บทนำ
อาณาจักรอียิปต์ 3,100 ปี (1782-1570) ก่อนคริสตกาล
อียิปต์ ดินแดนแห่งเทพเจ้า ดินแดนแห่งความศรัทธาที่มีต่อเหล่าทวยเทพของชาวไอยคุปต์ ชาวไอยคุปต์โบราณต่างยึดมั่น และเชื่อว่าเทพเจ้าของพวกเขาคือที่พึ่งสุดท้าย ยามเมื่อแผ่นดินถึงคราวกลียุค อาณาจักรอียิปต์เมื่อครั้งบรรพกาล สมัยต้นราชวงศ์ได้รวบรวมอียิปต์เหนือและอียิปต์ใต้เป็นอาณาจักรเดียว และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อๆ กันมาอีกหลายราชวงศ์ ครั้นเมื่อถึงปลายยุคสมัยราชอาณาจักรกลาง ทั่วอาณาจักรต่างประสบความเดือดร้อนไปทุกที่ ผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ ภายในอาณาจักรอียิปต์ต่างลุกขึ้นต่อต้านกษัตริย์อีกครั้ง กล่าวกันว่ายุคนี้เป็นยุคเสื่อมของสมมุติเทพจากเทพเจ้า ฟาโรห์ซึ่งเป็นผู้ปกครองอียิปต์ ต่างหมดอำนาจอย่างสิ้นเชิง ต่างชาติไร้สิ้นความยำเกรงแต่อย่างใด เป็นยุคแห่งความไม่มีเสถียรภาพโดยแท้ เป็นยุคของการถูกรุกรานจากต่างชาติ บ้านเมืองถูกทำลายย่อยยับ พังพินาศไม่มีชิ้นดี
พวกฮิกซอส ซึ่งเชื่อกันว่ามาจากทางซีเรีย ต่างบุกเข้าอาณาจักรเพื่อเข้ามาท้าทายอำนาจของอียิปต์และกษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ปกครอง พวกฮิกซอสเดินทัพโดยการขี่ม้าและรถม้า ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักในอียิปต์สมัยนั้น ต่างบุกข้ามมาทางด้านเหนือของแหลมไซนาย และตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่ เทลอัด-เดบา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเทนิส ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของดินดอนสามเหลี่ยม และเคลื่อนกำลังไปยังยอดของดินดอนสามเหลี่ยม อันเป็นจุดที่ทำให้เคลื่อนกำลังลงใต้ได้อย่างรวดเร็ว
ในการบุกเข้าอาณาจักรอียิปต์ในครั้งนี้ จุดประสงค์ของพวกฮิกซอส คือ ยึดอาณาจักรอียิปต์ที่กำลังเสื่อมถอยอยู่ในขณะนั้น ให้ตกมาอยู่ในกำมือ จนกระทั่งพวกฮิกซอสสามารถยึดครองอาณาจักรอียิปต์ได้เป็นผลสำเร็จและตั้งเมืองหลวงชื่อ อวารีส ครอบครองดินแดนส่วนเหนือของอียิปต์
นอกจากจะเกิดศึกสงครามซึ่งต่างชาติบุกเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งต้องสู้รบกับพวกฮิกซอสอยู่ตลอดเวลา ภายในอาณาจักรอียิปต์ ยังเกิดความระส่ำระสายไปถ้วนหน้า ด้วยเกิดสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครอง นั้นก็คือตำแหน่งฟาโรห์ ทั้งพระและขุนนาง ต่างแตกแยกขาดความสามัคคี ด้วยต้องการแย่งชิงอำนาจเอาไว้อยู่กับฝ่ายตน
อาณาจักรอียิปต์ในยุคดังกล่าว อ่อนแออย่างไม่เคยปรากฏ เชื้อพระวงศ์ของอียิปต์ซึ่งกระหายในอำนาจ อำนาจรัฐของฟาโรห์ที่เมมฟิสสิ้นสุดลง บรรดานครรัฐต่างตั้งตนเป็นอิสระและทำสงครามรบพุ่งกันเอง ดินแดนแม่น้ำไนล์ที่เคยอุดมสมบูรณ์เกิดภัยแล้งติดต่อกันเป็นเวลานาน ฟาโรห์อ่อนแอเกินกว่าที่จะสร้างระบบชลประทานขึ้นมา แก้ปัญหาได้ ความอดอยากและภัยสงครามแพร่กระจายทั่วแผ่นดิน
ในที่สุดอียิปต์ถูกแบ่งเป็นสองเขต คืออียิปต์ใต้ ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมมฟิสถูกปกครองโดยตระกูลหนึ่งจากเมืองเฮรักลีโอโพลิส (Herakleopolis) ส่วนอีกเขตหนึ่งคืออียิปต์เหนือที่อยู่ทางใต้ของเมมฟิสถูกปกครองโดยตระกูลจากเมืองธีบีส (Thebes) ซึ่งต่างฝ่ายพากันจัดตั้งให้มีฟาโรห์ขึ้นปกครองในดินแดนของตน ทั้งสองดินแดนมีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน นั้นก็คือยึดครองดินแดนฝ่ายตรงข้ามให้มาเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม โดยมิใส่ใจพวกฮิกซอส ซึ่งได้ครอบครองดินแดนส่วนเหนือของอียิปต์แต่อย่างใด
หรือจะเป็นเพราะเทพเจ้าดลบันดาลให้อาณาจักรถึงคราวล่มสลายหรือจะทรงดลบันดาลให้เป็นอย่างอื่น ในตอนปลายใกล้สิ้นสุดของยุคอาณาจักรกลาง อำนาจของพวกฮิกซอสอ่อนแอลงและเสื่อมถอยซึ่งครอบครองดินแดนทางตอนเหนือของอียิปต์อยู่ในขณะนั้น จู่ๆ ฟาโรห์แห่งอียิปต์เหนือเสด็จสวรรคตอย่างมิรู้สาเหตุ ทำให้อียิปต์เหนือไร้สิ้นกษัตริย์ปกครอง บังเกิดความโกลาหลไปทุกหย่อมหญ้า
ภายใต้ความอัปยศ และความอับอายที่เกิดขึ้นจากการถูกต่างชาติเข้ามายึดครอง จะจบสิ้นลงเมื่อใดกันเล่าเมื่ออียิปต์เหนือในขณะนี้ตกอยู่ในภาวะลำบาก กลายเป็นเป้าหมาย จากศึกในคืออียิปต์ใต้ และศึกจากพวกต่างชาติคือฮิกซอส ซึ่งพยายามแสดงศักดาว่าอำนาจยังมิเสื่อมถอย พยายามเข้ายึดครองอียิปต์เหนือและโจมตีอียิปต์อยู่เป็นระยะๆ โดยอียิปต์เหนือไม่มีทางหลีกเลี่ยง ประชาชนเริ่มตื่นตระหนก เนื่องจากมิรู้ชะตากรรมในอนาคต
สิ่งเดียวที่จะช่วยได้ในเวลานี้ คือศรัทธาแห่งเทพเจ้า เทพเจ้าของพวกเขาเท่านั้นที่กลายเป็นส่วนรวมจิตใจของประชาชน อียิปต์เหนือต้องมีกษัตริย์ปกครอง และเป็นกษัตริย์ที่จะนำพาพวกเขาผ่านพ้นภัยพิบัติร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้นี้ให้หมดไป รวมถึงรวบรวมแผ่นดินให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง แต่กษัตริย์ของเขาคือใคร จึงจะสามารถนำความสงบและความยิ่งใหญ่ของอียิปต์เมื่อครั้งอดีตให้หวนกลับคืนมา จะสมหวัง หรือจะต้องเผชิญชะตากรรม ในเมื่อสิ่งที่รอคอยอยู่ข้างหน้า มันคือความหายนะของแผ่นดินซึ่งกำลังก้าวเข้ามาเยือน
เมืองซาวิเย็ท-เอล-อารยัน
วิหารร้างเทพเจ้าอาเมน
เสียงสวดจากบรรดานักบวช รวมแล้วเกือบ 30 ชีวิต ซึ่งต่างพากันมารวมตัวที่วิหารเทพเจ้าอาเมน ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกโชนและบรรดาเครื่องหอมต่างๆ กลิ่นกำยานหอมลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ สามารถทำให้ผ่อนคลายจากความตึงเครียดให้เบาบางลงไปได้บ้าง แต่เหมือนมิได้ทำให้เหล่านักบวชทั้งหมดนั้น คลายความวิตกจากสีหน้าที่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดจากทางใบหน้าของแต่ละคน เสียงสวดโหยหวนดึงระงมฟังแล้วน่าสะพรึงกลัว หากเผอิญมีคนที่ผ่านไปมาในบริเวณนั้น ได้มาฟังเสียงสวดในขณะนี้ ไม่มีใครที่ได้ฟังแล้วจะไม่ขนลุกจนตั้งชัน
