ย้อนกลับไปเมื่อตอนปี 1 สมัยที่การสอบเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาไม่ได้แบ่งย่อยจนปวดหัวแบบนี้ เด็กม.ปลายส่วนใหญ่จะเลือกหาที่เรียนพิเศษเพื่อติวสำหรับเรียนต่อมหาวิทยาลัย เริ่มตั้งแต่ไม่มาเรียนและเข้าแคมป์ติวเข้ม หรือเรียนพิเศษเข้มข้นตอนเย็น เป็นเช่นนี้เหมือนกับวงจรอุบาทว์ที่หนีอย่างไรก็ไม่พ้นเสียที แต่หมี่ขาวไม่ได้โชคร้ายขนาดนั้น
จะเรียกว่าเป็นเรื่องดีในโชคร้ายหรือเรื่องร้ายในโชคดีกันนะ
เพราะที่บ้านของเธอมีแม่เป็นหัวหน้าครอบครัว แม้ว่าจะเป็นเด็กที่ได้รับเงินทุนการศึกษาแบบเต็มก็ยังบอกไม่ได้ว่าสบายจนสามารถเรียนพิเศษได้ ทุนการศึกษาที่ได้ยังมีเงื่อนไขอยู่ว่าห้าม กู้เงินเรียน&;
แน่ล่ะ...สำหรับเด็กที่มีฐานะปานกลางมาจนถึงยากจนล้วนต้องได้ยินเรื่องการกู้เงินเรียนจากรัฐบาล บ้างก็ว่าดี บ้างก็ว่าไม่ดี เพื่อนของเธอหลายคนได้รับเงินกู้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) มีทั้งที่บ้านฐานะยากจนจริงๆ และบ้างก็กู้มาเพื่อใช้จ่ายอื่นๆ ตัวอย่างเช่นผ่อนโทรศัพท์มือถือ ซื้อของใช้ จ่ายค่าเรียนพิเศษ
โชคดีหน่อยที่เธอได้เรียนเป็นหลักสูตรพิเศษ แม้ว่าค่าเทอมจะแพงกว่าหลักสูตรทั่วไป แต่เพราะเธอได้ทุนเต็มจึงไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เนื้อหาที่เรียนจะเน้นหนักกว่าห้องเรียนอื่นและสุดท้ายยังสามารถเรียนจบก่อนเพื่อนห้องอื่นตั้งหนึ่งเทอม
ซึ่งนั่นเป็นข้อได้เปรียบของนักเรียนห้องเรียนพิเศษ
หลักสูตรที่ว่านี้จะเน้นหนักไปทางกิจกรรม ทั้งกิจกรรมวิชาการและกิจกรรมนอกเวลา รวมไปถึงค่ายโอลิมปิกวิชาการของเขตภาคเหนืออีกด้วย
ค่ายโอลิมปิกวิชาการเป็นประสบการณ์ที่น่าสัมผัส คุณจะได้พบเจอทั้งรุ่นพี่มหา’ลัยหนุ่มหล่อขาวตี๋ สาวสวยหมวยอึ๋มหรือคนอ้วนเตี้ยล่ำ ผอมกะหร่องเหมือนปลาแห้ง แม้กระทั่งตัวใหญ่ยักษ์แต่น่ารักใจดี
สิ่งที่พลาดไม่ได้ในชีวิตมอปลายคือค่ายโอลิมปิกวิชาการเฉพาะสาขา ซึ่งจำลองชีวิตการเรียนหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัย การแข่งขันระหว่างโรงเรียนต่างๆ ในภาคเหนือ ถึงจะเป็นอย่างนั้น ท่ามกลางการแข่งขันก็ยังมีมิตรภาพเกิดขึ้น ยามระลึกถึงเมื่อไรก็ยังคงยิ้มให้ด้วยความรู้สึกดีๆ บางครั้งอาจทำให้พบเจอคนที่คุณปิ๊ง หรือแม้แต่อาจารย์ที่น่ารักซึ่งในอนาคตอาจจะได้สอนคุณในระดับอุดมศึกษา
