เสียงลูกธนูพุ่งผ่านอากาศอย่างแรงแสดงให้เห็นถึงพละกำลังและสายตาที่คมกริบดุจเหยี่ยวของผู้ยิงธนูได้เป็นอย่างดีแดดยามบ่ายในป่าโปร่งสะดุ้งตื่นทันทีที่รู้สึกว่ามีผู้บุกรุก สัตว์น้อยใหญ่ต่างหนีกระเจิดจากเงาแห่งความตาย
“เจ้าชายเนเฟอร์คาเรช่างเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถจริงๆ พะยะคะ”
ดวงเนตรคมกริบปรายตามองคนพูด เพียงแค่นั้นก็นำความเยียบเย็นจนเสียวสันหลังวาบมาสู่ตัวคนพูดเอง
“โมตูไปดูให้ข้าซิ”
น้ำเสียงทรงอำนาจสั่งอย่างเด็ดขาดของเจ้าชายเนเฟอร์คาเร โอรสของฟาโรห์เตติและพระนางอิพูร่า ซึ่งสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ให้กำเนิดพระโอรสน้อย ด้วยเหตุที่ฟาโรห์เตติทรงมีใจ
สิเน่หามเหสีอิพูร่ามากจึงแต่งตั้งเจ้าชายเนเฟอร์คาเรยังเป็นองค์โตผู้ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งบัลลังไอยคุปต์อีกด้วย แม้จะมีพระชันษาเก้าปีเท่านั้น แต่ท่วงท่าสง่างามถอดแบบพระบิดามาเลยก็ว่าได้
“พ่ะย่ะค่ะ” โมตูวิ่งไปในพงหญ้าแล้วคว้าเอาร่างกวางน้อยที่ไร้ลมหายใจกลับมาถวาย
โมตูมีอายุมากกว่าเจ้าชายสามปีเป็นบุตรชายของแม่นมชื่อบิเดท์ ซึ่งถวายการรับใช้เจ้าชายเนเฟอร์คาเรตั้งแต่ลืมพระเนตร ครอบครัวของบิเดท์และโมตูได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากมเหสีอิพูร่าอย่างล้นพ้นทำให้ทั้งสองยินดีมอบกายถวายชีวิตเพื่อรับใช้โอรสน้อยๆ พระองค์นี้
อียิปต์หรือไอยคุปต์ในยุคนี้มีการรวมอำนาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและตอนใต้ ภายใต้ฟาโรห์นาม เตติ พระองค์มีพระโอรสสองพระองค์ จากมเหสีอันเป็นที่รักสองพระองค์เช่นกัน มเหสีที่ฟาโรห์เตติรักใคร่มากที่สุดมีพระนามว่าอิพูร่า แต่พระนางก็สิ้นพระชนม์เมื่อให้กำเนิดกระโอรสนามเนเฟอร์คาเรและมเหสีอีกองค์หนึ่งมีพระนามว่าคูอิ ให้กำเนิดกระโอรสนาม อูเซอร์คาเร
วันนี้ฟาโรห์นำโอรสทั้งสองออกมาล่าสัตว์ป่าเป็นครั้งแรก พระองค์พอพระทัยยิ่งนักเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็น
ความสามารถของรัชทายาทผู้เปี่ยมไปด้วยความสง่างาม กล้าแกร่งและเด็ดเดี่ยวยิ่งนักซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เพียบพร้อมของคนที่จะขึ้นเป็นฟาโรห์ในอนาคต
“อูเซอร์คาเรดูความสามารถของพี่ชายเจ้าไว้ให้ดี” ฟาโรห์เตติทรงแสดงความชื่นชมออกมาอย่างเปิดเผย “อีกหน่อยเจ้าก็ต้องคอยดูแลอียิปต์แห่งนี้ช่วยพี่ชายเจ้า เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วพะยะคะเสด็จพ่อ”