เสียงสวดของเหล่านักบวช ดังติดต่อกันอยู่เป็นเวลานาน ก่อนที่จะค่อยๆ สงบลงอย่างช้าๆ จนกลายเป็นความเงียบ ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่พ่นออกมา ฉับพลันวัตถุประหลาดบางอย่างลอยคว้างพุ่งออกจากวิหารเทพเจ้าอาเมนทันที แสงสีทองเรืองรองหมุนรอบเหนือวิหารเทพเจ้าอาเมน ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นเหนือท้องฟ้าพร้อมหมุนรอบตัวเองไปมาอย่างรวดเร็ว แสงเรืองรองที่เห็นเป็นประกายเริ่มค่อยๆ สว่างวาบขึ้นมาทีละน้อย ท่ามกลางพระจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งเต็มไปด้วยเมฆหมอกปกคลุม มองดูอึมครึม ก่อนจะค่อยๆ ลอยเคลื่อนผ่านออกไปจากพระจันทร์อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ เหลือเพียงแสงประหลาดที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ยังคงลอยเด่นและหมุนรอบตัวเองด้วยความรวดเร็ว คล้ายกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
ภายในวิหารร้างเทพเจ้าอาเมน
ร่างสูงของนักบวชร่างหนึ่งซึ่งคล้ายจะเป็นหัวหน้าของนักบวชทั้งหมด เริ่มขยับตัวพร้อมค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อทั้งหมด ต่างพากันสวดคาถาโบราณเสร็จสิ้น พร้อมเงยหน้าจ้องมองนักบวชแต่ละคนที่อยู่ในบริเวณ พร้อมเอื้อมมือเปิดหีบ ที่ทำจากหินอะลาบาสเตอร์ เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในหีบดังกล่าว พร้อมกับเสียงของนักบวชหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้กันร้องถามออกมา ด้วยความไม่แน่ใจทันที
“ท่านคาเจม! สิ่งนี้จะช่วยพวกเราได้จริงหรือ หากมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด อาณาจักรอียิปต์มิต้องถึงกาลล่มสลาย ทั้งพวกข้ารวมไปถึงตัวท่านและประชาชนในอาณาจักร จะไม่เหลือแผ่นดินให้อยู่อีกต่อไปแล้วนะขอรับ”
คำถามของนักบวชหนุ่ม บ่งบอกถึงความคิดภายในใจ เหล่านักบวชที่เหลือเมื่อได้ยินคำถามดังกล่าว ต่างเงยหน้ามองหัวหน้านักบวชของพวกตนพร้อมสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่แน่ใจเช่นเดียวกัน ท่ามกลางคำถามมากมายที่อยู่ภายในดวงตาของแต่ละคู่ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวหน้านักบวชของพวกเขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“พวกเจ้าและข้า ต่างมารวมตัวกันที่วิหารเทพอาเมนเพื่ออะไรกัน!” หัวหน้านักบวช พูดพร้อมจ้องมองหน้านักบวชแต่ละคนอย่างไม่ละสายตา ก่อนจะหันร่างกลับไปพร้อมเงยหน้ามองรูปปั้นเทพเจ้าอาเมน พร้อมใช้มือโรยผงกำยานลงไปในเปลวไฟเพื่อกระจายกลิ่นหอม และให้เปลวไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ก่อนกล่าวกับเหล่านักบวชต่อไป
“การที่ตัวข้าและพวกเจ้าทั้งหมด ซึ่งมาจากทั่วทุกสารทิศต่างมารวมตัวกันที่วิหารเทพเจ้า ก็เพื่อมาสวดอ้อนวอนต่อเหล่าทวยเทพ ให้อาณาจักรของพวกเราผ่านพ้นหายนะร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ไปให้ได้ไม่ใช่รึ ศรัทธาต่อเหล่าทวยเทพ จะส่งผลในสิ่งที่พวกเราต้องการ พวกเจ้าและข้าต่างมีเวทมนตร์ที่ไม่มีใครล่วงรู้ แม้กระทั่งสังฆราชซูกาฟาห์ ยังไม่รู้ว่าทั้งข้าและพวกเจ้าต่างมีอำนาจลี้ลับซึ่งเทพเจ้าทรงประทานให้ เหตุใดพวกเจ้าจึงมาตั้งคำถามเช่นนี้กับข้าอีก”
คำตอบของหัวหน้านักบวชคาเจม ทำเอาเหล่านักบวชที่ยืนฟังอยู่ในขณะนั้น ต่างตกอยู่ในความเงียบทันที ด้วยพวกตนล่วงรู้ดีว่า อำนาจลี้ลับที่พวกเขามีอยู่นั้นล้วนได้มาจากเทพเจ้าซึ่งพระองค์ประทานให้ ก่อนจะตั้งใจฟังเมื่อหัวหน้านักบวชของพวกเขาเอ่ยอธิบาย สิ่งที่อยู่ภายในหีบดังกล่าว
“สิ่งที่พวกเจ้าเห็นอยู่ในหีบนี้ คือตราสัญลักษณ์กษัตริย์แห่งอียิปต์โบราณ ตกทอดมาตั้งแต่ราชอาณาจักรเก่า แฝงเร้นไปด้วยอำนาจลึกลับอันมากมายมหาศาล ตราสัญลักษณ์จะนำผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ของอาณาจักรอียิปต์มาหาพวกเรา และจะเป็นผู้นำอียิปต์ผ่านพ้นหายนะเลวร้ายนี้ไปจนได้ อียิปต์ของเราจะกลับมายิ่งใหญ่และรุ่งเรืองอีกครั้ง ไม่ต้องเผชิญกับพวกที่คอยแย่งชิงหวังครอบครองอำนาจที่พวกมันไม่สมควรที่จะได้รับอีกต่อไป” นักบวชคาเจม กล่าวพร้อมหันกลับไปมองตราสัญลักษณ์กษัตริย์ ที่อยู่ในหีบตรงหน้า
หีบอะลาบาสเตอร์ สีขาวขุ่นเปิดอ้าออกกว้าง เผยให้เห็นตราสัญลักษณ์กษัตริย์ จากราชอาณาจักรเก่า ซึ่งทำมาจากทองคำทั้งหมด มีลักษณะเป็นพระศอ ตราสัญลักษณ์มีรูปร่างเป็นวงกลมทำด้วยทองคำและงูใหญ่ขดตัวล้อมรอบตราสัญลักษณ์นั้นซึ่งตีทองคำแท้ให้เป็นแผ่นแกะลวดลายสัญลักษณ์ของกษัตริย์อียิปต์ ตรงกลางมีอักขระโบราณคล้ายเป็นประโยคบางอย่างกำกับอยู่ภายใน แต่มันมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ตราสัญลักษณ์กษัตริย์ซึ่งครอบอยู่ด้านบนหายไป เหลือเพียงส่วนที่เหลือซึ่งเป็นชิ้นส่วนด้านล่างที่ยังคงอยู่
สายตาของเหล่านักบวชต่างมองมาที่หัวหน้ากลุ่มของพวกตนเป็นตาเดียวกัน เมื่อเหตุการณ์ประหลาดซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไปทันทีที่จบบทสวดคาถาโบราณเมื่อครู่ที่ผ่านมา ทำให้ตราสัญลักษณ์ของกษัตริย์อียิปต์ซึ่งเป็นชิ้นส่วนด้านบน จู่ๆ ลอยละลิ่วพุ่งทะยานออกจากวิหารเทพเจ้าอาเมนขึ้นสู่ท้องฟ้าต่อหน้าต่อตาของเหล่านักบวชทั้งหมด ก่อนจะได้ยินเสียงของนักบวชหนุ่ม หนึ่งในนั้นเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ผลของมัน
“ท่านคาเจม ท่านจะล่วงรู้ได้อย่างไร ว่าผู้ใดคือผู้ครอบครองตราสัญลักษณ์กษัตริย์ที่อยู่ในหีบตรงหน้านี้ขอรับ และอีกนานเพียงใด ผู้ที่ถูกกำหนดจากเทพเจ้าจึงจะปรากฏตัว มิมีสัญญาณบอกจากเทพเจ้าให้พวกเราได้ล่วงรู้ก่อนบ้างหรือขอรับ อีกอย่างหากสังฆราชซูกาฟาห์ ล่วงรู้พิธีกรรมของพวกเราในเวลานี้ ต้องหาวิธีขัดขวางและกำจัดสิ่งที่เรารอคอยอย่างแน่นอน ท่านซูกาฟาห์ แม่นยำในการดูดวงดาวมิใช่หรือขอรับ” คำถามของนักบวชหนุ่ม ทำเอานักบวชคาเจมถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมหันกลับไปมองเหล่านักบวช ก่อนจะกล่าวในสิ่งที่ตนกังวลเช่นเดียวกัน
