอรีบลุกขึ้นดันหลังของชุนหวงให้ลุกนั่ง สองมือทาบกับแผ่นหลังขาวนวลสกัดจุดส่งปราณภายในของตนเองให้แก่ชุนหวง ใช้เวลาเพียงไม่นานสีหน้าของชุนหวงเริ่มมีสีซับเลือดขึ้นแต่ยังไร้สติใบหน้าซีดเผือดไร้สี

"รีบไปเอายาแก้พิษมาเถอะอาการนายน้อยยังทรงตัว โชคดีที่เรารู้ไวมิเช่นนั้นอาจจะช้าเกินไป"คนที่สกัดจุดเอ่ยปาก

"ได้"คนที่ยืนออกคำสั่งปราดออกหน้าต่างไปอย่างรวดเร็วกลืนหายไปกับความมืดยามราตรี

"เกิดขึ้นได้ยังไง รายงาน! "ชายชุดดำที่ค่อยประคองชุนหวงลงนอนราบหันมาถามทันที

"ขออภัยพวกเราทำงานผิดพลาดเจ้าค่ะ"ไน่ยไน่ยคุกเข่าสองมือประสานกันเหนืออก หลี่เจี๋ยเองก็ทำเช่นเดียวกันทั้งคู่ก้มหน้านิ่งยอมรับการลงโทษแต่โดยดี

"ข้าว่าคนเมาที่ชนนายน้อยแน่ๆ "หลี่เจี๋ยออกความคิด

"เป็นพวกมัน"ไน่ยไน่ยสำทับ

"นายน้อยใกล้จะยี่สิบแล้ว อีกแค่สามปีจงระมัดระวัง หากนายน้อยเป็นอะไรขึ้นมาสำนักลี่ไป๋จะไร้ผู้นำ"

"เจ้าค่ะ//ขอรับ"สองคนรับปากดวงหน้าเคร่งขรึมไม่ต่างกัน ต่างชะเง้อมองคนที่นอนนิ่งบนเตียงด้วยความวิตก หนึ่งชั่วยามต่อมาชายชุดดำกลับมาพร้อมกับขวดหยกสีขาวขนาดเล็ก ส่งให้กับคนที่ยืนเอามือไพล่หลังยืนรอผลด้วยความอดทน

"หัวหน้าตงยาถอนพิษขอรับ"

"อืม"รับคำแล้วเดินกลับไปหาร่างบางเทยาเม็ดสีน้ำตาลใส่ปากชุนหวง ครั้งแรกที่ป้อนร่างบางไม่สามารถกลืนยาลงคอได้ร้อนถึงคนป้อนคือหัวหน้าตงต้องคลึงลำคอเบาๆ เพื่อให้เม็ดยาไหลลงคอ

"เอาล่ะอีกสองชั่วยามอาการนายน้อยก็จะค่อยๆ ดีขึ้น อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีกเข้าใจหรือไม่"

"เจ้าค่ะ//ขอรับ"คนทั้งคู่ประสานคือคารวะ สามคนชุดดำรีบพุ่งปราดออกนอกหน้าต่างหายไปราวกับสายลม ไน่ยไน่ยพุ่งตัวเข้าไปหาชุนหวงที่ยังหลับตานิ่ง บัดนี้ใบหน้าเริ่มกลับมามีสีดังเดิมลมหายใจไม่สะดุดอีกแล้ว

"หลี่เจี๋ย"

"หืม"

"ทำไมไม่พานายน้อยกลับสำนักเลยล่ะ"

"อันตรายเกินไป"

"แต่นายน้อยไร้ซึ่งวรยุทธเหล่าหัวหน้าจะยินยอมหรือ"

"นายน้อยจะได้เรียนวรยุทธก็ต้องอายุยี่สิบ เคล็ดวิชาประจำสำนักห้ามมิให้ผู้รับตำแหน่งรู้วิชาพื้นฐานมาก่อน จิตจะต้องสัมพันธ์กับเคล็ดวิชาเหล่าผู้อาวุโสจะเป็นผู้ถ่ายทอดเองเท่านั้น"หลี่เจี๋ยตอบข้อสงสัย