‘แต่ข้าจะไม่มีวันเป็นรองเจ้าเนเฟอร์คาเร และอาณาจักรอียิปต์จะต้องอยู่ในการปกครองของข้าเท่านั้น’
อูเซอร์คาเรได้แต่ประกาศกร้าวอยู่ในใจเท่านั้น ฝีมือการยิงธนูในวันนี้เขาไม่อาจสู้ผู้เป็นพี่ได้เลย และยิ่งเห็นเสด็จพ่อให้ความรักเมตตาเนเฟอร์คาเรมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งทวีความโกรธเกลียดไปที่เนเฟอร์คาเรมากเท่านั้น
‘ทำไมข้าต้องเกิดที่หลังเจ้านะ’ อูเซอร์คาเรสบถหยาบคายอยู่ในใจอีกหลายคำ เขาเกิดหลังเนเฟอร์คาเรเพียงแค่ข้ามคืนเท่านั้น หากเพียงแค่เขาได้ลืมตามองโลกนี้ก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาจักรอียิปต์จะต้องอยู่ในกำมือของเขา
“เนเฟอร์คาเร ถึงการแข่งขันครั้งนี้เจ้าจะเป็นผู้ชนะแต่จะประมาทไม่ฝึกฝนก็มิได้ วันหนึ่งข้างหน้าฝีมือของน้องชายเจ้าอาจก้าวหน้ากว่า วันนั้นอียิปต์อาจจะไม่ได้อยู่ในมือเจ้าก็เป็นได้
“ข้าทราบแล้วเสด็จพ่อ” เนเฟอร์คาเรน้อมรับคำสั่งสอน “วันนี้ข้าจะเข้าวังก่อน...พวกเจ้าจะไปเล่นสนุกที่ไหนก็ตามใจเถิด”
นานๆ ครั้งที่พระองค์จะแสดงความใจดีออกมา อูเซอร์คาเรซ่อนความริษยาไว้ภายใต้ใบหน้าที่แย้มยิ้มแล้วเดินทางเข้าวังกลับพร้อมฟาโรห์เตติ แต่เนเฟอร์คาเรยังคงมองเหม่อไปที่แม่น้ำไนล์ตรงหน้า แม่น้ำที่ไหลผ่านหล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนชาวอียิปต์มานานนับพันปี
“เสด็จกลับเลยมั๊ยพะยะคะ” โมตูเอ่ยถามอย่างเกรงๆ
“ข้าใช้ลูกธนูไปกี่ดอก” เนเฟอร์คาเรเอ่ยถาม
“สิบสองพะยะคะ” โมตูงุนงงกับคำถาม “แต่เจ้าชายก็ได้กวาง กระต่าย นกเป็ดน้ำตั้งแปดตัวนะพะยะคะ เจ้าชายอูเซอร์คาเรได้เพียงกระต่ายสองตัวเท่านั้น”
“ลูกธนูสิบสองดอกก็ต้องได้สัตว์สิบสองตัว”
เนเฟอร์คาเรกวาดสายพระเนตรมองไปรอบๆก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้ามุ่งหน้าไปทางริมแม่น้ำ
“เจ้าชายเนเฟอร์คาเร” โมตูเผลอตะโกนเรียกอย่างตกใจแล้ววิ่งตามเจ้าชายทันที
รูปร่างปราดเปรียวและสง่างามดุจพญาราชสีห์ของเนเฟอร์คาเรกระโจนไปที่ก่อหญ้าสูงท่วมศีรษะใบหน้าหล่อเหล่าเผยรอยพระสรวล เมื่อสิ่งที่คาดไว้จริงดังคาด
“เจ้าเป็นใคร เปิดเผยตัวตนของเจ้ามา” พระหัตถ์ทรงอำนาจกระชากผ้าคลุมที่ปกปิดและพยายามซ่อนร่างกายด้วยการขดตัวงอจนแทบกลายเป็นก้อนหินกลมๆ
“กรี๊ด!”