“ข้าไม่รู้! แต่อย่างน้อยกษัตริย์แห่งเทพเจ้าจะต้องมีบางอย่างที่แปลกไปกว่าผู้อื่นแน่นอน ข้ามั่นใจเช่นนั้น ส่วนซูกาฟาห์จะล่วงรู้การทำพิธีในวันนี้หรือไม่ พวกเจ้าไม่ต้องกังวล วิหารแห่งนี้ห่างไกลจากเมืองหลวง ดวงดาวในทิศทางที่ซูกาฟาห์ใช้อ่านดวงดาว มิได้อยู่ในเส้นทางที่มันอ่านได้ ข้าล่วงรู้ดี และเพราะเหตุนี้ ข้าจึงเลือกที่จะทำพิธีกรรมในวิหารเทพอาเมน เพราะในที่ลับมักถูกค้นหาแต่ในสถานที่แห่งนี้ มักถูกปล่อยทิ้งร้างไร้สิ้นผู้ใดเหลียวแลมาเนิ่นนาน มิมีผู้ใดคาดเดาได้อย่างแน่นอน” นักบวชคาเจม พูดพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างแรง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ถึงแม้ว่าซูกาฟาห์จะดูดวงดาวได้อย่างแม่นยำ ข้อนั้นข้าไม่เถียงแต่มิได้หมายความว่า ซูกาฟาห์จะมีอำนาจที่เทพเจ้าทรงประทานให้เหมือนข้าและพวกเจ้าที่อยู่ในนี้ เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ซูกาฟาห์มันก็กระหายอยากที่จะขึ้นสถาปนาเป็นฟาโรห์อยู่ทุกวันไม่เคยเว้น เพียงแต่มันไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะขึ้นสถาปนาได้ จึงทำได้แค่เป็นผู้สำเร็จราชการแทน แต่เชื่อเถอะว่าคนอย่างมันต้องหาช่องทางทุกอย่าง เพื่อมันจะได้อำนาจดั่งตามที่มันต้องการอย่างแน่นอน” นักบวชคาเจม พูดพลางก้าวเดินไปข้างหน้า พร้อมหยุดยืนอยู่ด้านหน้าบริเวณรูปปั้นของเทพเจ้าอาเมน พลางเงยหน้ามองท้องฟ้าเพื่อสังเกตปรากฏการณ์บางอย่าง
“พระจันทร์เต็มดวงแล้ว! ตราสัญลักษณ์กษัตริย์กำลังเดินทางไปยังทิศทางที่ไม่มีใครล่วงรู้ อียิปต์ยังไม่ถึงกาลวิบัติ” หัวหน้านักบวชเอ่ยออกมาด้วยความยินดี พร้อมหันกลับไปบอกพวกของตน
“ตราแห่งกษัตริย์กำลังเดินทางไปในที่ไม่มีใครพบและไม่มีใครล่วงรู้ได้ พิธีกรรมในวันนี้คือความหวังสุดท้ายของอียิปต์ และดูเหมือนว่า อียิปต์ของเรายังไม่ถึงคราวอับจน กษัตริย์ที่เหมาะสมของพวกเรามีตัวตน” นักบวชคาเจม บอกกล่าวกับเหล่านักบวชตรงหน้า ใบหน้าที่ตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา ขณะนี้เริ่มมีสีหน้าของความหวังอย่างเห็นได้ชัด
“พวกเจ้าจงมองขึ้นไปเบื้องบน สัญลักษณ์กษัตริย์หยุดอยู่กับที่แล้ว นั้นหมายถึงนิมิตที่ดีของอียิปต์ ตราแห่งกษัตริย์คงล่วงรู้แล้วว่า กษัตริย์ของอียิปต์อยู่ที่ใด” นักบวชคาเจม กล่าวพร้อมก้าวเดินออกไปจากวิหารร้าง ใบหน้ายังแหงนมองสัญลักษณ์แห่งกษัตริย์ที่อยู่บนท้องฟ้า ดวงตายังคงจ้องมองไม่กะพริบ ตามติดด้วยเหล่านักบวชทั้ง 30 ชีวิต ต่างเดินตามออกมาด้านนอกวิหารอย่างพร้อมเพรียงกัน ทันใดนั้นเอง
“พรึ่บ!”
ท้องฟ้าในตอนกลางคืนขณะนี้ บริเวณทางทิศเหนือ ปรากฏแสงสว่างเจิดจ้ามองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น แสงนั้นส่องแสงสว่างค่อยๆ ลามเลียไปทั่วทะเลทรายเบื้องล่าง วิหารร้างเทพเจ้าอาเมนถูกแสงสว่างสาดกระทบจนมองไม่เห็นว่าอะไรเป็นอะไร ทั่วบริเวณเบื้องล่างขาวโพลนไปจนทั่ว ตามติดด้วยเสียงดังสนั่นสนั่นหวั่นไหวดังมาจากท้องฟ้าเบื้องบนอย่างมิเคยปรากฏมาก่อน
“ตูม!”
แสงสว่างเจิดจ้าจากตราแห่งกษัตริย์บัดนี้หายลับไปกับตา ทันทีที่เสียงดังสนั่นหวั่นไหวปรากฏขึ้น สัญลักษณ์แห่งกษัตริย์เลือนหายไปจากท้องฟ้า เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและความเงียบที่เข้ามาเยือน เหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ตราแห่งกษัตริย์กำลังเดินทางไปสู่ทิศทางใดไม่มีใครรู้ อำนาจและความลี้ลับจากมนตราแห่งอียิปต์โบราณ กำลังมุ่งตรงไปยังเป้าหมาย สู่ทิศทางอันยาวไกลยากที่ใครจะคาดคิด
ปี ค.ศ.1999 กรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา
ภายในสนามแข่งขันชิงแชมป์บาสเกตบอลชาย
สนามแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลมืออาชีพ ซึ่งเป็นคู่นัดชิงชนะเลิศ เต็มไปด้วยผู้เข้าชมการแข่งขันนัดสำคัญในวันนี้ จนแน่นขนัดไปทั่วทั้งสนามแข่ง เสียงไชโยแสดงถึงความดีใจ เมื่อทีมขวัญใจของพวกเขาทำคะแนนได้ กองเชียร์แต่ละฝ่าย ต่างส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนานและส่งเสียงร้องด้วยความดีใจสุดขีดทุกครั้ง ในขณะเดียวกันต่างพากันนั่งหน้าเศร้าผสมกับความเครียด ร่วมลุ้นไปกับนักกีฬาของเขาเมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามทำคะแนนทิ้งห่างออกไป
ในการแข่งขันบาสเกตบอลอาชีพในครั้งนี้ ดาวเด่น และขวัญใจคอบาสเกตบอลไม่มีใครเกิน ราเชนทร์ สุรสีห์ ไวลด์ หรือชื่อเล่นซึ่งในทีมของเขามักใช้เรียก คือไบรอัน ชายหนุ่มสายเลือดไทยเข้มข้น ผู้มาเติบโตในแดนไกลแทนที่จะเป็นเมืองไทย
ด้วยเพราะเขาเป็นเพียงเด็กกำพร้า ซึ่งไม่รู้ว่าใครคือพ่อและแม่ของเขา แต่โชคยังเข้าข้าง เมื่อมีสองสามีภรรยา ซึ่งฝ่ายหญิงเป็นชาวไทยได้แต่งงานกับนักธุรกิจหนุ่มชาวอเมริกัน และทั้งสองไม่มีบุตร จึงมาขอเขาไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมและนำเขาเดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เขามีอายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น ซึ่งทั้งสองได้เลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี จนเติบโตกลายเป็นชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความรู้และความสามารถ รวมไปถึงพรสวรรค์ทางด้านกีฬาของเขา
ราเชนทร์ จัดได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่มีไอคิวสูงเป็นเลิศ เขาเรียนจบปริญญาตรีและโททางด้านวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ด้วยอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น และยังเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลมืออาชีพ ที่มีค่าตัวสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา ด้วยลีลาการเล่นที่พลิ้วไหว หลบหลีกได้ว่องไว และมีไหวพริบสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับทีมของเขาในการลงเล่นในสนามแต่ละครั้ง ได้อย่างขาดลอย บวกกับพรสวรรค์ส่วนตัวของเขาที่ไม่มีใครรู้
"ไบรอันสู้ๆ”
“ยิงลูกไกลเลยไบรอัน!”
“ทำ 3 แต้มลงหลุมปิดบัญชีไปเลยไบรอัน!”
เสียงเชียร์ของแฟนๆ ที่นั่งติดขอบสนามรวมไปถึงภายในสนามแข่งขัน ต่างส่งเสียงเชียร์ชายหนุ่มขวัญใจ สาวน้อย สาวใหญ่ รวมไปถึงกระทิง กะเทย ที่มีรสนิยมชอบชายหนุ่มหน้าตาดี แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปกดจนนับไม่ถ้วน ไม่ว่าเขาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด สายตาชื่นชมและหลงใหลตามติดไปทุกระยะ
ลูกบาสเคลื่อนไหวไปตามนิ้วมือของเขา ที่ลากผ่านผู้เข้าแข่งขันฝ่ายตรงข้าม จนมาถึงแนวเขตในระยะทำแต้ม ดวงตาสีดำของราเชนทร์ จ้องมองไปยังแป้นห่วงวงกลมที่อยู่ห่างจากเขา ประมาณด้วยสายตาเกือบครึ่งสนาม ท่ามกลางการป้องกันของฝ่ายตรงข้ามที่กำลังวิ่งเข้ามากั้นมิให้เข้าไปถึงเขตแดน เพื่อไม่ให้ราเชนทร์เข้าทำแต้มในลูกสุดท้าย ซึ่งเหลืออีกเพียงลูกเดียว ทีมของชายหนุ่มจะชนะทันที เมื่อเทียบกับเวลาที่มีเหลือเพียงนาทีเศษๆ
“พรึ่บ!”