หากคุณสามารถผ่านไปยังค่ายสองหรือค่ายสามได้ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นใบเบิกทางชั้นดีสำหรับนักเรียนมัธยมปลายที่กำลังต้องการเรียนต่อในสาขาที่สนใจอีกด้วย
ในช่วงเทอมแรกของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนร่วมห้องรวมทั้งหมี่ขาวเองก็เริ่มส่งใบสมัครในสาขาวิชาที่สนใจตามมหาวิทยาลัยต่างๆ พร้อมแฟ้มสะสมผลงานเพื่อหวังให้ผ่านการคัดเลือกแบบรับตรง
แน่นอนว่าสำหรับเด็กที่ผ่านค่ายโอลิมปิกวิชาการ หรือเป็นเด็กที่เรียนดีก็จะมีข้อได้เปรียบตรงนี้อยู่
ยื่นไปที่ไหนก็จะผ่านไปยังรอบสัมภาษณ์ตามเกณฑ์ที่ทางมหาวิทยาลัยต่างๆ กำหนด แต่เด็กภาคเหนือจะทราบกันดีว่าช่วงหนึ่งของชีวิตเด็ก ม.6 ต้องผ่านการสอบสุดหินที่เรียกว่า ‘สอบโควตา’ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเพื่อนบางคนในห้องเรียนถึงหายไปเพื่อติวเข้ม หรือตั้งใจอ่านหนังสือจนแทบไม่ได้กินไม่ได้นอน
เพื่อนในห้องของหมี่ขาวครึ่งหนึ่งเก็บตัวติวหนังสือเข้ม สามในสิบมีที่เรียนแล้ว และที่เหลือคือเด็กขี้เกียจซึ่งมักจะเล่นกีฬาหรือหาอะไรทำในช่วงที่ทุกคนกดดันด้วยความเครียด
แน่นอนว่าเพื่อนในกลุ่มของเธออยู่ใน 50% ที่ติวเข้ม ส่วนเธอนั้นกลายเป็นแกะดำของกลุ่มไปแล้ว
เพื่อนคนแรกรู้ตัวว่าจะเรียนแพทย์ตั้งแต่ ม.4 ดังนั้นเธอจึงตั้งใจเรียนมาก ทั้งๆ ที่ก็ตั้งใจเรียนมาตั้งแต่ประถมแล้วก็เถอะ เพื่อนคนนี้ชื่อ ‘ปลา’ ด้วยความที่ครอบครัวทำมาค้าขาย พ่อแม่สนับสนุนเต็มที่ หมี่ขาวจำได้ว่ามีช่วงหนึ่งปลาอยากเก่งภาษาอังกฤษ เธอซื้อแผ่นเกม Assasin’s Creed มาเล่น เปิดโหมดเสียงภาษาอังกฤษและซับภาษาอังกฤษ ฝึกอยู่พักหนึ่งปลาก็เริ่มคล่องภาษาอังกฤษ และเริ่มเพิ่มระดับตัวเองด้วยการอ่านหนังสือนอกเวลาของ Oxford
หมี่ขาวมักจะไปนอนบ้านปลาและกินข้าวฟรีอยู่เป็นประจำ อาศัยช่วงที่ปลาตั้งใจอ่านหนังสือเล่นเกม Pharaoh เธอจะอ่านหนังสือเรียนบ้างเมื่อเห็นว่าปลาเพื่อนของเธอตั้งใจอ่านหนังสือเกินไปจนรู้สึกละอาย
ตอนสมัครสอบโควตา มหาวิทยาลัย C กำหนดให้เลือกได้สองอันดับ ปลาเลือกอย่างมั่นใจ
1.คณะแพทยศาสตร์
2.คณะทันตแพทยศาสตร์
หมี่ขาวคอตก
ฉันขี้เกียจแบบนี้ ไม่อยากเรียนหมอ ไม่เอาสายการแพทย์ ไม่อยากเป็นครู
แล้วเธอเกิดความคิดบ้าบิ่นขึ้นมา เพราะตอนนั้นเธออยากแอดมิชชั่นเรียนฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ
คนอื่นอาจจะคิดว่าไกลเกินฝัน แต่สำหรับเธอนั้นไม่เคยคิดว่าความฝันอยู่ไกลเกินเอื้อม
สุดท้ายก็เลือกสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุดสำหรับตัวเอง
1.คณะแพทยศาสตร์
2.คณะวิศวกรรมศาสตร์
เพื่อนอีกสี่คนที่เหลือซึ่งช่วงนั้นแทบไม่ได้คุยกัน ต่างก็เลือกคณะสายการแพทย์ ทุกคนมีความฝัน ความฝันของเด็ก ม.6 ทุกคนคือได้เรียนในคณะที่ชอบ มหาวิทยาลัยที่ใช่
ช่วงสอบหมี่ขาวถือว่าเป็นเด็กขยัน หมายถึงว่าขยันกว่าช่วงปกติ 30% ซึ่งตัวเลขนี้ค่อนข้างน่าตกใจ เพราะเธอยังคงไปร้านเกมและเช่านิยายมาอ่านได้ทุกวัน สำหรับเด็กที่ไม่ค่อยเรียนพิเศษอย่างเธอ ยังมีความสุขในการอ่านนิยายมากกว่าอ่านหนังสือเรียนสุดๆ แต่ว่าเธอไม่สามารถละทิ้งอนาคตได้ กลัวว่าถ้าหากไม่กระตุ้นตัวเองสักหน่อย แม้ว่าจะเป็นเด็กฉลาดขนาดไหนก็พลาดได้ และแม่ของเธอคงเสียใจถ้าหากเธอยังไม่สนใจอนาคตของตัวเอง
ที่จริงผลการสมัครรับตรงของมหาวิทยาลัยอื่นส่งมาแล้ว แต่หมี่ขาวไม่ได้ตอบรับ ที่จริงเธอเคยยื่นสมัครคณะโบราณคดีของมหาวิทยาลัยหนึ่ง แต่ดันลืมจ่ายค่าสมัคร เธอคิดว่าถ้าครั้งนั้นสมัครสอบแล้วติด ชีวิตนี้เธออาจไม่ต้องเรียนเคมีอีกเลยตลอดชีวิต
ใช่...เด็กเรียนดีก็มีวิชาที่เกลียด
เธอเกลียดเคมี
ความขยันของหมี่ขาวเพิ่มมาเป็น 50% ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนสอบโควตา ในวันสอบนั้น เด็กศิลป์จะได้รับข้อสอบหมวดวิชาวิทยาศาสตร์คนละฉบับกับเด็กสายวิทย์ และจะมีเวลาในการทำข้อสอบน้อยกว่าเด็กสายวิทย์ 90 นาที
หมี่ขาวทำชีววิทยาก่อน เพราะเธอไม่ถนัด แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่แบบเคมี ฟิสิกส์คือวิชาสุดท้ายที่เธอเลือกทำ และขณะที่เธอเพิ่งเริ่มทำวิชาฟิสิกส์ กริ่งของโรงเรียนก็ดังขึ้น
หมี่ขาวสะดุ้ง เธอลุกขึ้นแล้วสบถในใจว่า ฉิบหายแล้ว
อาจารย์คุมสอบเกือบเดินมาเก็บข้อสอบแล้ว ตอนนั้นสติของเธอกระเจิดกระเจิง หมี่ขาวรีบฝนข้อสอบอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งผ่านไปราวห้านาที มีอาจารย์อีกคนหนึ่งเข้ามาบอกว่าเป็นกริ่งของสายศิลป์ สายวิทย์ยังมีเวลาทำอีกเหลือเฟือ
หมี่ขาวถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ช่วยไม่ได้ สติเธอกระเจิงไปนานแล้ว ได้แต่น้ำตานองในอกเพราะเนื้อหาที่อ่านมาไหลออกไปตั้งแต่ตอนที่กริ่งดังแล้ว
วิชาสุดท้ายของการสอบโควตา สำหรับคนที่เลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ มันคือการสอบพื้นฐานทางวิศวกรรม