เนเฟอร์คาเรถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงสตรีแต่เพราะความกระหายใคร่รู้ไม่มีความหวาดกลัวใดๆ จึงกระชากไหล่น้อยๆ ที่สั่นสะท้านให้หันมาเผชิญหน้า แต่ผู้ที่ต้องตกตะลึงกลับเป็นเนเฟอร์คาเรเสียเองเขาเคยเห็นนางสนมสวยๆ ของเสด็จพ่อหลายคน ทว่าไม่เคยเห็นใครมีผิวขาวเนียนละเอียดและเส้นผมยาวสลวยสีรัตติกาลเช่นนี้ แม้ว่าหญิงงามตรงหน้าจะเป็นเพียงเด็กเด็กหญิงวัยเก้าขวบทว่ากลับมีความงามที่เปล่งปลั่งจนน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง
“เจ้าเป็นใคร”
เด็กหญิงส่ายหน้าไปมาจนผมยาวปลิวสยายเธอหวาดกลัวจนริมฝีปากสั่นระริก แต่ในอ้อมอกมีกระต่ายน้อยสีขาวที่เธอปกป้องมันไว้ด้วยชีวิตของเธอ
“กระต่ายน้อย” เนเฟอร์คาเรลากเสียงยาวและยานคางเหมือนจะกวนประสาทเพราะถือว่าตนเองนั้นเหนือกว่า
“เจ้าชาย ทรงปลอดภัยไหมพะยะคะ”
“ข้าเจออะไรดีๆ แหละโมตู”
เนเฟอร์คาเรหันมามองคนสนิทที่วิ่งกระหืดกระหอบตามา เด็กหญิงอาศัยจังหวะเผลอใช้ปากกัดหลังมือของเนเฟอร์คาเรเต็มแรงจนเจ้าชายน้อยต้องสะบัดมือปล่อยเด็กหญิงเป็นอิสระ ทั้งคู่ประสานแววตากันครู่หนึ่งแล้วเด็กหญิงก็อุ้มกระต่ายน้อยสีขาวหนีหายไปในพงหญ้า
“เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” โมตูถามทั้งที “แผล...เจ้าชายบาดเจ็บ”
“แค่กระต่ายกัดเท่านั้นหรอก”
เนเฟอร์คาเรยักไหล่แล้วเดินกลับไปที่อาชาของตนเอง เขาเองก็แปลกใจที่ตนเองไม่คิดที่จะไล่ล่าเหยื่อตัวนั้น
แต่สายลมแห่งแม่น้ำไนล์ได้กระซิบบอกเขาว่า ชะตาชีวิตของพวกเขาได้เริ่มอุบัติขึ้นแล้ว.
เสียงสิงโตขู่คำรามทำให้ชายหนุ่มเหลียวมองต้นเสียง ร่างสูงของบุรุษวันสิบแปดปีหยัดกายขึ้นจากการนอนเอกเขนกบนเตียงนอนยาวใหญ่ในสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ดวงตาสีดำนุ่มลึกใบหน้าเรียบตึงไร้อารมณ์ใดๆ เครื่องประดับผมทำจากทองคำบริสุทธิ์บ่งบอกถึงฐานะที่ส่งสูง
“เจ้าชายเนเฟอร์คาเร” เสียงสั่นๆ ของนายทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างขลาดกลัวเจ้าสิงโตตัวใหญ่ยักษ์ที่ทำหน้าที่ปกป้องผู้เป็นนาย
“นาฟ...กลับมานี่” เนเฟอร์คาเรสั่งราวกับสิงโตเป็นลูกแมวน้อยๆที่แสนเชื่อง เมื่อสิงโตคู่ใจเดินอ้อมมาอยู่ด้านหลังแล้วนายทหารจึงรายงาน
“องค์ฟาโรห์รับสั่งเรียกหาพ่ะย่ะค่ะ”
เนเฟอร์คาเรพยักพระพักตร์เล็กน้อยเป็นการรับรู้ เมื่อนายทหารผู้นำคำสั่งมาถอยหลังจากไปแล้ว องค์รัชทายาทดีดนิ้วเรียกองครักษ์ เพียงชั่วกะพริบตาชายหนุ่มร่างใหญ่ก็เข้ามาทันที
“โมตูพานาฟไปพักก่อน” เนเฟอร์คาเรออกคำสั่งแล้วเดินนำหน้าอย่างไม่รีบร้อน
“จะให้กระหม่อมตามเสด็จไหมพ่ะย่ะค่ะ”