"อีกสามปีไอ้พวกต้องการล้มล้างอำนาจยังไม่เลิกตามรังควานพวกเราอีก ผ่านมาถึงสิบเจ็ดปีแล้วแท้ๆ "ไน่ยไน่ยทุบเตียงแรงๆ ทีหนึ่งด้วยความคับแค้น

"หึ! ฝั่งของปาถงอยากขึ้นเป็นใหญ่ สำนักลี่ไป๋ยิ่งใหญ่ทั่วแผ่นดิน มีหรือคนโลภจะไม่หวังช่วงชิง"หลี่เจี๋ยเยาะยิ้มมุมปาก

"ช่างเถอะๆ เราดูแลนายน้อยดีกว่า"บทสนทนาทำให้คนที่แนบหูกับประตูทำหน้าฉงน จากนั้นก็ต้องรีบกระโดดขึ้นบนหลังคาจากแรงสะกิดของอีกคนที่อยู่ด้านหลัง สองคนใช้กำลังภายในกระโดดหนีจากเข็มพิษของไน่ยไน่ยที่ปาออกจากห้อง หลี่เจี๋ยถีบประตูออกไปเพื่อจะมองหาคนที่แอบเข้ามาดักฟังแต่กลับไร้วี่แววเช่นเคย คนทั้งคู่หันมามองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น

"มีคนสอดแนม"ไน่ยไน่ยกระซิบเสียงเบา หลี่เจี๋ยเป็นผู้ออกไปติดตามทิ้งไน่ยไน่ยเป็นผู้ดูแลชุนหวงแทน บุคคลลึกลับรีบถอนตัวจากไปเพราะรู้ดีว่าหลี่เจี๋ยมีวรยุทธสูงส่งไม่น้อย หากประมือกันความสูญเสียย่อมเกิด เขาจึงล่าถอยไม่ยอมให้เกิดการปะทะกันขึ้นเพราะเรื่องที่เขาปรากฎตัวยังเป็นความลับอยู่

"ท่านเจอหรือไม่"ไน่ยไน่ยถามเมื่อเห็นใบหน้าเกือบจะดำคล้ำโผล่เข้ามา

"เป็นผู้ใดกันแน่ มันมิยอมปรากฏกาย ร่องรอยก็ไม่มีให้สืบค้น"หลี่เจี๋ยกำรอบจอกชาเอาไว้แน่น บีบบี้จนป่นเป็นผงด้วยความแค้นเคือง เสียงครางเบาๆ ดังจากเตียงทำให้คนทั้งคู่เลิกพูดจาปรี่เข้าไปดูอาการโดยเร็วไม่สนใจคนที่พวกเขากำลังวิตกอยู่ว่าชื่อเสียงเรียงนามใดและเป็นคนของฝ่ายไหน

"นายน้อย/นายน้อย"

"เจ็บ...."เสียงครางแผ่วดังจากปากรูปกระจับสีซีด มือบางยกขึ้นมากดคลึงขมับตัวเองไปมา

"ท่านแค่ถูกคนเมาทำร้าย"หลี่เจี๋ยรีบบอก

"ตอนไหน"

"มันปล่อยเข็มพิษใส่ท่านโชคดีที่พวกเราไหวทัน ทนเจ็บนิดนะขอรับ"หลี่เจี๋ยประคองชุนหวงให้ลุกขึ้นนั่งหลังพิงกับขอบเตียง ไน่ยไน่ยเดินไปหยิบถ้วยยาที่ต้มรอเอาไว้มาส่งให้ถึงมือ

"ยา..."

"ดื่มเถอะเจ้าค่ะอาการพิษที่ตกค้างจะได้หายไป"ไน่ยไน่ยยิ้มแย้มปลอบประโลมคนที่นั่งพิงขอบตั่งอยู่

"เห้อ! เอามา"ชุนหวงจำต้องรับถ้วยยาที่รู้ฤทธิ์ดีว่าขมขนาดไหนมาดื่ม ใบหน้างดงามเหยเกหลับตาปี๋ยามเมื่อยาไหลลงคอ

"ต่อไปห้ามออกไปข้างนอกนะเจ้าคะไม่ปลอดภัยจริงๆ "ไน่ยไน่ยสำทับ ปรายตาไปมองหลี่เจี๋ยคล้ายกับจะต่อว่าด้วยแววตา

