"อื้อ..." เสียงครางดังออกมาจากหญิงสาวที่นอนเขย่าไปตามแรงเคลื่อนของม้า แสงแดดจากท้องฟ้าสาดลงมากระทบใบหน้า นางลืมตาขึ้นมาช้า ๆ แต่แล้วก็ต้องปิดตาลงไปใหม่อีกครั้ง
"น้ำ..หิวน้ำ"
"หิวก็ลุกขึ้นมากิน ที่นี่ไม่มีบ่าวคอยรับใช้เจ้าหรอกนะ" ร่างอรชรขมวดคิ้วขึ้น เธออยู่คนเดียวที่ห้องนี่นา แล้วนั่นเสียงใครกัน หญิงสาวรีบผุดลุกขึ้น อาจเพราะลุกเร็วจนเกินไป จึงเกิดอาการเวียนศีรษะ เธอยันตนเองบนพื้นแข็ง ๆ ปรับลมหายใจเข้าจนเข้าที่ แล้วจึงหันไปมองรอบ ๆ
ดวงตาเรียวเบิกกว้างตกใจจนหน้าเผือดสี มือเรียวยกขึ้นมาหยิกที่แขนเล็ก ๆ เธอต้องฝันไปแล้วแน่ ๆ เซียวลี่หลินตื่นสิ ตื่นเดี๋ยวนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรความจริงตรงหน้าก็ทำให้เธอหวาดกลัวเหลือเกิน
"โอ๊ย!!..ทำไมเจ็บล่ะ..ทำไมหยิกตัวเองแล้วเจ็บ นี่กำลังฝันอยู่ใช่ไหม" ต้นแขนแดงเป็นรอยเล็บความเจ็บแล่นขึ้นไปถึงหัวใจ บ่งบอกว่าไม่ได้ฝัน ภาพตรงหน้านี้มิใช่ผนังห้อง แต่เป็นต้นไม้ที่กำลังเคลื่อนออกไปช้า ๆ เธอก้มลงไปมองก็เห็นว่าตนเองนอนอยู่บนเกวียน ใช่แล้ว!!..เป็นเกวียนที่ขนของมาเต็มคันรถ แล้วเสียงห้วนเมื่อสักครู่เล่า เป็นเสียงใครกัน เซียวลี่หลินหมุนตัวหันไปด้านหน้า ก็เห็นแผ่นหลังกว้างที่เปียกไปด้วยเหงื่อ
"คุณเป็นใครคะ" เสียงหวานสั่นเครือเบาจนไม่เหมือนเสียงตนเอง
"คุณอะไรของเจ้า..เป็นบ้าไปแล้วหรือ อย่าได้คิดเล่นลูกไม้กับข้าอีก ครั้งนี้หากเจ้าหนีไป ข้าจะปล่อยให้พวกโจรข่มเหงเจ้าเสีย อย่าหวังว่าข้าจะไปช่วยอีกเลย" ร่างอรชรทรุดตัวลงไปกองกับพื้นไม้แข็ง ๆ ภาพต่าง ๆ ไหลเข้ามาฉากต่อฉาก หญิงสาวยกมือขึ้นกุมศีรษะตนเองและร้องครางออกมา ทว่าบุรุษร่างสูงใหญ่ที่กำลังบังคับม้าลากเกวียนมิได้หันมาเหลียวแลเลยสักนิด
นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เซียวลี่หลินไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ นางมิใช่สตรีชั่วร้ายผู้นี้ นางมิได้แซ่จ้าว แต่นางแซ่เซียว ต่อให้มีนามเช่นเดียวกัน แต่กลับไม่ใช่คนเดียวกัน น้ำตาไหลออกจากดวงตา นี่หาใช่ความฝัน หากเป็นความฝันนางจะไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่นี่นางเจ็บทั้งร่างกายยังมีบาดแผล คงเป็นก่อนหน้านี้ที่ร่างเดิมหนีจากสามีตนเอง ลู่ชุน!!..ใช่แล้ว ลู่ชุนเป็นพระเอกของเรื่องนี้ และนางก็เป็นตัวร้ายที่ทำให้เขาต้องถูกไล่ออกจากจวน ทว่าความเดิมในนิยาย วันที่สองผัวเมียเดินทางออกจากจวนสกุลลู่ จ้าวลี่หลินแอบนัดกับคนรักเอาไว้ว่าจะหนีไปด้วยกัน ทว่าตอนที่นางแอบหนีไปยามที่ลู่ชุนเผลอ นางโชคไม่ดีนัก ถูกคนรักหักหลังไม่มาตามนัด ตนเองก็ถูกโจรป่าหมายจะข่มเหง ความจริงตัวร้ายของเรื่องจะต้องตายในตอนนี้แล้ว แต่เหตุใดจึงยังไม่ตาย เหตุใดนางจึงได้ทะลุมิติมาเข้าร่างตัวร้ายนางนี้ด้วย
ก่อนหน้านั้นเซียวลี่หลินกำลังอ่านนิยายเรื่อง "ลวงรักแม่ทัพใหญ่แห่งหนานเย่" เป็นนิยายเรื่องล่าสุดของนักเขียนนามปากกาต้ายวี่ นางกำลังอ่านไปได้แค่ไม่กี่ตอน ก็ถึงเวลานัดเจอกับเพื่อน ๆ ดังนั้นเซียวลี่หลินก็ต้องวิ่งออกจากบ้านไปหาเพื่อนนักรีวิวอีกสามคน ปกติแล้วพวกเธอจะนัดกันไปนั่งอ่านนิยายที่ร้านกาแฟ แอร์เย็นฉ่ำ ๆ อ่านไปด่าไปจะมีอะไรดีไปกว่านี้ ทั้งเพื่อนก็คอเดียวกัน บางฉากยังช่วยกันวิจารณ์อีกด้วย
เซียวลี่หลินด่ากราดฮูหยินตัวร้ายภรรยาของลู่ชุนให้เพื่อน ๆ ฟังอย่างเมามัน เธอยังบอกอีกว่านอกจากสตรีผู้นั้นจะน่ารังเกียจแล้ว ยังหลงรักพี่ชายพระเอกที่เป็นตัวร้าย และนางนี่แหละที่เป็นต้นเหตุให้สามีต้องถูกไล่ออกจากจวน สวรรค์นางยังด่าไม่สะใจเลยนะ ร้านกาแฟก็ไฟดับเสียก่อน พวกเธอจึงได้แยกย้ายกันไป แต่ใครจะไปรู้แค่จะกลับไปอ่านต่อที่ห้องให้หนำใจ แต่อยู่ ๆ หัวใจเธอก็เจ็บปวดขึ้นมา จากนั้นภาพทุกอย่างก็ตัดไป ให้ตายเธอหัวใจวายเพราะด่าตัวร้ายมากเกินไปหรือนี่ เวรกรรมจริง ๆ แทนที่สวรรค์จะส่งให้มาอยู่ในร่างของฝูเจินที่เป็นนางเอกของเรื่อง แต่กลับมาอยู่ในร่างของจ้าวลี่หลินที่ชะตาขาดตายไปแล้ว คราวนี้จะทำเช่นไรดี คนที่ควรตายกลับไม่ตาย แล้วนิยายจะดำเนินไปทางไหนกัน โอ๊ย!!..