โมตูเอ่ยถามขณะพาสิงโตหนุ่มเดินตามเพื่อไปที่พักนอกจากองค์เนเฟอร์คาเรแล้ว มีเพียงโมตูเท่านั้นที่สามารถใกล้ชิด ‘นาฟ’ ได้มากขนาดนี้ ทว่าคนเดียวที่นาฟให้ความซื่อสัตย์คือองค์รัชทายาทแห่งแผ่นดินไอยคุปต์เท่านั้น
“ไม่ต้องหรอก” ชายหนุ่มเสยผมยาวดำขลับที่ยาวถึงไหล่ของตนเอง “ข้ากับเจ้าก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องใด”
โมตูก้มรับคำสั่งของเจ้าชายที่เขาเฝ้าถวายการรับใช้มาตั้งแต่จำความได้ บัดนี้เขากลายเป็นหนุ่มฉกรรจ์อายุยี่สิบเอ็ดปีที่ฝึกฝนการต่อสู้ทุกรูปแบบเพื่อเป็นองครักษ์พิทักษ์องค์รัชทายาท นอกจากนั้นยังต้องเป็นที่รองรับอารมณ์ของเจ้าชายเนเฟอร์คาเรอีกด้วย
“มาซินาฟ...เจ้าก็อย่าทำให้ข้าเหนื่อยนักเลย”
องครักษ์หนุ่มเอ่ยบอกกับสิงโตวัยสี่ขวบที่สะบัดโซ่ตรวนไปมาอย่างหงุดหงิด ทว่ามันก็จำใจยอมเดินตามกลับไปที่พักของตนเองราวกับเข้าใจในสิ่งที่โมตูพูด เขาได้แต่ถอนหายใจเบาๆ นอกจากจะเป็นองครักษ์ข้างกายเจ้าชายแล้วยังเป็นคนเลี้ยงสัตว์อีกด้วย แต่คาดว่าชีวิตเขานับจากนี้ต่อไปคงมีอะไรวุ่นๆ อีกเยอะ
ในพระราชตำหนักของฟาโรห์เตติมีหมอหลวงจากทั่วทุกแขนงเข้ามาถวายการรักษาพระประชวรขององค์ฟาโรห์เตติ โดยมีพระมเหสีคูอิและเจ้าชายอูเซอร์คาเรคอยดูพระอาการอย่างใกล้ชิด
“พวกเจ้าเป็นหมอหลวงประสาอะไรทำไมพระอาการของฟาโรห์ยังไม่ดีขึ้นอีก” พระนางคูอิเกรี้ยวกราดใส่ด้วยเสียงที่แหลมสูงทำเอาบรรดาแพทย์หลวงสะดุ้งโหย่งกันเป็นทิวแถว
“ฟาโรห์ทรงติดโรคประหลาดมาจากที่ไปตรวจเยี่ยมการสร้างมหาวิหารที่เมืองซัคคาราพ่ะย่ะค่ะ” คันเชนแพทย์หลวงรายงาน
“ตอนนี้ที่เมืองซัคคาราก็มีผู้ป่วยด้วยโรคประหลาดหลายสิบคนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“คนพวกนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง! แต่พวกเจ้าต้องรักษาองค์ฟาโรห์ให้ได้! ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าก็อย่าคิดว่าจะมีลมหายใจอยู่ได้!”
“จะกล่าวเช่นนั้นก็หาเป็นเรื่องที่ควรไม่ พระมเหสีคูอิ” ทุกสายตาจับจ้องมายังวรกายสง่างามที่ก้าวเข้ามาในห้องบรรทมของฟาโรห์เตติ เจ้าชายเนเฟอร์คาเรแย้มสรวลน้อยๆ ก่อนจะถวายการเคารพพระบิดาแล้วเข้าไปดูพระอาการ โดยไม่ปรายตามองเจ้าชายอูเซอร์คาเรผู้เป็นอนุชาต่างมารดาเลยสักนิด
กิริยายโสโอหังของเนเฟอร์คาเรทำให้อูเซอร์คาเรเผลอขบฟันแน่นจนเป็นสันนูน แต่พระหัตถ์ของพระมารดาแตะหลังมือเบาๆ เป็นเชิงเตือน ทำให้เจ้าชายอูเซอร์คาเรฝืนสะกดกลั้นอารมณ์ที่เดือดพล่านของตนลง
“เสด็จพ่อ...ทรงเป็นเช่นไรบ้าง” เนเฟอร์คาเรกระซิบถามเบาๆ