"เอาน่าๆ พวกเจ้าไยต้องมาทะเลาะกันเอง หากจะโทษต้องโทษข้าที่อยากออกไปรนหาที่ตาย"ชุนหวงอาการดีขึ้นมาก เอ่ยปากลดความขัดแย้งของทั้งคู่

"เจ้าค่ะๆ เป็นไน่ยไน่ยที่ห่วงไปเอง"

"อย่าโกรธข้าเลยไน่ยไน่ย ถ้าเราไม่ออกไปข้างนอกจะรู้หรือไม่ว่ายังมีคนปองร้ายอยู่"

"ข้าเห็นด้วยนะขอรับต่อไปอย่าออกไปจะดีกว่า"หลี่เจี๋ยเปิดปากชุนหวงถึงกับอ้าปากค้าง ลองถ้าหลี่เจี๋ยเอ่ยก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นโลกภายนอกอีกเลย

"นี่พวกเจ้า!! "ชุนหวงหน้าหงิกลงทันที เพราะรู้ดีว่าอิสระของตนเองถูกจำกัดขอบเขตเอาไว้อีกแล้ว

ตอน 3

เสียงเหล่านกน้อยต่างร้องเพลงขับขานไปทั้งสวนกว้างใหญ่เหล่าดอกโบตั๋นสีสดแข่งกันชูช่อ กิ่งก้านของดอกท้อสีชมพูสดใสเบ่งบานไปทั่วบริเวณ ทว่าสวนงดงามนี้ไม่รู้ว่าจะทำให้บุรุษในชุดสีดำลวดลายมังกรสีเหลืองที่ยืนมองดอกบัวไหวๆ ในสระกว้างนั้นเพลิดเพลินตาหรือไม่ ทั้งข้างกายยังมีอีกสองบุรุษที่ยืนนิ่งด้วยความอดทนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าอันหล่อเหลาหากกลับดูกระด้างเย็นชาดูคล้ายเทพเจ้าแห่งสงคราม ยืนเอามือไพล่หลังปล่อยให้หนึ่งในผู้คนรายงานไม่หยุดปาก ราวกับจะเปล่งเสียงแข่งกับเสียงนกที่กำลังขับขานบทเพลงอยู่ได้หรือไม่

"อ๋องแปดเคลื่อนไหวได้รวดเร็วปานนั้นแถมไม่รอบคอบ แต่ก็ย่อมต้องมีพิรุธให้ผิดสังเกต"บุรุษที่เอื้อนเอ่ยประโยคแรกน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจจนคนรายงานหยุดเสียงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น

"พะย่ะค่ะหวางเย่*"คนหยุดรายงานขานรับ

"อี้จาง เรื่องที่เปิ่นหวางให้ไปสืบถึงไหนแล้ว"บุรุษในชุดดำลายมังกรหันกายกลับมาช้าๆ บรรจงวางถ้วยชาลวดลายวิจิตรลงด้วยกิริยานุ่มนวลไม่ติดขัด ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้กลมไร้พนักหินอ่อนในศาลากลางสระบัว ทางเดินทอดจนถึงฝั่งยาวสลับคดเคี้ยวไปมาดูงดงามยิ่งนัก ใบหน้าคมคายยกยิ้มเล็กน้อย นิ้วเรียวงดงามอย่างคนไม่เคยตรากตรำงานหนักเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ สายตาทอดยาวออกไปอย่างไร้จุดหมาย

"กราบทูลหวางเย่ ในเมืองมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนไม่ทราบสังกัด แต่สายของเราได้ส่งข่าวมาแล้วว่ามีการลอบสังหารอันนี้ช่างน่าแปลกใจยิ่ง เพราะคนที่ถูกลอบสังหารกลับเป็นชายคณิกาในหอจันทร์ส่องพะย่ะค่ะ"อี้จางรายงานต่อ มือเรียวหยุดเคาะสีหน้าเรียบเฉยขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วคลายออกเป็นเช่นเดิม

"มีเรื่องเช่นนี้? "

"พะย่ะค่ะแต่เสิ่นเล่ยได้ตามสืบจนรู้ความว่าเกี่ยวข้องท่านอ๋องแปดพระเจ้าค่ะ"เสิ่นเล่ยยกมือประสานกันยื่นออกมาด้านหน้าเพื่อรายงาน