มันคือข้อสอบเชาวน์ปัญญา เธอเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างตอนสอบวัด IQ ในห้องเรียนพิเศษ ดังนั้นมันค่อนข้างมองออกง่าย ที่ง่ายที่สุดคือ Drawing หมวดนี้เป็นการมองภาพรูปทรงต่างๆ เธอผ่านมันไปอย่างง่ายดาย
ผลสอบออกมาในเย็นของวันหนึ่ง เป็นวันเดียวกับที่แม่พาเธอไปสอบถามพี่คนหนึ่งที่เรียนมหาวิทยาลัยดังในกรุงเทพ เพราะแม่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะให้เธอไปสอบสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยแห่งนั้นดีหรือไม่
แต่สุดท้ายแม่ก็ตัดสินใจได้ เพราะลูกพี่ลูกน้องของเธอดันมาบอกว่า
“อย่าให้น้องไปเลยอา ร้านเหล้าเยอะ”
เย็นวันนั้นเพื่อนรักอีกคนของหมี่ขาวโทรมา บอกว่าเธอติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า
หมี่ขาวสมองลัดวงจรไปพักใหญ่ ไม่ใช่ว่าผิดหวังที่ไม่ติดหมอ แต่ที่อึ้งเพราะเธอไม่คิดหวังว่าจะติดโควตา แถมตอนนั้นยังไปบนไว้ดิบดีว่าจะกินเจถ้าติดคณะอะไรก็ได้
ส่วนแม่นอยด์ไปพักใหญ่ เพราะแม่ไปบนขอให้ลูกสาวติดหมอ
ลูกสาวมารู้ทีหลังหัวเราะไม่ออก เธอไม่คิดว่าแม่จะคาดหวังให้เธอเรียนหมอขนาดนั้น อีกอย่างไฟในใจของเธอดับไปนานแล้วตั้งแต่ตอนที่เสียคุณยายไป เส้นทางการเป็นหมอของเธอปิดลงตั้งแต่ตอนนั้น
เหลือเพียงความฝันเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ตั้งแต่ประถม
ฉันอยากทำงานกับ NASA
เพื่อนของเธอคนที่โทรมานั้นติดทันตแพทยศาสตร์ ส่วนปลาติดแพทยศาสตร์ และเพื่อนอีกสี่คนยังไม่มีที่เรียน มันเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ชีวิตเด็ก ม.ปลายไม่ได้มีทางเลือกมากเหมือนกันทุกคน
ตัดมาที่ตอนสอบสัมภาษณ์ อาจารย์ผู้สัมภาษณ์สอบถามเธอว่าทำไมถึงอยากเรียนวิศวะ หมี่ขาวยิ้มเขินๆ บอกตามตรงด้วยความรู้สึกแรงงกล้า
“หนูชอบเอนจิเนียร์ในเกมยูริมากเลยค่ะ หนูอยากเป็นแบบนั้น”
อาจารย์หัวเราะ บอกว่าเรียนวิศวะยากนะ จะไหวเหรอ หมี่ขาวยิ้มแห้ง จากนั้นก็จบการสัมภาษณ์แบบงงๆ
ล่วงเข้าสู่ปีที่สาม เธอกำลังจะเป็นพี่ว้าก หลังจากผ่านการรับน้องในปี 1 ผ่านเสียงหัวเราะและกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย จากเฟรชชี่ก้าวเข้าสู่ปีสอง จากปีสองก้าวเข้าสู่ปีสาม ผ้าคาด SOTUS ในปีนี้ของเธอกลายเป็นสีขาวแล้ว
มันเป็นเช้ามืดของวันขึ้นดอย
หมี่ขาวหัวเราะกับตัวเอง เธอทอดสายตามองรุ่นน้องปี 1 ที่ยังไม่ถูกเรียกน้อง มองเด็กน้อยทั้งหลายด้วยสายตาของรุ่นพี่ที่ผ่านชีวิตมหาวิทยาลัยมาพอควร ราวกับผู้เฒ่าในนวนิยายกำลังภายในที่ทอดสายตามองศิษย์ใหม่ก้าวเข้าสู่พิธีการของสำนัก