ดวงเนตรของฟาโรห์ก็ปรือตาขึ้นเหลือบมองโอรสจากมเหสีอิพูร่าทรงเสน่หามากที่สุด
“ข้า...ไม่...เป็น...ไร”
“เทพเจ้าทั้งมวลจะปกป้องเสด็จพ่อ” เนเฟอร์คาเรกล่าวเหมือนคำประกาศ “ลูกให้คนสืบเสาะหาตัวยาที่จะมารักษาโรคประหลาดนี่แล้ว”
“จะแพร่งพรายให้คนนอกรู้มิได้เป็นเด็ดขาด” มเหสีคูอิหวีดร้องขึ้นมา “หากข่าวนี้แพร่กระจายออกไปอาจจะมีศัตรูฉกฉวยโอกาสนี้เข้าตีอียิปต์ของเราก็เป็นได้”
“นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง” เนเฟอร์คาเรลากเสียงยาวเหมือนคนเกียจคร้าน
“แต่การถวายการรักษาเสด็จพ่อก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด ข้าได้ส่งคนไปสืบเสาะที่เมืองซัคคาราแล้ว ซึ่งหมอที่นั่นย่อมรู้อาการดีกว่าหมอหลวงที่ยังไม่เคยรู้จักโรคนี้มาก่อน ซึ่งความจริงนั้นโรคประหลาดที่ระบาดอยู่นี่ก็กินเวลามาเกือบเดือนแล้ว มีบางคนที่อาการทุเลาลง”
“แต่ส่วนใหญ่แทบไม่มีใครรอดชีวิต ” อูเซอร์คาเรพึมพำในลำคอ
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร เนเฟอร์คาเร เจ้าจะมองดูพระบิดาของเจ้าสิ้นลมไปต่อหน้าต่อตารึ” มเหสีคูอิ ถลึงตาใส่ “คนของข้ารายงานว่าหมอวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ต้องใช้เวลาเดินทางราวสามวันจึงจะไปถึง” รัชทายาทหนุ่มเอ่ย
“เรื่องนี้มีจริงรึหมอหลวง”
“จริงพ่ะย่ะค่ะ พระมเหสี” คันเชนรายงานไปตามจริง “แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นหน้าตาที่แท้จริงของหมอวิเศษคนนี้”
“แล้วเจ้าจะให้เอาใครที่ไหนไม่รู้มารักษาองค์ฟาโรห์เรอะ”
“ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่หรือพระมเหสี” เนเฟอร์คาเรปรายตามองอนุชาร่วมบิดา “ข้าเห็นว่าควรให้อูเซอร์คาเรไปค้นหาหมอวิเศษคนนั้น”
“ข้านะเหรอ” อูเซอร์คาเรสะดุ้งแต่ฝืนเก็บอาการไว้
“ไม่ได้หรอก อูเซอร์คาเรของข้าร่างกายมิแข็งแรงจะออกไปในนอกวังในยามที่โรคประหลาดระบาดอย่างนี้ได้อย่างไร”
นางแทบจะปราดเข้ามาปกป้องบุตรของตน แต่แล้วแวบหนึ่งก็มีความคิดหนึ่งพุ่งตรงมายังสมองของพระนางคูอิ
“ข้าเห็นสมควรว่าเป็นหน้าที่ขององค์รัชทายาทที่ต้องทำ”
เนเฟอร์คาเรกระตุกที่ยิ้มที่มุมปากราวกับคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ที่ข้าเข้ามาวันนี้ก็เพื่อขอพระราชทานอนุญาตจากพระบิดาออกไปตามหาหมอวิเศษคนนั้น”
“ให้...คน...อื่น...ไป...เถิด...” สุรเสียงช่างแหบแห้งและโรยรา
“ข้าจะไปเองเสด็จพ่อไม่ต้องเป็นกังวล ที่นี่จะมีพระนางคูอิและน้องชายอูเซอร์ฯ คอยดูแล”
“ถูกแล้ว ข้าควรจะต้องแลบริหารราชการแทนเสด็จพ่อ” อูเซอร์คาเรไม่อาจซ่อนแววยินดีได้