ดวงตาสีดำสนิทของราเชนทร์ หยุดนิ่งด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นภาพบางอย่างแหวกอากาศ เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเขาในขณะนี้ เมื่อหลังคาของสนามแข่งขัน จู่ๆ ได้เลือนหายไปเห็นเพียงท้องฟ้าในเวลากลางคืน ที่เต็มไปด้วยดวงดาวมากมายและมีวัตถุบางอย่างส่องแสงจากที่ไกล แต่เหมือนมันจะเคลื่อนตัวมาด้วยความเร็วเหนือแสง เพียงกะพริบตา วัตถุนั้นพุ่งทะยานเข้ามายังสนามแข่งขันบาสเกตบอลที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดนั้นทันที และกำลังพุ่งเข้าหาราเชนทร์ ซึ่งยืนตกตะลึงมองเห็นเหตุการณ์ประหลาดตรงหน้าเพียงผู้เดียว โดยไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นเหมือนกับที่เขาเห็น
ขนตางอนยาวของราเชนทร์ เริ่มกะพริบขึ้นลงติดต่อกันเมื่อเขารู้สึกว่า สิ่งนั้นกำลังพุ่งเข้าหาเขาอย่างแน่นอน ลูกบาสที่กำลังเลี้ยงไปมาอยู่ภายในมือ ถูกเหวี่ยงออกไปจนสุดแขนหวังให้ปะทะกับวัตถุประหลาดซึ่งพุ่งตรงมาหาเขาด้วยความเร็วสูง พร้อมๆ กับวัตถุประหลาดนั้นพุ่งตรงเข้าร่างของราเชนทร์เข้าอย่างจัง จนร่างของเขาผงะถอยหลังอย่างแรง
“พรึ่บ!”
เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกบาสของเขา ลอยละลิ่วจากอีกฟากหนึ่งของสนามจุดที่เขายืนอยู่ หล่นไปในห่วงของแป้นบาสในทิศทางตรงกันข้าม ทำแต้มด้วยการยิงระยะไกลถึงครึ่งสนามเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ ที่ยังไม่เคยมีทีมใดทำได้ ทำให้ทีมของชายหนุ่มชนะการแข่งขันทันทีและเวลาในการแข่งขันก็จบลงเช่นเดียวกัน
“ปี๊ดดดดดดดดด” เสียงนกหวีดดังสนั่น บ่งบอกว่าเวลาในการแข่งขันจบลง ตามติดด้วยเสียงไชโยด้วยความดีใจของบรรดาแฟนๆ ที่ชื่นชอบกีฬาบาสเกตบอลดังกระหึ่มขึ้นมาทันทีเมื่อทีมของราเชนทร์เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
ร่างสูงใหญ่ของราเชนทร์ ยืนโงนเงนไปมา ดวงตาสีดำของเขาเริ่มพร่าเลือน เสียงประหลาดบางอย่างดังกึกก้อง อยู่ในศีรษะของเขา เสียงนั้นฟังแล้วน่าสะพรึงกลัว สลับกับเสียงร้องโหยหวนทั้งชาย หญิงและเด็ก ดังระงมไปทั่ว เสียงนั้นกำลังขอความช่วยเหลือจากดินแดนอันแสนไกล เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความวิงวอนเพื่อให้ใครเมตตาพวกเขาเหล่านั้น
“ช่วยด้วย! ได้โปรดช่วยชาวอียิปต์ด้วยเถิด!”
“ข้าแต่ทวยเทพได้โปรดช่วยอาณาจักรอียิปต์ของพระองค์ด้วย ช่วยด้วย! อาณาจักรอียิปต์กำลังหายนะ!”
เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มใบหน้าของชายหนุ่มจนเต็มไปหมด ร่างสูงของเขาค่อยๆ ทรุดฮวบลงไปกับพื้นทันที สองมือยกมือกุมศีรษะ ใบหน้าหล่อคมคาย บิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด เมื่อเสียงประหลาดดังก้องอยู่ในศีรษะ จนเกิดอาการปวดหัวรุนแรงรอบๆ ร่างกายของเขาในขณะนี้ เกิดแสงประหลาดห่อหุ้มล้อมเขาเป็นวงกลม หมุนวนไปมารอบๆ ร่างของเขาด้วยความเร็ว ก่อนจะหายเข้าไปในร่างของเขาทันที พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังออกมา ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง
“อ๊าคคคค!”
ร่างของราเชนทร์ล้มลงไปกับพื้นทันที พร้อมเสียงร้องโวยวายด้วยความตกใจของผู้คนรอบๆ สนามดังลั่นขึ้นมา เมื่อเห็นอาการหมดสติของเขาเกิดขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมทีมและบรรดาแฟนๆ ที่ชื่นชอบเขา กำลังวิ่งตรงเข้ามาหาเพื่อแสดงความยินดี ก่อนจะต้องพากันรีบวิ่งด้วยความโกลาหลตรงเข้าไปหาเขา เมื่อจู่ๆ ราเชนทร์ ล้มลงหมดสติไปกับพื้นสนามแข่งขัน ทันทีที่เขายิงลูกไกลทำแต้มให้กับทีม จนได้รับชัยชนะครองแชมป์ 5 สมัยติดต่อกันในปีนี้ได้อีกครั้ง
“ไบรอัน! ไบรอัน! เรียกรถพยาบาลเร็วเข้า!” เสียงของผู้จัดการทีม ดังสั่งการขึ้นอย่างรีบเร่ง พร้อมรีบกันบรรดาคอแฟนบาสเกตบอล ที่ชื่นชอบชายหนุ่มให้ออกห่างจากตัวเขา เพราะยังไม่รู้ว่าการที่เขาหมดสติอย่างเฉียบพลันแบบนี้ เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใดกันแน่
โรงพยาบาลเมาท์ ออร์เบิรน์
ภายในห้องพักคนไข้ ระดับ VIP
ร่างสูงใหญ่ของบุรุษหนุ่มหน้าตาชวนหลงใหล กำลังนอนหลับไม่ได้สติ เสียงหายใจขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่าเจ้าของร่างนั้นเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี ท่ามกลางสายตาพ่อแม่บุญธรรมและเพื่อนร่วมทีมที่มาเยี่ยมอาการของเขาเพราะความเป็นห่วง แต่ก็ต้องพากันแปลกใจ เมื่อนายแพทย์ผู้วินิจฉัยกลับบอกว่า ชายหนุ่มไม่มีอาการผิดปกติแม้แต่น้อย ยังคงสุขภาพแข็งแรงดี เหตุที่ล้มลงหมดสติอาจจะมีผลสืบเนื่องมาจาก ภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นในขณะแข่งขันก็อาจเป็นได้ แต่ที่น่าสงสัยก็คือ ราเชนทร์ สุรสีห์ ไวลด์ นอนไม่ได้สติแบบนี้ติดต่อกันถึง 5 วัน หรือเขา...จะไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลย กลายเป็นเจ้าชายนิทราไปตลอดกาล
“ทำไมไบรอัน ถึงไม่ฟื้นขึ้นมาสักที หมอก็ตรวจไม่พบว่าเป็นอะไร แต่จนป่านนี้ไบรอันกลับยังไม่ฟื้นขึ้นมา ทำไมลูกถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้” เสียงสั่นเครือของนางมาริสา ไวลด์ แม่บุญธรรมของราเชนทร์ รำพึงด้วยความทุกข์ใจ กับอาการที่เกิดขึ้นกับลูกบุญธรรมของนาง สายตาจ้องมองใบหน้าลูกชายด้วยความเป็นห่วง
“ทำใจดีๆ ไว้มาริสา หมอก็ตรวจอาการของลูกอย่างละเอียด ก็ไม่พบว่าลูกเป็นอะไร บางทีลูกหักโหมเล่นกีฬามาก ร่างกายคงเหนื่อยจนทนไม่ไหว ถึงได้สั่งให้ลูกหมดสติกลางสนาม จะได้ถือโอกาสพักผ่อนยาวๆ สักทีอาจจะเป็นได้นะมาริสา”
เสียงพูดปนหยอกล้อของนายแฮรี่ ไวลด์ พ่อบุญธรรมของชายหนุ่ม เอ่ยขึ้นเพื่อให้ภรรยาของเขาคลายจากความวิตกกังวล พร้อมเอื้อมมือหนาตบไหล่บางภรรยาเบาๆ เป็นเชิงปลอบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพร้อมเอ่ยกับบรรดาเพื่อนร่วมทีมของบุตรชาย ที่มาเยี่ยมอาการในวันนี้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา จนห้องพักดูแน่นไปถนัด เหตุเพราะแต่ละคนสูงใหญ่ ตัวท่วมห้อง บางคนสูงถึง 2 เมตร เหมือนยักษ์ในนิทานก็ว่าได้
