จังหวัดเชียงใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๐
สายธารนามว่าน้ำปิงไหลเรื่อยตามทิศทางการไหลของกระแสน้ำ ไม่ว่าโลกจะหมุนเปลี่ยนไปกี่ยุคกี่สมัย เทคโนโลยีจะก้าวล้ำธรรมชาติอันงดงามไปสักเท่าใด หากแต่สายธารแห่งธรรมชาตินี้ยังคงไหลหล่อเลี้ยงผู้คนไม่เคยหยุดนิ่งสักครา
ณ รีสอร์ตหรูริมสายน้ำแห่งนี้ มีชายคนหนึ่งนอนทอดอารมณ์เล่นที่เก้าอี้ตากอากาศมองธรรมชาติแห่งสายน้ำด้วยความดื่มด่ำ บรรยากาศยามค่ำคืนทำให้ภาพแม่น้ำปิงที่ถูกทำลายจากฝีมือมนุษย์ทุเลาความรุนแรงลงมากโข พระจันทร์ทอแสงสาดส่องกระแสน้ำเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับจะสะท้อนภาพของดวงดาวที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า เป็นความความสวยงามของธรรมชาติที่หลายคนละเลยที่จะหยุดยืนมองเพราะมัวแต่ก้าวตามหาสิ่งที่เรียกว่าความก้าวหน้า จนลืมที่จะมองรากฐานแห่งชีวิตคือแหล่งธรรมชาติเหล่านี้ ชายหนุ่มรู้สึกเสียดายสายนทีที่โดนมนุษย์ทำร้ายสายนี้เหลือเกิน เขาอยากรู้นักว่าก่อนที่โลกนี้จะเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเยี่ยงทุกวันนี้ สายน้ำในครั้งก่อนจะงดงามมากกว่าที่เห็นอยู่ในตอนนี้สักเพียงใด
หากย้อนเวลากลับไปเห็นได้...ก็คงจะดีเหมือนกัน
“เป็นอะไรนะเรา” ธารณ์ เรแกน พูดกับตัวเองเบาๆ เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมอยู่ดีๆ เขาก็มีความรู้สึกรักและผูกพันกับสายน้ำแห่งนี้อย่างหาเหตุผลไม่ได้ แม้ว่าเขานั้นจะมีสายเลือดชาวไทยไหลเวียนอยู่ในตัวเต็มเปี่ยมหากแต่เขาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศมาตั้งแต่ยังเด็ก ชีวิตการเรียน เพื่อนฝูง หน้าที่การงานของเขาล้วนอยู่ต่างแดนทั้งนั้น ไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะทำให้เขามาเมืองไทยถึงปีละสี่ครั้งนอกจากว่านึกอยากมานอนมองสายน้ำแห่งนี้ในยามค่ำคืน สาบานได้ว่าที่เขาอยู่เมืองไทยทุกวันนี้เพราะเหตุผลเท่านี้จริงๆ
เขารู้เรื่องราวของตนเองเพียงว่า เขาเป็นเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่มีใครรู้จักพ่อแม่ที่แท้จริงของเขา สามีภรรยาชาวอเมริกันคือโจนาธานและเอลิซาเบธมาขอรับเขาไปเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่ยังแบเบาะ ทั้งสองพาเขาไปอยู่อเมริกาในตอนนั้น เขาจึงเติบโตมากับภาษาและวัฒนธรรมที่นั่นโดยที่แทบจะไม่รู้จักเมืองไทยเลย
จนเมื่อเขาโตเป็นหนุ่มเข้าเรียนแพทย์ใหม่ๆ พ่อบุญธรรมของเขาได้พามาเที่ยวเมืองไทยเป็นครั้งแรก ท่านอยากให้เขาได้เห็นบ้านเกิดของตัวเอง ท่านทั้งสองพาเขามาเที่ยวที่เชียงใหม่และพักที่รีสอร์ตริมน้ำปิงแห่งนี้ในครั้งแรกที่มา ตอนนั้นเขารู้สึกตื่นเต้นแปลกใหม่กับวัฒนธรรมและสถานที่ที่ได้ชื่อว่าบ้านเกิดของตัวเองมาก จากที่ไม่รู้อะไรและไม่ได้สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยเลยก็ทำให้เขาสนใจเมืองไทยมากขึ้น และพยายามศึกษาภาษาไทยจนพอที่จะพูดได้ หลังๆ เขาก็มาเมืองไทยเองคนเดียวได้ และเขาก็มาที่เชียงใหม่ทุกครั้งที่มีโอกาส โดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งใดคือแรงดึงดูดที่ทำให้เขามาที่นี่ รู้แต่ว่ามาทีไรก็มาที่รีสอร์ตนี้ทุกครั้งไป
มีเรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่เอลิซาเบธและโจนาธานเคยเล่าให้เขาฟังเมื่อมานั่งเล่นกันที่เก้าอี้ตากอากาศริมน้ำแห่งนี้พร้อมกันสามคนพ่อแม่ลูก เอลิซาเบธเล่าว่าเมื่อหลายปีก่อนนั้นเธอกับสามีมานั่งเล่นที่นี่ในตอนกลางคืน แล้วก็เห็นทารกนอนร้องไห้จ้าอยู่กลางพงหญ้าริมน้ำแห่งนี้ เอลิซาเบธจึงเข้าไปดูด้วยความตกใจว่าทำไมมีเด็กมานอนอยู่ที่นี่ได้ เมื่อเธอเห็นทารกน้อยคนนี้ก็ตกหลุมรักทันทีเพราะว่าเธอกับสามีนั้นมีลูกไม่ได้ เคยไปหาหมอทำเด็กหลอดแก้วมาหลายครั้งจนหมดความหวัง จึงมีความคิดที่จะเลี้ยงเด็กทารกคนนี้เป็นบุตรของตนเองโดยที่ไม่ตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงของเด็ก แม้ว่าโจนาธานจะไม่เห็นด้วยแต่ก็คัดค้านภรรยาสุดที่รักไม่ได้ เขาจึงต้องดำเนินการให้เพื่อนสนิทที่เป็นประธานมูลนิธิเด็กกำพร้าชื่อดังสร้างเอกสารเท็จเกี่ยวกับตัวเด็กคนนี้ขึ้นมาแล้วให้ทางมูลนิธิมอบเด็กให้เขาและภรรยารับไปอุปถัมภ์ในฐานะลูกบุญธรรมที่อเมริกา ซึ่งเด็กคนนั้นก็คือตัวธารณ์นั่นเอง
หากแต่ธารณ์นั้นเชื่อว่านั่นเป็นเรื่องเล่าตลกๆ ของครอบครัวเพื่ออำเขาเล่นเท่านั้น จากวันนั้นจนถึงวันนี้วันที่เขาเรียนจบแพทย์มาแล้วมีหน้าที่การงานทำเรียบร้อย เขาก็มาเที่ยวที่นี่อยู่เสมอ เมื่อโจนาธานและเอลิซาเบธเสียชีวิตลงเขาก็รู้สึกเหงาและไม่เหลือใครอยู่อเมริกาเลย วูบหนึ่งเขาคิดว่าอยากมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยเสียเหลือเกิน แต่ก็มีอีกความคิดหนึ่งขัดแย้งขึ้นมาว่าเขาชอบเมืองไทยมากก็จริงอยู่ แต่หากเขามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เขาจะต้องปรับตัวอีกหลายอย่าง อย่างน้อยก็เรื่องภาษาเป็นเรื่องแรก เขาจึงไม่รีบร้อนตัดสินใจนัก วัยของเขาผ่านมาเพียงแค่ยี่สิบห้าปีเท่านั้นเขายังเหลือเวลาในชีวิตอีกมาก อาจจะทำงานอีกสักหน่อย เรียนภาษาไทยให้เก่งกว่านี้มากๆ แล้วค่อยย้ายมาทำงานที่นี่ก็ได้ ระหว่างนี้ก็มาเที่ยวบ่อยๆ เท่าที่ใจต้องการก็พอ
ระหว่างที่นั่งดูอะไรเล่นๆ ไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น เขาก็เห็นบางสิ่งบางอย่างผ่านเข้ามาในสายตา ที่ริมน้ำมีผู้หญิงแต่งตัวแบบล้านนาเหมือนพนักงานต้อนรับของรีสอร์ตแห่งนี้กำลังเดินลงน้ำไปอย่างเชื่องช้า เขากะพริบตาเพื่อมองอีกครั้งให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด เมื่อยังเห็นภาพนั้นอยู่เขาก็ลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติจิตใต้สำนึกในสมองสั่งการให้เขารีบเข้าไปช่วยผู้หญิงคนนั้นให้ได้ เธอกำลังคิดสั้น!