“การเดินทางไปกลับใช้เวลาหกวัน ถ้าอย่างไรหมอหลวงต้องพยุงอาการของเสด็จพ่อให้นานที่สุดจนกว่าข้าจะกลับมา” เนเฟอร์คาเรสั่งกับคันเซน
‘หรือเจ้าอาจจะไม่ได้กลับมาเลยก็ได้’
อูเซอร์คาเรกระซิบบอกหัวใจตนเอง “ข้าจะดูแลทุกเรื่องในวังแทนเจ้าเอง”
“ตกลงตามนี้” เนเฟอร์คาเรยกพระหัตถ์ของพระบิดาว่างบนศีรษะของตนก่อนจะขยับตัวออกมา “ข้าจะรีบไปรีบกลับหวังว่าเจ้าจะดูแลเสด็จพ่อเป็นอย่างดี”
“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อูเซอร์คาเรน้อบรับคำสั่งแต่แสยะยิ้มอยู่ในใจ
“ข้าจะสวมมนต์อ้อนวอนเทพเจ้าให้ปกปักษ์รักษาองค์พาโรห์และ...เจ้า” พระนางคูอิแย้มโอษฐ์แต่ในใจนั้นตรงข้าม
เนเฟอร์คาเรหมุนตัวแล้วเดินออกมาไม่สนใจสายตาของมเหสีคูอิและอูเซอร์คาเร เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าในรอยยิ้มนั้นเคลือบยาพิษร้ายกาจปานใด ขณะที่เนเฟอร์คาเรก้าวพ้รนห้องบรรทมได้ไม่ไกลนัก แม่ทัพคนสนิทของฟาโรห์ก็วิ่งตามหลังมาอย่างรวดเร็ว
“ให้ข้าติดตามพระองค์เสด็จเถิด”
“ท่านแม่ทัพโมเรส” เนเฟอร์คาเรทำเสียงเครียด “สิ่งสำคัญคือปกป้องพระบิดาของข้าและอาณาจักรนี้ต่างหาก”
“แต่อาจมีอันตรายกับพระองค์ได้นะพะยะคะ” แม่ทัพโมเรสเป็นนายทหารที่ซื่อสัตย์ และจงรักภักดีกับฟาโรห์เตติกับองค์รัชทายาทมากที่สุด
“อันตรายมีอยู่ทุกทีแม้กระทั่งในวังนี้ก็ตาม”
เนเฟอร์คาเรเอ่ยขึ้นพร้อมก้าวเดินออกมา ทำให้แม่ทัพโมเรสเดินตามหลังมาช้าๆ “ข้าให้คนสืบเรื่องราวทุกอย่างแล้ว คิดว่าใช้เวลาไม่นานนักหรอก เจ้าอยู่นี่ดูแลเสด็จพ่อของข้าก็พอแล้ว”
“หากเป็นพระประสงค์กระหม่อมก็ขอรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”
องค์รัชทายาทวัยสิบแปดชันษาพยักพระพักตร์รับ ร่างสูงสง่าเร่งเดินไปที่ตำหนักของตนเพื่อเตรียมตัวเดินทางยังมีอะไรอีกมากที่รออยู่
มเหสีคูอิและโอรสอูเซอร์คาเรเดินออกมาจากห้องบรรทมของพาโรห์ พระพักตร์ของทั้งสองพระองค์ต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อไม่มีผู้อื่นอยู่ในห้องแล้วทั้งสองพระองค์ก็หัวเราะเสียงดัง
“เทพเจ้าทรงเมตตาเข้าข้างเราแล้ว”พระนางคูอิประคองใบหน้าลูกรักไว้
“เสด็จแม่จะทำเช่นไร” อูเซอร์คาเรเอ่ยถามทั้งที่ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
“มันจะจากที่นี่ไปแล้วไม่ได้กลับมาอีก” พระนางประกาศกร้าว “เสี้ยนหนาวชิ้นนี้ต้องทำลายให้สิ้นซาก แม่จะส่งคนไปลอบสังหารมัน”
“ไอ้เจ้าเนเฟอร์ฯจะไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก”
“ใช่แล้ว...แล้วบัลลังก์ไอยคุปต์ก็ต้องเป็นของลูกแม่ ทุกสิ่งทุกอย่างในแผ่นดินอียิปต์ต้องเป็นของเจ้าเท่านั้นอูเซอร์คาเร”.