วันที่พี่จะได้เรียกน้อง
วันที่ลูกช้างจะได้ไหว้พระธาตุ
วันที่เสลี่ยงของเกียร์สายฟ้าจะเหินขึ้นดอย
ในช่วงเวลาที่คล้ายกันเมื่อสองปีก่อน เธอยังไม่เข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดฝนถึงตกในวันที่เปิดสายรหัส สวนสนเต็มไปด้วยรุ่นพี่เกียร์ต่างๆ และต่อมาไม่นานนัก ก่อนเธอจะขึ้นปี 2 ชั้นปีของเธอก็ได้เสื้อช็อป...เกียร์สายฟ้า
หมี่ขาวยิ้มกับธงเกียร์ที่โบกพลิ้ว หวังว่าปีนี้ฝนจะไม่ตก
เพราะสายฟ้า...มากับสายฝน
“หมี่ วันนี้เราจะเดินขึ้นกับเมฆนะ” ฉาย หรือตะวันฉายเดินมาแตะไหล่ หมี่ขาวตื่นจากภวังค์
“วันนี้แต่งซะสวยเลยน้า” หมี่ขาวเห็นว่าอีกฝ่ายสวมช็อปตัวใหม่พร้อมกับกางเกงยีนสีซีด รองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ ใบหน้าน่ารักลงเครื่องสำอางบางเบา เพราะผิวของเธอขาวอยู่แล้ว จึงดูเหมือนไอดอลในซีรีส์เกาหลี ฉายรวบผมยาวสีอ่อนเป็นหางม้า ผ้าพันคอ SOTUS สีขาวผูกไว้ที่คอหลวมๆ มองโดยรวมแล้วยังน่ารักกว่าดาวคณะปี 3 เสียอีก
ฉายกอดคอหมี่ขาวแล้วพูดกลั้วหัวเราะ “แหม...วันนี้ภารกิจถ่ายรูปกับแฟนบนดอยสุเทพยังไม่สำเร็จ ก็ต้องจัดเต็มไว้ก่อนสิ แกเถอะ ยังหาแฟนไม่ได้ระวังจบปีสี่แล้วภารกิจที่ท้ากันไว้ตอนปีหนึ่งจะไม่สำเร็จนะ”
“เหอะ...เหลือเวลาอีกสองปี ยังพอมีเวลาน่า” หมี่ขาวฝืนยิ้มแห้ง มองฉายอย่างเอือมระอา ถึงตอนนั้นจริงต่อให้โดนเพื่อนล้อหมี่ขาวก็มั่นใจว่าจะสามารถหลอกผู้ชายมาถ่ายรูปบนดอยพร้อมติดแฮชแท็ก
#พาแฟนขึ้นดอย
ตอนปีหนึ่งเธอและฉายถูกเรียกตัวไปคัดเลือกผู้นำเชียร์ ไม่ใช่ว่าหน้าตาของทั้งคู่โดดเด่นจนหนุ่มๆ เหลียวมองกันตาเป็นมันหรอก แต่สำหรับคณะวิศวะ ผู้หญิงเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่า สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะผู้ชายในคณะเชิดชูบูชาอะไรทั้งนั้น แต่เป็นเพราะผู้หญิงในคณะมีไม่ถึง 20% แถมเกือบทั้งหมดยังไม่รู้วิธีการแต่งตัวหรือแต่งหน้า กว่าจะออกสาวได้ก็ต้องผ่านการฝึกปรือมาจนขึ้นปีสาม เพราะไม่ใช่ว่าพอคุณจะสามารถแต่งหน้าได้แล้วจะเดินเฉิดฉายในคณะอย่างมั่นใจ แต่เป็นเพราะเพื่อนชั่ว...เพื่อนรักทั้งหลายในภาควิชาที่คอยแซวจนคุณเสียความมั่นใจ เมื่อใดก็ตามที่หน้าของสาววิศวะหนากว่ารองพื้นที่ตัวเองใช้ เมื่อนั้นจะสวยแค่ไหนก็ตามใจคุณเถิด
ตัดภาพมาตอนปีหนึ่ง
ใครที่หน้าใสหน่อย หุ่นดีหน่อย คุณคือสมบัติล้ำค่า
จงไปคัดหลีดซะ...