"น่าสนใจ เปิ่นหวางต้องหาทางไปชมดูเสียแล้ว"จิ้นหยางขยับกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขาเป็นองค์ชายที่ถือกำหนดจากกุ้ยเฟยของฮ่องเต้องค์เก่า บัดนี้องค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์แทน และเขาก็มีหน้าที่เป็นถึงที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน การคานอำนาจในราชวงค์มีมาทุกยุคทุกสมัย เดิมทีฮ่องเต้องค์เดิมเรียกเขาเข้าเฝ้าเพื่อจะให้ได้ตำแหน่งไท่จื่อ หากเขาได้ปฏิเสธไปเพราะไม่อยากจะรับภาระอันหนักอึ้งของแผ่นดินเอาไว้ หลายครั้งหลายหนที่ถูกเรียกตัวเข้าเฝ้า เขาก็ยังยืนกรานคำเดิม ดังนั้นตำแหน่งไท่จื่อจึงตกเป็นขององค์ชายสี่แทน ครั้งนั้นฮ่องเต้องค์เดิมโกรธเกรี้ยวเป็นนักหนาที่จิ้นหยางอ๋องขัดพระราชประสงค์ หากคำหนึ่งที่เอ่ยทำให้องค์ฮ่องเต้ทรงยินยอมที่จะเปลี่ยนพระทัย เขาเองเป็นองค์ชายห้าความฉลาดปราดเปรื่องทั้งบู้และบุ๋น แถมความคิดลึกซึ้งเหมาะสมกับตำแหน่งไท่จื่อมากกว่าองค์ชายไหนๆ อ๋องแปดเกิดจากสนมปลายแถว พยายามจะหาทางตัดแข้งขัดขาฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมาตลอด นี่จึงเป็นหน้าที่ของที่ปรึกษาต้องคอยสอดส่องเพื่อความปลอดภัยทั้งขององค์ฮ่องเต้และของตัวขององค์เองด้วย

"ไปเถอะวันนี้เราจะไปหอจันทร์ส่องกัน"จิ้นหยางก้าวเท้าเดินเร็วกลับเข้าไปยังจวนด้านในทั้งสองติดตามไม่ห่างกาย ระหว่างที่เดินตามหลังคนทั้งคู่ก็แอบสบตากันเล็กน้อยเหมือนเกี่ยงว่าผู้ใดจะเป็นคนคัดค้านเรื่องที่ท่านอ๋องจะออกไปยังหอคณิกา แต่แล้วคนที่มีน้ำหนักมากที่สุดกลายเป็นอี้จาง

"แต่ว่า..."อี้จางทำท่าจะคัดค้าน จิ้นหยางโบกมือเพียงครั้งเดียวก็ทำให้คนหุบปาก ครั้นเดินกลับเข้าไปด้านในจวนก็ปรากฏหญิงงามในชุดสีครามย่อกายถวายเคารพด้วยกริยาอ่อนช้อยนุ่มนวล กลิ่นถุงหอมในกายส่งกลิ่นคลุ้งจนฉุนจมูก

"หวางเย่"เสียงกังวานใสสะดุดหูใบหน้าแย้มยิ้ม งดงามจนยากจะหาสตรีนางใดมาเทียบเคียงได้ หากนัยน์ตาหาได้อ่อนหวานสมกับใบหน้านั้นไม่

"หวางเฟยมีเรื่องอันใดหรือไม่"จิ้นหยางเอ่ยปาก

"หม่อมฉันนำซุปเห็ดขาวมาถวายเพคะ"น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยปาก

"ไยต้องนำมาเอง นางกำนัลขันทีหายไปที่ใดหมด"เขาเอ่ยถาม ใบหน้าเรียบเฉยจนเดาไม่ถูกว่าคิดสิ่งใดอยู่

"หม่อมฉันอยากปรนนิบัติด้วยตัวเองเพคะ"นางกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มค่อยเดินช้าๆ เข้ามาหยุดใกล้จิ้นหยางอ๋อง เขาเบนกายออกด้วยความนุ่มนวลเชื่องช้าให้อีกฝ่ายไม่ผิดสังเกตและขุ่นข้องหมองใจ