ม้าลากเกวียนหยุดลงตรงป่าข้างทางพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำจนแทบจะลาลับขอบฟ้า ลู่ชุนโดดลงจากเกวียนลากไปใต้ต้นไม้ปล่อยให้ม้ากินหญ้าอ่อน ๆ ตรงนั้น เขามิได้ปลดเกวียนออกจากตัวม้าเพราะถึงอย่างไรก็ต้องมัดเข้าไปใหม่อยู่ดี ชายหนุ่มถือถังน้ำเดินหายไปทางด้านหลัง จ้าวลี่หลินยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ลงไปข้างล่าง เกวียนกับรถม้าย่อมแตกต่างกัน ความสะดวกสบายก็ไม่เหมือนกันเป็นธรรมดา
นางนั่งเหม่อมองไปยังท้องฟ้า เหล่านกน้อยบินผ่านหน้า พวกมันคงกำลังกลับรังของตนเอง แล้วนางเล่า!!.นางกำลังจะไปที่ใดกัน แล้วที่ไหนถึงจะเป็นรังของตนเอง เสียงม้าร้องปลุกหญิงสาวให้หลุดจากภวังค์ ลู่ชุนกลับมาแล้ว เขายกถังน้ำมาตั้งตรงหน้าม้าสีดำ เมื่อสักครู่เขาคงไปตักน้ำมาให้ม้ากระมัง นางเหม่อมองเขาอยู่นานเท่าใดไม่รู้ จนกระทั่งร่างกำยำรับรู้ได้ถึงสายตาของนาง เขาจึงหันกลับมาทั้งสีหน้าและแววตาไม่พอใจเป็นอย่างมาก
"ยังจะนั่งอยู่อีก ไม่ลุกขึ้นมาหุงหาอาหารเล่า จะรอให้ใครทำให้เจ้ากัน"
"ให้ข้าทำอาหารหรือ" จ้าวลี่หลินชี้นิ้วมาที่ใบหน้าตนเอง ลู่ชุนแค่นยิ้มหยันมิใช่ว่าเขาไม่รู้ว่านางทำอาหารไม่เป็น สตรีแพศยาอย่างนาง จะทำสิ่งใดเป็นนอกจากยั่วบุรุษไปวัน ๆ ครั้นเห็นนางไม่ยอมลงมาเสียทีเขาก็ยิ่งรังเกียจนางมากยิ่งขึ้น
"หากไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด หรือว่าจะให้เสี่ยวไป๋ทำให้กิน"
"เสี่ยวไป๋..ผู้ใดกันที่นี่มีท่านกับข้า แล้วจะมีเสี่ยวไป๋มาจากไหน หรือท่านนัดผู้ใดไว้หรือ" ตั้งแต่ออกจากจวนสกุลลู่ ลู่ชุนก็ไม่ได้ให้ผู้ใดติดตามมาด้วยสักคน ข้างกายเขามีบ่าวที่ซื่อสัตย์เสียที่ไหน ล้วนเป็นคนของฮูหยินใหญ่ทั้งสิ้น แล้วยามที่ออกมาก็มีเพียงนางที่เป็นภรรยากับเขาผู้เป็นสามี จะมีเสี่ยวไป๋อันใดที่ไหนกัน
ครั้นได้ยินคำถามของจ้าวลี่หลิน ชายหนุ่มก็หันมายกมือขึ้นไปลูบบนหัวอาชาสีดำ มันเงยหน้าขึ้นมามองนาง ก่อนจะพ่นลมหายใจดังฟืด..เหมือนกับว่าฟังที่นางกับลู่ชุนพูดกันเข้าใจอย่างนั้น
"เสี่ยวไป๋ก็อาชาย่ำสวรรค์ของข้านี่อย่างไร"
"ม้าของท่านมิใช่สีดำหรือ สีดำเหตุใดชื่อเสี่ยวไป๋ หรือว่าท่านตาบอดสี มองสีขาวกับสีดำไม่ออก" เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าม้าสีดำ เจ้าคนบ้านี่กลับตั้งชื่อให้ว่าเสี่ยวไป๋ พิลึกเหลือเกิน ยิ่งนางพูดออกมาเช่นนี้ เจ้าม้าบ้านั่นก็เหมือนจะไม่พอใจ มันตะกุยขาหน้าขึ้นร้องเสียงดัง นางที่นั่งบนเกวียนถูกกระชากจนล้มก้นกระแทกลงไปที่พื้น เจ็บจนน้ำตาแทบไหล บ้า!!..บ้าทั้งม้าทั้งเจ้าของมัน