ตะวันฉายเป็นเพื่อนรหัสติดกันกับหมี่ขาว ถึงแม้จะมีชื่ออยู่ในหอพักนักศึกษาในมหา’ลัย แต่การซ้อมเชียร์ในแต่ละวันนั้นจะเลิกดึกกว่าเพื่อนคนอื่น ช่วงนั้นแม่ของฉายต้องดูแลคุณยายที่ป่วย ส่วนพ่อของเธอเลิกงานราวๆ สองทุ่ม หากตะวันฉายไม่พักที่บ้าน คนที่เหนื่อยที่สุดจะเป็นแม่ของเธอเอง ด้วยเหตุผลนี้ฉายจึงขออนุญาตพี่เชียร์เลิกก่อนคนอื่นเสมอ
การเป็นผู้นำเชียร์จะต้องเป็นคนที่เสียสละ นอกจากจะกลับดึกยังต้องซ้อมเพลงเชียร์หนักกว่าเพื่อนคนอื่นเขา หมี่ขาวไม่มีความมั่นใจในตัวเองเป็นทุนเดิม พอฉายสามารถใช้ข้ออ้างนี้ได้ เธอจึงขอร้องให้พ่อฉายช่วยพูดให้เธออีกแรง โชคดีที่เมื่อพ่อฉายช่วยพูดกับรุ่นพี่ ทั้งคู่ก็ไม่ถูกเรียกตัวไปคัดหลีดอีกเลย
หมี่ขาวไม่อยากเป็นผู้นำเชียร์ เธออยากลงแข่งกีฬามากกว่า
แต่ก่อนที่ตะวันฉายจะรับปากหมี่ขาวว่าจะช่วยพูดกับพ่อเธอให้ ดันคิดชาเลนจ์มาให้เธอรับปากด้วย นั่นคือต้องหาแฟนให้ได้ภายในสี่ปีแล้วพาผู้ชายคนนั้นไปถ่ายรูปบนยอดดอยสุเทพด้วยกัน
ชาเลนจ์น่าอายนี้มีแค่ยัยฉายเพื่อนเธอเท่านั้นที่คิดได้ จนถึงวันนี้หมี่ขาวยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนสาวไปจำมาจากนิยายหรือซีรีส์เรื่องไหน
#พาแฟนขึ้นดอย
แต่ปีนี้ตะวันฉายของเธอกำลังจะพาแฟนขึ้นดอยแล้ว หนุ่มแคมท์อย่างเมฆ มีแฟนว่าน่าอิจฉาไม่พอ แต่จะชวนตาร้อนกว่าคือแฟนของเธอเป็นถึงเดือนแคมท์ นั่นทำให้หมี่ขาวรู้สึกห่อเหี่ยว ไม่รู้ว่าฉายใช้มารยาอะไรถึงตกผู้ชายหล่อรวยจากที่นั่นได้ แน่ล่ะ...นอกจากคณะพวกวิจิตรศิลป์หรือสถาปัตย์ที่ต้องมีทุนหนาในการเรียนเพื่อทำงานสักชิ้น CAMT(แคมท์)เป็นคณะที่ผลาญเงินค่าเทอมไปมากพอๆ กับค่าเทอมหลักสูตรวิศวะเครื่องกลนานาชาติ
“จะตีห้าแล้วรีบไปเถอะ เดี๋ยวต้องพาน้องไปหน้ามอแล้ว”