“วันนี้คงจะเหมือนกับทุกวัน พวกคุณกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ถ้าไบรอันฟื้นแล้ว ผมจะโทรไปบอกให้ทราบข่าวกัน” นายแฮรี่ กล่าวขึ้นพร้อมถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าลูกบุญธรรมของเขาจะฟื้นขึ้นมาหรือไม่ เสียงถอนหายใจของเขาทำให้เพื่อนร่วมทีมของราเชนทร์ รู้ทันทีว่าแฮรี่ กังวลใจในอาการของบุตรบุญธรรมไม่แพ้นางมาริสา ก่อนจะต้องหันกลับไปมองเตียงคนไข้ เมื่อคนที่ทุกคนกำลังเป็นห่วง เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายหลังจากที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติมาถึง 5 วัน
“คุณพ่อคุณแม่ครับ ไบรอันรู้สึกตัวแล้ว!” เสียงของเพื่อนๆ ในทีม ต่างพากันร้องบอกนางมาริสาและนายแฮรี่ อย่างพร้อมเพรียงกัน
ทุกสายตาหันกลับไปมองเตียงคนไข้ทันที พร้อมรีบรุดเข้าไปหาราเชนทร์ด้วยความดีใจ เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของเขาดังลอดออกมาเบาๆ ฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร และดวงตาที่เคยปิดสนิทกำลังเคลื่อนไหวไปมา ก่อนจะค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ
“ฟื้นแล้ว! ไบรอันฟื้นแล้ว!” ทุกคนที่อยู่ภายในห้องต่างพูดออกมาพร้อมกัน
ขนตางอนยาวของราเชนทร์ กะพริบขึ้นลงไปมา เมื่อดวงตาสีดำสนิทของเขา มองเห็นพ่อแม่บุญธรรมและเพื่อนๆ ในทีมของเขา ต่างกำลังมองมาที่เขาด้วยความดีใจ พร้อมทอดสายตามองไปรอบๆ ห้องด้วยความแปลกใจเมื่อพบว่า เขากำลังอยู่ในห้องที่ไม่ใช่ห้องนอนของเขาที่ วอชิงตัน ชายหนุ่มรู้สึกมึนงงขึ้นมาทันทีก่อนจะร้องถามออกไป
“ผมอยู่ที่ไหน!” ชายหนุ่มพูดพร้อมพยายามยันร่างของเขาให้ลุกขึ้นนั่ง โดยมีนางมาริสา และนายแฮรี่ต่างรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างของบุตรชายบุญธรรม ให้ลุกขึ้นนั่ง พร้อมเสียงของนางมาริสา เอ่ยบอกกับลูกชาย
“ลูกอยู่โรงพยาบาล เป็นอะไรบ้างลูก รู้สึกเจ็บหรือปวดตรงไหนบ้างไหม ลูกนอนไม่ได้สติถึง 5 วัน ทำเอาพ่อกับแม่ใจไม่ดีเลยลูก ไหนบอกแม่สิตอนนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง” นางมาริสา พูดพร้อมเอื้อมมือขึ้นลูบไล้เส้นผมของบุตรชายบุญธรรม ด้วยความรักเหมือนเขาเป็นเลือดในอกแท้ๆ ของนาง
“ดีขึ้นไหมไอ้เสือลูกพ่อ รู้สึกผิดปกติตรงไหนจะได้เรียกหมอให้เข้ามาตรวจอย่างละเอียด” นายแฮรี่ พูดพลางยกกำปั้นขึ้นชูเป็นสัญลักษณ์ระหว่างพ่อกับลูก พร้อมยื่นออกไปทันทีเมื่อลูกบุญธรรม ยื่นกำปั้นชูขึ้นพร้อมชกมายังกำปั้นของเขาเบาๆ เป็นการบอกว่าตัวเขาสบายดี ไม่ได้เป็นอะไร
“ให้มันได้อย่างนี้ แกดีขึ้นก็ดีแล้ว พ่อกับแม่ค่อยโล่งอกไปหน่อย แกนอนหลับเป็นตายตั้ง 5 วัน แม่แกร้องไห้ทุกวัน แกฟื้นมาแล้วแบบนี้ เห็นไหมแม่แกเลิกร้องไห้ไปเลย ร้องไห้สั่งได้เคยเห็นไหม” นายแฮรี่ พูดพร้อมหันกลับไปมองหน้าภรรยาพร้อมส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เมื่อถูกภรรยาค้อนให้เขา
ราเชนทร์ ฟังพ่อและแม่บุญธรรมของเขาด้วยความมึนงง ทำไมเขาถึงมาอยู่ในโรงพยาบาล และไม่ได้สติมาแล้วถึง 5 วันแต่เขาจำได้ว่าเขากำลังแข่งขันนัดสำคัญอยู่ไม่ใช่เหรอ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา ชายหนุ่มพยายามทบทวนเท่าไรก็นึกไม่ออก ก่อนจะเอ่ยขึ้นรำพึงขึ้นมาเบาๆ เพียงลำพัง
“นี่เรานอนไม่ได้สติมา 5 วันแล้วเหรอ เราเป็นอะไรไปวะ! ทำไมถึงจำอะไรไม่ได้” ชายหนุ่มไม่พูดเปล่า รีบลุกขึ้นจากเตียงทันที ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของทุกคน
“ไบรอันจะไปไหน! เพิ่งฟื้นขึ้นมา รอให้หมอมาตรวจอาการก่อนจะดีกว่า” เสียงของกัปตันทีมเอ่ยบอกด้วยความเป็นห่วง พลางตบลงบนบ่าของราเชนทร์เบาๆ ก่อนจะถูกราเชนทร์จับท่อนแขนยึดไว้ทันที
“ฉันเป็นอะไรวะอัลเบิร์ต ทำไมจู่ๆ ถึงมานอนโรงพยาบาล พวกเรากำลังแข่งขันนัดชิงชนะเลิศกันอยู่ไม่ใช่เหรอวะ” ราเชนทร์ เอ่ยถามเพื่อนของเขาขึ้นมาทันที ก่อนจะต้องขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน เมื่อเพื่อนๆ ในทีมของเขาต่างมองหน้าเขาเป็นตาเดียวด้วยความแปลกใจ พร้อมเสียงร้องถามของอัลเบิร์ต ซึ่งเป็นกัปตันทีมของเขาถามสวนกลับไป
“ไบรอัน! นี่นายจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ ว่านายเป็นอะไรถึงต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลอย่างรีบด่วน พวกเรากำลังจะถามนายอยู่เหมือนกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายตอนที่กำลังแข่งขัน นายถึงได้ร้องโหยหวนเหมือนกำลังเจ็บปวด แล้วก็ล้มลงไม่ได้สติ จนนายฟื้นขึ้นมา แล้วมาถามพวกเรานี่แหละ”
ราเชนทร์ นั่งนิ่งฟังเพื่อนของเขาถามกลับมาเช่นนั้น ชายหนุ่มยิ่งมึนงงขึ้นมาอีกหลายเท่า เพราะเขาจำอะไรไม่ได้เลย จำได้แต่เพียงว่า กำลังแข่งขันนัดชิงชนะเลิศอย่างเอาเป็นเอาตาย
“เกิดอะไรขึ้นกับเราวะเนี่ย ทำไมถึงจำอะไรไม่ได้เลย” ชายหนุ่มรำพึงออกมาเบาๆ ก่อนจะสลัดมันทิ้งไปทันที พร้อมหันกลับไปบอกทุกคนที่อยู่ภายในห้อง
“ว่าแต่อย่าเพิ่งถามอะไรมากเลย เอาเป็นว่าจำอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้สบายดีทุกอย่างไม่ได้เป็นอะไรแล้ว คุณพ่อคุณแม่ครับ บอกหมอให้อนุญาตผมกลับบ้านเถอะครับ ผมไม่ชอบอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ค่อยถูกโรคกันเท่าไร” ประโยคสุดท้าย ชายหนุ่มหันกลับไปพูดกับพ่อแม่บุญธรรมของเขา พร้อมเสียงท้วงติงของนางมาริสา กล่าวออกมาทันที
“จะกลับบ้านก็ค่อยกลับนะลูก เดี๋ยวให้หมอตรวจดูอาการลูกให้ละเอียดอีกครั้ง แล้วค่อยกลับบ้านกัน เชื่อแม่นะไบรอัน” นางมาริสาพูดพร้อมยื่นมือบางลูบไล้เส้นผมลูกบุญธรรมรูปหล่อของนางไปมา ด้วยความรักและเอ็นดู