"เจ้าน่ะสิตาบอด มิเห็นหรือว่าดวงตาเสี่ยวไป๋ขาวราวไข่มุก ทั้งกระจ่างเหมือนจันทรา ใต้หล้านี้จะหาอาชาที่สง่างามเหมือนเสี่ยวไป๋ไม่มีแล้ว" ทั้งคนและม้าหันไปมองหน้ากัน ใบหน้าดูพึงพอใจเป็นอย่างมาก เจ้าเสี่ยวไป๋นั่นก็เอียงใบหน้าถูไถกับฝ่ามือใหญ่ ร้องฮี่ ๆ คล้ายออดอ้อน ใช่!!..เจ้าม้าดำนี่มันกำลังออดอ้อน ช่างประหลาดนัก
"อย่ามัวพูดมากเบาปัญญาอยู่ ลงมาปรุงอาหารให้ข้าได้แล้ว" จ้าวลี่หลินหมดคำจะเอ่ย นางรื้อหม้อและข้าวสารที่จัดเตรียมเอาไว้บนเกวียนออกมา หยิบเนื้อแห้งหนึ่งพวง พร้อมทั้งเครื่องปรุงรสใส่ตะกร้าแล้วกระโดดลงจากเกวียนอย่างคล่องแคล่ว
ลู่ชุนมิได้หวังว่านางจะทำเป็น แต่กระนั้นเมื่อเห็นท่าทางแข็งขันของนางก็อดจะแปลกใจมิได้ ครั้นเห็นนางกระโดดลงมายืนบนพื้นได้แต่ก็เซถอยหลังไป คิ้วเรียวของนางขมวดขึ้นพร้อมกับมือที่ยกกุมหน้าท้อง ตนเอง เสียงร้องครางแผ่วเบาดังออกมาจากริมฝีปากสีซีด สมน้ำหน้าช่างไม่รู้จักประมาณตนเอง นางบาดเจ็บอยู่มิใช่หรือ ทำตัวอวดเก่งกระโดดลงมาได้อย่างไรกัน ชายหนุ่มแสยะยิ้มออกมา ไม่สนใจสตรีนางนั้นอีก เขาหันไปเตรียมก่อกองไฟ และหาหญ้าแห้งมากองเอาไว้เป็นที่นอนคืนนี้ เสี่ยวไป๋กินหญ้าเสร็จมันก็ทิ้งตัวลงนอนใต้ต้นไม้ ไม่ได้สนใจผู้เป็นเจ้าของอีก
กลิ่นโจ๊กเนื้อโชยเข้าจมูกบุรุษที่นั่งหลับตาใต้ต้นไม้ เขาสูดดมเข้าไปพร้อมกับท้องที่เริ่มส่งเสียงประท้วงเบา ๆ จ้าวลี่หลินยิ้มหวานออกมา นางตักโจ๊กชามใหญ่ส่งให้เขา พร้อมกับผักหมักเกลือจานหนึ่ง ลู่ชุนย่อมไม่ปฏิเสธของกินอยู่แล้ว เขารับมาทว่าใบหน้าก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ๆ
"ข้าต้มโจ๊กใส่เนื้อแห้ง ส่วนผักโขมหมักเกลือนั่น..รสชาติยังไม่เข้ากันสักเท่าไร ข้าเพิ่งเข้าไปเก็บเมื่อสักครู่ ท่านลองกินดู" อ้อ..ที่นางเดินเข้าป่าไปเมื่อสักครู่ก็เพื่อไปเก็บผักนี่มาหรอกหรือ เขาก็นึกว่านางจะไปปลดเบาเสียอีก
"เพียงแค่เติมให้เต็มท้องจะรสชาติเช่นไรหาได้สำคัญไม่ ยามที่ข้าออกรบแม้กระทั่งเปลือกไม้ก็ยังกินมาแล้ว" จ้าวลี่หลินเม้มปากขึ้น นางมิใช่คนในภพนี้มิอาจรับรู้ได้ถึงความลำบากของเขา แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ว่านางจะไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และยิ่งนิยายที่นางรีวิวแต่ละเรื่อง ก็บรรยายถึงความยากไร้ของคนในอดีตได้เป็นอย่างดี
"หากวันหน้าท่านอยากกินสิ่งใด ขอเพียงบอกข้าย่อมยินดีทำให้ท่าน"
"หึ..ข้าไม่บังอาจรับความหวังดีจากเจ้า ครั้งหน้าข้าอาจไม่ได้ตื่นมาในห้องหวังอี๋เหนียง แต่คงตื่นมาในเล้าหมูกระมัง" ไม่ใช่ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นเกิดสิ่งใดขึ้น เหตุที่เขาถูกไล่ออกจากจวนก็เพราะว่า เขาตื่นขึ้นมาในสภาพเปลือยเปล่าบนเตียงของหวังอี๋เหนียง อนุคนโปรดของบิดา