“จ้า ถึงบนดอยแล้วโทรมานะ เจอกันตอนโค้งสปิริต” หมี่ขาวหลิ่วตาให้เพื่อนสาว รีบผลักเธอให้ออกไปได้แล้ว ทุกครั้งที่เข้าเชียร์เด็กคณะอื่นจะไม่สามารถเข้ามาด้านในได้ แถมตอนนี้ก็มีแต่เสื้อช็อปเต็มไปหมด ถึงจะใจกล้าขนาดไหนก็ยังต้องมีความรู้สึกยำเกรงอยู่บ้างแหละ
“จะพยายามนะ นี่จะไม่ไปกับฉันจริงเหรอ”
“ไม่อะ บอกแล้วว่าจะพาเด็กชมรมขึ้นดอย”
“แน้...ใช่เด็กน้อยคนนั้นหรือเปล่านะ ตามแกเข้าชมรมด้วยนี่” ฉายยิ้มหน้าระรื่น หรี่ตาเหมือนจะจับหาสิ่งผิดปกติจากเพื่อน
“หยุดเลยแก รีบไปได้แล้ว”
“เป็นแบบนี้ตลอดอะ มีคนหลงผิดเข้ามารีบคว้าไว้ก็ดีนะจ๊ะ”
หมี่ขาวรู้ว่าเพื่อนเธอพูดถึงใคร เด็กปีหนึ่งที่อยู่ๆ หลังวันแจกสมุดเชียร์วันแรกก็เดินมาหาเธอในตอนเช้าของวันถัดมาแล้วถามว่า
‘พี่อยู่ชมรมอะไรครับ’
ตอนนั้นเธอยังงงอยู่ แต่ว่าต้องตีหน้าเข้มแล้วบอกตามสคริปต์กลับไปว่าฉันไม่ใช่พี่คุณ ‘วอลเลย์บอล’
เด็กคนนั้นหลิ่วตาให้ แถมยังยิ้มกว้างสว่างไสวเหมือนพระเอกโฆษณายาสีฟัน ‘แล้วเจอกันครับ...’
“อย่าพูดมากน่า รีบไปก่อนที่ฉันจะโทรบอกแฟนแกว่าแกไม่ไปแล้ว” หมี่ขาวรีบปัดเรื่องเหลวไหลนั่นออกไปจากหัวก่อนที่เธอจะเป็นบ้า เพราะหลังจากเข้าชมรม เด็กคนนั้นดันตามติดเธอเป็นเงาตามตัว ไม่กลัวว้าก ไม่กลัวยึดสมุดเชียร์ ไม่เคยทำผิดระเบียบ ไม่เคยโดนลงโทษ
ยอดเยี่ยม!
ฉายขี้เกียจเซ้าซี้ต่อเพราะแฟนหนุ่มกำลังรอเลยทำเสียงจิ๊จ๊ะ ก่อนไปยังอดกำชับไม่ได้อีกว่า “อย่าหายหัวล่ะ ไปถ่ายรูปกัน”
“ได้สิ เก็บแบตมือถือไว้ด้วยนะ อย่าถ่ายจนแบตหมดล่ะ”
ฉายหัวเราะคิก ตบกระเป๋ากางเกงยีนดังปุ “มีพาวเวอร์แบงก์ย่ะ”
หมี่ขาวหัวเราะเหอะๆ “ระวังระเบิดแล้วกัน”
เธอมองส่งจนเพื่อนสาวเดินออกไปจากหน้าเหมือง ไม่อยากคิดเรื่องหลอกผู้ชายขึ้นไปถ่ายรูปบนดอยอีก อดีตตอนปีหนึ่งนั้นสดใสก็จริง แต่ก็เต็มไปด้วยความห่อเหี่ยวเช่นกัน เพราะสีสันอีกหนึ่งสีที่ขาดหายไปนั่นก็คือสีของความรัก
ว่ากันว่าชีวิตในรั้วมหา’ลัย เฟรชชี่ก็เหมือนผ้าขาวผืนหนึ่ง รอให้แต่งแต้มสีสันของชีวิตลงไป