"ลำบากเจ้าแล้ว"จิ้นหยางกล่าวเสียงเรียบมิได้แย้มยิ้มตาม หากแต่ยินยอมให้พระชายาวางถ้วยซุปลงบนโต๊ะ ปล่อยให้คนสนิทยืนรออยู่ด้านหลังฉากพับเพื่อเตรียมเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นชุดธรรมดา เปลี่ยนเป็นระวังแทนด้วยไม่รู้เล่ห์กลของผู้ที่เข้ามาใหม่ว่าต้องการสิ่งใดกันแน่

"จะเสด็จออกไปข้างนอกจวนหรือเพคะ"มู่เหรินเป็นหวางเฟยที่รับพระราชทานมงคลสมรสให้ นางเป็นธิดาของมู่จิงผู้เป็นเสนาบดีฝ่ายขวาผู้ทรงอำนาจในราชสำนักไม่น้อย และมีฐานะเส้นสายโยงใยมากพอสมควรทำให้ยากต่อการต่อกร

"ดูแลเหล่าคนหลังจวนของเจ้าให้ดีเถิด"ถ้อยคำมิได้รุนแรง หากแต่มู่เหรินถึงกับต้องแอบเม้มปาก แม้น้ำเสียงของจิ้นหยางจะราบเรียบแต่ก็บอกเป็นนัยว่าห้ามสอดเรื่องนี้ นางได้แต่เก็บความเจ็บช้ำเอาไว้ในอก

"อี้จางเตรียมตัว"

"พะย่ะค่ะ"จิ้นหยางเดินหายไปในฉากพับ ปล่อยให้มู่เหรินได้แต่กล้ำกลืนความโกรธลงไว้ข้างใน การเป็นถึงหวางเฟยถึงแม้ว่าจะเป็นชายาเอกและได้รับพระราชทานงานอภิเษกแต่กลับไร้การเหลียวแลจากท่านอ๋อง จะมีเพียงค่ำคืนยามเข้าหอครั้งแรกที่ยอมสนิมสนมด้วยตามหน้าที่ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ใกล้ชิดเฉกเช่นสามีภรรยาทั่วไปอีกเลย นางเคยลอบสังเกตว่าสวามีตนเองชอบตัดแขนเสื้อหรือไม่แต่หามีวี่แววว่าอีกฝ่ายจะเป็นเช่นนั้น

"หม่อมฉันทูลลาเพคะ"มู่เหรินย่อกายก่อนจะออกจากห้องบรรทมไปเงียบเชียบ สายตาหกคู่มองจนร่างงามลับหายไปจากสายตาแล้วถึงขยับการเคลื่อนไหว

"ไปกันเถอะ"บัดนี้จิ้นหยางอยู่ในชุดผ้าแพรเนื้อดีสีดำสนิท มือถือพัดที่สลักจากไม้จันเนื้อดีกระดาษที่วาดโดยจิตกรฝีมือเอกถูกกำขึ้นมาโบกช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ไม่มีเครื่องทรงราคาแพงแต่กลับฉายภาพลักษณ์โดดเด่นยิ่งนัก ร่างกายกำยำสูงใหญ่ดูไม่ขัดตาจะมีสิ่งมีค่าก็คือปิ่นที่เสียบกับมวยผมเป็นหยกมันแพะเนื้อขาวกับพู่หยกห้อยสีเดียวกันเท่านั้น

"กระหม่อมว่า..."เสิ่นเล่ยพยายามทักท้วง

"กริ่งเกรงอันใดกัน เจ้าไม่มีวรยุทธหรือข้าไม่มี"จิ้นหยางตวัดพัดให้หุบพับลงเสียงดัง ทั้งอี้จางและเสิ่นเล่ยถึงกับประสานมือก้มหัวลงนิ่ง นั่นแสดงให้รู้ว่าจิ้นหยางอ๋องผู้นี้เริ่มไม่พอพระทัยแล้ว