ลู่ชุนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองไปนอนกับอี๋เหนียงได้อย่างไร แต่หากจำไม่ผิดสุราที่ภรรยาแสนดีของเขานำเข้ามาให้คงมีบางสิ่งผิดปกติไปกระมัง มิเช่นนั้นจะเกิดเรื่องบ้านี่ได้อย่างไรกัน แต่ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นฝีมือของนาง แต่ก็หาหลักฐานมิได้ จะเอาเรื่องนั่นหรือ หึ..ก็แค่สตรีผู้หนึ่ง สมน้ำหน้าก็แต่นาง คงหวังว่าช่วยผู้อื่นเล่นงานเขาแล้ว นางจะได้อยู่กับคนรักหรือ หึ!!..เป็นอย่างไร สุดท้ายคนเหล่านั้นก็หวังสังหารนางเพื่อปิดปาก
จ้าวลี่หลินมิได้รู้ถึงความคิดของชายหนุ่ม นางรู้แค่เพียงว่าคนที่ติดค้างเขาคือร่างเก่านี้ มิใช่นาง!!..แต่กระนั้นนางเข้ามาอาศัยร่างกายนี้อยู่จะนิ่งเฉยได้เช่นไร สิ่งใดทำได้นางก็ต้องทำไปก่อน และที่สำคัญ...นางไม่มีทางไป นอกจากติดตามเขาแล้ว นางจะไปที่ใดได้อีก ลู่ฮูหยินไม่ปล่อยนางแน่ ดูจากที่ส่งคนมาสังหารนางนั่นปะไร หากไม่กอดขาทองคำนี้ไว้ ลมหายใจนี้ก็คงจบสิ้นแล้ว จะว่าไปแล้วที่ร่างเดิมรวมทั้งนางรอดพ้นจากการไล่ล่ามาได้ ก็เพราะมีลู่ชุนที่ปกป้องทั้งสิ้น นางจะยอมจากไปพบเจอความตายหรือ ฝันไปเถอะ..
ลู่ชุนไม่ได้คาดหวังว่าอาหารของจ้าวลี่หลินจะมีรสชาติเช่นไร ขอเพียงอุ่นท้องก็พอแล้ว รีบกินจะได้รีบนอน พรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางแต่เช้า เขายกชามจ่อที่ริมฝีปากใช้ตะเกียบพุ้ยเข้าไปเต็มคำ รอรับรสชาติที่แสนจะย่ำแย่ของอาหาร แต่แล้วเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะโจ๊กธรรมดาสามัญชามนี่กลับมีรสชาติที่แสนจะอร่อย เขายังไม่อยากจะเชื่อจึงได้กินเข้าไปอีกคำใหญ่ ๆ คำแล้วคำเล่าเพียงครู่เดียวโจ๊กชามใหญ่ก็หมดลงไป นี่เขายังไม่ได้ลองกินผักโขมหมักเกลือสักคำเลยนะ
"ส่งชามมาเถอะข้าจะเติมข้าวให้ท่านเจ้าค่ะ" ลู่ชุนส่งชามให้นางอย่างว่าง่าย จ้าวลี่หลินก็ตักให้เขาอีกเต็มชาม โจ๊กในหม้อพลันหมดไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว เขาขมวดคิ้วขึ้นพลางชะโงกหน้าไปมองชามของนางที่ตั้งเอาไว้บนพื้น กับจานผักโขมจานเล็ก ๆ ข้างกัน
"แบ่งใส่ชามเจ้าไปสิ" จ้าวลี่หลินยิ้มกว้างออกมา อย่างน้อยเขาก็แสดงความห่วงใยออกมาให้เห็น เช่นนั้นอนาคตต่อจากนี้ของนางนับว่าไม่แย่นักกระมัง
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ากินเล็กน้อยก็อิ่มแล้ว ท่านต่างหากต้องใช้แรงงานมากกว่าข้า ท่านกินเถอะ" ลู่ชุนไม่พูดอะไรอีก เขารับชามข้าวมา ตั้งหน้าตั้งตากินไม่สนใจนางอีก
"ท่านลองกินคู่กับผักดูสิเจ้าคะ เข้ากันนักเชียว" มือที่กำลังพุ้ยข้าวชะงักค้าง เขาเหลือบไปมองผักสีเขียวในจาน จากนั้นก็ยกตะเกียบไปคีบเข้ามาวางในชาม คลุกกับโจ๊กจนชุ่มแล้วจึงกินเข้าไปในปาก ดวงตาคมเบิกขึ้น โจ๊กเนื้อแห้งนี้ว่ารสดีแล้ว กินกับผักโขมหมักเกลือยิ่งดีเข้าไปอีก