มือเรียวพยายามเอื้อมมือเพื่อหยิบเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่อยู่เหนือศีรษะขึ้นไป ร่างบอบบางภายใต้เสื้อคลุมสีกระสอบยาวรุ่มร่าม แถมยังมีตะกร้าใส่สมุนไพรอีกนานาชนิดสะพายอยู่ด้านหลัง แม้ว่าร่างกายจะบอบบางอย่างเห็นได้ชัด ทว่าความพยายามนั้นเต็มเปี่ยมที่จะเอาในสิ่งที่ปรารถนา
“อังค์เนส! เจ้าอยู่ไหน! อังค์เนส”
“ว๊าย”
ร่างเล็กภายใต้เสื้อคลุมสีกระสอบมอมแมมกรีดร้องอย่างตกใจจนเสียการทรงตัวหงายหลังลง โชคดีที่ชายหนุ่มร่างบึกบึนกระโจนเข้ามารับไว้ได้ทันเวลาก่อนที่ร่างเล็กจะตกจากต้นไม้
“เจ้าทำอะไรของเจ้า” น้ำเสียงทุ้มต่ำตวาดด้วยเสียงอันดังจนคนตัวเล็กสะดุ้ง แต่เมื่อทรงตัวยืนได้เองก็สะบัดหน้าหนีทันที
“ก็เพราะท่านนั้นแหละพี่ดังชี! ที่ทำให้ข้าตกต้นไม้อย่างนี้”
เสียงหวานใสราวนกน้อยจากสวรรค์ เอ่ยอย่างกระเง้า กระงอด เธอก้มหน้าก้มตาเก็บสมุนไพรที่หล่นจากตะกร้าหลังของตนเอง
“อีกนิดเดียวข้าก็เอื้อมถึงอยู่แล้ว”
“เจ้าจะเอาอะไร” ดังชีผ่อนเสียงลง กี่ปีแล้วที่เขาเฝ้ามองเด็กหญิงเล็กๆ เติบโตเป็นสาวงามดุจดอกบัวแห่งลำน้ำไนล์ เขาไม่อาจโกรธทุกการกระทำที่แสนใสบริสุทธิ์ของเธอได้เลยสักนิด “ข้าจะเอาเถาวัลย์นั่น” นิ้วเรียวชี้ไปที่เถาวัลย์เหนือศีรษะขึ้นไป
“เจ้าคงไม่คิดว่ามันเป็นยาหรอกใช่ไหม” ดังชีเลิกคิ้วอย่างฉงน
“เป็นอย่างที่ท่านคิด” อังค์เนสยิ้มรับ “เพียงแต่ข้ายังไม่ได้ลองทดสอบดูเท่านั้น”
“เจ้าคงไม่เอาตนเองเป็นหนูลองยาหรอกนะ”
ดังชีหลิวตามองอย่างรู้ทันก่อนที่จะกระโดดตัวลอยปีนป่ายต้นไม้ใหญ่แล้วไปนั่งบนกิ่งไม้ด้านบน
“ช่างเป็นพี่ชายที่รู้ใจน้องสาวดีเหลือเกิน” หญิงสาวพูดประชด
“ชิ้นไหนเล่าที่เจ้าต้องการ”
“ซ้ายมือพี่ไงละ”
ดังชีหัวเราะร่าคว้าเถาวัลย์ที่อังค์เนสต้องการได้แล้วก็ปีนป่ายลงมาอย่างรวดเร็ว ผิดกับหญิงสาวที่ต้องเขย่งตัวพยายามปีนป่ายเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ ชายหนุ่มฉวยตะกร้าสมุนไพรของหญิงสาวมาถือเอง
“กลับเข้าบ้านเถิดท่านปู่เลจูต้องการพบเจ้านานแล้ว” ดังชีบอกจุดหมายที่มาตามหาเธอ
“ได้เวลาแล้วเหรอพี่ดังชี” หญิงสาวเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีตามกาลเวลา
“ต้องรอให้ฟ้าไร้แสงก่อนหรือไร” เขาถอนหายใจ
หากใครต้องการพบ ‘อังค์เนส’ ก็ไม่ยากนัก เพียงแต่หญิงสาวมักอยู่ในที่ที่ไม่มีใครอยากมาเท่าไหร่นัก เมื่อใดก็ตามที่อังค์เนสเข้าหาป่าหาสมุนไพรเธอมักหายไปเป็นวันๆ บางค่ำคืนก็ค้างในป่าราวกับเป็นบ้านเกิด แม้ว่าที่นี่จะอุดมไปด้วยพืชสมุนไพรที่สามารถนำไปทำเป็นยารักษาโรคได้สารพัด ทว่าที่นี่ก็ชุมไปด้วยงูพิษร้ายกาจมากมายและนี่เองที่ทำให้ใครต่อใครไม่กล้าที่แถบนี้นัก
“ข้าก็บอกท่านปู่เลจูแล้วนี่ วันนี้ข้ามาหาสมุนไพร” อังค์เนสขยับผ้าคลุมกายให้เรียบร้อยผมยาวของเธอถูกถักเปียเก็บอย่างมิดชิด