“ครับคุณแม่” เสียงตอบกลับมาของลูกชายตัวโตเท่ายักษ์ ทำให้ทุกคนภายในห้องต่างอมยิ้มกันถ้วนหน้า
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าชายหนุ่มจะเชื่อฟังนางมาริสาและนายแฮรี่เท่านั้น เพราะนิสัยส่วนตัวของเขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ดื้อเงียบและรั้นจนถึงที่สุดจนคนที่อยู่ใกล้ชิดด้วยถึงกับอ่อนใจ แต่ในขณะเดียวกันราเชนทร์ กลับเป็นชายหนุ่มที่ต้องการความรักตลอดเวลา เพราะถูกทอดทิ้งจากพ่อแม่ที่แท้จริงที่ให้กำเนิดเขาตั้งแต่แบเบาะ โหยหาความรักจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนที่เขารัก และในขณะเดียวกันเขาเองก็ช่างเป็นคนที่รักใครยากเช่นเดียวกัน
เมืองแฮรีสเบิร์ก ริมฝั่งแม่น้ำซัวควิฮานน่า
ภายในห้องนอน
ร่างสูงใหญ่ของราเชนทร์ บัดนี้กำลังนอนหลับสนิทบนเตียงอันหนานุ่มที่เขานอนแล้วรู้สึกอบอุ่นมากไปกว่าโรงพยาบาลหลายเท่า ชายหนุ่มออกจากโรงพยาบาลมาได้อาทิตย์เศษๆ และอยู่ในระหว่างการหยุดพักผ่อนเมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ เพราะอีก 1 สัปดาห์นับจากนี้ไปเขาจะต้องเก็บตัวฝึกซ้อมพร้อมเดินสายแข่งขันตามโปรแกรมที่ถูกจัดขึ้นทั้งปี
ท่ามกลางความเงียบสงัด และความเย็นที่เกิดจากอากาศต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งกำลังผลัดใบสู่ความเขียวชอุ่มแทนใบเก่าที่ค่อยๆ ร่วงลงไปกับพื้น เสียงคล้ายคนละเมอดังออกมาจากห้องนอน จากเสียงที่ฟังเหมือนหลับฝันไปแต่ฝันนั้นทำให้เจ้าของร่างถึงกับมีเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า ทั้งๆ ที่อากาศในยามนี้ยังจัดว่าเย็นอยู่มิใช่น้อย
“ใครเรียก! เรียกผมทำไม! เรียกทำไม!” เสียงละเมอของราเชนทร์ ดังออกมาเหมือนเขากำลังได้ยินหรือเห็นอะไรสักอย่าง พร้อมเสียงร้องตะโกนโวยวายดังขึ้นสุดเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่ไป!” ร่างของราเชนทร์ ลุกขึ้นนั่งจากที่นอนอันหนานุ่มของเขาทันที เหงื่อเม็ดใหญ่ขึ้นเต็มใบหน้าของเขาไปหมด เสียงหายใจหอบถี่เหมือนคนที่ผ่านการออกแรงอย่างเหน็ดเหนื่อย จนทำให้เขาหายใจหอบออกมาแบบนั้น
ชายหนุ่มหันกลับไปมองรอบๆ ตัวเขา สายตามองไปที่นาฬิกาที่ติดอยู่ฝาผนัง บอกเวลาตีสามเศษๆ ชายหนุ่มยกมือหนาขึ้นเสยผมสีดำที่ตัดเข้ารูปมาอย่างดี พร้อมเป่าปากออกไปอย่างแรงเมื่อรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นเพียงความฝันไม่ใช่เรื่องจริง
“ตีสามแล้ว เฮ้อ! ที่แท้เราก็ฝันไป ฝันบ้าบออะไร! เพ้อเจ้อสิ้นดี!” ชายหนุ่มพูดพร้อมลุกขึ้นจากเตียงนอน ร่างสูงที่ใส่เพียงกางเกงนอนขายาวเพียงตัวเดียว เผยให้เห็นแผงอกหนา ทั้งกว้างและกำยำเพราะเป็นนักกีฬา เดินตรงเข้าไปยังห้องน้ำส่วนตัวในห้องนอนของเขา
มือหนาเปิดน้ำลงในอ่างล้างหน้า พร้อมวักน้ำที่อยู่ในอ่างขึ้นลูบไล้ใบหน้าของเขาเพื่อให้คลายจากความง่วงนอน ใบหน้าหล่อคมคาย เมื่อถูกหยาดน้ำเกาะพราวยิ่งเพิ่มความเย้ายวนใจให้แก่ใบหน้าของเขาเป็นเท่าตัว มือใหญ่ควานหาผ้าขนหนูเพื่อซับใบหน้าให้สะอาด พร้อมเงยหน้าขึ้นมองกระจกใบใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเขา
“เฮ้ย!” ราเชนทร์สะดุ้งจนสุดตัวทันที เมื่อสายตาของเขามองเห็นภาพบางอย่างในกระจกตรงหน้าแทนที่มันควรจะเป็นใบหน้าของเขา
กระจกตรงอ่างล้างหน้าของเขา ปรากฏภาพให้เห็นเมืองขนาดใหญ่มหึมา มีแม่น้ำสีฟ้าครามขนาดใหญ่ไหลผ่าน เบื้องหลังมองเห็นพีระมิดอยู่ไกลลิบ ทั่วบริเวณมีแต่ทรายสีทองอร่าม และคนกลุ่มใหญ่สองกลุ่ม วิ่งปะทะเข้าหากันเหมือนกำลังทำสงคราม หน้าตาแต่ละคนช่างน่ากลัว บ้างมีผิวดำทะมึน และบ้างก็มีผิวสีน้ำตาลเพราะเกรียมแดด ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย ศพชายฉกรรจ์นอนตายเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด และเสียงร้องโหยหวนของผู้หญิงและเด็ก ดังก้องระงม
ภาพดังกล่าวที่ปรากฏให้ราเชนทร์เห็นกับตา สร้างความตกตะลึงให้แก่เขาจนยืนนิ่งอยู่กับที่ ถึงกับทำอะไรไม่ถูก และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเขามองเห็นร่างของบุรุษแต่งกายแปลกประหลาด ปรากฏขึ้นท่ามกลางสงครามอันดุเดือดเดินฝ่าผู้คนนับหมื่น มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมแสงเรืองรองกระจายล้อมรอบร่างของบุรุษปริศนาคนนั้น จนแม้แต่ราเชนทร์รู้ได้ทันทีว่าผู้ชายตรงหน้าเขาไม่ใช่คนธรรมดา เสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจดังก้องขึ้นมาทันที พร้อมมือขวาของบุรุษผู้นั้นที่มีอะไรบางอย่างอยู่ในมือ ยกขึ้นชี้มาทางชายหนุ่ม
“เจ้าคือคนที่ข้าเลือก! อาณาจักรแห่งนี้รอคอยเจ้าอยู่! ไม่ว่าเจ้าจะรับอาณาจักรแห่งนี้ของข้าหรือไม่ เจ้าก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธข้าได้ เพราะข้าได้เลือกเจ้าแล้ว เจ้าจะต้องมาหาข้าอย่างแน่นอน” บุรุษแต่งกายประหลาด พูดพร้อมเหวี่ยงสิ่งที่อยู่ในมือของเขาออกมาจากในกระจก ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง 3 อัน
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของราเชนทร์ เมื่อเห็นบุรุษแต่งกายประหลาดเหวี่ยงของที่อยู่ในมือซึ่งมีถึง 3 อัน พุ่งออกมาจากกระจกตรงมาหาเขาด้วยความเร็วจนมองตามไม่ทัน ชายหนุ่มทำได้แต่เพียงยืนนิ่งงันอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง
“เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!” เสียงของหนักตกลงกับพื้นดังสนั่น แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ในมือของผู้ชายที่อยู่ในกระจกมีจริง ราเชนทร์ถึงกับตาเหลือกค้างขึ้นมาทันที พร้อมเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่อยู่ในกระจก เห็นชายคนนั้นยืนยิ้มให้กับเขา พร้อมภาพเมืองใหญ่มหึมาที่เต็มไปด้วยพีระมิด ดับวูบหายไปทันที และคำพูดสุดท้ายของชายลึกลับที่ทิ้งเป็นปริศนาให้เขาต้องคิดตาม
“ข้ารอเจ้าอยู่ราเมนเซท เจ้าจะต้องมาหาข้าอย่างแน่นอน”
“พรึ่บ!”
