“ท่านพี่ ๆ ตื่นเร็วเข้า”
เซี่ยซานซานเขย่าปลุกพี่สาวด้วยน้ำเสียงเบาหวิว คล้ายกลัวว่าคนอื่นในบ้านจะมาได้ยินเข้า
“อาซานนี่ยามใดแล้ว” เซี่ยซือซืองัวเงียตื่นขึ้นมา พร้อมขยี้ตาตัวเองเบา ๆ
“ยามเหม่า [1] ท่านพี่"
“เช้าเพียงนี้หรือ”
ท้องฟ้ายังมืดแต่เซี่ยซานซานปลุกพี่สาวเสียแล้ว คล้ายเป็นกิจวัตรประจำวัน ต้องตื่นขึ้นมาตักน้ำทำงานบ้าน คิดแล้วให้เศร้าใจยิ่งนัก “อาซานวันนี้พวกเราไม่ต้องทำงานหรอก”
“เช่นนั้นได้อย่างไรท่านพี่ ท่านย่ากับท่านป้าสะใภ้ทั้งสองต้องทุบตีพวกเราแน่”
“บ้านสามของพวกเราถูกสั่งงดอาหาร เจ้าจะมีแรงที่ใดไปทำงาน สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือหาอาหาร เจ้ากับข้ายังพอทนไหวแต่น้องเล็กยังเด็กนัก วันนี้เจ้าพาข้าขึ้นเขาไปได้หรือไม่ ข้าจำได้ว่าบนเขาไฉ่หง [2] มีผักป่ากับผลไม้ป่าอยู่”
เซี่ยซือซือจำเป็นต้องมีชีวิตรอด ร่างกายอันบอบบางของเธอถ้าไม่ได้รับอาหารในตอนนี้ เกรงว่าจะไม่สามารถอยู่รอดได้เกินสองวันแน่
“แต่ข้ากลัวว่าท่านย่า”
“ไม่ต้องกลัวไป ถูกตียังดีกว่าอดข้าวตายนะอาซาน”
“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ พาน้องเล็กไปด้วยนะท่านพี่ ปล่อยไว้ในบ้านคนเดียวข้าไม่ไว้วางใจ”
“ได้สิเจ้ารีบไปปลุกน้องเล็กเถิด”
ราวหนึ่งเค่อ [3] สามพี่น้องก็แบกตะกร้าสะพายหลังไว้บนบ่า มุ่งหน้าขึ้นไปบนเขาไฉ่หง ในอดีตกาลนั้นได้ปรากฏสายรุ้งขึ้นบนยอดเขาอยู่บ่อยครั้ง ความงดงามของสายรุ้งทำให้ผู้คนต่างเล่าขาน เรื่องเทพเซียนย่างกรายลงมาประทานพรให้มวลมนุษย์ มีบัณฑิตเฒ่าผู้หนึ่งเดินทางผ่านมา แล้วขนานนามภูเขาแห่งนี้ว่า ไฉ่หง ผู้คนจึงใช้ชื่อนี้เรียกขานนับจากนั้นมา
ในความทรงจำของเซี่ยซือซือ นางเคยขึ้นมาบนเขาแห่งนี้บ่อยครั้งเพื่อเก็บผักป่า แต่ไม่เคยไปไกลเกินกว่าบริเวณตีนเขา เพราะด้านในค่อนข้างอันตราย มีเพียงนายพรานมากฝีมือเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้าไปได้ สตรีชาวบ้านกับบรรดาเด็กจึงขึ้นไปแค่บริเวณตีนเขา และจุดที่มีผลไม้ป่าเท่านั้น
เดินเท้ากันเพียงหนึ่งลี้ [4] ทั้งสามก็มาถึงบริเวณตีนเขา ท้องฟ้าเริ่มสว่างทำให้มองเห็นรอบข้างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เซี่ยซือหยางยังเด็กนัก ดวงตายังปิดปรือพร้อมหลับอยู่ตลอดเวลา เวลานี้เซี่ยซานซานคือคนที่ร่างกายแข็งแรงที่สุด นางอุ้มน้องชายเดินและหยุดพักอยู่เป็นระยะ
“ท่านพี่ตรงนี้ผักป่าถูกคนในหมู่บ้านเก็บไปหมดแล้ว เกรงว่าจะหาได้ยาก” เซี่ยซานซานเดินกลับมาบอกพี่สาว หลังจากสำรวจบริเวณที่มีผักป่าทุกจุดแล้ว