“คราวหน้าคราวหลังหากเจ้าจะมาเช่นนี้อีกต้องให้พี่มาด้วย”เขาบ่นเหมือนดุแต่น้ำเสียงแสนห่วงใย
ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ดังชีเฝ้าทะนุถนอมอังค์เนสยิ่งกว่าไข่ในหิน ตั้งแต่ครั้งแรกที่อังค์เนสปรากฎต่อหน้าเขา แม้ว่าขณะนั้นเขาจะเป็นเพียงเด็กชายวัยสิบขวบเท่านั้น มันไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญากับมารดาของอังค์เนสเท่านั้นหรอกที่ว่าเขาจะต้องดูแลปกป้องอังค์เนสยิ่งดวงใจ
แต่ความน่ารักสดใสดุจดวงตะวันฉายแสงยามเช้าของอังค์เนสเองที่ทำให้จิตใจของเขาอยู่ร่ำร้องหาเพียงเธอ แม้เขาจะรู้ดีว่าความผูกพันที่มามาเนิ่นนานกว่าสิบปีนี้ ในสายตาของเด็กหญิงตัวน้อยที่เขาเคยโอบอุ้มนั้นมองเขาเป็นเพียงพี่ชายเท่านั้น แต่เขาก็เชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อหญิงสาวรู้จักความรัก เมื่อนั้นเธอจะเปิดใจรับเขาอย่างไร้เงื่อนไข
“อาจจะเป็นเรื่องข่าวโรคระบาดที่เมืองซัคคารา” อังค์เนสเดาขณะที่เท้าเล็กๆ ก้าวตามร่างบึกบึน
“เจ้าก็รู้เรื่องนั้นรึ” ดังชีมีร่างกายสูงใหญ่กว่าอังค์เนสหลายเท่านัก เขาต้องก้าวให้สั้นและช้าลงเพื่อที่หญิงสาวข้างๆ จะได้เดินตามเขาทัน “สมกับหมอวิเศษรู้ไปหมดทุกเรื่อง”
“ข้ามิได้รู้ทุกเรื่องเสียหน่อย” อังค์เนสแลบลิ้นใส่ “ท่านปู่เลจูต่างหากที่เป็นหมอวิเศษ มิใช่ข้าหรอก พี่ดังชีก็อย่าพูดเล่นไปเดี๋ยวคนอื่นจะมองข้าไม่ดี”
“ความรู้ของท่านปู่เลจูก็ถ่ายทอดมาที่เจ้าจนหมดสิ้น แถมระยะหลังนี้เป็นเจ้าที่ทำการรักษาทั้งนั้น จนแทบจะไม่มีโรคใดที่เจ้ารักษาไม่ได้ แม้กระทั้งงูพิษที่ร้ายกาจเจ้ายังสามารถถอนพิษงูได้”
“มันก็เป็นความรู้ของท่านปู่เลจูทั้งสิ้นเพียงแค่ข้าเป็นผู้นำมาใช้ประโยชน์เท่านั้น”
เท้าเล็กๆ ของอังค์เนสสะดุดก้อนหินเข้าให้จนมือเรียวต้องคว้าแขนใหญ่ของดังชีไว้เพื่อพยุงตัว หญิงสาวจึงคล้องแขนเขาแล้วเดินต่อไป โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำสร้างระลอกคลื่นความหวั่นไหวในใจดังชีมากเพียงใด เมื่อทั้งคู่ออกมาพ้นป่าก็มีอาชาสีน้ำตาลแดงตัวใหญ่ผูกไว้รอเจ้าของ ดังชีอุ้มร่างเล็กๆ ที่เบาดุจขนนกนั่งบนหลังม้าเรียบร้อยแล้วจึงเหยียบโกลนขึ้นบนหลังมาแล้วสั่งให้ม้าคู่ใจออกเดินทางกลับหมู่บ้าน
“เจ้าหัดจับบังเหียนซิอังค์เนส”
“พี่ดังชีก็รู้ว่าข้าไม่ชอบ ข้ามีพี่ดังชีคอยบังคับม้าแบบนี้ก็ดีแล้ว”
“ใครๆ ก็พากันขี่ม้าเป็นทั้งนั้น”
“ยกเว้นข้าไง” หญิงสาวหัวเราะคิกคัก
ดังชีหัวเราะเบาๆ แล้วเร่งอาชาให้มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเร็วขึ้นเมื่อใกล้ถึงที่หมายเขาก็รั้งบังเหียนให้ม้าผ่อนฝีเท้าลงจากที่ห้อทะทานฝ่าสายลมจากแนวป่ามาสู่หมู่บ้าน เมื่อถึงกระท่อมของท่านปู่เลจูก็มีชายหนุ่มรุ่นน้องมารอรับม้าของดังชี
“อย่าแตะต้องสมุนไพรของข้านะ ข้าจะไปพบทานปู่เลจูก่อนแล้วเดี๋ยวข้าจะกลับมาจัดการเอง”