“หาย! หายไปแล้ว! เกิดอะไรขึ้น! นี่มันเกิดขึ้นให้เห็นเต็มสองตาเราเลยเหรอเนี่ย เป็นไปได้อย่างไง” ราเชนทร์ พูดพร้อมค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ เพื่อก้มลงเก็บสิ่งของประหลาดที่ชายลึกลับปรากฏให้เขาเห็นอยู่ในกระจกก่อนจะเหวี่ยงออกมา
ชายหนุ่มนั่งมองวัตถุ 3 สิ่งซึ่งมีรูปร่างที่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรด้วยความพิศวง สิ่งหนึ่งดูคล้ายแส้และอีกสิ่งหนึ่งมีรูปร่างคล้ายไม้เท้าด้ามงอ อีกสิ่งมีรูปร่างเหมือนงูกับนกอยู่ด้วยกัน ทั้งสามสิ่งมีสีทองเหลืองอร่าม ถ้าไม่เห็นกับตาตัวเองที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อครู่ เขาจะไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดแต่ในเมื่อเขาเห็นและรับรู้อยู่เพียงคนเดียว แล้วจะมีใครบ้างที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาเห็น ราเชนทร์กล่าวออกมาทันทีเมื่อเขาหยิบวัตถุสองสิ่งขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ
“นี่มันเรียกว่าอะไรกัน ทำไมมีรูปร่างประหลาดๆ สีทองไปหมดเลย ทำด้วยทองคำอย่างนั้นเหรอ แล้วจะรู้ได้อย่างไงวะเนี่ย ไอ้สิ่งที่อยู่ในมือของเรามันเรียกว่าอะไร แล้วมันออกมาจากกระจกได้ยังไง ถ้าจะไปเล่าให้ใครฟังเขาจะพากันเชื่อเราหรือเปล่าวะ” คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันทันที ด้วยความสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา
สมองของราเชนทร์สั่งการออกมาทันที ว่าถึงอย่างไรเขาต้องรู้ให้ได้ ว่าสิ่งที่เขาเห็นในกระจกมีสาเหตุเกิดจากอะไร สายตาของชายหนุ่มมองไปยังวัตถุสามสิ่งที่อยู่ในมือเขา คิ้วที่ขมวดเข้าหากันเริ่มคลาย เมื่อเขาคิดออกแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
“มันไม่ยากเกินกว่าคนอย่างราเชนทร์ที่จะรู้หรอก” ชายหนุ่มพูดพร้อมยกวัตถุสามสิ่งที่อยู่ในมือของเขาขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา เมื่อเขารู้ว่าจะหาข้อมูลได้จากที่ไหน
สถาบันสมิธโซเนี่ยน (Smithsonian Institution)
“คุณว่าอะไรนะ! ของทั้งหมดนี้นะเหรอทำมาจากทองคำแท้ ราคาประเมินไม่ได้” เสียงร้องถามของราเชนทร์ แฝงไปด้วยความตกใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“ใช่แล้ว! ของโบราณอายุน่าจะไม่ต่ำกว่า 4000 ปี และทำมาจากทองคำแท้ๆ แบบนี้ คำนวณตามความเก่าแก่และฝีมือของคนในสมัยโบราณที่ทำออกมา มันประเมินค่าไม่ได้หรอกคุณไบรอัน”
“ถึงขนาดนั้นเหรอ” ชายหนุ่มถึงกับอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อในเมื่อเจ้าหน้าที่ของสถาบันยืนยัน
ร่างสูงใหญ่ของราเชนทร์ สุรสีห์ ไวลด์ ในชุดลำลองสบายๆ ยืนสูงตระหง่านคร่อมโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่ในสถาบันสมิธโซเนี่ยน ซึ่งดูแลรับผิดชอบในพิพิธภัณฑ์แสดงศิลปะและประวัติศาสตร์ของทวีปแอฟริกา ซึ่งเขารู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจของเจ้าหน้าที่สถาบัน เมื่อเห็นท่าทางตกใจของเขา
“คุณไบรอันตกใจอะไร ผมนึกว่าคุณจะรู้ซะอีก ว่าของที่คุณนำมาให้ผมช่วยตรวจสอบมันเรียกว่าอะไรและมาจากไหน คุณไม่ได้สั่งซื้อวัตถุโบราณพวกนี้เพื่อเอามาสะสมเหรอครับ แต่ถ้าคุณซื้อมาไว้เพื่อสะสมคุณเสี่ยงต่อการที่จะถูกรัฐบาลอียิปต์ เรียกเอาสมบัติของชาติเขากลับคืนมากนะ”
“เปล่า! ผม...ผมไม่ได้ซื้อมาไว้สะสม แล้วรัฐบาลอียิปต์จะมาเรียกร้องกับผมทำไม” ชายหนุ่มตอบปฏิเสธตามความเป็นจริง
“อ้าว! แล้วคุณไปได้วัตถุโบราณของอียิปต์มาได้อย่างไงครับ คุณรู้หรือเปล่าว่าไอ้วัตถุโบราณสามสิ่งนี้ อันที่มีรูปร่างคล้ายแส้หรือคนอียิปต์ในสมัยโบราณ จะเรียกว่าไม้นวดขาว เป็นสัญลักษณ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ ส่วนอีกอันไม้เท้าด้ามงอ คล้ายตะขอ เป็นสัญลักษณ์การปกครองที่มีอิทธิพลสูงส่ง ส่วนอันสุดท้ายคล้ายรัดเกล้าหรือที่เรียกว่ามงกุฎ ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปพญางูศักดิ์สิทธิ์ซึ่งคนอียิปต์ในสมัยโบราณเรียกว่าเทวีวัดเจ็ดแห่งอาณาจักรไอยคุปต์ล่าง และรูปนกแร้งสัญลักษณ์ของเทวีเน็คเบ็ตแห่งอาณาจักรไอยคุปต์บน ทั้งสามสิ่งที่คุณเอามาให้ผมตรวจสอบ มันคือสัญลักษณ์ของกษัตริย์อียิปต์ในยุคโบราณนะคุณไบรอัน”
“ของโบราณสามอย่างนี้นะเหรอ เป็นของกษัตริย์อียิปต์ในสมัยโบราณ!” ราเชนทร์ รำพึงออกมาทันที สายตาก้มลงมองวัตถุโบราณที่เขาเพิ่งจะรู้ว่ามันเป็นของโบราณเก่าแก่ และยิ่งไปกว่านั้นมันเป็นของกษัตริย์อียิปต์ในสมัยโบราณ
“คุณไบรอัน! เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมยืนนิ่งไม่ยอมพูดอะไรเลย” เจ้าหน้าที่สถาบันพูดพร้อมมองหน้าหล่อเหลาของเขาด้วยความแปลกใจ
“เออ...เปล่า แค่ตกใจที่คุณบอกผมว่า ของทั้งหมดที่ผมเอามาให้คุณตรวจสอบเป็นของกษัตริย์อียิปต์ในสมัยโบราณ” ราเชนทร์ พูดตอบกลับไปตามความรู้สึกของเขา พร้อมถามเจ้าหน้าที่สถาบันในสิ่งที่เขาควรจะทำต่อไป
“คือว่าของทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ซื้อ แต่มัน....” ชายหนุ่มหยุดคิดไปชั่วขณะว่าจะพูดตามความเป็นจริงหรือจะเลี่ยงไปอย่างอื่นดี จึงจะฟังแล้วดูเข้าท่า ขืนพูดตามที่เขาเห็นเมื่อคืน ถ้าไม่ถูกหาว่าบ้าก็ต้องเพี้ยนแน่ๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดเลี่ยงไปเป็นอย่างอื่น
“เออของทั้งหมดนี้ผมได้รับจากแฟนคลับที่ชอบการเล่นกีฬาของผม เออ...คือ...คือผมได้รับทางไปรษณีย์และผมก็ไม่เคยเปิดดูเลย เพราะติดการแข่งขัน มันนอนอยู่ในกล่องพัสดุผมก็ไม่รู้ว่านานเท่าไร ผมก็จำไม่ได้ จนผมป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลตามที่เป็นข่าวนั่นแหละ เลยได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน ถึงเพิ่งมีเวลาดูข้าวของภายในบ้าน พอเปิดเห็นไอ้เจ้าของสามสิ่งนี้เมื่อคืน ผมก็เอามาให้คุณดูนี้แหละ แล้วผมจะต้องทำแบบไหนต่อไปดีล่ะ” ราเชนทร์ ถามหาทางออกกับเจ้าหน้าที่สถาบันทันที
เจ้าหน้าที่ของสถาบัน ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที คนบ้าอะไรจะส่งของโบราณมีค่ามหาศาลมาให้ทางไปรษณีย์ ไม่รู้หรือว่าของพวกนี้จะทำให้คนธรรมดากลายเป็นมหาเศรษฐี นอนอยู่บนกองเงินกองทองไปกินไม่รู้กี่ชาติถึงจะหมด หรือถ้าคิดในทางกลับกันนักกีฬาชื่อดังที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ กำลังปิดบังแหล่งที่มาวัตถุโบราณนี้ก็ได้และไม่รู้จักข้าวของโบราณ ถึงได้หอบของโบราณเหล่านี้มาให้เขาตรวจสอบ ความคิดบางอย่างแวบขึ้นในสมองขึ้นมาทันที ก่อนจะพูดเป็นเชิงเออออตามชายหนุ่มไปด้วย