“เช่นนั้นเราเดินขึ้นไปอีกหน่อยดีหรือไม่อาซาน” เซี่ยซือซือต้องการสำรวจภูเขาลูกนี้ นางต้องการหาของกินให้น้อง ๆ
“อันตรายนะท่านพี่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าท่านพ่อกับท่านแม่ของพวกเราก็” น้ำเสียงของเซี่ยซานซานเบาลง ใบหน้าซีดเจื่อนยามนึกถึงความตายของบิดามารดา
“โจรป่าพวกนั้นถูกทางการกวาดล้างไปหมดแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอกอาซาน ข้าจำได้ว่าท่านพ่อเคยเล่าให้ฟัง ว่าบนเขาไฉ่หงมีลำธารเล็ก ๆ อยู่ด้านใน มีปลาตัวเล็กตัวน้อยเต็มไปหมด”
“แต่ว่า”
“ไปเถิดอาซาน”
“เจ้าค่ะท่านพี่”
เดินขึ้นเขาลึกเข้าไปอีกหน่อย ทั้งสองพลันได้ยินเสียงน้ำตกจริง ๆ ดวงตาของพวกเขาประกายจ้าขึ้นด้วยความหวัง ไม่ช้าธารน้ำตกก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เซี่ยซานซานรีบวางน้องชายลงพิงกับต้นไม้ นำกระบอกไม้ไผ่ที่พกติดตัวมาลงไปตักน้ำ นำขึ้นมาให้พี่สาวได้ดื่ม
“ท่านพี่ท่านเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย อีกทั้งยังไม่ได้กินข้าว ท่านดื่มน้ำแก้กระหายก่อนเถิด”
“อืม” เซี่ยซือซือมองน้องสาวในโลกนี้ ด้วยความรู้สึกยากแก่การอธิบาย เด็กตัวเท่านี้ยังต้องดิ้นรนเรื่องปากท้อง การใช้ชีวิตในโลกนี้ไม่ง่ายเอาเสียเลย
“น้องเล็กตื่นได้แล้ว บ้วนปากล้างหน้าก่อนเถิด” เซี่ยซานซานหันไปปลุกน้องชายบ้าง จัดการล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย เด็กน้อยเหมือนจะงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ปรับสายตาได้ในที่สุด
“พี่รองเหตุใดข้าถึงมาอยู่ในป่าได้ล่ะ”
“ข้าอุ้มเจ้ามาอย่างใดเล่า ท่านพี่บอกว่าจะพาพวกเรามาหาของกิน เจ้าไปดูตรงลำธารกับข้าสิ มีปลาเยอะแยะไปหมดเลย”
“ปลา! ข้าอยากกินปลาพี่รอง” ได้ยินเรื่องอาหารดวงตาของเซี่ยซือหยางก็เปิดกว้างขึ้นอย่างดีใจ
“ท่านพี่ท่านนั่งอยู่ตรงนี้ไปก่อนนะเจ้าคะ ข้ากับน้องเล็กจะไปลองจับปลาดู”
“ได้เจ้าไปตรงที่น้ำตื้นเท่านั้นนะอาซาน ห้ามไปตรงน้ำลึกเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะ”
“ท่านพี่รออยู่ตรงนี้นะขอรับ ข้าจะจับปลาตัวโต ๆ มาให้”
“อื้ม”
เซี่ยซือซือมองน้อง ๆ ทั้งสองด้วยสายตาอบอุ่น ร่างกายนี้ของเธอช่างอ่อนแอนัก เดินมาไม่เท่าไรก็หมดแรงเสียแล้ว เธอจะมีกำลังไปต่อสู้กับครอบครัวชั่วร้ายของเจ้าของร่างได้อย่างไร ขณะทอดสายตามองดูน้องทั้งสองอยู่นั้น ภายในร่างกายของเซี่ยซือซือมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น บริเวณท้องร้อนผ่าวขึ้นมา นางหลับตาลง ทันใดนั้นรอบตัวก็วูบมืดไป