จ้าวลี่หลินเห็นเขากินคำแล้วคำเล่าก็ยกยิ้มขึ้นมา จากนั้นตนเองก็เริ่มกินบ้าง สายตาเรียวเหลือบมองใบหน้าหล่อเหลาที่กินคำโต ไม่รู้ทำไมหัวใจนางถึงได้พองโตจนคับอก เมื่อก่อนนางก็ชอบทำอาหารเช่นนี้ ทุกครั้งที่นางและเพื่อนในกลุ่มมีเวลาตรงกัน ก็มักจะนัดกันมาทำอาหารกินด้วยกันที่บ้านของซ่งไป๋ลู่ นางรับหน้าที่เข้าครัวทุกครั้ง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำอาหารไม่เป็น แต่เพราะนางชอบอาหารกระมัง บางครั้งหลี่จื่อเว่ยก็มักจะนำเหล้านอกมาดื่ม นางบอกว่าอาหารดีย่อมคู่กับสุราดี ส่วนกวนจือหลินนั่นน่ะหรือ รายนั้นเป็นเจ้ามือใหญ่ วัตถุดิบต่าง ๆ ในการทำอาหารก็ได้กวนจือหลินนี่แหละที่ออกเงินอยู่คนเดียว ว่าไปแล้วก็คิดถึงเหลือเกิน ไม่รู้ว่าป่านนี้เพื่อนทั้งสามของนางจะเป็นอย่างไรบ้าง จะรู้หรือไม่ว่านางมิได้ตายจาก แต่วิญญาณนางทะลุมิติมาในนิยายต่างหาก
หลังจากที่กินอาหารเสร็จแล้ว จ้าวลี่หลินก็เก็บของทั้งหมดใส่ตะกร้า นำไปล้างที่แม่น้ำด้านหลัง ฉวยโอกาสอาบน้ำไปด้วยเลย อย่างไรบาดแผลนางก็ต้องทำความสะอาดหากไม่เช่นนั้นจะอักเสบเอาได้ นางทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว ครั้นเดินกลับมา ก็เจอเข้ากับลู่ชุนที่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกล
"ท่านจะมาอาบน้ำเช่นกันหรือ"
"อืม.." เขาตอบกลับเสียงเบา นางจึงพยักหน้ารับและยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน เขาอยากอาบน้ำก็ไม่แปลกอันใด วันนี้ทั้งวันเขาก็บังคับม้าลากเกวียนจนเหงื่อเปียกชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง แต่กระนั้นก็แปลกเสียจริง นางไม่รู้สึกว่าเขาตัวเหม็นเลยสักนิด
"เช่นนั้นข้าจะเตรียมที่นอนให้ท่าน ข้ากลับไปก่อนนะ" ชายหนุ่มพยักหน้าและก้าวขาลงไปที่แม่น้ำ จ้าวลี่หลินเดินกลับไปเตรียมที่นอนให้เขาจริง ๆ นางหยิบผ้ามาปูทับหญ้าแห้งที่เขาวางไว้ใต้ต้นไม้ จากนั้นก็หยิบผ้าห่มพับตั้งไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่แล้วเมื่อหันไปเห็นหีบใส่เสื้อผ้า นางก็ต้องขมวดคิ้ว เขาไปอาบน้ำอย่างไรถึงไม่เตรียมอาภรณ์ไปเปลี่ยน แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องเบิกตาขึ้น ความหวานล้ำสายหนึ่งวูบเข้ามาอย่างว่องไวเพียงครู่เดียวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
"หรือเขาต้องการไปเฝ้าระวังให้ข้า" นางเม้มปากกลั้นยิ้มเอาไว้ อย่าได้คิดเข้าข้างตนเองเชียว เขาก็แค่ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น แต่กระนั้นเจ้าหัวใจไม่รักดีก็เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา
"ท่านมาแล้ว" จ้าวลี่หลินเห็นร่างกายด้านบนที่เปลือยเปล่า หยดน้ำยังเกาะเต็มเนื้อตัว กางเกงที่สวมใส่ดูชื้นทว่าไม่ได้เปียก ไม่ใช่ว่าเขาเปลือยกายลงน้ำกระมัง ใบหน้าหวานแดงซ่านขึ้นมา ถึงอย่างไรวิญญาณนางก็ยังเป็นสาวพรหมจรรย์อยู่นะ
"อืม..หยิบเสื้อตัวใหม่ให้ข้า" เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม นางรีบเปิดหีบหยิบเสื้อสีดำตัวใหม่ และผ้าเช็ดผมส่งให้เขา ผมยาวเปียกเรียบไปทางด้านหลัง
"ท่านเช็ดผมให้แห้งก่อน ข้าจะตากเสื้อตัวเก่าให้ท่าน ส่งมาสิ"
เขาส่งมันให้นางจากนั้นก็รับผ้าเช็ดผมและเสื้อไปนั่งที่ข้างกองไฟ เช็ดมันจนแห้งจากนั้นก็สวมเสื้อให้เรียบร้อย ร่างหนาเอนกายลงนอนบนผ้าสะอาดที่ปูเอาไว้ ครั้นหันไปมองก็เห็นนางปีนขึ้นไปบนเกวียน คิ้วหนาขมวดขึ้น นางจะขึ้นไปนอนข้างบนนั้นหรืออย่างไร แต่ก็ไม่ได้แปลกอันใด ตลอดเวลาที่เดินทางมานางก็มักจะไปนอนบนเกวียน เขารู้ว่านางรังเกียจ คนที่นางรักก็คือพี่ใหญ่ของเขา หากไม่ใช่เพราะมารดานางบังคับให้แต่งกับเขา นางก็คงไม่ยินดี แต่จะว่าไปนั่นก็เพราะมารดานางและมารดาเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน จึงอยากให้เขาและนางแต่งกันคงคิดอยากให้ช่วยดูแลกันกระมัง แต่มารดาเขาก็คิดผิดเสียแล้ว นอกจากไม่ดูแลแล้ว นางยังทำร้ายเขาอีกต่างหาก
"กลางคืนอากาศหนาว เจ้ายังบาดเจ็บมานอนข้างกองไฟเถอะ ระวังจะล้มป่วยเป็นภาระให้ข้า หากเช่นนั้นข้าก็ยินดีที่จะทิ้งเจ้าเอาไว้ข้างทางให้เป็นอาหารของหมาป่าเสีย" จ้าวลี่หลินเพิ่งจะล้มตัวลงนอนก็ต้องลุกขึ้นมา นางเม้มปากแน่น ๆ เจ้าคนพิลึกนั่น ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย ไม่รู้เป็นบ้าอันใด จากที่หัวใจนางเพิ่งจะเต้นแรงเพราะเขา พลันตอนนี้ก็ห่อเหี่ยวลงเสียแล้ว
นางปีนลงจากเกวียนไปล้มตัวลงนอนข้าง ๆ กับเขา ทั้งสองนอนตะแคงหันหลังให้กัน ต่างฝ่ายก็ไม่เอ่ยวาจาใดอีก เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอของร่างอรชรที่ดังอยู่ด้านหลัง ชายหนุ่มจึงได้หลับตาลงบ้าง เสียงแมลงกลางคืนส่งเสียงร้องเหมือนดนตรีขับกล่อมให้คนทั้งคู่เข้าสู่ห้วงนิทรา ผ่านไปอีกหลายชั่วยามลู่ชุนก็สะดุ้งขึ้นมา กวาดตาไปมองเงาดำที่แทงกระบี่เข้ามา เขาล้วงมือไปที่ใต้ผ้าปูนอน หยิบกระบี่คู่ใจออกมาปัดคมกระบี่ของคนชุดดำออกไป ร่างหนากระโจนตามเข้าไป ฟาดฟันผู้บุกรุกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
เพียงไม่นานคนชุดดำทั้งสามก็สิ้นลมหายใจใต้คมกระบี่ของเขา อีกสองคนกระโดดหายไปต่อหน้า ลู่ชุนไม่ได้ตามไป เขาไปหาร่างที่ไร้ลมหายใจ ปาดกระบี่เช็ดเลือดไปที่เสื้อของร่างนั้น หันไปทางที่นอนก็เห็นหญิงสาวลุกขึ้นนั่งถือมีดทำอาหาร ตั้งท่าระวังภัยอยู่ก่อน ริมฝีปากหยักกระตุกขึ้น ตอนแรกคิดว่าจะได้ยินเสียงกรีดร้องจากนางเสียอีก ถือว่าปรับตัวได้รวดเร็วดี