"ไป!! "ทั้งสามออกจากจวนคนตามหลังพกกระบี่ ต่างจากคนเดินนำหน้าที่มีแค่พัดเท่านั้นทั้งสามเดินท่องเที่ยวตามถนนเหมือนกับผู้คนต่างถิ่นแวะชมในตัวเมือง เสียงเสี่ยวเอ้อตามโรงเตี้ยมต่างตะโกนเรียกคนให้เข้าไปนั่งดื่มสุราน้ำชากันโหวกเหวก หอจันทร์ส่องเองก็ไม่แตกต่าง เพราะที่นี่มิใช่ว่าจะมีเพียงแค่คณิกาเพียงอย่างเดียว ชั้นล่างเป็นที่ดื่มน้ำชาและอาหารเลิศรส ชั้นสองมีการขับกล่อมดนตรีจากอี้จี หากเลยไปด้านหลัง ถึงจะเป็นส่วนที่เหล่าชายและหญิงคณิกาทำหน้าที่ยามค่ำคืนในห้องที่ถูกแบ่งเป็นห้องเล็กๆ มากมายหลายห้อง ทั้งสามทรุดตัวลงนั่งชั้นสอง สามารถมองลงมายังชั้นหนึ่งได้ถ้วนทั่ว เสี่ยวเอ้อรีบเดินมาต้อนรับทันทีเช่นกัน เพราะคนผู้นี้ดูมีสง่าราศีย่อมแปลว่ามีเงินทองพอที่จะจับจ่ายของราคาแพงและทิปงามๆ ให้แน่นอน

"คุณชายรับอะไรดีขอรับ"

"อะไรก็ได้ที่นี่มีใครมีชื่อเสียงบ้าง"อี้จางเอ่ยปากถาม

"ย่อมมีๆ เรามีเหล่าอี้จีงดงาม บรรเลงเพลงไพเราะมาขับกล่อม อาหารขึ้นชื่อมากมายและสาวงามที่ดังไปถึงต่างเมืองล้วนแต่ตามที่นายท่านต้องการ มิทราบว่านายท่านต้องการห้องส่วนตัวหรือไม่"

"อืม เอาอย่างนี้ นายท่านของข้าไม่อยากได้สตรีมาขับกล่อม เลือกห้องที่ดีให้กับเราสามคนเชิญ นักดนตรีที่เป็นชายมาแทนเจ้ามีหรือไม่"เสิ่นเล่ยเอ่ยถาม

"ถ้าอย่างนั้นเชิญด้านในเถอะขอรับ ห้องที่ท่านเอ่ยถึงอยู่ทางนี้ เรามีคุณชายชุนหวงที่สามารถบรรเลงเพลงฉินได้ไพเราะนักอีกทั้งยังเก่งทางด้านกวีและศิลปะอีกด้วย ข้าจะตามเถ้าแก่เนี้ยให้ออกมาต้อนรับพวกท่าน"เสี่ยวเอ้อนำพามาถึงห้องที่บอกเอาไว้ เวลาไม่นานนัก ฉีเหนียงก็รีบมาปรากฏตัวสายตาของนางดุจเหยี่ยวมองหาเหยื่อ นางประเมินคนที่ยืนโบกพัดไปมาช้าๆ และคนที่ยืนเยื้องด้านหลังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพราะรู้แน่ว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ดีมีเงินมาแต่กำเนิด หาใช่พึ่งเป็นเศรษฐีใหม่แน่ๆ

"คุณชาย"ฉีเหนียงเกาะแขนเสื้อจิ้นหยางเอาไว้ ใบหน้าพอกด้วยแป้งขาวโพลนชม้อยชม้ายชายตา ถึงแม้ว่านางจะอายุเข้ากลางคนก็ยังอดใจที่จะชื่นชมใบหน้าอันหล่อเหลานี้ไม่ได้

"ตามคน"อี้จางเอ่ยปาก ปรายตามองมือที่แตะต้องชายแขนเสื้อของจิ้นหยางด้วยสายตาไม่พอใจยิ่ง ฉีเหนียงพานพบผู้คนมากหลากหลายย่อมรู้ดีว่าควรแสดงออกถึงไหนก็ย่อกายลงเคารพ พร้อมกับเดินนำทั้งสามคนขึ้นสู่ชั้นสอง ระหว่างย่างกรายผ่านห้องที่แบ่งออกเป็นสัดส่วนเสียงหยาบโลนปนเสียงครวญครางแว่วออกมาเป็นระยะตามทางที่เดิน

"โปรดรอซักครู่นะเจ้าคะ เราจะตามคนมาบรรเลงเพลงเดี๋ยวนี้"ฉีเหนียงย่อมรู้ว่าคนที่ตามมาไม่ใช่ชุนหวงแน่นอน เพราะขานั้นถึงแม้ว่าจะยอมมาขับกล่อมดนตรีให้ แต่ก็ใช่ว่าจะสั่งการได้ง่ายพอเห็นเงินสองก้วนที่อี้จางส่งให้ก็ตาวาวสมองไม่คิดหน้าคิดหลังอีกแล้ว