“อ๋อ! เป็นแบบนี้เอง ผมก็ว่าคุณแปลกๆ ดูไม่รู้อะไรเลยเพราะถ้าเป็นคนที่ชอบสะสมวัตถุโบราณต้องรู้ว่าของพวกนี้ มันคืออะไรและมีคุณค่าทางด้านโบราณคดีแค่ไหน ยิ่งเป็นของที่เกี่ยวกับกษัตริย์ในสมัยโบราณของอียิปต์ ถ้ารัฐบาลอียิปต์รู้ประเทศของเขาต้องเรียกร้องเอาสมบัติชิ้นสำคัญของกษัตริย์กลับสู่ประเทศแน่นอน คุณไบรอันรู้อะไรไหม ถ้ามีใครรู้ว่าคุณมีวัตถุโบราณมูลค่ามหาศาลอยู่กับตัวแบบนี้ ท่าทางชีวิตคุณจะวุ่นวายน่าดู” เจ้าหน้าที่สถาบัน พูดพร้อมถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่สายตากลับแฝงอะไรบางอย่างเมื่อรู้ว่า ราเชนทร์ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวัตถุโบราณอย่างแน่นอน ก่อนจะเงยหน้าเมื่อได้ยินเสียงห้าวของเขา
“ชีวิตผมนะเหรอจะวุ่นวาย แล้วเขามีสิทธิอะไรถึงจะเข้ามาวุ่นวายกับผม” ราเชนทร์ ถามสวนกลับไปทันที
“ของโบราณที่คุณได้รับ พวกพ่อค้าวัตถุโบราณมันชอบ ถ้าพวกมันรู้ก็จะพยายามที่จะซื้อไปให้ได้ แล้วเอาไปขายต่อในราคามหาศาล ถ้ามันซื้อไม่ได้มันก็จะขโมย และอีกหลายวิธีที่พวกมันจะทำขอแค่มันรู้ว่าวัตถุโบราณอยู่ที่ไหน ยิ่งถ้าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับของโบราณเหมือนคุณไบรอัน ยิ่งง่ายเพราะคนที่ไม่ชอบเล่นหรือสะสมของโบราณ บางทีให้ไปฟรีๆ หรือขายต่อให้ในราคาถูก เพราะเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้อะไร สมบัติของประเทศอียิปต์สูญหายไปเยอะ เพราะเป็นของที่เต็มไปด้วยความเก่าแก่และมีมนต์ขลัง ที่สำคัญทองคำในสมัยโบราณเป็นทองคำบริสุทธิ์หายากมาก ทองคำในยุคปัจจุบันเทียบความบริสุทธิ์สู้ไม่ได้เลย”
ราเชนทร์ ยืนฟังเจ้าหน้าที่สถาบันด้วยความตั้งใจ ไม่เคยคิดเลยว่าของโบราณที่มาจากอียิปต์จะเป็นสิ่งที่คนสมัยใหม่อยากได้ไว้ครอบครอง ทั้งๆ ที่ ซื้อของโบราณพวกนั้นมาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไร ตั้งเอาไว้ดูเล่นเฉยๆ
ชายหนุ่มไม่เคยสนใจของโบราณแต่ก็เคยอ่านมาบ้าง ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์มาบ้างแต่ไม่เคยเห็นข้าวของที่มาจากอียิปต์ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ชีวิตเขาจะหมดไปกับการฝึกซ้อมและการเดินสายแข่งขันตลอด เพราะเขาเป็นนักกีฬามืออาชีพ หาเวลาไปเที่ยวเล่นไม่ค่อยมี แต่ภายในใจของเขาตอนนี้เขายอมไม่ได้ หากของโบราณที่เขาได้มาจากเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ถูกขายเปลี่ยนมือต่อๆ กันไป ก่อนจะเอ่ยถามเจ้าหน้าที่ของสถาบัน
“แล้วถ้าผมจะนำของโบราณทั้งหมดนี้คืนให้แก่รัฐบาลอียิปต์ ผมทำได้ใช่ไหม”
“คุณไบรอันจะคืนของโบราณนี้ให้กับอียิปต์เหรอครับ” เจ้าหน้าที่สถาบันถามสวนกลับไปทันที
“ใช่ครับ!”
เจ้าหน้าที่ของสถาบัน นั่งมองหน้าราเชนทร์อยู่ชั่วครู่ สายตาจับจ้องมองวัตถุโบราณมูลค่ามหาศาลที่อยู่ตรงหน้า ความคิดบางอย่างแล่นขึ้นมาในหัวทันที ถ้าหากเขาได้วัตถุโบราณตรงหน้า แน่นอนเงินจำนวนมหาศาลจะต้องลอยมากองตรงหน้าเขา เพียงแค่ติดต่อพ่อค้าวัตถุโบราณ ขี้คร้านจะรีบมาเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ และเขาจะสบายไปตลอดชาติไม่ต้องมานั่งทำงานในสถาบันให้มันเมื่อยอีกต่อไป ความคิดในด้านมืดแล่นเต็มหัวไปหมด พร้อมพูดอาสาทันที
“เดี๋ยวผมจะช่วยคุณเอง ผมจะติดต่อกับทางสถานทูตอียิปต์ให้ทางเจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์ไคโรเดินทางมารับของโบราณทั้งหมดนี้กลับไปประเทศของเขา จะให้แจ้งว่าเป็นคุณไบรอันเป็นผู้มอบคืนหรือจะให้แจ้งในนามรัฐบาลสหรัฐ” เจ้าหน้าที่ของสถาบัน พูดพร้อมมองหน้าชายหนุ่มที่กำลังยืนฟังด้วยความตั้งใจ พร้อมส่งยิ้มให้แต่ตากลับมองไปทางของโบราณที่อยู่ตรงหน้าแทน
ราเชนทร์ ยืนกอดอกฟังเจ้าหน้าที่สถาบันแนะวิธีการส่งมอบคืนวัตถุโบราณให้กับรัฐบาลอียิปต์ สายตาของเขาจับจ้องใบหน้าเจ้าหน้าที่สถาบัน กำลังยืนคิดว่าเขาควรจะให้สถาบันสมิธโซเนี่ยนเป็นธุระจัดการแทนในฐานะรัฐบาลสหรัฐส่งมอบของโบราณทั้งหมดคืนให้แก่ประเทศอียิปต์ซึ่งจะดีกว่าเขา แต่ท่าทางของเจ้าหน้าที่สถาบันที่กำลังมองของโบราณที่กองอยู่ตรงหน้า ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสังหรณ์ใจบอกไม่ถูก แทนที่จะน่าไว้ใจทำไปทำมา ชักไม่เข้าท่าซะแล้ว
“เออ...เอาเป็นว่าผมเปลี่ยนใจ! ผมได้ของพวกนี้มาจากแฟนคลับที่ชื่นชอบในการเล่นกีฬาของผม เดี๋ยวผมจะกลับบ้านไปหาดูที่อยู่ซึ่งเขาส่งพัสดุมาให้ผมแล้วติดต่อเขาให้มารับคืนไป หรือถ้ามันจำเป็นจริงๆ ผมจะเป็นคนส่งคืนให้แก่รัฐบาลอียิปต์เอง ขอบคุณสำหรับการบรรยายของโบราณทั้งหมดที่คุณทำให้ผมรู้ว่า มันคืออะไร ผมขอตัว” ราเชนทร์ พูดกระชับได้ใจความ พร้อมก้มลงใช้มือหนากวาดของโบราณทั้งหมดใส่ในกระเป๋าเอกสารทันที ท่ามกลางเสียงทักท้วงของเจ้าหน้าที่สถาบัน
“เดี๋ยวๆ คุณไบรอัน คุณไม่เห็นต้องลำบากถึงขนาดนั้นเลย คุณจะมาเสียเวลากับของโบราณพวกนี้ทำไม เวลาของคุณเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น แข่งขันนัดเดียว คุณก็ได้ค่าตัวไม่รู้กี่ล้านดอลลาร์แล้ว ของโบราณพวกนี้มันต้องใช้เวลาในการประสานงานและติดต่อหลายขั้นตอนเชียวนะ” เจ้าหน้าที่สถาบัน พูดจาหว่านล้อมราเชนทร์เพื่อให้คล้อยตาม แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่เป็นอย่างที่คิด
“ผมไม่เสียเวลา! แต่ผมไม่อยากเสียความรู้สึก ความโลภไม่เข้าใครออกใคร ในเมื่อของพวกนี้มาอยู่กับผม ผมคือคนที่ครอบครองเพราะฉะนั้นถ้าจะคืนเจ้าของเขาไป ผมควรจะทำหน้าที่นี้จะดีกว่าใครทั้งหมด” ทันทีที่ราเชนทร์พูดจบ ชายหนุ่มหันหลังกลับเดินออกจากห้องทำงานของเจ้าหน้าที่สถาบันคนดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว โดยมีเสียงร้องถามของเจ้าหน้าที่สถาบันดังตามมาติดๆ
“คนไบรอัน! คุณจะไปไหนล่ะครับ ไม่เห็นจะต้องรีบร้อนกลับเลยนะครับ”
“ผมจะเอาของไปเก็บไว้บ้าน! เพราะผมมีประชุมทีมวันนี้” ชายหนุ่มตอบกลับมาโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
“โธ่โว้ย! เสือกจะมีอุดมการณ์อะไรขึ้นมาตอนนี้วะ พลาดเงินก้อนมหาศาลเลยกู” เจ้าหน้าที่สถาบัน ฮึดฮัดเป็นการใหญ่ เขาสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อราเชนทร์ไม่หลงกลตามที่เขาคิดไว้ สายตายังคงมองตามกระเป๋าที่ชายหนุ่มใส่ของวัตถุโบราณล้ำค่าตาเป็นมัน
“ในเมื่อมันไม่หลงกลก็ไม่เป็นไร เรื่องอะไรวะของหายากแบบนี้ในรอบ 100 ปียังหาไม่ได้เลย อย่าว่าแต่ 100 ปี ชาตินี้จะหาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” เจ้าหน้าที่สถาบัน แสยะยิ้มอย่างน่ากลัว มันกำลังคิดแผนการชั่วขึ้นในหัวสมองทันที สายตาของมันมองตามหลังราเชนทร์ ที่เดินออกจากประตูไม่กะพริบตา