“เฮ้... คุณ คุณจะทำอะไรน่ะ” เขาวิ่งเข้าไปใกล้และร้องถาม
หญิงสาวผู้นั้นหันหน้ากลับมามองเขาช้าๆ ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาของชายหนุ่มทำให้เขาตกตะลึงจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ ใบหน้าของผู้หญิงในชุดล้านนาคนนี้สวยหวานงดงามจนยากจะถอนสายตา เธอหันมาที่เขา ใบหน้าหวานนั้นเพ่งมองเขาราวกับจะสะกดให้เขาจมดิ่งลงไปในความงดงามของเธอ แล้วสักพักหญิงสาวก็หันหลังให้ ไม่สนใจเขาอีกต่อไป เธอก้าวเดินลงน้ำอีกครั้งอย่างเชื่องช้า
“คุณคิดจะ...จะอะไรวะ” ธารณ์เกาหัวแกรกๆ นึกอยากเตะตัวเองที่นึกคำพูดเป็นภาษาไทยไม่ออกในยามหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้
“Suicide ภาษาไทยเขาเรียกว่าอะไรวะอ้อ... นึกออกแล้ว เฮ้ นี่คุณหยุดนะ คุณจะฆ่าตัวตายเหรอคุณ ไม่ได้นะ” เขาตะโกนเรียกหญิงสาว แต่เหมือนว่าเธอจะไม่ได้ยินเขาจึงไม่หันกลับมามองอีก หรืออีกนัยหนึ่งเธอมีความพยายามที่จะฆ่าตัวตายมากจนไม่สนใจคนทัดทานอย่างเขา
ธารณ์คิดว่าตอนนี้การเกลี้ยกล่อมคงช่วยอะไรไม่ได้เพราะเธอคงไม่คิดจะฟังเขานับตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจจะฆ่าตัวตายแล้ว อีกอย่างคือภาษาไทยของเขาคงไม่แข็งแรงพอที่จะเจรจากับหญิงสาวในสถานการณ์ที่คับขันอย่างนี้ได้ทันการณ์แน่ หมอหนุ่มจึงตัดสินใจวิ่งลงน้ำตามหญิงสาวลงไปหมายจะลากคนสวยแต่คิดสั้นขึ้นมาจากน้ำแล้วสั่งสอนถึงคุณค่าแห่งชีวิตเสียให้เข็ด คนอื่นเขาดิ้นรนอยากมีชีวิตอยู่อีกเป็นพันๆ ล้านคน ตัวเองกลับอยากตาย อย่างนี้มันใช้ได้เสียที่ไหน
ดูเหมือนว่าธารณ์จะตัดสินใจช้า เพราะกว่าเขาจะวิ่งตามไปคว้าร่างบางนี้ไว้ทัน เขากับเธอก็ยืนในน้ำแทบมิดหัวเสียแล้ว แถมแม่สาวล้านนาหน้าหวานยังไม่ยอมให้เขาจับขึ้นมาจากน้ำง่ายๆ กลับแข็งขืนดึงดันเดินลงไปในน้ำลึกกว่าเก่าจนทั้งคนช่วยและคนถูกช่วยจมลงไปกับสายน้ำ ธารณ์ดำน้ำไปจับตัวเธอมาและใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดดึงร่างบางขึ้นมาเหนือน้ำพยายามที่จะลากร่างของหญิงสาวเข้าฝั่ง แต่น่าแปลกที่แรงของคนที่ออกกำลังกายอย่างหนักสม่ำเสมออย่างเขากลับแทบสู้เรี่ยวแรงของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ไม่ได้เลย
เขาล็อกตัวหญิงสาวเอาไว้แน่น แต่เธอกลับมีเรี่ยวแรงพอที่จะดันตัวเองและเขาไปยังตำแหน่งที่ลึกกว่าเก่า ธารณ์รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหมดอากาศหายใจเพราะกลั้นหายใจในน้ำมานานเกินไปแล้ว เขาพยายามที่จะลอยตัวขึ้นเหนือน้ำเพื่อสูดเอาอากาศหายใจ หากแต่แขนเรียวเล็กของเธอกลับดึงเขาไว้มั่นพร้อมกับดึงร่างของชายหนุ่มให้จมลงไปในสายน้ำลึกกว่าเดิม
‘ตายล่ะ เจ้าหล่อนไม่ได้คิดจะตายคนเดียวเสียแล้ว’ เขาคิด
ภายใต้กระแสธารอันเย็นเฉียบ ธารณ์ลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่ามีแสงสว่างเรืองรองขึ้นมาทั่วบริเวณรอบตัวเขาและเธอ ผมที่เคยยาวสลวยมันวับยามต้องแสงจันทร์ของแม่สาวล้านนาบัดนี้สยายพลิ้วปลิวไปตามกระแสน้ำ แต่ผมบางส่วนของหล่อนลอยมาพันคอเขาเอาไว้ เขาพยายามเพ่งมองใบหน้าหวานสวยอีกครั้ง แต่ก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นใบหน้าบิดเบี้ยวน่าหวาดกลัวราวกับผีร้าย ดวงตากลมโตแดงก่ำจ้องมองเขาไม่ลดละ ธารณ์ใจหายวาบพยายามจะคิดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นความฝัน แต่เหตุการณ์มันก็ทำให้เขารู้สึกตัวอยู่เสมอว่ามันน่าจะเป็นความจริง เพราะมีเครื่องยืนยันที่เด่นชัดที่สุดคืออาการเหมือนจะขาดใจตายที่แสนทรมานนี้
เขากำลังจะตายจริงๆ เพราะช่วยคน!