"เร็วๆ "

"เจ้าค่ะๆ "นางหายลับพ้นไปจากสายตา จิ้นหยางเดินเข้าไปสำรวจภายในห้องที่แยกออกมาจากผู้คนที่กำลังดื่มกินอย่างออกรส

"สถานที่ไม่เลว"

"พะย่ะค่ะ"เสิ่นเล่ยเอ่ยปากตอบรับ ทั้งสามทรุดตัวลงนั่งรอคอยอาหารและสุรา ไม่นานเสี่ยวเอ้อก็นำเข้ามาวางไว้ให้ เสียงพิณจึงค่อยเริ่มบรรเลง เสียงพิณอ่อนหวานแผ่วพลิ้วไพเราะลื่นหูยิ่ง

"ผู้นั้นใคร"เสิ่นเลยถามเสี่ยวเอ้อ

"นั่นคือเอ้อจงขอรับ"

"นี่คือดาวที่นี่หรือไร"

"มิใช่ขอรับ คนมีชื่อเสียงที่สุดคือคุณชายชุนหวง แต่เขามักจะทำตามอำเภอใจบางครั้งก็ยินยอมบรรเลงบางครั้งก็ไม่ยินยอม นั่นแล้วแต่อารมณ์ขอรับ"

"เราต้องการเขา"อี้จางเอ่ยปาก

"คงมิได้ขอรับ ขนาดเถ้าแก่เนี้ยไปเรียกด้วยตนเองก็ยังไม่ออก นั่นมาย่อมไม่มา"เสี่ยวเอ้อส่ายหน้า ทันใดนั้นกระบี่ก็ถูกชักออกจากฝักจี้ที่ลำคอของเสี่ยวเอ้อทันที เขาถึงกับตัวสั่นด้วยความตกใจ

"เดี๋ยวนี้! "เป็นเสิ่นเล่ยที่ตวาดเสียงดัง เสี่ยวเอ้อถึงกับหน้าซีดเผือดละล่ำละลักบอก

"ขอรับๆ "ร้อนถึงฉีเหนียงและฉีเฮ่อที่วิ่งเข้ามาดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น

"อันใด เกิดเรื่องอันใด"ฉีเฮ่อเปิดปากถามด้วยหน้าตาดุดันตามนิสัย

"พวกเจ้าดูถูกพวกเราขนาดไหน มิใช่ว่าบอกกล่าวแล้วหรือไรว่าต้องการสิ่งที่ดีที่สุด สุราและอาหารย่อมเลิศรส แต่ผู้ขับกล่อมดนตรีกลับเอาผู้ไม่ประสามากระนั้นหรือ"อี้จางเอ่ยโผงผาง

"มิกล้าๆ ข้าน้อยมิกล้า เราจะรีบเรียกชุนหวงออกมาเดี๋ยวนี้ขอรับ"ฉีเฮ่อรีบเอ่ยสะกิดฉีเหนียงและเสี่ยวเอ้อให้รีบออกจากห้องไป แต่ทว่าพวกเขาก็ยังไม่กล้าออกไปโดยพละการ เพราะคนทั้งสามดูแล้วเป็นผู้ทำจริงหาใช่ดีแต่ใช้ปากข่มขู่

"ดี!! "ทั้งสองสำทับ ปล่อยให้จิ้นหยางนั่งหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการใดๆ คนหอจันทร์ส่องเหลือบสายตาสบกัน พอได้ยินเสียงกระแทกกระบี่ลงกับโต๊ะก็รีบออกไปทันทีเหมือนคนกลัวตาย

"อาจจะไม่สามารถออกมาพะย่ะค่ะ ข่าวรายงานว่าคนบาดเจ็บมิใช่น้อย"อี้จางรายงาน

"อืม..รอดู"จิ้นหยางครางรับ เพียงไม่นานกลับมีเสียงฉินบรรเลงแผ่วๆ เข้ามา น้ำเสียงราวกับปุยนุ่นเอ่ยลอดมาจากนอกห้อง ไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก หากหลับตาฟังคงคิดว่าอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ สายลมโบกโชยชวนหลงใหลยิ่ง