พอลืมตาขึ้นใหม่อีกครั้ง พบว่านางได้อยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่ง ตรงกลางมีลานน้ำพุตั้งอยู่ มีกระท่อมหลังหนึ่ง รอบข้างมีต้นไม้อยู่ พื้นที่แห่งนี้มีขนาดราวสองหมู่ [5] นางเกรงว่านี่จะไม่ใช่เรื่องจริง จึงหลับตาแล้วนึกถึงบริเวณที่นั่งอยู่ พอลืมตาขึ้นอีกครั้งนางก็กลับมานั่งพิงต้นไม้อยู่เช่นเดิม
มิติพิเศษ ต้องใช่แน่ ๆ จึงเริ่มทำการทดสอบมิติพิเศษนั้นดูอีกครั้ง นางสามารถไปมาระหว่างมิติพิเศษนั้นได้ โดยที่ร่างกายไม่ได้หายไปไหน หัวใจนางเต้นแรงด้วยความดีใจ ราวกับชีวิตในโลกนี้ของนางยังมีความหวัง มีเวลาให้ทดสอบพื้นที่แห่งนี้อีกเยอะ ตอนนี้ยังไม่สามารถทำอะไรได้สะดวกนัก เกรงว่าน้องทั้งสองจะล่วงรู้ถึงความผิดปกตินี้
แต่ว่าน้ำพุตรงกลางลานแห่งนี้ มันดึงดูดนางเหลือเกิน กลิ่นหอมสดชื่นเหมือนไม่ใช่น้ำพุธรรมดา นางลองใช้มือวักน้ำขึ้นมาดื่มเล็กน้อย รับรู้ได้ว่าร่างกายกำลังได้รับการบำบัด เรี่ยวแรงที่หายไปกลับคืนมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ไม่ได้ข้าจะดื่มน้ำพุนี้ตามใจไม่ได้
นางลองหยิบก้อนหินโยนเข้าไปในมิติพิเศษ ปรากฏว่าหินก้อนนั้นอยู่ในมิติพิเศษจริง ๆ นางจึงลองนำใบไม้จากในนั้นออกมา ใช่แล้ว มันออกมาได้จริง ๆ
“ท่านพี่ ๆ พี่รองจับปลาได้ด้วย” เสียงเล็ก ๆ ของเจ้าตัวน้อย ทำให้นางต้องเก็บเรื่องน่ายินดีเอาไว้ก่อน
“ดูสิท่านพี่ ข้าจะมีปลากินแล้ว เย้ ๆ” น้องเล็กของนางกระโดดดึ๋ง ๆ ปานเจ้ากระต่ายตัวน้อย เพียงแต่กระต่ายตัวนี้ผอมแห้งไปเสียหน่อย
“อาซานเจ้าเก่งมาก” เซี่ยซือซือมองน้องสาวที่กำลังเดินหิ้วปลาตัวเท่าแขนมาพร้อมกับน้องชาย นางแยกไม่ออกว่ามันคือปลาชนิดไหน มีลักษณะคล้ายปลาตะเพียนอยู่ไม่น้อย
“ปลาตัวนี้มันโง่เจ้าค่ะท่านพี่ มันหลุดมาตรงน้ำตื้นข้ากับน้องเล็กเลยเอาก้อนหินขังมันไว้” เซี่ยซานซานกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“เจ้ากับน้องเล็กถอดเสื้อตัวนอกออกตากไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา ข้าจะก่อไฟเอง”
นางให้น้องสาวดูแลน้องชาย ตัวนางเดินไปหาฟืนแห้งนำหินจุดไฟมาทำการก่อไฟตามความทรงจำเดิม ไม่ช้าไฟก็จุดติด ส่วนปลาที่ได้มาเซี่ยซือซือก็นำไปเสียบไม้ไผ่ รอไฟได้ที่ค่อยย่าง ไม่มีเครื่องปรุงใด ๆ คาดว่าปลาน่าจะคาวเป็นอย่างมาก
“อาซานแถวนี้มีต้นหอมป่าบ้างไหม”
“ข้าไม่เคยเข้ามาที่นี่ข้าไม่รู้เหมือนกันท่านพี่” เซี่ยซานซานสะบัดเสื้อนอกของน้องชาย นำไปพาดตากไว้บนต้นไม้ ก่อนจัดการกับเสื้อของตนเองต่อ
ความร้อนวูบวาบตรงหน้าท้อง ทำให้เซี่ยซือซือรู้สึกประหลาดใจ เหมือนมิติพิเศษของนางมีการตอบสนองต่อนางโดยตรง นางลองเอาฝ่ามือวางลงบนพื้นดิน แล้วหลับตาสั่งการค้นหาต้นหอมป่าดู ทันใดนั้นนางก็สามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งบนเขาลูกนี้ได้ทั้งหมด มันนำทางนางไปหาต้นหอมป่าได้ในทันที ทว่าหากไกลเกินเขาลูกนี้ไป นางจะไม่สามารถมองเห็นได้ นางรีบดึงสายตากลับมา หัวใจเต้นตึกตักด้วยความดีใจ
ไม่เลว ๆ
นางไม่ได้มีความรู้ติดตัวเหมือนนางเอกคนอื่นที่ทะลุมิติมา ไม่ได้เป็นหมอเทวดาหรือคนเก่งมากความรู้ แต่นางมีไอเท็มวิเศษพกพาติดตัวไปได้ทุกที่ ฮะ ๆ ๆ นางเปล่งเสียงหัวเราะออกมาคล้ายคนบ้า
“ท่านพี่ ๆ ท่านหัวเราะทำไม” เซี่ยซือหยางตกใจที่เห็นพี่สาวคนโตของตนเองทำท่าเหมือนคนสติแตก
“ท่านพี่...” ไม่ต่างไปจากเซี่ยซานซานนางรับรู้ได้ตั้งแต่ตอนพี่สาวฟื้นแล้ว ว่ามีบางอย่างได้เปลี่ยนไป แต่นางกลัวเลยไม่กล้าเอ่ยมันออกมา พี่สาวที่อ่อนแอแววตาหวาดกลัวคนเก่าหายไป พอฟื้นขึ้นมาแววตาก็เฉยชา มองนางไม่เหมือนเดิม
“เอ่อ ข้าดีใจจะได้กินปลาน่ะ พวกเจ้าไม่ต้องตกใจไปหรอก ข้าจะลองเข้าไปหาต้นหอมป่าตรงโน้นเสียหน่อย พวกเจ้าเฝ้าปลารอไปก่อนนะ” เซี่ยซือซือบอกแล้วลุกขึ้นด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ไม่ได้อ่อนแรงเหมือนตอนแรก
“ท่านพี่ร่างกายของท่านดีขึ้นแล้วหรือเจ้าคะ”
“อื้ม ข้าไปไม่นานหรอก ข้าจำได้ว่าตอนเดินมาเหมือนข้าจะเห็นต้นหอมป่าอยู่ ประเดี๋ยวข้าจะไปเก็บมันมายัดไส้ปลาเสียหน่อย มิเช่นนั้นปลาคงคาวจนยากจะกินได้”
“รีบกลับมานะท่านพี่”
“ได้เจ้าดูแลน้องเล็กดี ๆ ล่ะ ผึ่งเสื้อผ้าให้แห้งเดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
“เจ้าค่ะ”
พอลับสายตาน้องทั้งสอง เซี่ยซือซือก็ลองหายตัวเข้าไปในมิติพิเศษ นางเข้าใจแล้วว่านางสามารถหายตัวเข้าไปในพื้นที่แห่งนี้ได้ และทั้งยังเข้าไปแบบไม่ต้องหายตัวก็ได้เหมือนกัน นางลองดื่มน้ำพุอีกอึกดู พบว่าตอนนี้แม้แต่วิ่งก็ไม่รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด นางหลับตาลงแล้วทาบฝ่ามือลงบนพื้น จินตนาการว่าต้องการไปจุดที่มีต้นหอมป่าดู พลันร่างกายของนางก็หายวับไปโผล่อยู่บริเวณนั้นในทันที
นี่มันเร็วเกินไปแล้ว
นางไม่สามารถทำเช่นนี้ต่อหน้าคนอื่นได้ ต้องระวังแล้วล่ะ นางก้มลงเด็ดต้นหอมป่าใส่บนตะกร้าด้านหลัง หลับตานึกคิดหาผลไม้ป่าอีกครั้ง นางเจอพุทราป่าที่สุกเต็มต้นอยู่ใกล้ ๆ ร่างกายของนางไม่เพียงแค่เร็ว แต่ยังปีนต้นไม้ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย แค่ชั่วอึดใจหนึ่งนางก็หอบพุทราป่าพร้อมต้นหอมป่า เดินทางกลับไปหาน้องทั้งสองคน
[1] เหม่า คือเวลา 05.00-06.59
[2] ไฉ่หง คือ สายรุ้ง
[3] เค่อ คือ เวลาประมาณ 15 นาที
[4] หนึ่งลี้ คือ 500 เมตร
[5] 1หมู่ คือ 666.67ตารางเมตร
3 : มิติพิเศษ
เซี่ยซือซือขยำ ๆ ต้นหอมป่ายัดใส่ในท้องปลา ช่วยกลบกลิ่นคาวปลาได้บ้างเล็กน้อย หากมีเกลือมีเครื่องปรุง ปลาตัวนี้คงจะอร่อยไม่น้อย
“ท่านพี่ ปลา ซู้ด” เสียงสูดน้ำลายของเซี่ยซือหยาง ทำให้พี่สาวทั้งสองหัวเราะออกมาดัง ๆ
“ดูเจ้าตัวตะกละตัวนี้สิท่านพี่ แทบจะทนรอปลาสุกไม่ไหวอยู่แล้ว รีบเช็ดน้ำลายของเจ้าเสียน้องเล็ก น่าอายชะมัด”
“ข้าไม่ได้กินเนื้อมานานมากแล้ว ขอข้ามองปลาตัวนี้นาน ๆ หน่อยเถอะท่านพี่” เด็กน้อยยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำลาย จ้องปลาตัวโตแทบไม่วางตา
เซี่ยซือซือยกฝ่ามือลูบศีรษะน้องชายตัวเองเบา ๆ ไม่รู้สึกว่าท่าทางของน้องชายน่ารังเกียจแต่อย่างใด
“ต่อไปในภายภาคหน้าเจ้าจะได้กินเนื้อบ่อย ๆ”
“จริงหรือท่านพี่”
“จริงสิข้าจะหลอกเจ้าทำไม”
“ไอหยา ! ข้าจะได้กินเนื้อบ่อย ๆ แล้ว จะกินเนื้อ ๆ ๆ” เซี่ยซือหยางกระโดดโลดเต้นไปรอบ ๆ กองไฟอย่างมีความสุข
“ท่านพี่ท่านก็อย่าตามใจน้องเล็กมากนักเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวก็เก็บเอาไปฝันว่าได้กินเนื้อทุกวันหรอก”
เซี่ยซานซานใช้ไม้เขี่ยท่อนไฟตรงหน้า มุมปากกระตุกยิ้มเบา ๆ เข้าใจว่าพี่สาวเพียงแค่ต้องการปลอบใจน้องชายเท่านั้น
ไม่นานนักปลาที่ย่างไฟไว้ก็สุกได้ที่ เซี่ยซือซือเลือกตรงเนื้อท้องอ่อนนุ่มให้น้องชาย ระมัดระวังก้างเป็นอย่างมาก จากนั้นก็แบ่งปันกับน้องสาว
“ปลาอร่อยมากเลยท่านพี่ พี่รอง พวกท่านรีบกินเข้า” เซี่ยซือหยางตวัดลิ้นเลียมุมปากตัวเองไปด้วย
เซี่ยซือซือลองกินเนื้อปลาที่ย่างสุกดู ไม่ได้มีกลิ่นคาวอย่างที่นางคาดไว้ เป็นปลาธรรมชาติที่รสชาติหวานเลยทีเดียว นางดูแคลนปลายุคโบราณไม่ได้เลยจริง ๆ
“เนื้อปลาหวานกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก อาซาน น้องเล็ก พวกเจ้ากินกันเยอะ ๆ เลยนะ หมดแล้วก็กินพุทราป่านี่ต่อ ข้าเก็บมาเยอะเลย”
“ขอรับท่านพี่ / เจ้าค่ะท่านพี่”
เซี่ยซือซือกินปลาเพียงเล็กน้อย นางหันมากินพุทราป่าแทน แม้รสชาติจะไม่ได้อร่อยเหมือนในปัจจุบัน แต่ก็สามารถกินได้เรื่อย ๆ พอให้หายอยากได้อยู่ นางวางแผนไว้หลังจากน้อง ๆ กินมื้อเช้ากันเสร็จแล้ว จะพากันเข้าไปเก็บผักป่าด้านในภูเขา ตอนนี้นางมีมิติพิเศษ สามารถหาจุดที่มีผักป่าและหลีกเลี่ยงสัตว์ร้ายได้
“พวกเราจะเข้าไปเก็บผักป่าด้านในภูเขา”
“ท่านพี่ข้าว่านี่ก็ลึกมากแล้วนะเจ้าคะ ขืนเข้าไปลึกกว่านี้อาจเจอพวกเสือหรือฝูงหมาป่าได้”
เซี่ยซานซานไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้
“อาซานหากพวกเราไม่มีผักป่ากลับไป ท่านย่าจะมาหาเรื่องพวกเราที่ไม่ทำงานบ้านวันนี้เจ้าเข้าใจหรือไม่ แต่หากพวกเรามีผักป่าหรืออะไรก็ได้ที่สามารถเป็นของกินในตะกร้า เราก็จะมีข้ออ้างว่าพวกเราหิวเลยขึ้นมาหาของกินในป่ากัน”
เซี่ยซานซานพยายามคิดตามคำพูดของพี่สาว จากนั้นก็ต้องพยักหน้าลงอย่างจนใจ
“น้องเล็กล่ะเจ้ากลัวหรือไม่”
“ไม่กลัวขอรับ ท่านพี่กับพี่รองไม่กลัว ข้าก็ไม่กลัว” เซี่ยซือหยางยืดอกน้อย ๆ ขึ้น
“เก่งมาก”
“เจ้าก็ดีแต่ปากเก่ง ครั้นเจอเสือเข้าจะร้องไห้ไม่ออก”
“พี่รองปากไม่ดี เข้าป่าใครเขาพูดถึงเสือกัน”
“เจ้านี่ !”
“เอาละ ๆ พวกเจ้าไปเก็บของได้แล้ว”
ระหว่างบอกน้องทั้งสอง เซี่ยซือซือก็วางฝ่ามือลงบนพื้น มองหาจุดที่มีผักป่าใกล้ที่สุด แค่อึดใจหนึ่งนางก็หาเจอ อีกทั้งยังมีต้นมันฝรั่งอยู่แถวนั้นด้วย
“ท่านพี่จะเข้าไปลึกไหมเจ้าคะ” เซี่ยซานซานยังนึกห่วง
“ไม่ลึกหรอกอาซานราวสองเค่อก็ถึงแล้ว”
“สองเค่อ ?” ในหัวของเซี่ยซานซานเต็มไปด้วยคำถาม ทำไมพี่สาวของนางถึงได้รู้กระทั่งเรื่องนี้ นางได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ หันไปจูงมือน้องชายเดินตามหลังพี่สาวไป
ราวสองเค่อสามพี่น้องก็มาถึงลานผักป่าจริง ๆ
“ท่านพี่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าตรงนี้มีผักป่า ท่านไม่เคยเข้ามาที่นี่เลยนะเจ้าคะ”
คำถามของน้องสาวทำให้เซี่ยซือซือชะงักอยู่กับที่ ก่อนหันมายิ้มให้นางเล็กน้อย
“อาซานเจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนพี่ตกลงไปในน้ำ พี่เหมือนคนตายไปแล้วหนหนึ่ง พอพี่รอดตายขึ้นมาได้ ในหัวของพี่ก็มีเรื่องราวมากมายผุดขึ้นเต็มไปหมด”
ยามโกหกก็ต้องให้แนบเนียน เมื่อโลกโบราณเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เซี่ยซือซือเลยต้องเอ่ยเรื่องนี้ออกมา
“เรื่องไหนหรือเจ้าคะ”
“เหมือนพี่สาวของเจ้าจะมีสัมผัสพิเศษ รู้ว่าตรงไหนบนภูเขาลูกนี้มีอาหารอยู่อย่างไรเล่า”
“ท่านพี่นี่ท่านหลอกเด็กอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ”
“ใครหลอกเจ้ากันล่ะ”
“ข้าเชื่อท่านพี่ขอรับ” เสียงน้องเล็กดังขึ้นขัดจังหวะของทั้งคู่
“หืม นอกจากจะตะกละแล้วเจ้ายังจะประจบเก่งอีกนะน้องเล็ก”
“พี่รองไม่เชื่อท่านพี่เองนี่ขอรับ จะมาโทษข้าได้อย่างไร”
“เรื่องนั้นช่างเถอะ ตอนนี้พวกเจ้ามาเก็บผักป่ากันได้แล้ว”
“ขอรับท่านพี่” เซี่ยซือหยางก้าวขาสั้น ๆ ไปทางพี่สาวคนโตของตนเอง จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาเด็ดผักป่าอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางเหมือนคนทำเรื่องแบบนี้จนชำนาญ
ช่วงหนึ่งก้านธูป ผักป่าก็ถูกเก็บจนเกลี้ยง ตะกร้าของเซี่ยซานซานกับเซี่ยซือหยางเต็มไปด้วยกองผักป่า แต่ตะกร้าของเซี่ยซือซือกลับยังมีพื้นที่ว่าง
“อาซานเจ้ารู้จักต้นมันฝรั่งต้นนี้หรือไม่”
“ต้นวัชพืชนี่หรือเจ้าคะ ข้าไม่รู้จักหรอกท่านพี่”
“นี่ไม่ใช่วัชพืชนะอาซาน นี่ต้นมันฝรั่ง ใต้ดินมีมันฝรั่งอยู่”
“มันฝรั่ง ? ท่านพี่ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมันนี้เลยเจ้าค่ะ”
หืม หรือยุคนี้ไม่รู้จักมันฝรั่ง
เซี่ยซือซือใช้จอบที่พกติดตัวมาขุดดินรอบต้นมันฝรั่ง ไม่ช้าก็พบหัวมันฝรั่งสามสี่หัวอยู่ด้านล่าง พอยกหัวมันขึ้นมา น้องทั้งสองของนางก็จ้องตาเขม็ง
“เจ้าสิ่งนี้กินได้” นางเลยต้องอธิบายเพิ่ม
“แต่ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดนำเจ้านี่ไปทำอาหารเลยนะท่านพี่” เซี่ยซานซานไม่เคยได้ยินว่าชาวบ้านคนไหน เก็บมันเหล่านี้ไปทำอาหารกินสักคน
“เช่นนั้นมื้อเที่ยงข้าจะเผามันฝรั่งให้พวกเจ้ากินดีหรือไม่”
เซี่ยซานซานหันไปมองสบตากับน้องชาย ก่อนที่ทั้งคู่จะยิ้มเจื่อน ๆ ออกมา ด้วยไม่รู้จะห้ามปรามพี่สาวได้อย่างไร
เซี่ยซือซือใช้น้องสาวติดไฟ ส่วนนางก็ขุดมันฝรั่งให้ได้มากที่สุด นำไปใส่ตะกร้าของตนเอง แล้วเอาผักป่าคลุมไว้อีกที ส่วนหัวมันหกหัวนางต้องการนำมาเผาไฟเป็นมื้อเที่ยง และเก็บหัวที่เผาสุกแล้วไว้กินมื้อเย็นที่บ้านอีกคนละหนึ่งหัว
ในคราแรกสองพี่น้องไม่กล้ากินมันฝรั่งเผา แต่พอเห็นเซี่ยซือซือกินอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งคู่ก็ไม่สามารถทนดูได้อีกต่อไป
“อ้ำ อร่อยมากท่านพี่” เซี่ยซือหยางยิ้มจนตาปิด กลิ่นหอมฟุ้งของมันฝรั่งกระจายเต็มกระพุ้งแก้ม
“กินได้จริงด้วยท่านพี่ อร่อยอีกต่างหาก ท่านพี่ท่านดีที่สุด” เซี่ยซานซานได้ลิ้มลองมันฝรั่งเผาแล้ว รู้สึกคุ้มค่ากับการเข้าป่าลึกมาหามันจริง ๆ นางนั่งกินมันเผาอย่างเมามัน ลืมกระทั่งความสงสัยก่อนหน้า ทำไมพี่สาวของตนถึงได้รู้เรื่องมันฝรั่งเหล่านี้สามารถกินได้
เมื่อนัดแนะกับน้องทั้งสองเรียบร้อยแล้ว เซี่ยซือซือก็แบกตะกร้าขึ้นหลัง พาพวกเขาเดินออกจากป่าไป ตอนลงมาจากภูเขาไฉ่หง ได้เจอกับเด็กสาวสามคนกำลังเดินเล่นกันอยู่ พวกนางแต่งตัวราวกับคุณหนูในตัวตำบล แตกต่างจากเด็กสาวคนอื่นในหมู่บ้านตระกูลแซ่อวี่ มีเซี่ยฮุ่ยหนิงบุตรสาวคนเล็กอายุสิบสี่ปีของบ้านใหญ่ ด้านข้างคืออวี่ไป๋ชิงอายุสิบสามปี กับอวี่เยี่ยนเอ๋ออายุสิบเอ็ดปี ทั้งคู่เป็นสหายสนิทของเซี่ยฮุ่ยหนิง
อวี่เยี่ยนเอ๋อรีบเดินมาดักหน้าสามพี่น้อง นางยืดตัวกอดอกตัวเอง เหยียดตามองเซี่ยซือซือ “จุ๊ ๆ อาซือเจ้าจะออกเรือนอยู่แล้วยังจะขึ้นเขาไปทำสิ่งใด ไม่เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่กับเรือนเหมือนเจ้าสาวคนอื่น ๆ เขาล่ะ”
“ไอหยา ! เยี่ยนเอ๋อเจ้านี่ไม่รู้สิ่งใดเอาเสียเลย ไหนนางจะมีวาสนาดีเช่นนั้น นางถูกท่านย่าของข้าขายให้คนพิการด้วยเงินแค่ห้าตำลึง คิก คิก”
เซี่ยฮุ่ยหนิงเดิมทีนั้นไม่ชอบลูกพี่ลูกน้องคนนี้อยู่แล้ว เนื่องจากหน้าตาของเซี่ยซือซือนั้นงดงามกว่านางมากนัก เป็นเรื่องที่นางไม่อาจทำใจยอมรับได้ กระทั่งผอมแห้งเห็นกระดูกอยู่แบบนี้ นางก็ยังงดงามมิเสื่อมคลาย
“ฮุ่ยหนิงเจ้าไม่คิดว่าห้าตำลึงมากไปหรอกหรือ ข้าว่าอย่างนางหากเอาไปขายซ่องคงได้ไม่ถึงสองตำลึงด้วยซ้ำ” อวี่ไป๋ชิงสะบัดผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากแสร้งหัวเราะเบา ๆ
“เจ้าคนปากพล่อย !” เซี่ยซานซานผลักทีเดียวอวี่ไป๋ชิงก็ตกลงไปในคูนา เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน
“อ๊าย ! เซี่ยซานซานข้าจะฆ่าเจ้า” อวี้ไป๋ชิงวิ่งขึ้นมาตบกระชากเซี่ยซานซานจนล้มลงไปกับพื้นดิน สหายทั้งสองไม่รอช้า วิ่งเข้ามาช่วยกันลงมือตบตีเซี่ยซานซาน
เพียะ ! เพียะ !
“พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ !” เซี่ยซือซือรีบวางตะกร้าลงให้น้องชายเฝ้าไว้ ตัวนางรีบวิ่งเข้าไปช่วยน้องสาวอย่างทุลักทุเล
นางได้ดื่มน้ำพุในมิติพิเศษมาแล้ว จึงมีพละกำลังมากเป็นพิเศษ ผลักเซี่ยฮุ่ยหนิงกับสหายชั่วของนางกระเด็นตกคูนาไปคนละทิศทาง เห็นเซี่ยซานซานมุมปากแตกเพราะถูกตบ ศีรษะปูดนูนขึ้นเพราะถูกกระแทกเข้ากับก้อนดินบนคันนา ทันใดดวงตาของนางก็เปิดกว้าง เมื่อนึกถึงหนทางรอดของน้องสาวตนเองออก
“อาซานเจ้ารีบสลบเร็วเข้า !”
“ทำเช่นนั้นทำไมท่านพี่”
เซี่ยซือซือมองซ้ายขวาก่อนกระซิบเบา ๆ ตรงหูของน้องสาว “เจ้าต้องทำเหมือนถูกพวกนางตีจนสลบแล้วไม่ฟื้น คนอย่างท่านย่าไม่อยากเสียเงินรักษาเจ้าแน่ พวกเราจะได้แยกบ้านออกมาอยู่กันเอง ไม่ต้องทนทำงานหนักให้คนชั่วพวกนั้นอย่างไรล่ะ”
“ท่านพี่ข้า”
“ข้าจะหาทางช่วยเอง เจ้าแค่ห้ามฟื้นจนกว่าข้าจะบอกเข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ฆ่าคนแล้ว ! สวรรค์เหตุใดถึงทำกับข้าเช่นนี้ อาซานเจ้าลืมตาขึ้นมา เจ้าอย่าตายนะอาซาน ฮือ ๆ ๆ”