อาณาจักรเวียงเชียงรุ้งกาลปัจจุบัน
อาณาจักรเวียงเชียงรุ้ง พุทธศักราช ๑๙๘๔
ณ ตำหนักแสงคำแห่งเจ้าฟ้าอินทรชิต เจ้าหลวงแสนสุริยะทรงยืนทอดพระเนตรหมอหลวงที่ตรวจรักษาพระอาการของพระโอรสผู้เป็นดั่งดวงหทัยด้วยความทุกข์โทมนัส เมื่อร่างที่เคยสูงใหญ่สง่าผ่าเผยบัดนี้กลับนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ลมหายใจรวยระรินราวกับจะยุติได้ทุกขณะกษัตริย์แห่งเวียงเชียงรุ้งผู้ทรงเตรียมจะสละราชบัลลังก์ให้องค์รัชทายาทมีแววระทมทุกข์ฉายชัดผ่านแววพระเนตรเหตุเพราะอับจนหนทางที่จะให้องค์รัชทายาทที่เหลืออยู่เพียงพระองค์เดียวของเวียงเชียงรุ้งฟื้นขึ้นมาก่อนจะถึงฤกษ์สถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ในอีกไม่กี่วัน
อีกทั้งยังทรงตระหนักว่าไพร่ฟ้าประชาชนที่ต่างตั้งตาคอยพิธีเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ในวาระแห่งการผลัดแผ่นดินนั้นจะรู้สึกเช่นไรหากได้ล่วงรู้ว่าเจ้าฟ้าผู้ทรงเพียบพร้อมนั้นหาได้มีกำลังวังชาจะลุกขึ้นมาโอภาปราศรัยกับผู้ใดได้ดังเก่าก่อนไม่ ขวัญและกำลังใจที่ลดถอยนับแต่บ้านเมืองเกิดความแห้งแล้งนานถึงสี่ปีนั้นคงจะยิ่งลดทอนเหือดหายดังสายน้ำที่เคยแห้งขอดจากเรือกสวนไร่นาหากพวกเขาเหล่านั้นรับรู้พระอาการขององค์เจ้าฟ้าผู้เป็นดั่งดวงใจของประชาราษฎร์ องค์เจ้าฟ้าอินทรชิตเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นความหวังแห่งการเปลี่ยนดวงชะตาเมืองที่เกิดอาเพศมานานปีให้กลับมาเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองดั่งทองคำดังเช่นอดีตดังที่โหรหลวงทำนายทายทัก หากแต่ความหวังนั้นกำลังจะมอดไหม้จนมืดมิดเหมือนเทียนที่กำลังใกล้ดับโดยที่พระราชบิดาผู้ให้กำเนิดช่วยเหลืออย่างใดมิได้เลย ทั้งที่เหตุที่เกิดขึ้นทั้งปวงล้วนสืบเนื่องมาจากองค์เจ้าหลวงแสนสุริยะเพียงผู้เดียวเท่านั้น
เจ้าหลวงแสนสุริยะที่ทรงเคยทะนงตนว่าเหนือกว่าผู้ใด ทรงทอดถอนพระทัยด้วยความเหนื่อยหนัก ฤาว่าชะตาเมืองนั้นจะขาดสิ้นเหมือนลมหายใจที่รวยระรินรอวันดับขององค์โอรสหนอ หมอหลวงที่มีชื่อเสียงที่ถูกกล่าวขวัญกันว่าไม่มีผู้ใดมีฝีมือเทียบเทียมคนแล้วคนเล่าก็ยังไม่สามารถรักษาได้โอสถที่ว่าดีที่สุดจากทั่วทุกสารทิศไม่แม้แต่จะทำให้พระอาการขององค์เจ้าฟ้าชายกระเตื้องขึ้นเลยสักเล็กน้อย
“ยังไม่ดีขึ้นเลยพระเจ้าค่ะ” หมอหลวงจับชีพจรที่เต้นอ่อนแรงแล้วส่ายหน้า โอสถที่ถูกนำมาจากแดนไกลอย่างลับๆ สูตรที่ว่าแม้คนที่กำลังจะมรณะยังกลายเป็นอมตะ หากแต่เมื่อถวายแด่องค์เจ้าฟ้าแล้วพระอาการกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้เพียงนิด คนที่ถวายการรักษานั้นแสนจะจนใจ ทั้งเกรงจะถูกองค์ราชาผู้เด็ดเดี่ยวสั่งบั่นคอด้วยไม่สามารถถวายการรักษาพระโอรสได้ ทั้งเกรงว่าจะรั้งชีพของความหวังแห่งไพร่ฟ้าที่จะมาเปลี่ยนชะตาเมืองไม่ได้ งานถวายการรักษาครั้งนี้ถือเป็นงานที่แสนหนักหนาสาหัสอย่างที่ไม่เคยพบพานมาก่อนเลยในชีวิต หากแต่หมอหลวงกลับมิได้เห็นความพิโรธโกรธเกรี้ยวขององค์ราชาอย่างที่หวั่น นับว่าเป็นโชคดีที่ตนนั้นจะรอดชีวิตกลับไปพบเจอหน้าลูกเมียอีกหนึ่งวันแต่อนาคตนั้นไม่อาจรู้ หากพระอาการขององค์โอรสไม่กระเตื้อง แม้นจะจงรักภักดีเพียงใด เขาอาจจะถูกบั่นคอได้โดยง่ายดาย
“นี่เป็นโอสถถ้วยสุดท้ายจากกัมลานครแล้วหรือ” องค์ราชาตรัสถามหมอหลวง
“พระเจ้าค่ะ” หมอหลวงกราบทูล ดวงพระเนตรของเจ้าหลวงแสนสุริยะหมองลง หากแม้นว่ายาวิเศษแสนหายากจากเมืองมิตรนั้นได้ใช้จนหมดแล้วอาการของเจ้าฟ้าอินทรชิตก็ยังมิเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นก็มิต่างจากเป็นสัญญาณบอกแก่พระองค์ว่าหนทางรักษานั้นมืดมิดเสียแล้ว
“เจ้าออกไปก่อนเถิด”
เจ้าหลวงแสนสุริยะทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบพระพักตร์ของพระโอรสอย่างแผ่วเบาราวกับจะส่งสัมผัสแห่งคำขอโทษที่มิอาจคืนวาจาที่เคยลั่นเอาไว้ได้ เพราะความเป็นกษัตริย์ขัตติยะเมื่อตรัสแล้วย่อมคืนคำมิได้ หากต้องให้พระองค์ทรงฝืนกลืนถ้อยคำที่เคยได้ออกโอษฐ์ไป พระองค์ทรงขอเลือกทำลายชีวิตของพระองค์เองเสียดีกว่า แม้ว่าวาจาที่ลั่นไปในครั้งนั้นจะเป็นสาเหตุให้เจ้าฟ้าอินทรชิตต้องทรงล้มป่วยลงอย่างไร้สาเหตุ และการตัดสินใจอย่างดื้อรั้นทะนงตน ไม่ฟังคำทัดทานของผู้ใดยังทำให้บ้านเมืองระส่ำระสายเกิดอาเพศมานานเกือบครึ่งทศวรรษ การตัดสินพระทัยของพระองค์นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันเลวร้ายทำให้พระองค์ต้องทรงร้อนพระทัยตลอดมา ดวงพระเนตรที่ฝ้าฟางไปตามวัยทอดพระเนตรออกไปไกล เหตุแห่งหายนะในวันวานได้แทรกเข้ามาในมโนสำนึกของพระองค์ ภาพในวันนั้นยังคงแจ่มชัดทำให้รวดร้าวพระทัยอยู่เสมอ