"ขออภัยคุณชายทั้งสาม ข้ามิอาจแสดงตัวได้ เพราะมิใคร่สบายเกรงจะทำให้พวกท่านไม่สบายตาตามไปด้วย จึงขอบรรเลงให้ท่านได้ฟังจากนอกห้องได้หรือไม่"น้ำเสียงนุ่มนวลกังวานใสเอ่ยถาม

"ถือว่าดูถูกคุณชายเราอย่างยิ่ง พวกเรามิได้อ่อนแอขนาดนั้น เชิญเข้ามาบรรเลงให้พวกเราฟังด้านในเถอะ"เป็นอี้จางที่ทักตอบ

"แต่ว่า..."ยังไม่ทันเอ่ยจบ ประตูก็ถูกเลื่อนออกด้วยแรงของเสิ่นเล่ย บานประตูเปิดกว้างจนมองเห็นใบหน้าซีดเซียวในชุดผ้าแพรสีขาว นั่งอยู่ชิดระเบียง ด้านหน้ามีฉินวางอยู่มือเรียวขาวผ่องวางอยู่บนสายฉิน ข้างกายมีชายหนึ่งหญิงหนึ่งยืนอยู่แต่งกายด้วยสีขาวเช่นกัน เส้นผมดำขลับปลิวสยายไปตามแรงลมกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นกลิ่นดอกท้อโชยมาบางเบาให้พอสดชื่น จิ้นหยางครั้นเมื่อมองเห็นเส้นผมยาวดำก็คล้ายจะตกตะลึงเล็กน้อย ยิ่งน้ำเสียงที่เปล่งออกมานุ่มนวลยิ่งทำให้นึกอยากเห็นใบหน้าให้ชัดเจนขึ้น

"เชิญด้านในเถอะ"เสิ่นเล่ยผายมือ ชุนหวงทำสีหน้าลำบากใจ เนื่องเพราะตนเองยังบาดเจ็บจากพิษ แต่ขัดฉีเฮ่อกับฉีเหนียงไม่ได้จำใจต้องฝืนสังขารมาบรรเลงฉินให้ผู้คนฟัง

"เกรงว่ามิสะดวกพวกเราต้องขออภัย"เป็นไน่ยไน่ยที่พูดขึ้น

"พวกเรามีเงินทองมากมาย ยินดีที่จะจ่ายเพียงแค่ขอฟังเพลงฉินที่เขาร่ำลือกันว่าไพเราะนักหนาได้หรือไม่ ถึงแม้นว่าคุณชายท่านนี้จะบรรเลงฉินให้ฟังได้ แต่ไม่เห็นหน้ามันก็กระไรอยู่จริงหรือไม่"อี้จางกล่าว

"เชิญด้านใน"น้ำเสียงราบเรียบยิ่ง แต่กลับแสดงถึงพลังอำนาจบางอย่าง ทั้งสามจึงมิกล้าโต้แย้ง ทั้งสองคนจึงได้แต่ค่อยประคองชุนหวงให้เดินเข้าไปด้านใน หลี่เจี๋ยนำฉินมาวางไว้ตรงหน้า ชุนหวงเหงื่อออกจากการฝืนเดินมานั่ง หยดน้ำพราวไปทั่วบริเวณไรผมแสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามากระทบใบหน้า ยิ่งดูงดงามราวกับภาพวาด จินหยางนั่งนิ่งมิกล่าวซ้ำลอบสำรวจคนที่ตั้งท่าบรรเลงด้วยสายตายากที่จะอ่านว่าคิดการสิ่งใดอยู่

"เขาบาดเจ็บ"น้ำเสียงแผ่วเบาหากชัดเจนกับสองผู้ติดตาม

"พะย่ะค่ะสายข่าวของเรารายงานไม่พลาด"เสิ่นเล่ยกระซิบตอบ

"ตามให้รู้เรื่อง เปิ่นหวางต้องการรู้เรื่องราวของคนผู้นี้"จิ้นหยางกลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง ดวงตาคมกริบจ้องใบหน้าขาวผ่องจนอีกฝ่ายต้องเสหลบสายตา เพราะเดาไม่ถูกว่าผู้ที่ร่างกายกำยำดูมีสง่าราศีผู้นี้จับผิดเรื่องใดกันแน่

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED